สั่งสมสมาธิพุทธด้วยสังกัปปะ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สั่งสมสมาธิพุทธด้วยสังกัปปะ 7 _มุ่ง ตรงธรรม : น้อมกราบคารวะพ่อครู ผู้สยังอภิญญา ลูกขอโอกาสเรียนถามพ่อท่านครับ เมื่อเราเห็นอาการแดนเกิดของหทัยรูป เมื่อเราเห็นอาการผุดขึ้นมาที่หทัยรูปในจิตเรา เมื่อแยกอาการ โลภ โมหะ โทสะที่มันติดมากับนามจิตของหทัยรูปนั้นแล้ว เราใช้สังกัปปะ 7 มาจับเทียบก่อนหรือสลายมันทิ้งเลย แล้วสลาย เราควรใช้อิทธิวิธีใดสลายครับ พ่อครูว่า... ตอบ เราต้องใช้สังกัปปะ 7 นั่นแหละมาปฏิบัติจัดการ คำว่าอิทธิวิธี คำว่าอิทธิวิธีคือวิธีปฏิบัตินี่แหละ แล้วเราจะเก่ง อิทธิคือเก่ง มันทำได้ สามารถทำได้ อิทธิวิธะคือทำได้หลายอย่าง มโนมยิทธิคือ ทำได้สำเร็จ แล้วความสำเร็จได้ มีหลากหลายขึ้นก็จะเก่งขึ้นมีมโนมยิทธิ คือเก่งในการทำให้กิเลสตายจากจิต ทำได้มากขึ้นๆ ก็เป็นจิตที่หลากหลายวิธี เรียกว่าอิทธิวิธี แล้ววิธีทำก็คือสังกัปปะ 7 สังกัปปะ 7 มีอะไร.. ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา คำว่า ตักกะ คือ เมื่อสัมผัสแล้ว มันก็จะเกิดภาวะที่จิตขึ้นมาทันที พอจิตเกิดขึ้นมาก็เป็นเหตุปัจจัยเป็นเหตุเป็นผล เหตุและปัจจัยสองสภาพเป็นสภาพโดยรวมขึ้นมาปรุงแต่งขึ้นมา เราเรียกว่าจิตนี้มันเริ่มเกิด เริ่มดำริ ขึ้นมาเป็นสังขารและทำปรุงแต่งขึ้นมา คุณก็จับตัวอาการของจิตนั้นที่เกิดและดำริมา เริ่มคิดเริ่มโผล่เป็นตัวตนขึ้นมา แล้วก็มาจับมันแยกให้ได้ จิตที่มาเป็นก้อนนี้ มันมีกามวิตก หรือมีพยาบาทวิตก มีตัวเหตุปัจจัย ของกามหรือของพยาบาท ปรุงแต่งมันมาไหม? มันมีไหมกามวิตกหรือพยาบาทวิตก ที่เป็นความคิดหรือเป็นอาการของจิตที่ร่วมเป็น เรียกว่า สสังขาริกัง ปรุงแต่งร่วมด้วย มันมีไหม แยกมันให้ออกจากจิต จากเจตสิก มันต้องแยกให้ออก เช่น แยกเวทนา เมื่อสัมผัสก็รับรู้ขึ้นมา เสร็จแล้วก็อ่านความ
อ่านต่อ
รับรู้ที่มันมีการปรุงแต่งกันอยู่ มันเป็นเทวะเป็น 2 คุณก็ต้องแยกให้ออก ถ้าคุณยังมีกิเลสอยู่ ตัวนี้คุณก็ต้องแยกได้ แยกได้เป็น กามวิตกหรือพยาบาทวิตก จัดการไป อ่านตัวนี้แหละ ชี้หน้ามันเลย เอ็ง!ผีนะ อย่ามาหลอกข้า เอ็งเป็นของไม่จริง เอ็งเป็นของไม่เที่ยง เอ็งเป็นเหตุแห่งทุกข์ อย่ามาทำมามีตัวตนกับข้านะ อย่ามามีตัวตนกับข้านะ รู้หรือเปล่าว่าข้าคือใคร ต้องสาธยายและสนทนากับมันดีๆ ถ้าคุณเองมีปัญญา มีปฏิภาณเพียงพอ มีบารมีพอ กิเลสมันจะหายวับไปเลย แต่ถ้ากิเลสมันไม่หายวับ บารมียังไม่พอ พลังงานของปัญญา พลังงานของความรู้ความสามารถยังสู้กิเลสไม่ได้ จะไปเถียงจะไปแย้งอย่างโน้นอย่างนี้มันจะบอกอย่างนั้นอย่างนี้ คุณจะโง่กว่ามันก็แล้วแต่ คุณจะฉลาด ถ้าคุณยังมั่นคงแข็งแรงดีกว่าจับได้ว่ามันเป็นผี สรุปแล้วจนกระทั่งมันเห็นความจางคลายเห็นความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงนี้มี 2 นัยยะ 1 ความไม่เที่ยงเพราะกิเลสโตขึ้นโตขึ้น 2 ความไม่เที่ยงเพราะกิเลสมันลดลง ลดลง เรียกว่าเป็น อนิจจานุปัสสี เรามีปัญญามีความฉลาด อยู่เหนือมันกิเลสมันแพ้กิเลสมันยอมอ่อนลง เรียกว่าเห็นความจางคลาย วิราคานุปัสสี กระทั่งมันดับไป ก็ตามเห็นอนุปัสสี นิโรธานุปัสสี แยกฉายหนังช้าให้ดู ขยาย 32 เฟรมต่อวินาทีเลย 74 เฟรมก็ได้นะ กิเลสมันก็ลด พอมันสู้ปัญญาเราไม่ได้ สู้ความรู้ความจริงของเราไม่ได้กิเลสมันก็จะจางคลายไปเป็นลำดับ คุณเองก็จะรู้ว่าปฏิบัติได้อย่างนี้ ชนะด้วยปัญญาอย่างนี้ ไม่ได้ไปข่มขู่ ไม่ได้ไปทำร้ายมัน กิเลสมันถอยเพราะความจริง เป็นความฉลาดจริงๆยังมีปัญญาอันยิ่ง มันแพ้เรา คุณก็ทำอย่างนี้แหละ ทำอย่างที่มันดับอย่างนี้แหละพิจารณาเห็นความจริงจาก อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ทำซ้ำทำทวน ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำซ้ำทำทวน อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง สั่งสมอเนญชาเป็นอนุรักขนาปธาน เพียรซ้ำมันก็จะได้ผล จิตสะอาดบริสุทธิ์ตกผลึกเป็นสมาธิ สมาธิเกิดตรงนี้ สั่งสมจิตที่สะอาดเป็นจิตที่ปราศจากกิเลสเป็นอุเบกขา ที่สั่งสมตกผลึก เพราะฉะนั้นสมาธิจึงไม่ใช่ว่าได้กันมาง่ายๆนะจ๊ะ นั่งหลับตาแล้วเป็นสมาธิเลย มันไม่ใช่ อย่างนั้นมันเป็นแบบโลกียะเดียรถีย์เขาทำกัน อาตมาก็ทำมาเยอะแยะแล้วหลงผิด สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่อง อจินไตย ฌานเป็นเรื่อง อจินไตย ไฟปัญญาเป็นพลังงาน อุณหธาตุ มันเผากิเลส พลังงานไฟฌานปัญญา ฌานอยู่ที่ใดปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ใดฌานอยู่ที่นั่น ฌานที่ไม่มีปัญญาไม่มี นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๕)
ฌานคือพลังงานอุณหธาตุเผากิเลส เผาเสร็จเรียกว่าบุญ ปุญญะ คือพลังงานสุดท้ายของฌาน ฌานเผาเสร็จก็กิเลสหมดดับ ก็เรียกว่าตัวเสร็จ ตัวเผด็จศึก พอเสร็จแล้วก็จบ ปุญญะก็ไม่มี สู่แดนธรรม..เขากลับไปปฏิบัติหลับตา ขณะทำฌาน จะไม่ให้ปัญญามายุ่งเลย พ่อครูว่า...ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน แล้วฌานนี้เป็นของพระพุทธเจ้านะ ฌาน กับปัญญาเป็นของคู่กัน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน ปัญญาจึงไม่ใช่ของธรรมดา ปัญญาไม่ใช่ของที่จะมานั่งขบคิดด้วย เฉโก เป็นอัจฉริยะแบบโลกีย์ธรรมดา เยอะแยะผกผันความรู้มากมายมหาศาล ไม่ใช่อย่างนั้น ปัญญาคือความรู้โลกุตระปัญญาคือความรู้ที่ตัดกิเลสรู้จักปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ให้กิเอลสหมดมันหน่ายคลายมาตามลำดับ จนกระทั่งกิเลสมันหมด พอจะอธิบายสังกัปปะยังไม่จบ ตักกะ พอเริ่มมาแล้วเราก็แยกกิเลสได้ กามวิตกหรือพยาบาทวิตก แล้ว พิจารณา ด้วยไตรลักษณ์ จนกิเลสดับ มันดับได้ก็สั่งสมเป็นสัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดที่สำเร็จรูปด้วยการทำให้กิเลสออกได้ เสร็จ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นหมวดหมู่ของการทำงานแบบไดนามิก เมื่อได้แล้วก็เอาไปสั่งสมไว้เป็น หมู่ อัปปนา เป็นความตั้งมั่น เป็นแกนตั้งกับแกนเคลื่อนที่ได้จิตใจที่ชำระกิเลสสะอาดสะสมไว้ใส่เซฟ เป็นอัปปนา พยัปปนาก็ทำได้มากขึ้นอีกสูงขึ้นไป สูงขึ้นเป็นอันที่ 3 เจตโสอภินิโรปนา ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ (อัปปนา) ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ (พยัปปนา) ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ (เจตโส อภินิโรปนา)
จะสั่งสมทับทวีเป็นสมาหิโต เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นอนุตรจิต อยู่ในหมวดท้ายของเจโตปริยญาณ 16 อนุตรจิตคือตรวจสอบว่าจะเป็นสมาหิโตหรืออสมาหิโต ตั้งมั่นหรือหลุดพ้นจริงไม่มีตกหล่นเด็ดขาด นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แล้วไปสั่งสมพักไว้ที่วจีสังขารเป็นการอภิสังขารสำเร็จเรียบร้อยแล้วพร้อม ถ้ามีคำเรียกอยู่ในนี้ก็เป็นวจีสังขาร ยังไม่ไปเป็นวจีกรรม ปรุงแต่งเป็นตัว อธิวจนสัมผัสโส แต่ถ้ายังไม่มีชื่อก็เป็น ปฏิฆสัมผัสโส เฉยๆ แต่ถ้ามีชื่อคำเรียกแล้วก็จ่อไว้ที่ว่าจิตสังขารพร้อมที่จะออกไปเป็นวจีกรรมหรือกายกรรมภายนอกแล้ว
630826_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจาะลึกอุปาทานสุขทุกข์คือกระดาษแผ่นเดียวกัน