สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของประเทศไทย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของประเทศไทย
วันนี้อาตมาเอาบทความของคุณเปลวสีเงิน วันนี้แหละมาอ่าน
เรื่อง ปรากฏการณ์ 'บอกอนาคตชาติ'
๑๒ วันแล้ว....นับจากวัน "ฟ้าคืนสู่ฟ้า" ลองทบทวนกันดูซิว่า เราเห็นอะไรบ้าง?
นอกจาก "รัก-อาลัย" ทั้งจากชาวไทยและชาวโลกแล้ว
ยังมีอะไรอีก?
"รักสามัคคี-ทำดีเพื่อพ่อ" เห็นเป็นรูปธรรม นั่นไง
แล้วอะไรอีก?
(พ่อครูว่า วันนี้ไปที่สนามหลวงมีคนเอาน้ำขวดมาให้เด็กเรา ด.ญ.ดูแลกับน้อง แล้ว ด.ญ.ดูแลไม่รับ แต่น้องรับ และต่อมาด.ญ.ดูแลก็รับ เพราะแกพยายามยัดให้เด็กเรา พอเด็กเรารับเท่านั้น คนให้ก็ร้องไห้ ดีใจ เราทำได้สำเร็จมันตื้นตันกว่าคนได้รับอีก สำหรับคนให้นี่ แกมีสองขวด แกก็ได้ให้สองขวด ก็ร้องไห้ซะสองอิ่มเลย เป็น amazing phenomena น่างึด น่ามหัศจรรย์ เป็นเรื่องจิตวิญญาณทั้งสิ้นเลย)
คนเป็นแสนๆ เฉพาะสนามหลวง รวมเป็นล้านๆ จากทั่วประเทศ ร่วมร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" เป็นปรากฏการณ์โลก นั่นไง
แล้วอะไรอีก?
คนเป็นแสนๆ ต่อวัน "ผู้ให้" มากกว่า "ผู้รับ" เป็นปรากฏการณ์โลก นั่นไง
แล้วอะไรอีก?
นอกจากตั้งจิต "ทำดีเพื่อพ่อ" แล้ว อีกส่วนหนึ่ง ยังเหมือนตั้งจิต "เลิกทำชั่วเพื่อพ่อ" ด้วยเหมือนกัน
จะเห็นช่วงนี้.......
บ้านเมืองสงบ-เรียบร้อย ไม่มีอาชญากรรมร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้น แม้กระทั่งการ ฉก-ชิง-วิ่งราว ก็แทบไม่ปรากฏ
ในหมู่คนไทยกว่า ๖๕ ล้านคน......
เหลือ "เศษคน" แค่ไม่กี่เศษ "นับหัว-นับชื่อ" ได้ ที่ซุกอยู่นอกประเทศ ก่อกรรมทุราจาร
เป็นไฟเผา "โคตรเหง้า-เผ่าพงศ์" ตัวเอง!
ถ้าจะแจกแจงทั้งหมด เกรงว่าโลกจะไม่มีเวลาให้ถึงขนาดนั้น
เอาเป็นว่า สิ่งดีทั้งหลาย.......
ที่สะท้อนจากคนไทย-ปร
อ่านต่อ
ะเทศไทย ออกไปเป็น "ปรากฏการณ์โลก" เวลานี้ สรุปได้คำเดียว คือ
"รัก"! (พ่อครูว่าอาตมาถึงต้องมาเขียนความรัก 10 มิติ ไปหาอ่านดูได้)
เป็นรัก "ตามรอยพ่อ" ที่ถูกทาง
"รักแบบพ่อ" คือ......."รักต้องให้"
ให้ความเมตตาผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น ให้ความปรารถนาดีผู้อื่น เอื้อเฟื้อแบ่งปันให้ผู้อื่น
รักแบบนี้แหละ คือ "รักสามัคคี" ตามที่พ่อสอน
เป็นรักทำให้ชาติรอด พี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันทุกคนรอด ตามพระบรมราโชวาท ที่ว่า
"......... ถ้าหากเมืองไทยไม่ใช้ความสามัคคี ไม่เห็นอกเห็นใจกัน ไม่อะลุ้มอล่วยกัน ไม่มีวันที่จะมีชีวิตรอดได้"
แต่ยังมีอีกสิ่ง ที่ผมถอดรหัส "รักตามรอยพ่อ" นั่นคือ ด้วย "เมล็ดพันธุ์แห่งรัก" ที่พ่อเพาะไว้
จะแตกโตเป็น "อนาคตสังคมชาติ" น่าตื่นตา-ตื่นใจ จนสามารถพูดด้วยความมั่นใจเกินร้อยได้ว่า.......
ด้วยกล้าพันธุ์ "ลูกพ่อหลวง"
ประเทศไทยในอีก ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้า จะยิ่งใหญ่เป็นเอกลักษณ์ และมากมายด้วยความหมาย "ไทยรุ่งเรือง มั่งคั่ง"
ปัจจุบัน พวกอ้างประชาธิปไตยล้มชาติ เท่าที่เห็นอยู่
จะเหลือค่า ๒ อย่าง ระหว่างปุ๋ยคอก กับการ์ตูนขายหัวเราะ!
ฉะนั้น นับแต่นี้ .....
ใครก็อย่าไปเสียเวลาด้วยการให้ค่ากับบุคคลประเภท "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน" อยู่เลย
เพราะวันนี้...เห็นชัด จะพูดว่า "ในรอบร้อยปี" ก็ไม่ผิด จากปรากฏการณ์
"อาสาทำดีเพื่อพ่อ"!
คำนี้ใครตั้ง......?
ไม่มีใครตั้ง หากแต่ "ความรัก" ของลูกที่มีต่อ "พ่อ" ผลิดอกกตัญญู-กตเวทีขึ้นกลางจิตสำนึกแต่ละคน
จนเป็นปรากฏการณ์ งาน "พระบรมศพ" คนเป็นแสนๆ ที่มา ไม่ได้มาเป็นแขก แต่มาประหนึ่งเจ้าภาพ
ต่างคนต่างช่วยเหลือ ต้อนรับ ดูแลซึ่งกันและกัน
นอกจากเป็นเจ้าภาพร่วมแล้ว ยังมาเป็นแรงงาน "ช่วยงาน" พระบรมศพโดยไม่มีใครเรียกร้อง และไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ
แต่ละคน สามารถทางไหน ทำอะไรได้ ช่วยอะไรได้ เสนอตัว "อาสาทำดีเพื่อพ่อ" ทันที
กระทั่งมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ รถเมล์ รถโดยสาร ล้างถ้วย-ล้างจาน เก็บกวาดถนน เดินเก็บขยะ แจกน้ำ แจกยา แจกอาหาร ปฐมพยาบาลคนเจ็บป่วย โบกรถ ทำป้าย ฯลฯ
ไปทางไหนๆ มีแต่น้ำใจ มีแต่ให้ มีแต่อาสา มีแต่ช่วยเหลือ มีแต่ความรัก-ความสามัคคี ทุกคนพี่น้องไทย "ลูกพ่อหลวง" ด้วยกันทุกคน
ด้วยสำนึกในสิ่งที่พ่อเพียรสร้างให้ลูกมา ๗๐ ปี
"กตัญญู-กตเวที" จึงเป็นความงดงามที่ "คนทั้งโลก" ทึ่ง ในความหมายว่า "ทำไม คนไทยจึงรัก-เทิดทูน-บูชา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ได้มากมายขนาดนี้?
ไม่เคยปรากฏ....
นิสิต นักศึกษา ในชุดสถาบัน จากหลายๆ สถาบัน รวมใจมากันเอง อาสาทำดีเพื่อพ่อ
ถือถุงดำเก็บขยะตามถนน ตามท้องสนามหลวง
สละเงินกันเอง ซื้อขนม ซื้อยา ซื้อพัด ซื้อน้ำ มาแจกจ่าย ฯลฯ
ไม่เคยปรากฏ....
นักเรียนอาชีวะ หรือที่เรียก "นักเรียนช่างกล" จะประกาศ "เลิกตีกัน" ถาวร ด้วยจิตสำนึกของแต่ละคน โดยไม่มีใครบังคับ นับแต่นี้ไป
ไม่เคยปรากฏ....
นักเรียนมัธยม ในชุดนักเรียน จะรวมตัว-รวมกลุ่ม "มากันเอง" เป็นจิตอาสา ทำทุกอย่าง เสิร์ฟน้ำ-เสิร์ฟอาหาร เดินเก็บขยะ ช่วยคนเฒ่า-คนแก่
ไม่เคยปรากฏ.....
ชาวบ้านเป็นรายบุคคล ทำขนมมาจากบ้านบ้าง ซื้อหายาดม-ยาหม่องบ้าง
เรียกว่าใครมีอะไร ก็หอบติดตัวมาช่วยงานพระบรมศพ ว่างั้นเถอะ
ไม่เคยปรากฏ....
จะมีคนมาตั้งโรงทานมากมายขนาดนี้ ถึงขนาดว่า มาถวายสักการะพระบรมศพกันเป็นแสนๆ คนในแต่ละวัน
แต่คนรับ...แพ้คนให้!
จนพูดได้ยินไปทั้งโลกว่า.....มางานพระบรมศพพ่อ ไม่ต้องเอาตังค์มาซักบาท ก็กินอิ่ม-นอนหลับได้สบาย
ไม่เคยปรากฏ.....
ศิลปิน นักแสดง ทุกหมู่เหล่า จะมาร่วมพี่น้องประชาชนเป็นน้ำหนึ่ง-ใจเดียวกัน มาช่วยงานกัน ชนิดไม่มีใครห่วงสวย หรือกรีดจริต
และไม่เคยปรากฏ..........
เด็ก ๓-๔ ขวบ จะร้องไห้ สะอึก-สะอื้น เมื่อทราบข่าว "ในหลวง" สวรรคต พลางร้อง
"อยู่กับหนู...อย่าทิ้งหนูไป"!
นี่คือภาพกว้าง ที่ผมตามดูจากข่าวแต่ละวัน และเมื่อสรุปปรากฏการณ์ดังว่าทั้งหมด สิ่งตกผลึก คือ
ไม่น่าเชื่อ แต่จริงที่ปรากฏแล้ว คือ.......
เยาวชนไทย ตั้งแต่ ๓-๔ ขวบ จนไปถึง ๑๙-๒๐ ปี
ทั้งที่วัยนี้ ไม่มีโอกาสได้เห็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" และ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ทรงบุกป่าฝ่าดง ดูแลสุข-ทุกข์ราษฎร ทั้งแผ่นดิน เหมือนที่รุ่นพ่อ-แม่เคยเห็นก็ตาม
ผู้ใหญ่มักพูดกันว่า........
"คนรุ่นใหม่" ไม่เอาสถาบัน
"คนรุ่นใหม่" ไม่รู้จักในหลวง
"คนรุ่นใหม่" มองว่า ประเทศไม่จำเป็นต้องมีระบบกษัตริย์
แต่จาก ๑๒ วัน ที่ผ่านมา เห็นชัด......
ที่พูดกันนั้น "ผิดหมด"!
ไม่อยากใช้คำว่า "ผู้ใหญ่ มองเด็กผิด"
แต่อยากใช้คำว่า "ผู้ใหญ่เมื่อวาน" ใช้จิตสำนึกทาสและความคิดแยกแยะต่ำ ไปประเมิน "เด็กวันนี้"!
ในจำนวนพสกนิกรนับแสนๆ ปรากฏว่า "คนรุ่นใหม่" ในสถานะต่างๆ ทั้งสถานะนักเรียน นักศึกษา และในอาชีพ-การงานอื่นๆ
มาร่วมงานถวายสักการะพระบรมศพ มาเป็น "จิตอาสา" ทำดีเพื่อพ่อ มากจนถมทับ "คนรุ่นอดีต" จมหาย
เทียบง่ายๆ เมื่อครั้ง กปปส.ชุมนุม ด้วยมวลชน ๓-๕ ล้านคน มีเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซักหมื่นก็ยาก
แต่งานพระบรมศพพ่อ เยาวชนคนรุ่นใหม่ เป็น "หน่ออนาคต" โดดเด่น-สะดุดตามาก
และทุกคนรู้.......
ขึ้นชื่อว่า "วัยรุ่น" ถ้าไม่เต็มใจ-ไม่สมัครใจ อย่าหวังจะได้เห็นเช่นนี้ และที่สำคัญ ผมแอบปลื้มเอามากๆ
เยาวชนแต่ละคน พอนักข่าวสัมภาษณ์....
คำพูดจากใจ "จะฉาดฉาน ชัดเจน" เข้าถึงแก่นนำมาซึ่งศรัทธาใน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
ด้วยรับรู้ใน "สิ่งที่พ่อสร้าง"
และนั่น ทำให้พวกเขาทั้งหลาย ออกมาเป็น "จิตอาสา" ตอบแทนพระคุณพ่อ
คนรุ่นใหม่ "รู้จัก-เข้าใจ" คำว่าในหลวง
และ "รู้จัก-เข้าใจ" ว่า.......
ความเป็นไทยกับระบบกษัตริย์ ต้องอยู่ด้วยกันจึงจะเป็นประเทศไทย!
ผมดูทิศทาง "อนาคตประเทศ"
จากบทบาท-ทัศนคติ "คนรุ่นใหม่" วันนี้ บอกได้คำเดียว "หมดห่วง-สบายใจ"
"คนรุ่นใหม่" จะโตไปพร้อมคำว่า "ไทยกับสถาบัน".
พ่อครูว่า อาตมาก็ต่อเลยว่า ไทยกับสถาบันต้องอยู่เป็นคู่กันตลอด และขอยืนยัน ประชาธิปไตยสองขาก็คือ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ ขออภัยไม่ได้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่พูดเป็นวิชาการ พระมหากษัตริย์บางพระองค์ไม่ได้ทรงทศพิธราชธรรมก็ไม่ได้รับการนับถือใช่ไหม พระจริยวัตรของท่านไม่ดีงาม ประชาชนก็ไม่เคารพยกย่อง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ แต่ถ้าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่มีทศพิธราชธรรม มีพระจริยวัตรประเสริฐวิเศษเป็นอาริย เป็นสิ่งที่เป็นโลกุตระธรรม ดังเช่นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ของเรา ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาก็บอกมาตอนต้น อาตมาก็หยิบพระราชดำรัสของพระองค์ว่าทรงดำริ และดำรัสเช่นนี้อาตมาก็ขยายความจนเหนื่อย วันนี้ก็ค่อยยังชั่วแล้วล่ะ (ภาษาอีสานว่า ไคแน) แล้วล่ะ ประชาธิปไตยนี้เกิดตราคำว่าประชาธิปไตย Democracy ที่ประเทศอังกฤษเป็นต้นตำรับ เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นต้นแบบต้นระบอบของประชาธิปไตย เสร็จแล้วมันก็มาพลิกแพลงด้วยคน ด้วยอัตตามานะของเขา เป็นกิเลสของคน เขาแยกตัวมา เอาอย่างประวัติศาสตร์ของอเมริกัน คนอเมริกันไปแย่งแผ่นดินของอินเดียนแดงเขา มีการบริหารแบบสหรัฐ แต่ละรัฐก็ปกครองตนเองตามประชาธิปไตยแบบของ โดยไม่มีรวม ที่จริงมันดีนะ แต่โดยลักษณะของสังคมกว้าง คนมาก ในประดาคนมากนั้น โดยเฉพาะกาละยุคที่ใกล้กลียุค มันมีคนหยาบคนชั่วมาก ถ้าจะเอาคนชั่วเป็นประมาณ เอาความมากเป็นประมาณ แต่ความมากของคนนั้นมันหยาบต่ำ กิเลสมากใกล้กลียุค เอาความมากมาใช้ไม่ได้ อย่างไรประชาธิปไตยขาเดียวก็ไม่ได้เรื่องใช้ไม่ได้ ประชาธิปไตยขาเดียวหรือสองขา หรือเผด็จการก็ได้ หมายความว่า พ่อขุน หรือว่า เป็นพ่อเมือง เป็นเจ้าเมือง เป็นหัวหน้าเผ่า คนเดียวมีสิทธิ์ขาดมีอำนาจใหญ่คนเดียว เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชแต่มีทศพิธราชธรรมมีอาริยบุคคล ท่านก็บริหารเหมือนลูกเหมือนหลาน อย่างเช่นพ่อขุนรามคำแหงเป็นต้น ส่วนมากก็เป็นพระโพธิสัตว์บริหารเหมือนครอบครัว เป็นสาธารณโภคีทั้งประเทศ อาตมามั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็นสาธารณโภคี มีความต่อเนื่องปฏิสัมพัทธ์เป็นระดับอย่างน่ามหัศจรรย์ เชื่อมร้อยกันอย่างสวยงาม ในประเทศไทยนี้ถ้าเป็นสถาบันท่านจะมีกฎมณเฑียรบาล ก็คือกฎหมายเฉพาะในสถาบันชั้นสูง ในสถาบันกษัตริย์นั้นเอง เป็นกฎระเบียบหลัก ทุกประยูรญาติ เชื้อสายพระวงศ์ทั้งหมด ต้องอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ถ้าไม่ประพฤติก็ต้องมีระเบียบให้ปลดออกอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นการสืบสายสันตติวงศ์ของผู้ที่ต้องอยู่ในระเบียบความงดงาม ความประเสริฐ เป็นคุณธรรมประมวลไว้หมดแล้ว จึงเป็นบุคคลที่จะเกิดในสายนั้น อยู่ใน DNA นั้น ในสรีรพันธ์ุ ไม่ใช่กรรมพันธ์ุนะ ผู้สืบสายพันธุกรรม ก็ต้องอยู่ในกฎมณเฑียรบาลทั้งสิ้น จะไปทำตามกิเลสทั้งหมดไม่ได้ สืบสานมาตลอดทุกประเทศเหมือนกันหมด สรุป ผู้ที่เป็นสายสถาบันก็คือผู้ปกครองประเทศ บริหารประเทศ ถ้าเป็นประชาธิปไตยก็เป็นประชาธิปไตย 2 ขา ถ้าเป็นเผด็จการไม่มีขาเดียวก็เป็นเผด็จการ อย่างคุณธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่สมบูรณ์ด้วยกฎระเบียบจิตวิญญาณที่จะถูกหล่อหลอมพัฒนาการ มันมีการสืบต่อ มันมีการคัดเลือก มันจะต้องคัดเลือกทั้งสายแล้วชาตินี้ชาติหน้า ออกมาสืบสายทั้งสรีรพันธ์ุและกรรมพันธ์ุ อาตมานี่ก็เป็นกษัตริย์มาหลายยุค แต่ทำไมชาตินี้ปางนี้อาตมาเกิดมาเป็นหมากลางตลาด เดี๋ยวไขความ อาตมาปางนี้เกิดมาพิสูจน์ในทางธรรม จะต้องพิสูจน์ธรรมะอย่างไม่มีอลังการ รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย คุณวุฒิต่างๆไม่ต้องเอามาจากไหน เอามาจากธรรมะเดิม อยู่ในคลังสัญญาของตัวเอง อยู่ในบารมีของตัวเองที่ได้สั่งสมมาแล้วของจริง ของนอกๆไม่เห็นมี ดึงมาใช้ในของตัวเองหมดเท่าที่จะมีความสามารถเพื่อพิสูจน์สัจธรรม โดยไม่ต้องอาศัยอะไรเข้าไปช่วย พิสูจน์อย่างเพียวๆ อาตมาถึงรู้ว่าเหนื่อยก็ยอม ยากก็ยอม เพราะอาตมาเข้าใจจริงว่าต้องพิสูจน์ เกือบห้าสิบปี อาตมาว่า อาตมามี progression ratio อยู่นะ อัตราความก้าวหน้าของความเจริญทางอาริยธรรม มันมีความก้าวหน้าได้ ไม่ต้องใช้วิธีแบบโลกๆ ใช้ใบปริญญา ประกาศนียบัตร ใช้ศิษย์พี่ศิษย์น้องครูบาอาจารย์ ใช้ยศศักดิ์ก็ไม่ต้องมี ใช้อาริยธรรมเพียวๆ อาตมากล่าวไม่ผิด ใช้อาริยธรรม เพื่อพิสูจน์ ไปรอดได้ แม้ว่าไม่มีมากมาย แต่เข้าเกณฑ์ อย่างในหลวงท่านตรัสว่า เราก็ไม่รวยแต่เราอยู่ได้ มันจะเป็นอย่างนั้นโดยหลักเศรษฐศาสตร์ เขาไม่สะสมเงินคงคลังไว้มากหรอก เมื่อมีเงินสะสมก้นถุงไม่มากเขาเรียกว่าคนจน มีก็สะพัดออก หนึ่งเงินก้นถุงน้อย สองไม่ run shot ไม่ขัดข้อง ไปได้เรื่อยๆต่อเนื่อง สามไม่เป็นหนี้ สี่ไปได้คล่องตัว ได้เร็วสมบูรณ์สวยงามอุดมสมบูรณ์พอ อาตมาก็ว่าอโศกไม่ขี้เหร่เท่าไหร่นะไม่เล็กเกินไป แต่ว่าไม่ใหญ่จนกระทั่งเกินการณ์ แต่กระนั้นเขาก็ยังว่าทำใหญ่อีก ก็ในหมู่เราเองก็ยังมีว่ากันอยู่ มันมีความซับซ้อน อธิบายยาก ต้องมาสัมผัสภายในจะเข้าใจ สรุปแล้วอาตมาว่าประชาธิปไตยขาเดียวที่เขามีตัวอย่าง ไม่มีคุณสมบัติทางจิตวิญญาณหรือทางธรรมะเป็นหลัก แต่เขาเอาทางวัตถุ เขาเอาทั้งเปลือกนอกเป็นหลัก เปลือกนอกไม่มีอำนาจควบคุมดูแลมันไม่มีภูมิปัญญา มันไม่มีความเฉลียวฉลาดซับซ้อนแก้ไขสถานการณ์หรือจัดการ โดยเฉพาะวัตถุต่างๆ มันไม่มีเมตตา มันไม่รู้จักเมตตา ไม่รู้จักกตัญญูกตเวที อนุโลมปฏิโลม วัตถุมันไม่รู้เรื่อง ให้มันตัดสินว่าอะไรดีอะไรชั่ว ก็ไม่ได้ จิตวิญญาณจึงเป็นเรื่องตัดสินสิ่งที่เกินกว่าวัตถุจะรู้ได้มากมาย ในสังคมมนุษย์ที่เป็นสัตว์มีชีวิตจิตวิญญาณ ก็จะต้องใช้อาศัยจิตวิญญาณอันประเสริฐ เป็นตัวดูแลควบคุม หรือบริหาร สรุป ประชาธิปไตย 2 ขาดีที่สุด กว่าประชาธิปไตยขาเดียวหรือไม่มีขาเลย คือคอมมิวนิสต์มันไม่มีประชาธิปไตยมันไม่มีขา แต่ประชาธิปไตยขาเดียวก็อย่างอเมริกา หรือบางที่ก็ไม่ใช้ชื่อประชาธิปไตยแต่พฤติกรรมอันเดียวกัน อาตมาเองพูดเรื่องการเมือง พูดเรื่องรัฐศาสตร์ อาตมาไม่มีภาษา technical term ที่เขาเรียนกัน ทฤษฎีต่างๆ อาตมาพูดไม่ได้ แต่อาตมารู้ความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น ตั้งแต่ปางก่อน ภาษาบัญญัติตั้งแต่ปางก่อน พอมาชาตินี้เขามีศัพท์ตามที่เขามี อาตมาไม่มีก็พูดไม่เหมือน อาตมาแม้จะเอาภาษาวิชาการเขามาอธิบายไม่ตรงนัก เขาก็เล่นงานอาตมาอยู่ ดีไม่ดีบางคนรู้ผิดจากสภาวะแท้ด้วย แล้วสมมุติผิด ก็หาว่าอาตมาพูดผิดจากเขา ก็จะเหมือนได้อย่างไร อาตมาอธิบายให้ถูก ภาษาจะว่าอย่างไรก็ช่างศีรษะ มาพูดถึง amazing phenomena คือปรากฏการณ์ที่น่าชื่นใจน่าประหลาดใจมันเป็นไปได้ยังไง อาตมาว่าปีนี้ ก็จะมีงานพระบรมศพไปอีก คนต่างประเทศก็จะเข้ามา มันยังไม่ค่อยแพร่กระจายไปเพราะคนเขายังไม่ค่อยรู้ตัว (คนว่าฝรั่งเศสตีพิมพ์ไปทั่ว) แล้วฝรั่งเศสนี่แหละเรียกร้องหาสถาบันกษัตริย์ให้กลับคืนมา แสดงว่าเขาเริ่มลืมตา มีชาคริยาแล้ว (มีคนบอกว่า นักฟุตบอลต่างประเทศยืนไว้อาลัยให้ด้วย) สิ่งเหล่านี้บังคับกันไม่ได้ ยิ่งเป็นกลุ่มใหญ่ และเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อประเทศชาติด้วยไม่ใช่เรื่องธรรมดา สัจจะความจริงของสัจจะ คือสิ่งที่ดีจริง ประเสริฐจริง ซึ่งมันลึกซึ้งๆซับซ้อนเกินกว่าคนโลกีย์จะเดา เช่นมาเป็นคนจน ไม่ต้องมีทรัพย์ศฤงคารอะไร... ถามคำตื้นๆ ถ้าอาตมาไปสะสมเงินทอง พวกคุณจะเคารพไหม….หลายคนบอกว่าไม่เคารพ นี่อาตมาบอกเรื่องตื้นๆนะ ไม่ต้องคิดลึกอะไร ถ้าอาตมาไปสะสมเงินทอง เป็นพระนี่แหละ คุณก็ไม่เคารพหรอก คนที่มาบวชเป็นพระภิกษุแล้วจะเป็นอาริยะหรือไม่เป็นอาริยะ ไปสะสมเงินทองคุณก็ไม่เคารพทั้งนั้น เพราะในศีลและวินัยของพระมาให้สะสมเงินทอง ตั้งแต่เป็นสามเณรก็ไม่ให้สะสมแล้ว แม้จะเป็นพระอาริยบุคคลถ้าสะสมเงินทองเขาก็ไม่เคารพ คุณจะพยายามพากเพียรไม่ให้มีเงินทอง อดทนเอาลำบากลำบนหน้านองน้ำตา แม้ไม่บรรลุ คนก็เคารพ แต่ถ้าคุณไปละเมิดเขาก็ไม่เคารพแล้ว และมีความซับซ้อนถ้าภิกษุมาบวช ไม่ได้บรรลุอาริยะ สะสมเงินทองก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าบรรลุเป็นอาริยะแล้วสะสมเงินทอง ก็กระไร พระไม่ได้บรรลุก็เหมือนคนติดฝิ่นไม่มีก็จะตายเอง ตำรวจเองยังพกฝิ่นให้นักโทษที่ลงแดงจะตายต่อหน้าต่อตาให้พออยู่ได้แต่ไม่ใช่มอมเมา ไม่เช่นนั้นประสาทมันช็อตจะตายเอา ไม่เช่นนั้นก็เหมือนหมอใจดำช่วยได้ก็ไม่ช่วย ผู้ที่อยู่ในฐานะสูง พูดผิดนิดหน่อยก็เป็นมาก ควรจะมีวุฒิภาวะสูงก็มาทำอย่างนี้มันไม่เหมาะสม ในการโกหกของคนธรรมดาบาปก็เท่าหนึ่ง แต่ถ้าเป็นอาริยะมาโกหกก็บาปมากกว่ายิ่งเอาอุตริมนุสธรรม คุณวิเศษมาโกหก ก็ยิ่งเป็นอนันตริยกรรม ขอยกตัวอย่างสมีไชยบูลย์ ขนาดอาจารย์มั่นไปผิดเรื่องกามก็ยังบอกว่าตายไปเป็นหมาห้าร้อยชาติ แต่นี่เรื่องอุตริมนุสธรรม บาปมันแพง อกุศลกรรมกินหัว คนเรามันไม่รู้ อย่างอาตมานี่นะ ...ตั้งใจฟังอย่าถือสานะ คืออาตมาตอนหนุ่มในยุคหนึ่ง ก็มีเพื่อนพาไปซ่อง แล้วมันก็เสียค่าบริการไปตั้งพันกว่าบาท ตอนนั้นเงินไม่ใช่น้อยๆนะ พันกว่าบาท อาตมาก็เสียดายเงินไปให้เงินกับเรื่องอย่างนี้ มันเห็นคนละค่าเลย เหมือนอย่างเสี่ย ให้เงินให้ทองให้บ้านให้รถ อย่างเศรษฐีใหญ่ มันเห็นแก่อย่างนั้น มันก็กล้าเสีย แต่เราไม่เห็นอย่างนั้นเราเอาเงินไปทำอย่างอื่นได้ประโยชน์อีกตั้งเยอะ การสัมผัสเสียดสีมันเหมือนกับการเกา คุณมีเชื้อโรคก็คันก็เกาได้สัมผัสสุดยอดแล้วระดับนั้นเกินกว่านั้นจะแสบ การเกาก็คือการสัมผัส ถ้ามันมีเชื้อโรคกิเลสก็จะบอกว่ามันส์ ก็เท่านั้นก็ถึงสุดยอดก็เท่านััน เลยไปกว่านั้นคุณก็ไม่ทำแล้ว เลยกว่านั้นก็อักเสบเป็นแผล อย่าไปเสียเวลา ทุนรอน แรงงานเลย ความสูญเสียทั้งหมดมีสามอันนี้ เวลามีเท่ากันทุกคนนะ แรงงานทางกาย แรงงานทางปัญญาของใครของมันคุณไปเสียมันทำไม ทุนรอนทรัพย์สินก็แล้วแต่ ไปเสียกับสิ่งไร้สาระทำไม ถ้ามีปัญญาแล้วเลือกได้ เช่นจะเล่นไพ่ หรือทำอบายมุขต่างๆ ไม่ต้องไปมีรสชาติกับสิ่งเหล่านั้นเลยเป็นของต่ำ คนที่เลิกได้จะเห็นว่ามันเป็นรสชาติที่ตัวเองไปถูกครอบงำว่ามันมีรสชาติจริง เท่านั้นเอง ทุกอย่างเลย ไปยึดถือว่ามันมีรสชาติ แต่จริงๆมันไม่มี คนไปยึดถือมันเอง ถ้าคุณล้างได้จะรู้ได้ด้วยตัวเอง เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ เป็นคุณอภิวิเศษคุณธรรมอุตริมนุสธรรมเกินกว่าสามัญปุถุชนที่จะเป็น ปุถุชนกัลยาณธรรมคือพวกที่รู้สามัญว่าอะไรดี กดข่มไม่ทำสิ่งไม่ดีได้ แต่ไม่ได้ล้างกิเลสเป็นกัลยาณชน กัลยาณชนกับอารยชนต่าง ต่างกันที่กัลยาณชนกดข่มได้ ไม่แสดงกิริยาวาจาที่หยาบได้ แต่ไม่ได้ล้างเหตุ จิตเจตสิกที่เป็นตัวการใหญ่ คุณไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้รู้จัก เทวนิยมไม่ได้เรียนรู้อย่างแท้จริง อเทวนิยมนั้นให้เรียนรู้อาการลิงค นิมิต อุเทส กำหนดเครื่องหมายในจิต ตั้งแต่นอกจนเข้าไปถึงนามธรรม ถึงเวทนา จนถึงพลังงานจิตนิยามเรียกว่าจิตในจิต ตัวกิเลสเป็นอกุศลจิต คุณก็ต้องรู้จักอาการให้ได้ มันไม่มีรูปร่าง เส้น เสียง สี แสง มันเป็นอาการเคลื่อนไหวคุณก็จับได้ แล้วคุณก็ฆ่าถูกตัว จนมันจางคลายลดลงกระทั่งมันเหลือน้อย จนกระทั่งดับสนิท นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นสัจธรรมที่ท้าให้มาพิสูจน์ได้ มันเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ในยุคนี้เมืองไทยเป็นชมพูทวีป จะมีคุณสมบัติคุณธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในมนุษยชาติ โดยเฉพาะในเมืองไทย เพราะมีทฤษฎีเกิดจึงเป็นระบบที่เป็นองค์ประกอบหลักฐานต่างๆจะอยู่ในประเทศไทยนี้ไป จนกว่าจะสิ้นศาสนาพุทธ ของสมณโคดม อีกสองพันกว่าปี ในประชาธิปไตยที่เป็นพุทธ จะมีอริยบุคคล โดยเฉพาะในยุคพระพุทธเจ้าเป็นไม่ได้ เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นโสดาบัน ได้แค่นั้น เท่าที่มีหลักฐาน เหมือนนายกรัฐมนตรี (ปธน.ไม่ได้เป็นปชต.ขาเดียว ต้องเป็นปชต.สองขาเท่านั้น) จะมีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แม้กระทั่งกษัตริย์เป็นอริยบุคคลถึงขั้นอรหันต์ได้ จนกว่าจะสิ้นอีกสองพันกว่าปี ในประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นพระอรหันต์ ไม่ได้เป็นการพยากรณ์ แต่เป็นการพูดตามหลักวิชาการ ถ้าจะมาก็ไม่รู้ว่าใคร แต่พูดตามหลักวิชา จะมีนายกรัฐมนตรีมีรัฐมนตรีเป็นอรหันต์เป็นอนาคามี ถ้าคนเป็นอรหันต์เป็นอนาคามีแน่นอน จะไม่โลภ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีอคติ และยังซื่อสัตย์จัดสรรเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์รัฐกิจสังคมศาสตร์สังคมกิจอย่างเสมอภาค อย่างได้สัดส่วนมีสัปปุริสธรรม 7 มีมหาปเทส 4 มีหลักเกณฑ์ในการบริหารตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะอยู่กันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข อยู่อย่างดีงามเลย เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้ ของสิ่งที่จะต้องเกิด และควรเกิดไหม.. ต้องเกิดเพื่อยืนยันความจริงของศาสนา _สู่แดนธรรมว่า มีเพื่อนบอกว่า ผู้เป็นอนาคามีนั้นมีหน้าที่ทำกิเลสของตัวเองให้หมดจนเป็นอรหันต์ ตอบ...เขาไม่เข้าใจอาริยะของศาสนาพุทธ แต่เขาเข้าใจเป็นแบบฤาษีชีไพร ได้แบบใดก็เพราะคนไม่เข้าใจสัจธรรม คุณไปหลงเอาทฤษฎีของฤาษีดาบสที่หลงอยู่ในป่า ได้แต่อัตตา ไม่ได้เป็นแม้แต่โสดาบัน ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์เบื้องต้น แม้แต่โสดาบัน ไม่รู้จักสังโยชน์ 3 ได้ปฏิบัติมาเป็นเบื้องต้นของโสดาบัน ไม่มีหลักเกณฑ์แกนของโสดาบัน ที่จะพัฒนาขึ้นอีก ถ้าแกนดี ก็ยิ่งพัฒนาความหมุนให้คล่องตัวมากขึ้น มีเหตุปัจจัยได้มากขึ้นจะยิ่งเร็ว เป็นความคิดที่ทวนกระแสอย่างนั้น มันไปแล้วยิ่งมืด ๆ แต่นี่ยิ่งไปยิ่งสว่าง ๆ แสดงว่าที่ถามมานี้ งมงายมืดไม่รู้กี่ชั้น
สมณะเดินดินว่า..เหลือเวลาอีก 20 นาทีอยากให้พ่อครูสื่อสารถึงต่างจังหวัดที่จะมาทำโรงบุญ พ่อครูว่า...การแสดงออกว่าของเหลือคนมาน้อยกว่า มันเป็นการแสดงออกถึงผู้เสียสละมากกว่าคนมารับ คนเสียสละมากกว่าคนมารับการเสียสละ มันหมายถึงความเจริญหรือความเสื่อม เรื่องวัตถุก็คือวัตถุ ทำมาใหม่สร้างใหม่ได้ แต่จิตวิญญาณแบบนี้ราคาแพงกว่านะ มันเห็นได้ มีได้ มันน่าให้มี ให้เห็นได้ด้วยซ้ำไป สมณะเดินดินว่า...ถ้าไปแจกแล้วไม่พอ มีแต่จะฆ่ากันตายเพราะแย่งกัน พ่อครูว่า...เอาให้ชัดถ้าเอาไปแจกแล้วมันเหลือ ต้องใส่ถังเอาไปทิ้งเพราะเน่าเสีย แต่พวกเราฝึกฝนแล้ว ไม่ทำให้เน่าเสียเลอะเทอะ เอาไปหมักเป็นจุลินทรีย์หมุนเวียนมาใช้อีกครั้ง มีความรู้หมุนเวียนสร้างสรรค์ได้ เราเอาขี้มาทำข้าว เอาข้าวมาทำขี้ หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น เรื่องเล็กเลย เอาใส่ถุงไปให้กินที่บ้าน แต่ก็มีความรู้ละเอียดว่า อย่าให้เสียหาย เอาแต่พอดี คำตรัสของสมเด็จพ่อเราถึงได้ปรากฏว่า พอเพียง พอเหมาะ พอดี มากไปจริงๆก็ไม่ดี เกินไปหรือเหลือไปก็ไม่ดี แต่มันเหลือนี้มันดีกว่าขาดไม่ใช่หรือ เพราะเราเองก็เป็นคนขยันมีความรู้ความสามารถก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้ ขอให้พวกเราอย่าขาดแคลนก็แล้วกัน พวกฝรั่งมาอยู่เมืองไทยก็บอกว่า เมืองไทยไม่มีใครตายเพราะอดหรอก เมืองอื่นเขาปล่อยให้อดตายได้ ดีไม่ดีหลอกให้ออกนอกประเทศ ไม่งั้นเป็นศพเน่าในประเทศ แต่เมืองไทยเราไม่มี อย่างอาจารย์ประมวลได้พิสูจน์ว่าไม่ตายหรอก ข้อสำคัญ ขอให้เราเป็นคนดี พอรู้ว่าเป็นคนดีเท่านั้นนะ ไม่มีใครเขารังเกียจหรอก ต่อให้คนจนด้วยกัน คนจนแล้วไปเจอคนดี ไปเจอคนขาดแคลน อาจารย์ประมวลก็เล่าให้ฟังแล้ว สังคมไทยมีวัฒนธรรม แม้แต่ DNA เชื้อหรือ Genetic ของคนไทยมันก็วนเวียนในคนไทย มันเป็นเชื้อทางจิตวิญญาณด้วย คนที่มีวิบากเกิดเป็นเชื้อชาติ ถ้าคุณไม่ชั่วถึงที่ ไม่มีวิบากตายไปแล้ว ต้องไปเกิดในดินแดนที่แร้นแค้นลำบาก ไปเกิด เอธิโอเปียหรือปาปัวนิวกินี มันไม่ไปหรอก ใครไม่เชื่อก็ลองทำชั่วหนักๆสิ จะได้ไปเกิดอยู่ที่ไหน ก็จะมีแต่ตกต่ำไปเรื่อยๆ เพราะแม้บาปในปางนี้ก็เห็นแล้ว แล้วจะมีอะไรชูให้เขาขึ้นมา ชาตินี้ก็หนักแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเขาถูกด่าถูกย่ำถูกยี มีแต่ถูกรังเกียจ ทั้งที่เขาน่าจะมีเกียรติ แล้วชาติหน้าเขาจะเป็นอย่างไร ในเมื่อทุนที่ดีมีน้อย ถ้าคุณมีอาริยธรรมจะมีค่าสูงกอบกู้ได้มาก พระพุทธเจ้าว่า ค่าการทำทานกับโสดาบันก็มีค่ามากว่าทำทานอย่างนิจทานคือทำทานอย่างประจำ ถ้าทำทานกับโสดาบันหนึ่งครั้งดีกว่าทำนิจทาน 100 เท่า ทำทานกับ สกิทาคามี 1 ครั้งก็ มีค่ามากว่าทำทานกับ โสดาบัน 100 ครั้ง ทำทานกับ อนาคามี 1 ครั้งก็ มีค่ามากว่าทำทานกับสกิทาคามี 100 ครั้ง ทำทานกับ อรหันต์ 1 ครั้งก็ มีค่ามากว่าทำทานกับ อนาคามี 100 ครั้ง ทำทานกับ อนิยตโพธิสัตว์ 1 ครั้งก็ มีค่ามากว่าทำทานกับ อรหันต์100 ครั้ง
591024_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของประเทศไทย