สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.47 KB
วันที่แก้ไข22 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 พ่อครูว่า..ขอสรุปคำว่า โอปปาติกะ ซึ่งเป็นภาษาที่บอกถึง วิญญาณ ธาตุจิต ที่เป็นอะไรก็ได้ ผู้ที่ศึกษาเรียนรู้แล้ว จะรู้ว่าจิตที่มันเป็นอะไรต่างๆนานาที่เรียกว่าเป็นสัตว์ ผู้ศึกษาถูกต้องดีแล้วก็จะเรียนรู้ว่า อันนี้ไม่ใช่สัตว์ทั้งตัวตนบุคคลเราเขา ไม่ใช่ ช้างม้าวัวควาย มีแต่คนชาตินั้นชาตินี้ ไม่ใช่ อันนี้เป็นจิตวิญญาณเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ สัตว์ทางจิตวิญญาณเป็นเทวดา เป็นผีนรก เป็นต้น มีอีกเยอะรายชื่อ เป็นอาภัสรา เทวดาอาภัสราพรหม สุภกิณหาพรหม หรือรายละเอียดเป็น อากาสานัญจายตนสัตว์ วิญญาณัญจายตนสัตว์ อากิญจัญญายตนะสัตว์ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ก็เข้าใจสภาวะจิต มันเป็นเช่นนั้นๆ อย่างนั้นๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนถึงสัตว์ทั้ง 9 ประการ ในสัตตาวาส 9 แล้วก็เรียนรู้สัตว์ทั้ง 9 ด้วยรูปนามคือ กาย จะรู้ว่าตัวเองเรายังเป็นสัตว์ เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง สัตตาวาสที่ 1 จะเป็นมนุษย์เป็นเทวดาเป็นผีเป็นมาร ก็เห็นต่างกันได้ กายต่างกันสัญญาต่างกัน อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสัตตาวาส 9 ข้อที่ 1 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . พวกนี้มี 2 อย่างแบบนั่งหลับตาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้เหมือนพวกลืมตาปฏิบัติ แต่องค์ประกอบรูปงามคือกาย ต่างกัน หลับตาไม่มีนิวรณ์ 5 ไม่อยู่ในข่ายของศาสนาพุทธ อาตมาก็พูดปฏิบัตินั่งหลับตาไม่อยู่ในสารบบศาสนาพุทธ ปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธต้องลืมตาอยู่ในปัจจุบันบรรลุในการลืมตาอยู่ปัจจุบันต้องเป็น ทิฏฐธรรมนิพพานทิฐิ ต้องเข้าใจว่าเป็นนิพพานลืมตาอย่างนี้ อย่าไปเข้าใจผิดว่าลืมตาแล้วเห็นการเป็นนิพพาน ดีไม่ดีลืมตาแล้

อ่านต่อ

วเห็นว่า ฌาน 1 2 3 4 เป็นนิพพานก็ไม่ใช่ ฌาน จริงๆแล้วไม่ได้ไปยึดถือในฌาน แต่เข้าใจว่าจิตเราทำให้เป็นพลังงานฌานกำจัดกิเลสได้ กำจัดกิเลสกาม ได้เป็นฌาน 1 ทำได้ยิ่งขึ้นเป็นฌานที่ 2 3 4 ก็ยิ่งว่าง ฌาน 4 เป็นอุเบกขา ว่างจากกิเลสจนเป็นจิตบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ต้องเข้าใจฌาณของพระพุทธเจ้าลืมตาทำ การมีศีลมี อปัณณกปฏิปทา 3 แล้ว จะเกิดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา สังเกตดีๆสัทธรรม 7 มี วิริยะ สติ ปัญญา ไม่มีสมาธินทรีย์ สมาธิจึงไม่มีคำเรียกในจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีคำว่าสมาธิเรียกในนั้น แต่คุณสามารถปฏิบัติจรณะ 15 ให้เกิด ฌาน 4 จนสามารถให้เกิด วิชชาข้อสุดท้าย สิ้นอาสวะ อาสวักขยญาณ ใน วิชชา 8 จิตสิ้นอาสวะ สะอาด เที่ยงแท้ บริสุทธิ์แล้วจึงตกผลึก 1 หน่วย 2 หน่วย 3 หน่วยลงไปจึงเป็นจิตตั้งมั่นที่เป็น สมาหิโต เป็นสมาธิที่เรียกว่า ล้างกิเลสได้แล้วสำเร็จ คำว่าสมาธิจึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆเลย ที่พูดกันอยู่นี้เป็นเรื่องผิวเผินเป็นเรื่องง่ายๆ ตื้นๆ เป็นเรื่องพูดไปสนุก เลอะเทอะ เละเทะ ก็เลยยิ่งยาก ยิ่งปั่นป่วนใหญ่เลย ไม่มีสภาวะที่เข้าท่าเข้าทางเลย การพูดถึงสมาธิพูดกันเล่นๆ ว่านั่งหลับตาปั๊บเข้าสมาธิ พวกนี้เราก็ฟังเขาแล้วไม่ต้องไปเสียเวลากับเขาหรอก เพราะว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่เรื่องที่ศาสนาพุทธจะไปสอนแบบนี้ หรือให้พวกฤาษีหลับตา เป็นเรื่องของปุถุชนให้เขาศึกษาไป สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องแบบนั้น ขออภัย อาตมาพูดอย่างอาสโภ พูดอย่างไม่ได้เกรงกลัวเลย ใครก็ตามที่เป็นนักสมาธิต่างๆ อาตมาขอยืนยันว่ามาพูดกันได้ นักสมาธิต่างๆจะเข้าใจสมาธิพระพุทธเจ้าที่คุณเข้าใจมาพูดมาคุยกันได้ อภิปรายกันได้มาทำความชัดเจนกัน คนไปเชื่อถืออย่างเขาเยอะแล้วสิ่งที่อาตมาพูดเป็นสิ่งที่ทำให้คนเชื่อได้น้อย ยาก เพราะว่าคนไปติดในพระไตรปิฎกเกาะในพุทธวจนะ ยังไม่เข้าใจสมาธิที่อาตมาพูดเลย ว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าเกิดจากจรณะ 15 วิชา 8 สั่งสมลงเป็นจิตที่สะอาดจากกิเลส แล้วก็ตกผลึกลงเป็นจิตตั้งมั่น สมาธิ แปลว่าจิตตั้งมั่นนะ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีคำว่าสมาธิเพราะว่าสมาธิเป็นผลของจรณะ 15 วิชชา 8 จึงเป็นสมาธิที่เรียกว่า สมาหิโต ในเจโตปริยญาณ 16 อยู่ในข้อสุดท้าย เป็น อนุตตรจิต คู่ของสมาหิโต อสมาหิโต จะเป็นอนุตรจิตอีกสองคู่ กับวิมุติกับอวิมุติ ตรวจสอบอนุตรจิตให้สมบูรณ์แบบจึงจะเป็นจิตที่สมบูรณ์แบบในเจโตปริยญาณ 16 ก็ต้องเรียนรู้ว่าจิตเป็นอย่างไรถ้าจิตที่หมดความเป็นสัตว์ เข้าใจสัตตาวาส 9 แล้วก็ไปปฏิบัติในขณะปัจจุบันมีวิญญาณฐิติ 7 ใน วิญญาณฐิติ 7 จึงไม่มี อสัญญีสัตว์กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะว่ามันรู้แค่อากิญจัญก็จบแล้ว วิญญาณฐิติคือปฏิบัติขณะมีปัจจุบันที่สัมผัสที่ตั้งอยู่ตรงนี้ การสัมผัสมีตามีญาณปัญญามีวิชชามีอาโลก ปฏิบัติอยู่ขณะนี้แล้วคุณก็จะรู้สภาวะธรรมที่เป็นฌาน 4 และอรูปฌานอีก 3 จบในวิญญาณฐิติ 7 อย่างนี้เป็นต้น มันลึกซึ้งละเอียดลออ เห็นใจพวกเรา มันไม่ใช่ง่ายๆแต่ก็ถึงเวลาวาระที่จะอธิบายก็อธิบายบ้าง ว่ามันมีจริงในศาสนาพระพุทธเจ้า ก็เรียนรู้ดีๆ คุณภาสกรอธิบายนี้มันเป็นอวิชชา แต่ก่อนมีอาจารย์พร รัตนสุวรรณ บอกว่าโอปปาติกะนั้นล่องลอย อยู่เยอะแยะ ไม่มีที่อยู่ก็เลยไปสร้างเจดีย์ให้ พวก โอปปาติกะ พักอาศัย จริงๆนะท่านทำจริงๆอาจารย์พร รัตนสุวรรณ คือ หลวงพ่อมีวิญญาณล่องลอยเหมือนภิกษุสาติ คลั่งไคล้วิญญาณ ไปสัมผัสตรงไหนก็บอกว่ามีโอปปาติกะ จนตั้งสำนักพิมพ์ตัวเองว่า สำนักพิมพ์วิญญาณ แล้วพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณเรื่องโอปปาติกะ 630624_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฌาน สมาธิ ของพุทธเกิดจากจรณะและวิชชา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน