สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธ ตอน 2 copy.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมาธิพุทธ ตอน 2 อาตมาก็ขอตั้งต้นใหม่ พูดกันมาเยอะแล้ว พูดมา 45-46 ปี ก็ขอเริ่มตั้งต้นใหม่ โดยขออธิบาย หลักธรรมที่เขาถือว่า เป็นหัวใจของพระพุทธเจ้า คืออริยสัจ 4 อริยสัจ 4 นั้น จะเรียนรู้ได้ แล้วปฏิบัติจิตให้เกิดการพ้นสมุทัย ผลจากเหตุแห่งทุกข์ ก็ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ทำให้เกิดอธิจิต ที่เรียกว่าสมาธิ อธิจิตที่เกิดท่านเรียกว่า สัมมาสมาธิ หรือเรียกให้เต็มยศว่า อริโยสัมมาสมาธิ หากเขียนคำว่า อริโยสัมมาสมาธิ ใน google จะมีพระสูตรต่างๆขึ้นมา แต่มีในมหาจัตตารีสกสูตรเล่ม14 ข้อ 252เป็นต้นไป อ่านดูเถิดแล้วจะรู้ว่า การทำสัมมาสมาธิที่เป็นอริยะ หรือเรียกว่า อริโยสัมมาสมาธิ หรืออริยมรรคมีองค์ 8 จะอยู่ตรงนี้แหละชัดเจน เป็นสมาธิพุทธ อาตมาตั้งชื่อว่าเป็นสมาธิพุทธ สมาธิที่ไปนั่งหลับตากันทุกวันนี้ ทุกคนหลับตาปฏิบัติ แล้วบอกกันว่า นั่นคือการทำสมาธิ นั่นคือ พวกเดียรถีย์นอกรีตศาสนาพุทธ ทุกคน ทุกการปฏิบัติ อาจารย์ใหญ่ๆ ที่เขาหลงกันว่าเป็นอรหันต์ ก็สอนให้นั่งหลับตาปฏิบัติ มีโทรทัศน์ ไม่รู้ตั้งกี่ช่อง ก็สอนอย่างนี้ทั้งนั้น แล้วโพธิรักษ์เอ้ย ใหญ่มาจากไหน มันน่าหมั่นไส้จริงๆนะ ไปว่าอาจารย์ใหญ่ๆ ที่เขาเคารพนับถือกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วโพธิรักษ์ มีคนนับถือกันเท่าไหร่ อริยสัจ 4 จะเรียนรู้ทำให้เกิด อธิจิต วิมุติ เกิดสัมมาสมาธิ ก็ต้องปฏิบัติอันนี้แหละ เริ่มต้นอ่านเลย
7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสม
อ่านต่อ
าธิของพระอริยะ (พระบาลีว่า อริโยสัมมาสมาธิ) อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ (พ่อครูว่า..คนนั้น ต้องมีความรู้ว่า อย่างนี้คือมิจฉาทิฏฐิ อย่างนี้คือสัมมาทิฏฐิ คนที่แยกแยะได้ถูกต้อง ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าแยกแยะ มิจฉาทิฐิกับสัมมาทิฏฐิ ไม่ออก ก็คือผู้ที่มิจฉาทิฐิ ) [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล (นัตถิ ทินนัง) ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล (นัตถิ ยิฏฐัง) สังเวยที่บวงสรวงแล้ว (นัตถิ หุตัง) ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี (นัตถิสุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) โลกนี้ไม่มี (นัตถิ อยัง โลโก) โลกหน้าไม่มี (นัตถิ ปโร โลโก) มารดา (นัตถิ มาตา) ไม่มีบิดาไม่มี (นัตถิ ปิตา) สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะ (นัตถิ สัตตา โอปปาติกา)ไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี (นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) นี้มิจฉาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า...ทินนัง คือทานที่ทำเสร็จแล้ว แต่ทำเสร็จแล้ว ก็ไม่เกิดผลลดละกิเลส แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีผลกุศล แม้ว่าทำทานอย่างมิจฉาทิฏฐิ ก็มีผลเป็นกุศล แต่อันนี้ พระพุทธเจ้าตรัสถึงโลกุตรธรรม เป็นปรมัตถธรรม เป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะ ไม่ใช่โลกียธรรม ที่เขาพูดกัน ทำทานนี่ ทำทานแล้วได้โลกุตรธรรม คือทำทานแล้วละกิเลสเป็นบุญ ทำทานได้ชำระกิเลส ได้ 1 หน่วย เป็นโสดาบัน ตัดกิเลสได้เป็นโสดาบันนะ เพราะพ้นสีลลัพพตปรามาส จะรู้วิธีการ ยิฏฐังคือวิธีการ คือศีลพรต และวิธีปฏิบัติ แต่ทำทานแล้วตั้งจิตอยากได้ เป็นภพเป็นชาติ ก็ไม่ได้ลดกิเลส ทำทานต้องทำโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจเป็น อ่านอาการของใจ ในการสร้างความหวัง ในการมีความอยาก สาเปกโข ก็ทำทานไม่ได้ผล เกิดทำทานแล้วได้ภพชาติ ทานที่มีผล ต้องมีผลโลกุตรธรรม แต่ในสังคมพุทธทุกวันนี้ สอนทานกันอย่าง ไม่มีผลทั้งนั้นเลย ทั้งๆที่มีพระไตรปิฎกยืนยัน ทานสูตร ใน ล.23 ข.49 ทานสูตร ทำทานแล้วอย่ามี สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) สอนกันเป็นมิจฉาทิฐิทั้งหมด ทานแล้วไม่ได้ลดภพจบชาติ แต่สอนให้สร้างภพ สร้างชาติ อันนี้คือไม่มีผล ก็ไม่สัมมาทิฏฐิ แม้แต่ข้อที่ 1 เป็นมิจฉาทิฐิแล้ว
ข้อที่ 2 ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว เขาก็แปลตามภาษาโบราณ ไม่ให้ผิดก็ดีแล้ว ยัญพิธี แปลว่าวิธีการปฏิบัติ แต่ภาษาสมัยเก่าแปลว่า ยัญที่บูชาแล้ว วิธีการปฏิบัติมีทาน ศีล ภาวนา คือ ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง แต่ปฏิบัติศีลพรตโดยไม่สัมมาทิฏฐิ มันก็ไม่เกิดผล จึงเป็นนัตถิยิฏฐัง
อันที่สาม สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล หุตัง หมายความว่า ปฏิบัติการทำทาน หรือทำวิธี ปฏิบัติศีลพรต แต่ไม่สำเร็จเป็นผล ไม่เป็นภาวนามัย ไม่สำเร็จผล ภาวนาแปลว่าการเกิดผล แต่ทุกวันนี้ แม้แต่คำว่าภาวนาก็แปลว่าให้นั่งสมาธิ ท่องบ่นภาวนาพุทโธ ภาวนาไม่ใช่มรรค แต่คือการเกิดผล คนปฏิบัติทินนัง ยิฏฐังไม่เกิดผล เป็นหุตัง คือการปฏิบัติ และสังเวยก็คือเสวย ได้ให้จิตได้รับผล ได้รับประโยชน์ เกิดบุญ คือการชำระกิเลสก็ไม่มี เป็น นัตถิหุตัง ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี เป็น (นัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ก็ไม่รู้ ในทุกกรรมกิริยา คุณทำกรรมกิริยาทุกอย่าง หากไม่มีผลสั่งสมลดกิเลส ผลวิบากก็ไม่ได้ลดกิเลส หากทำให้มีผลเป็น อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก (ข้อ 257) หรือต่อจากนั้น มีผลเป็นโลกนี้ ได้ผลเป็นโลกียะ คืออยังโลโก หรือว่ามีผลเป็นโลกุตระ เป็นโลกหน้าก็ไม่มี โดยเฉพาะไม่รู้เรื่องว่า โลกนี้คืออะไร โลกหน้าคืออะไร นัตถิ อยังโลโก จริงๆแล้วปฏิบัติมีโลกนี้แหละ อยังโลโก แต่ไม่รู้เรื่อง นัตถิ ไม่เข้าใจ โลกนี้โลกหน้า คือไม่รู้จักโลกียะหรือโลกุตตระ มารดามี ข้อนี้ยิ่งหนักเขาไปใหญ่ ยาก ข้อนี้เลยงงว่า คนเกิดมา ไม่รู้ว่าแม่มี มันเกิดมาจาก รูกระบอกไหน เกิดมาจากโพรงไม้ หรือบิดาไม่มี ข้อต่อไป ก็บอกว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ คนก็งง ไม่เข้าใจปรมัตถ์ วันนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวตน บุคคลเราเขา แต่เป็นเรื่องของปรมัตถธรรม แม่คืออิตถีภาวะ พ่อคือปุริสภาวะ เป็นลักษณะกระบวนการของธรรมะ ที่เป็นแม่เป็นพ่อ ถ้ามารวมลงไปในตัวบุคคล เป็นแม่ เป็นพ่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราเป็นพ่อ สารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นแม่ สารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง โมคคัลลานะ เป็นแม่นม รวมลงไปเป็นตัวบุคคล ก็เข้าใจยากอยู่ หากเป็นปรมัตถ์แล้ว ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ คือมีเหตุปัจจัย อย่างหนึ่งเป็นแม่ อย่างหนึ่งเป็นพ่อ ช่วยกันทำให้เกิดลูก เป็นสิ่งที่ 3 เกิดขึ้น การเกิดมรรคผล ต้องมีเหตุปัจจัย การไปหลับตา สะกดจิต ไม่มีเหตุปัจจัย ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์ ของศาสนาพุทธเลย เมื่อมีเหตุปัจจัย มีแม่มีพ่อ ก็จะเกิดลูก เรียกว่า สัตว์โอปปาติกะ ทำให้การเกิด เป็นโอปปาติกโยนิ เป็นการเกิดของจิตวิญญาณ สามารถทำได้ ก็จะเกิดเป็นอาริยะบุคคล เป็นสัตว์อื่น ที่ต่างจากสัตว์โลกีย์ มาเป็นสัตว์โลกุตระ เป็นพรหมสัตว์ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ
600131_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สมาธิพุทธ ตอน 1