ความยากหลายชั้นตอนในการทำงานรื้นขนสัตว์ของพ่อครู.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข28 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ความยากหลายชั้นตอนในการทำงานรื้นขนสัตว์ของพ่อครู _ดิฉันได้รับหนังสือ “อภิธานศัพท์อโศก” แล้วค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครู คณะผู้ร่วมทำทุกท่านทุกคน และขอขอบคุณคุณวิบูลย์ พีรพัฒนโภคิน ซึ่งได้ฟังเทศน์พ่อครู ก็ได้นำหนังสืออภิธานศัพท์อโศกมามอบให้ดิฉัน เล่มใหญ่มาก เนื้อหาดีมาก ดีใจมากค่ะ ขอเล่าเกี่ยวกับหนังสือนิดนึงนะคะ หนังสือนี้มีหัวข้อที่น่าสนใจเยอะค่ะ เช่น 50 ปี สิ่งที่ยากของสมณะโพธิรักษ์ ดิฉันอ่านหัวข้อนี้แล้วรู้สึกว่างานของพระโพธิสัตว์นี่ยากมากๆ ค่ะ งานยากอย่างนี้คนธรรมดาทำไม่ได้แน่ๆ ค่ะ 50 ปี สิ่งที่ยากของสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า... เฉกะ หรือ เฉโก มาจาก ฉ กับ เอก ฉ คือ 6 เอกนี่คือ 1 ทีนี่คนเข้าใจผิด คนมิจฉาทิฏฐิไปเอา 6 รวบเป็น 1 เฉกะหรือ เฉโก ไปรวบ 6 เป็น 1 แยก 6 ไม่ออก แยกความรู้ แจกวิภัตติเป็น 6 ไม่เป็น ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่มีความรู้ในโลกุตรธรรม ไม่มีความรู้แบบปัญญาก็เลย ได้แต่ เฉกะหรือ เฉโก อยู่อย่างนี้ ตลอดกาลนาน เทวนิยมไม่มีความรู้โลกุตรธรรมมีความรู้แต่ เฉโก อย่างนี้ อาตมาไม่ได้ไปหาความไม่ได้ไปหาเรื่องเทวนิยมหรือ เฉโก หรืออย่างที่เขาเป็นเช่นนั้นของเขาจริง ตามพยัญชนะก็ระบุทุกอย่าง มีทั้งตำนาน มีทั้งประวัติ มีทั้งพฤติกรรม มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ส่วนปัญญานั้น มันมารู้รายละเอียดหมดเลย แยกออกมาเป็น ฉฬายตนะ จึงใช้คำว่า ฉลาด มันกร่อนมาจากคำ ฉฬายตนะ มาเป็นภาษาไทยคือคำว่าฉลาด อาตมาไม่ได้โมเม มันเป็นเรื่องจริง มันเป็นมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้น คนฉลาดก็คือปัญญา ถ้าคนเฉโกอยู่มันไม่ใช่ฉลาด คนเฉโก คนมีความรู้แบบนั้นไปทิ้งหมดเลย 6 ไปรวบเป็น 1 1. ตามอะไรก็ตามพระศาสดาหรือตามพระเจ้าของเขา ระบุว่าอย่างไร คัมภีร์ว่าอย่างไร ระบุไว้อย่างไร อย่าไปแยกเป็น 2 ไปกระจายขยายความอีกต่างหาก ไม่ขึ้นกับ กา

อ่านต่อ

ละ เทศะ ฐานะ ต้องเป็นของพระเจ้าหนึ่งเดียวตลอดกาลนาน เปลี่ยนแปลงออกจากตรงนั้น จะกาละไหน เทศะไหน ฐานะไหน เมื่อใด มีองค์ประกอบแตกต่างเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่เกี่ยว ต้องหนึ่งเดียวอยู่ตลอดกาลนาน โด่เด่ อยู่หนึ่งเดียวตลอด ไม่ขึ้นกับกาล ไม่ขั้นกับกาละ ไม่ขึ้นกับเทศะ ไม่ขึ้นกับสถานที่ องค์ประกอบอะไรไม่ขึ้น ไม่ขึ้นกับบุคคล ไม่ขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณที่จะหลากหลายเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง..ไม่ขึ้น เป็นอย่างเก่า ยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียว ตามคัมภีร์อย่าไปเปลี่ยน อย่าไปแก้ อย่าไปทำผิดเพี้ยนเป็นอันขาดอย่างนั้นเลย ก็น่าสงสาร น่าสงสาร เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทุกอย่างไม่เที่ยง คำว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง นี้สุดยอดลึกซึ้ง เอ้า.. ผ่านไปก่อน เดี๋ยวจะขยายความเพิ่มเติมอีก _คือมีสิ่งที่ยากเป็นไปตามลำดับ คืออยากให้คนมีปัญญาโลกุตระสามารถมองเข้าหาตนเอง เห็นกิเลสตัวเองแล้ว ได้ลดกิเลสในตัวเองได้ถูก พ่อครูว่า... เพราะไม่เห็นกิเลสตัวเองอย่างถูกตัวถูกตนของกิเลส มันจึงลดกิเลสไม่ถูกต้อง อ่านให้ออก อย่าไปขี้ตู่ อย่าไปเอาจิตของตัวเองร่วมด้วยมา ต้องมี ธัมมวิจัยสัมโภชฌงค์อย่างละเอียดลออ วิจัยธรรม กาย เวทนา จิต ธรรม วิจัยให้ดีๆ เมื่อได้กิเลสก็ฆ่าแต่กิเลส ปัญญาที่มันรู้แท้ๆ นี่แหละ ธาตุรู้ที่มันรู้เป็นปัญญาอันยิ่ง พอกิเลสมันเห็นหน้าปัญญา อย่างที่อธิบายแล้วในมารสังยุต พอมันเจอหน้า สรุปง่ายๆ ก็คือ ตัวโง่มันเจอตัวฉลาด หรือตัวโง่มันเจอตัวปัญญา ตัวโง่มันถอย คุณคิดได้ เข้าใจได้ ไอ้โง่มันเจอกับปัญญา คุณจะเอาปัญญาหรือคุณจะเอาโง่ คุณก็เอาปัญญา ไอ้โง่ก็ถอย ไม่มีใครหรอก สามัญสำนึกธรรมดา โง่มันไม่สู้ปัญญา มันเจอปัญญามันวิ่งหนีทันที หายวับไป มันเป็นธรรมชาติเป็นธรรมฤทธิ์อาตมาใช้คำว่า ธรรมฤทธิ์ มันเป็นพลังงานที่เหนือชั้นกว่ากันอย่างชัดเจน เพราะโง่มันเจอหน้าปัญญามันถอย มันจะไปสู้ได้อย่างไร โง่มันก็ต้องรู้ตัว ก็มีแต่ไอ้ดันทุรังจริงๆ โง่แล้วก็ไม่ยอมรับว่าโง่ เช่น ทักษิณ เป็นต้น ไม่ยอมรับว่าตัวโง่เลย ถ้ายอมรับว่าตัวโง่บ้าง จะเจริญทันที คนที่รับว่าตัวเองโง่ รู้ว่าเออ เราโง่ก็โง่จริงๆ จริงขนาดไหน เขาก็ยังหลงว่ามันไม่จริง ไม่ได้โง่ไม่ได้ผิด ไม่ได้ด้อยอะไร ฉันต้องถูกฉันต้องจริง นี่เห็นชัดเจนเลยตัวอย่างเห็นไหม ที่เป็นตัวอย่าง แล้วก็หาทาง ยิ่งโง่ซ้อนโง่ซ้อนโง่ลึกซึ้งซับซ้อน ได้พลังงานว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์ ตัวเองเก่ง ตัวเองไม่มีการแพ้ มีแต่ชนะๆๆๆ โอ้โห! มันซับซ้อน..เฮ้อ! ไม่มีตัวอย่างอันใดที่จะเห็นชัดเจนเท่านี้อีกแล้วในประเทศไทย ประเทศอื่นจะมีอย่างนี้ขนาดนี้ไหมหนอไม่เท่าทักษิณ นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ต้องอ่านให้เต็มด้วยเขาให้ถูก ตามพระราชกิจจานุเบกษาบันทึกไว้หมดแล้ว นักโทษชายเด็ดขาด ทักษิณ ชินวัตร โอ้โห.. นาย ก็ยังไม่ได้เป็นอย่าว่าเป็นถึงดอกเตอร์เลย นายก็ไม่ได้เป็น พันโทก็ไม่ได้เป็น แต่ได้ article ใหม่ว่า เป็นนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร นี่เขาก็ไม่พยายามสำนึก ไอ้ คำว่า สำนึก นี้อีกคำ ถ้าใครมีสำนึก สำนึกในความไม่ดีของตนเองได้ชัดเจน คนนี้จะเจริญๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย สำนึกเพราะว่าจะต้องเป็นความจริงว่าเรานึกถึงอันนี้แล้ว โอ้โห! นี่เราผิดนะ อันนี้อาตมาก็นึกถึงมีคนหนึ่งเป็นดอกเตอร์เหมือนกัน อาตมาตั้งชื่อให้เขาว่า “สำนึก” เขาก็ซัดอาตมาเลยว่า ผมผิดอะไรมาตั้งชื่อผมว่า “สำนึก” โอ้โห! อาตมาก็เลยเปิดก่อนเลยคนนี้ ผมผิดอะไรมาตั้งชื่อให้ผมว่า สำนึก ก็เลยเอาเถอะ อาตมาก็เลยก็จริงๆ แล้วชื่อของเขาก็คือไม่สำนึกนั่นแหละ ชื่อของเขาก็คือมีไม่สำนึก มันก็จริงๆ นี่เป็นสัจจะที่อาตมาพบอยู่ _ปัญญานี้ก็ไม่ง่าย…ยาก… ข้อต่อมาก็ยากยิ่งขึ้น คือการเลื่อนมาเป็นผู้แพ้ พ่อครูว่า... โอ้โห อันนี้ก็เป็นอจินไตยมากเลย ทำไมเพลงผู้แพ้ดังตั้งแต่อาตมายังเด็ก ยังหนุ่ม อายุ 20-21 แต่งเพลงนี้ดังเลย สนั่นหวั่นไหว มันก็ยาก เพราะฉะนั้น ในที่สุดแห่งที่สุดเป็นผู้แพ้นี่แหละคือผู้ชนะทั้งโลก _เดินบนเส้นความเป็นผู้แพ้มากกว่าจะเอาชนะคะคาน และข้อ 1 ข้อ 2 ก็เดินไปด้วยกัน เมื่อตัวตนเล็กลงน้อยลง ก็จะดำเนินไปเส้นทางผู้แพ้ คนที่ไม่มีตัวตนจะทำตัวให้แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้ เป็นผู้ผิดก็ได้ ผู้ถูกก็ได้ พ่อครูว่า... เขาจะว่าเราเป็นผู้ผิดก็ได้ แต่จริงๆ เราต้องยืนยันตัวเองว่าเราไม่เป็นผู้ผิด แต่เป็นผู้แพ้ได้ เขาจะว่าเราผิดก็ได้ แต่เราจะต้องยืนหยัดยืนยันในความถูก _ยากกว่านั้นอีกคือ การมาเป็นคนจน มารักชีวิต ความเป็นคนจน ทิ้งความร่ำรวย ความมั่งมี ออกมาสู่เส้นทางของความจน ก็มีแต่พวกชาวอโศกที่ฟังกันรู้เรื่อง พ่อครูว่า... เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ พูดภาษาอะไร ตัวเราเป็นคนจนอุดมสมบูรณ์ไหม เหลือเฟือเลย เหลือเฟือ จ๊กม๊ก เลยนี่ มีตัวตลกคนหนึ่งเขาอยู่คณะจ๊กมก ชื่อเหลือเฟือ พวกเราเหลือเฟือจริงๆ มารักชีวิตความเป็นคนจน แต่ก็อย่าไปชังคนรวย อย่าไปอคติกับคนรวยเขา เพราะเราไม่ใช่แค่ฟังกันรู้เรื่องเท่านั้นนะ เอาตัวมาลงให้ลงตัวเลย เอาตัวมาลง นี่สำนวนของท่านเพาะพุทธ เอาตัวมาลงให้ลงตัวเลย..ใช่ไหม ไม่ใช่แต่ฟังรู้เรื่องเท่านั้น มาเป็นคนจนจริงๆ เลย _แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงาน 50 ปี พ่อครูว่า... มองเห็นความยากของอาตมานี่ชัดเนาะ เป็นชั้นๆๆๆ _ คือ ให้พวกเทวนิยม ไม่ติดสุข-ติดทุกข์ พ่อครูว่า... ถูกไหม..ถูก สุดยอด ขอขยายความตรงนี้ สุข-ทุกข์ นี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุดแห่งสัจธรรมพระพุทธเจ้า ผู้ที่ปฏิบัติจิต โดยเฉพาะอ่านเวทนาเป็น แล้วก็ทำเวทนาหรือความรู้สึกให้หมดสุขหมดทุกข์ เวทนามี 3 ในเวทนา 108 นั่นแหละ แต่เวทนาหลัก 1.สุข 2. ทุกข์ 3.ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์แบ่งเป็น 2 1.เป็นของโลกีย์เขาก็ทำได้แต่มันยังมิจฉาทิฏฐิ ต้องสัมมาทิฏฐิ ไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถเข้าใจได้อย่างที่อาตมาอธิบายไปว่าสุข-ทุกข์เป็นจอมมายามันไปรวบ 2 มาเป็น 1 มันหลอกนะ มันหลอกแล้วหลอกหน้าเดียวให้หลงหน้าสุข โดยหน้าหลังที่เป็นทุกข์นี้มันไม่บอก หรือไม่รู้เขาไม่รู้ เขาก็เลยมี 2 สุขทุกข์ สลับสับวนอยู่ในชีวิต อยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่หมดไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะดับต้องดับทั้ง 2 ทั้งสุขทั้งทุกข์ ดับไปเลย เหลือ 0 เพราะฉะนั้นผู้ที่ดับเวทนาสุข-ทุกข์ได้หมดแล้วเป็น 0 ตัวเหตุแห่งความสุขทุกข์เพราะกิเลส เพราะกิเลสหมดแล้วเป็น 0 จริงๆ คุณก็กลับมาอาศัยชีวะเป็น 1 ฟังให้ดีนะมากลับอาศัยชีวะ มากลับอาศัยจิตนิยาม เฉพาะจิตนิยามที่มีพลังงาน อธิปไตยอันวิเศษ อำนาจอยู่เหนือ อุตระ อยู่เหนือ อาศัยอยู่กับความเป็นชีวะเท่านั้นเอง ไม่ได้สั่งสมให้เจตสิกต่างๆ สั่งสมเป็นนิสัย สั่งสมเป็นวิสัย สั่งสมเป็นอนุสัย..ไม่ อาศัยเท่านั้น เพื่อทำงานหรือเพื่อยังชีพไปเฉยๆ เช่น พระอรหันต์ที่จบกิจแล้ว บรรลุธรรมแล้ว ตรัสรู้อรหันต์ อรหัตตผลแล้ว ก็ทำไปไม่ต่อภพภูมิเป็นโพธิสัตว์ ก็ตายด้วย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายไปด้วยนิพพาน 3 ก็สูญเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม แยกธาตุไปเลย นั่นคือสำหรับพระอรหันต์ที่ไม่ต่อภพภูมิจริงๆ เลย เป็นพระอรหันต์ที่ต่อภพภูมิเป็นพระโพธิสัตว์ขึ้นไปอีก ทำความรู้เพิ่มขึ้นไปอีก อย่างที่ได้อธิบายโพธิสัตว์กี่ชั้น อรหันต์กี่ชั้น อาตมาก็อธิบายไปแล้ว ก็พอแค่นี้ก่อน ไม่ขอขยายความต่อตรงนี้ นี่คือสัจธรรมสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ทีนี้สุข-ทุกข์ตรงนี้ ผู้ที่บรรลุตรงนี้ได้แล้ว จิตวิญญาณจะรู้จักหมดเลย เป็นอนัตตา มันจะรู้จักความไม่ใช่ตัวตน ไม่เที่ยง เป็นไตรลักษณ์ อยู่ที่จิตเราจะมีเจตนา ยึดหรือไม่ยึดไว้ ถ้ายึดไว้นี่ ศัพท์เขาเรียกว่า สมาทาน สมะ + อาทาน ฉวยไว้ ส่วนผู้ที่อวิชชาจะยึดอย่างอุปาทาน ไม่ใช่สมาทาน ยึดอย่างอุปาทาน ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ความเป็นจริง ยังไม่บรรลุ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุแล้ว จะยึดอย่างสมาทาน อาศัยอย่างมีปัญญา สงบแล้ว ตัดแล้ว สมะแล้ว เสมอแล้ว สงบแล้ว มีปัญญาชัดเจน เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถจบตรงนี้เรียกว่า จบกิจ เป็นอรหันต์จบกิจ 1. อรหันต์นี้จะเป็นผู้ที่เที่ยงแท้ชนิดที่หนึ่ง คือ จะเป็นคนไม่ทำความชั่ว ทำแต่ความดี ถ้ายังอยู่ต่อ จะอยู่อีกกี่ชาติก็ตาม จะทำแต่ดี นี้เป็นโลกียะ ไม่ทำชั่วอีกเลย เพราะฉะนั้นจิตจะมีแต่กุศล ไม่มีอกุศล บาปไม่มี อกุศลไม่มีแล้วบุญก็ไม่ต้องทำแล้ว เพราะเป็นอรหันต์แล้วจะไม่ต้องทำบุญอีก เพราะบุญคือความตัดกิเลสสิ้นอาสวะขั้นเรียกว่าอรหันต์ เพราะฉะนั้นกิเลสหมดแล้ว เกิดอีกกี่ชาติอาสวะดับหมดแล้ว ได้แล้ว เที่ยงแท้แล้ว เลือกได้เลย ขึ้นเป็นโพธิสัตว์ต่อมาก็ไม่มีกิเลสเกิดอีก โพธิสัตว์ในระดับต่อ ระดับโพธิสัตว์ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ขึ้นมาก็ไม่ต้องแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องประกันว่าคนผู้นี้ จะยังมีชีวิตเกิดต่ออีกกี่ชาติจะไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี 2. เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว หมดสุขหมดทุกข์แล้วก็เป็นผู้ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดอีกกี่ชาติก็เป็นผู้ไม่สุขไม่ทุกข์ ทำแต่ประโยชน์ 3. นอกจากไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว รู้แล้วว่ามันเป็นอนัตตา จิตวิญญาณ รู้จักเลยว่าการปล่อย สลาย ตายด้วยนิพพาน 3 ตายด้วย สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ตายจิตว่าง วาง สูญ ไม่ตั้งนิมิต ไม่ยึดนิมิตใด ไม่ตั้งจิตที่จะเกิดต่ออีกเลย ตาย พลังงานจิตนิยามก็สลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมไปหมดเลย สำเร็จได้เลย เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักประกันทุกอย่างเลย เป็นอมตบุคคล การมีจิตนิยาม เกิดแล้ว วนแล้ววนเล่าเป็นโลกียะ ทางเทวนิยมจึงมีทุกข์ มีสุข มีชั่ว มีดี มีอะไรต่ออะไร วนเวียน สมบัติผลัดกันชมอยู่นั่นแหละตลอดกาลนาน ไม่มีจบสิ้น แก้แค้นกันไป ดึงกันมา แก้แค้นกันไป ดึงกันมา ตั้งแต่เบาไปจนกระทั่งถึงหนัก ถึงยาก ถึงทรมานทรกรรมยังไงก็ทำไป อาตมาเองไม่พยากรณ์ แต่จะขอบอกว่า ทักษิณเขายังอยู่ในภาวะที่เขาได้ เสวยภพที่ไม่เป็นทุกข์เกินไปไม่เป็นนรกเกินไป เขานึกว่าสวรรค์ มันกำลังมายา มันหลอกว่าเป็นสวรรค์กับเขา เขาได้ชนะทุกอย่างเหมือนเขานึกว่าขึ้นสวรรค์เสมอ เขายิ่งชนะ เขามีอภิสิทธิ์ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ก็นึกว่าเป็นสวรรค์แก่เขาตลอด มันซับซ้อนไปอีกแล้วว่าคุณยิ่งโง่ซับซ้อน โง่ยกกำลัง โอ้โห! ยกกำลัง 100 ยกกำลัง 1,00 ขึ้นเรื่อยๆ พูดไหวไหม 1,000 ยกกำลัง 1,000 ขึ้นเรื่อยๆ ให้แก่ตัวเองโดยความฉลาดของเขา ใช่ไหม โดยความมหาอภิมหาฉลาดของเขา นี้เป็นอย่างนี้ ฉลาดเฉโก ขออภัยนะ ที่อาตมาต้องยืมพฤติกรรมของคุณทักษิณมาขยายความทางสัจธรรม มันเป็นตัวอย่างที่หยิบมาเห็นๆ พวกเรารับรู้ระลึกได้เช่น อาตมาอธิบายถึงกรรมกิริยาที่เขาละเอียดลออในการที่จะเอาชนะคะคาน ที่ไม่ยอมแพ้ ที่เขาได้เปรียบ ได้เปรียบ ได้เปรียบ อาตมาหยิบมาพูดไม่ไหว ใช่ไหม เขาทำมากเกินละเอียดซับซ้อน สมกับที่เป็น ด็อกเตอร์ทางอาชญวิทยา บิ๊กโจ๊กนี่ไม่ติดเลย บิ๊กโจ๊กนี่ยังไกลห่างมาก เขาแค่พันโทนะนี่ เขาแค่พันตำรวจโท พลตำรวจเอกอย่างบิ๊กโจ๊กสู้ไม่ได้ความฉลาด เฉโก สู้ไม่ได้ ไม่ได้เทียบครึ่งหนึ่ง นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะออกหัวออกก้อยอย่างไรสำหรับบิ๊กโจ๊ก นี่ก็ขออาศัยสิ่งที่มีจริงในสังคมเอามาอธิบายธรรมะ ขอบคุณทุกคนที่อาตมากล่าวนามพาดพิงถึง ขอบคุณจริงๆ ด้วยใจจริง คุณเป็นตัวอย่างให้อาตมาเอามาอาศัยสอนธรรมะ คุณได้กุศลนะ ได้กุศลตรงที่อาตมาเอาคุณมาใช้เป็นตัวอย่างขยายความให้คนอื่นเขาได้รู้จักสัจธรรม แต่แน่นอนคุณอาจจะถือสา ถ้าคุณถือสาคุณก็พยาบาทอาตมา ลูกหลานของคุณทักษิณก็คงแค้นอาตมา โกรธอาตมาไม่ใช่น้อย ซึ่งมันก็ซวยของเขา เขายิ่งโกรธ เขายิ่งอาฆาตอาตมา เขายิ่งซวย นี่เป็นสัจจะ เขาจะฟังออกไหม เขาจะรู้เรื่องไหม ถึงรู้เรื่องเขาจะทำได้ไหม ให้จิตไม่อาฆาตพยาบาท ไม่โกรธ แต่อาตมายอม ยอมให้วิบากมันเกิด เพื่อจะได้ประโยชน์จากผู้ที่ได้รับฟังสัจธรรม อาตมาเห็นว่า อันนี้ราคาแพงกว่า ราคาของธรรมะแพงกว่า อาตมาก็ยอมเอาตัวเองเป็นผู้ที่ขาดทุน พวกคุณได้กำไรมากขึ้นอาตมาก็ต้องยอมใช่ไหม นี่อาตมาไม่ได้พูดเอาดีใส่ตัวนะ สัจจะมันเป็นอย่างนั้น..ใช่ไหม เอ้านี่ขยายความลึกซึ้งขึ้นไปแล้ว สรุปตรงที่ว่า 1.เมื่อผู้ใดปฏิบัติธรรมพ้นสุขพ้นทุกข์ได้จริง..จบเลยจบทุกอย่าง ทั้งเป็นคนเกิดอีกก็ทำดี 2. ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ 3. คุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ หรือคุณจะเกิดอีกก็ได้ มาทำประโยชน์อีกเท่าไรก็ได้ มันจบแล้วนี่ ในการจะเวียนว่ายตายเกิดใช่ไหม เรากำหนดได้เองด้วย ไม่มีพระเจ้าที่ไหนมากำหนด เรานี่แหละกำหนดเองด้วย เราเป็นตัวของตัวเองกำหนดได้หมดเลย เราจะเอาอะไรยังไงได้หมด แต่ถ้าคุณตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะกลับมาเกิดอีกไม่ได้นะ ตัดสินให้ดีๆ ตรงนั้นน่ะ แล้วคุณจะรู้เองว่าคุณจะตัดสินหรือไม่ตัดสิน ถ้าคุณเป็นโพธิสัตว์คุณก็เอียงไปทางตัดสินเป็นอรหันต์ คุณก็ไปสิ แต่ถ้าคุณเป็นโพธิสัตว์จะเข้าใจ มีปัญญาเข้าใจว่าจะต้องต่อก็ต้องต่อ อาตมานี่เป็นโพธิสัตว์มาหลายชาติได้หรือไม่ได้ก็ขั้น 7 แล้วถึงขั้นมีความรู้อันนี้เอามาพูดอย่างมั่นใจ ไม่ได้ไปพูดเล่นๆ ไม่ได้ไปพูดให้มันผิด พูดถูกทุกอย่าง ขอยืนยัน เป็นความถูก ต่อมา คุณใจธรรมบอกว่า _ล้างความยึดติดในสุข-ทุกข์ให้หมดไป ล้างเทวนิยม หมดสวรรค์ คิดว่าในศาสนาพุทธที่จะเข้าถึงตรงจุดนี้ได้ คิดว่ายากยิ่งขึ้นไปอีก พ่อครูว่า... ไม่ต้องเอาสวรรค์เลย หมดสวรรค์แม้แต่ชาวพุทธก็ยังยาก _งานโพธิกิจที่ทำมามีแต่เรื่องยากทั้งนั้นเลยที่จะพาผู้คนพ้นได้ ทางศาสนาเทวนิยมบอกว่าพาคนลงเรือโนอาห์แต่ของศาสนาพุทธก็พาขึ้น นาวาบุญนิยม มาล้างความสุข-ความทุกข์ให้หมดไป ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า…คุณใจธรรมก็เข้าใจ ขยายความไปต่อก็ได้แต่เอาล่ะพอก่อนเอาแค่นี้ก็แล้วกัน 660927 จุดสำคัญที่สุดในสัจธรรมของพุทธคือสุข-ทุกข์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน