สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ขาดทุนคือกำไรกับแบบคนจน_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข14 มีนาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ขาดทุนคือกำไรกับแบบคนจน SMS วันที่ 10 มกราคม 2560 _0851614xxxการคิดก่อนพูดและทำ จึงช่วยให้บุคคลสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร และหยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง (พระราชดำรัส ร.9 พศ. 2540) ตอบ...พ่อครูว่า...มาดูพระราชดำรัส "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทำไป ก็เลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เขามีอุตสาหกรรมสูง จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้ว มันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 เป็นพระราชดำรัสที่ยิ่งใหญ่ ตำราที่ว่านั้น ในหลวงละไว้ ในฐานที่เข้าใจ เพราะท่านเป็นในหลวง ท่านจะไปบอกว่า ตำราที่จะต้องดูนั้น คือตำราศาสนาพุทธท่านตรัสไม่ได้ เพราะเมืองไทยมีหลายศาสนา ที่บอกว่าปิดตำรานั้นเสีย คือปิดตำราสากล วิชาการโลกียะ แต่ตำราของพระพุทธเจ้า เป็นตำราโลกุตระ ท่านมีพระปัญญาธิคุณ ในหลวงองค์นี้มีโลกุตรธรรม คนธรรมดาจะม

อ่านต่อ

าบอกว่า ต้องมามีชีวิตแบบคนจน ไม่มีใครพูดหรอก สำหรับคนธรรมดาสามัญทั้งหลาย นอกจากยกเว้นเลย คนๆนั้นจะต้องมีภูมิธรรมเป็นอาริยะจริง มีนะ ราษฎรที่ไม่เอา รวยไม่เอามาก ชาติอื่นก็มี ไม่ใช่มีแต่ชาติไทย รวยกว่านี้ไม่เอา มากกว่านี้ไม่เอา เคยมีแม้แต่ประธานาธิบดีอุรุกวัย ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แต่บ้านรับรองก็ไม่ไปอยู่ อยู่บ้านตัวเองหลังเก่าๆ รถประจำตำแหน่งก็ไม่ใช้ แต่ใช้รถเก่าๆของตัวเอง อยู่อย่างนั้นแหละ แต่บริหารประเทศได้ อยู่อย่างพอใจตัวเอง อยู่ในฐานะแบบคนจน ไม่ได้ไปหลงใหลว่า จะต้องมีมากอะไรนี่คือจิตใจของอาริยะ แล้วทำงานช่วยเหลือสังคมประเทศชาติ ช่วยเหลือผู้อื่น มีความรู้ความสามารถ ก็ขยันหมั่นเพียร ไม่ได้หลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ศาสนาไหนก็เข้าใจจุดนี้เหมือนกัน แต่ทฤษฎี(สันสกฤติ) หรือทิฏฐิ (บาลี) ของพระพุทธเจ้านั้นทำได้ จะพูดหรือความหมาย อธิบายศาสนาพุทธ พูดอย่างไร ก็ไม่นอกเหนือ กถาวัตถุ 10 ในทุกชาติทุกศาสนา ก็เข้าใจอย่างนี้ทั้งนั้น แต่ทฤษฎีคือทิฏฐิ ที่จะทำให้จิตใจลดละ จนเป็นคนเช่นนี้ได้ อันนี้แหละสำคัญ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่อาตมากล่าวถึง กถาวัตถุ 10 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) คนทั่วไปแปลว่า พึงพอใจที่ตนมีอยู่ มันไม่สัมพันธ์กับมักน้อย เพราะไปถามบิลเกต เขาก็ต้องพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แล้วจะบอกว่าเป็นคนสันโดษได้อย่างไร จะฟังขึ้นไหม บิลเกตนี่ แต่ละปี มีรายได้ต่อปี ไหลเข้าอย่างน้ำก๊อก แต่ละวินาทีของเขา เขาไม่พอหรอกไม่มีทางพอ ถ้าพอแล้วเขาก็ต้องบอกว่าพอแล้ว นอกจากนั้น ก็แจกจ่ายแก่ผู้อื่น เอาออกไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น แค่นี้พอแล้ว ถ้าคนที่พอแล้วจะบอกเช่นนี้ เหมือนเรากินข้าวอิ่มแล้ว จะบอกว่าพอแล้ว แต่คนที่ตะกละจะไม่พอ คนที่อิ่มแล้วนะ แต่ปากมันอยากก็เอาอีก มันไม่ใช่ปากหรอก กิเลสมันอยาก ท้องอิ่มก็พอสิ คนธรรมดา แต่คนตะกละยังติดอร่อย อิ่มแล้วก็สวาปามเข้าไปอีก คนที่จะเข้าใจว่าชีวิตจริงๆแล้ว มันไม่ใช่จะต้องไปรวย ลัทธิพุทธ จึงเป็นลัทธิจน อย่างเช่นในหลวงเรา เป็นพระอาริยะ เป็นโพธิสัตว์ ที่เป็นพระอาริยะจริง ไม่ใช่ยกยอปอปั้น แต่เป็นคุณลักษณะพิเศษ คุณลักษณะอันประเสริฐ เป็นคุณสมบัติที่มีธรรมะ อันเป็นอาริยะ เป็นโลกุตระ เหนือโลกียะปุถุชน สามัญ ที่เขาต้องเอารวย เอาลาภยศ มีอำนาจบาตรใหญ่ ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ส่วนผู้ที่เจริญจริงๆ จะไม่หลงไป จะทวนกระแสโลกโลกียะ เรียกว่าโลกโลกุตระ ทุกวันนี้เห็นโลกุตระของศาสนาพุทธนี้เสื่อมมาก ในหลวงท่านตรัสว่า ให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง เขาฟังเหมือนพอเข้าใจ มันดีนะพอเพียง แต่อาตมาเชื่อจริงๆว่า ไม่รู้ชัดเจนละเอียดจริงว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือต้องมามักน้อย เป็นคนมีวรรณะเก้า ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ มีวรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) กินง่ายอยู่ง่าย ไปง่ายมาง่าย เลี้ยงง่าย 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ไม่เอาแบบรวย ตรงกันข้ามกับสำนักธรรมกาย ที่เป็นสำนักปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธ เป็นศาสนามหัปปิจฉะ รวยไม่สิ้นสุด รวยตลอดกาล เป็นขบถต่อศาสนาพุทธ อย่างคนละขั้วเลย เป็นคนไม่รู้จักพอ อสันตุฏฐิ เป็นคนไม่พอ เป็นคนเกียจคร้าน (โกสัชชะ) ถ้าจะขยันก็คือ ขยันบำเรอกิเลสตัวเอง 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) .

ทุกวันนี้สังคมเมืองไทยยืนยันได้ เป็นปรากฏการณ์จริง สำนักที่สอนให้ไปรวย ยิ่งใหญ่ คนนับถือมาก มีอำนาจในสังคมมาก เช่น ธรรมกาย สำนักที่สอนให้คนมาจน ไม่มีคนเข้าใจ ไม่มีคนยอมรับนับถือ ไม่มีคนมาขึ้นเลย อย่างชาวอโศก ตั้งหน้าตั้งตาสอนให้คนมาจน จนกระทั่ง พยายามช่วยกัน ช่วยกันอย่างไร อาตมาก็ขอบคุณพวกเรามาก ช่วยกันมา ที่สุดเอาชีวิตมาปฏิบัติอย่างนี้ ให้ถึงที่สุดถึงนิพพาน เป็นพระอรหันต์ให้ได้ ยังไม่พอ ยังเปลี่ยนนามสกุล จากนามสกุลเก่า มาเป็นนามสกุลที่ยืนยัน มุ่งมาจน ตั้งใจจน พร้อมจน จนอีหลีอีหลอ มีเกินกว่าสิบตระกูล ที่มาจนแล้ว คนเหล่านี้ เอานามสกุลตัวเองมาเปลี่ยน ที่ต้องมาจนจริงๆ ของศิลป์สร้าง มีสกุล จนทุกชาติ จนสารพัด มาตั้ง ไม่รู้กี่สิบจนแล้ว ก็ขอขอบคุณ มาเป็นตัวหลักให้เห็นว่า มาจนนี่ดีจริงๆ นี่คือความเข้าใจ ความเต็มใจ พอใจ มาปฏิบัติตนให้เป็นคนเช่นนี้ อาตมาก็ภูมิใจในธรรมะของพระพุทธเจ้า มาประกาศให้พวกเราเข้าใจ และปฏิบัติชาวอโศกก็เข้าใจ จนมาเป็นคนจน คนจน จนกระทั่ง อาตมาพูดไปแล้ว เขาน่าจะสะดุดนะในพวกนักบริหารประเทศ น่าจะมองออกว่า ชาวอโศกนี่ ปฏิบัติตามศาสนาพระพุทธเจ้าจริงๆ ตามในหลวง เดินตามในหลวง ไม่ว่าจะเศรษฐกิจพอเพียง ไำม่ว่าจะเอาแบบคนจน ท่านก็ขยายความแบบคนจน อย่าไปเป็นคนรวย ก็เอาไปพัฒนาต่อไม่ได้ ท่านก็บอกว่า “แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” พระราชดำรัส ขาดทุนคือกำไร….ก็แปลว่า ขาดทุน เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้อง ว่าไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษ มันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่า ภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้ว เขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่า ต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไร ที่เป็นการกระทำ แล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้น มันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534

พ่อครูว่า...ประเทศไทยเรามีในหลวง ที่เป็นอาริยะบุคคล เป็นผู้ที่ประเสริฐ ท่านตรัสเศรษฐกิจพอเพียงแบบคนจน ขาดทุนคือกำไร ก็น่าเห็นใจผู้บริหาร ที่จะมาประพฤติแบบคนจน ต้องชัดเจน เหมือนอย่างประธานาธิบดีอุรุกวัย ก็จะชัดเจนจะทำจริง แต่ประเทศไทยยังไม่มีโอกาส คนที่รับสิ่งนี้ ยังไม่เข้าใจว่าเป็นคนเจริญ คนอย่างประธานาธิบดีอุรุกวัย เป็นคนเจริญ ขออภัยที่ต้องกล่าว ชาวอโศก มาเป็นคนจนได้สำเร็จ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้ทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์สังคม ชาวอโศกที่เป็นด็อกเตอร์ก็มี ไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้หลักฐาน แต่ทางการไม่เข้าใจไม่รู้จัก ประเทศยังไม่รู้จัก ขออภัยออีกที จะอธิบายตัวเอง ชาวอโศกเป็นชุมชน ที่มีทฤษฎี ปฏิบัติตน จนกลายเป็น คนมีวรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีศีลเคร่ง พัฒนาให้มีศีล เพิ่มขึ้นตามลำดับ จนฆราวาสชาวอโศก ก็สามารถถือศีล 10 ได้ แต่พระเณรทั่วไป ถือศีล 10 ไม่ได้ 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

คนที่เจริญจริงเป็นอาริยะ จะมีคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นคนจนแต่ขยัน สร้างได้มาก แต่เอาไว้เป็นของตนเองน้อยๆ ขยันหมั่นเพียรสร้างได้มาก ขออภัย อย่างชาวอโศก วันๆก็ขยันทำงานทั้งวัน จนตลอดเดือน ไม่มีรายได้เข้าส่วนตัว ทำงานฟรี เป็นปีก็ทำงานฟรี เสียภาษี 100% อย่างชาวบ้านราชฯ เป็นหมู่บ้านแบบนิตินัย หมู่ที่ 10 ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ มีผู้ใหญ่บ้าน ตามนิตินัย แต่หมู่บ้านนี้ คนเสียภาษี 100% ทำงานฟรี ไม่มีรายได้เข้าส่วนตัว ทำงานได้รายได้ เข้ากองกลางสาธารณโภคี กินใช้ร่วม ที่ดินก็ใช้ร่วมกัน บ้านช่องเรือนชาน ก็อาศัยร่วมกันได้ ใครควรอยู่บ้านไหน ก็แบ่งกัน ไม่ยึดติดเป็นของตัวของตน แม้จะมีของตัวของตน ก็ให้คนอื่นอาศัย ไม่หวงแหนยึดติด เป็นคุณสมบัติ เป็นสิ่งที่ติดตัวบุคคลชาวอโศก พัฒนามา 30-40 ปี ราชธานีอโศก ตั้งมาปีพศ 2537 พอถึงปีนี้ก็ 23 ปี แล้ว ตั้งแต่เป็น แผ่นดินที่ใครเขาก็ไม่เอา เพราะน้ำท่วม เขาก็ยกให้อาตมา ตอนแรกก็มี 30 ถึง 40 ไร่ จนเดี๋ยวนี้ มีที่ดินเป็นพันไร่แล้ว สมณะเดินดินว่า...มีคนสงสัยว่า ทำไมต้องมีเยอะด้วย พ่อครูว่า...ก็เพราะว่าทำงานสร้างสรร เราปลูกไม่ทันเลย ส่งสนามหลวงตอนนี้ ไขน้ำเข้าไขน้ำออกอยู่นี่ ผลผลิตของที่นี่ กล้วยทำไมลูกใหญ่ พืชพันธุ์ธัญญาหาร ทำไมลูกใหญ่ขนาดนี้ ปลูกอะไรก็งาม ไม่เคยเจอ หัวไชเท้าหัวเท่านี้ ในสังคมประเทศไทย ถ้าเป็นวัดที่รวยๆอย่างธรรมกายก็ขึ้นจังเลย มีคนไปมากมาย ทั้งที่เป็นขบถต่อศาสนาพุทธ แต่ทางการ หรือผู้รู้ทางศาสนา ถ้าไม่เข้าใจก็จะไปส่งเสริม โดยเฉพาะพุทธกระแสหลัก ที่เป็นพระภิกษุ เป็นเถรสมาคม ไม่เข้าใจชัดเจนว่า อย่างนี้คือกบฏต่อศาสนาพุทธ กลับไปส่งเสริม ตกเป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป กับเขาด้วย ก็จบเห่ จะยกตัวอย่างทางวิชาการ ธัมมชโย มีหมายจับทางการ ว่าไปโกง โกงนี่ปาราชิกข้อที่ 2 ระบุอธิกรณ์โดย dsi แต่เจ้าคณะจังหวัด ที่ดูแลวัดธรรมกาย ทำไมไม่เชิญตัวธัมมชโยมา แต่เจ้าคณะจังหวัดบอกว่า เป็นเรื่องของทางการ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา นี่คือศาสนาพุทธที่เสื่อม อธิกรณ์คือกล่าวหา ขนาด DSI กล่าวหา ก็ยังบอกว่า เป็นเรื่องของทางการ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา ก็พฤติกรรมของลูกวัด คุณเป็นผู้บริหาร เป็นเจ้าคณะจังหวัด กลับบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ขนาดว่าที่สังฆราช ก็ยังมายกยอ ธัมมชโย ทั้งที่ สังฆราชองค์ก่อนบอกว่า ธัมมชโยปาราชิก นี่คือความเสื่อม แต่มหาเถรสมาคม ไม่ยอมรับ คำตัดสินของสังฆราช นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ อย่างไม่เหลือซากเดน ของความเป็นศาสนาเลย ไม่มีเนื้ออาริยธรรม มีแต่อบาย มีแต่โลกธรรมแท้ๆชัดๆ ขออภัยที่อาตมาพูดชัด ระบุตรง พูดความจริง เพราะอาตมา เกิดมาชาตินี้ เพื่อที่จะฟื้นเนื้อแท้ของศาสนา อาตมาไม่ได้เกิดมาแย่งโลกธรรม จากทางศาสนา และ อาตมาจะไม่มีลาภยศทางศาสนา จะไม่ได้รับการสรรเสริญ จากทางศาสนา เรื่องสุขโลกีย์อาตมาไม่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าสุขอย่างนิพพาน ปรมังสุขัง อาตมาก็มีตามฐานะอาตมา แต่สุขเก๊ สุขขัลลิกะอาตมาไม่มี เพราะนิพพานนั้น ยิ่งกว่าสุข นิพพานัง ปรมังสุขัง อาตมามาชาตินี้ ไม่ได้แย่งโลกียสุข ไม่ได้แย่งลาภยศ ชาตินี้จะไม่มี ได้ยศตำแหน่งก็ไม่มี สรรเสริญก็ไม่ได้ อาตมามีแต่ถูกตำหนิ ไม่ได้อยากได้ แต่เป็นสัจจะ เป็น phenomenol เป็นปรากฏการณ์จริง อาตมามีหน้าที่ ที่จะบรรยายวิชาการ ของศาสนาพุทธ อาตมาเน้น ชี้ พูดตรง ก็ไม่มีเวลาพูดอ้อมค้อมลดเลี้ยว พูดตรงขนาดนี้ ก็ยังไม่ยอม พูดผ่าถูกหน้าแง ก็ยังไม่ยอม อาตมาเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไปมัวโค้งงอ ขี่ม้าเลียบค่าย พูดอ้อมไปอ้อมมาไม่ได้ อาตมาจะอายุเต็ม 83 มิถุนา ขึ้น 84 แล้วนะ อาตมาไม่ได้แก่นะ แต่อายุยาว ไปบังคับเวลาไม่ได้

600111_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การศึกษาความพอเพียง

https://www.youtube.com/watch?v=VG_z4ACnpUE

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน