สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน แนวคิดการทำชุมชนของพ่อครู.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.64 KB
วันที่แก้ไข3 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน แนวคิดการทำชุมชนของพ่อครู _ดร.พิชาย_ช่วยเล่าความเป็นมาของชุมชนให้ด้วยครับ พ่อครูว่า...อาตมาไม่มีฝีมือจะทำเลยแต่ว่าเกิดโดยอัตโนมัติก็คืออัตโนมัติ อาตมามีความเข้าใจไม่บังอาจเรียกว่าความรู้เท่าไหร่ เพราะที่อาตมามีความเข้าใจแต่ไหนแต่ไร พัฒนาความเข้าใจมาทุกวันนี้ก็พยายามพัฒนาความเข้าใจของตัวเองต่อไป คิดว่าจะต่อไปจนถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ภาษาบัญญัติที่บอกว่าโพธิสัตว์คืออะไร โพธิคือความรู้ อาตมาก็สะสมความเข้าใจให้เป็นโพธิ จนเดี๋ยวนี้ก็คือรู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับ 7 อย่างนี้เป็นต้น เป็นความจริงที่อาตมาพูดไปโดยไม่ได้ มังกุ ไม่ได้อุทธัจจะ ไม่ได้สะทกทะเทือนสะท้าน ใครจะเข้าใจยังไงก็ช่างเถอะแต่อาตมาพูดความจริงเต็มรูปให้ง่ายที่สุดชัดที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายมาก ที่บอกว่าเป็นอะไรมาได้อย่างนี้ อาตมาก็ทำตามความเข้าใจของอาตมาว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้ก็ทำ มีเจตนารมณ์ก็ทำไปเท่าที่ตัวเองจะทำได้อย่างดีที่สุดบริสุทธิ์ที่สุดมีคุณค่าที่สุด เท่าที่จะมีปฏิภาณวิจารณญาณที่ทำได้อัตโนมัติ ถือกรรมการกระทำเป็นถึงความยิ่งใหญ่ แล้วจัดการกรรมการกระทำของเราให้มั่นใจที่สุด เท่าที่เรามีภูมิที่จะเข้าใจรู้ได้ อาตมาถึงจะเห็นผลที่เราทำตามความเข้าใจตามภูมิของเราก็มีผลออกมาดีเป็นที่น่าพอใจ อาตมาก็เลยทำอย่างนั้นมาตลอด ส่วน by product ผลที่ตามมา ก็ใช้ปฏิภาณตัวเองดูว่ามันก็ดี แต่มันก็ยังไม่ดี มันยังมีดีกว่านี้อีก ก็ต้องทำต่อไป ก็รู้สึกว่าทำดียังไม่พอก็ต้องทำดีให้มากต่อไป อาตมาก็เลยเป็นคนตะกละไม่พอ แต่ตะกละความดี เช่น อาตมายืนยันว่าคนมาจนนี้ดีกว่ารวย อย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้เล่นคารมภาษานะ เมื่อทำแล้วก็ได้ผลจริงซึ่งมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนอื่นเขาเป็นกัน อาตมาอธิบายเศรษฐศาสตร์ เสฏฐะ หรือเศร

อ่านต่อ

ษฐศาสตร์คือความเจริญ ภาษาอังกฤษก็คือประหยัดน้อยลงเท่าไหร่ได้อยู่ได้ดี อยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ แล้วยิ่งน้อยเราก็ยิ่งเห็นความเป็นคุณค่าของเรา เราเป็นผู้มีประโยชน์ต่อผู้อื่นได้มากขึ้นมันก็ยิ่งชัด อาตมาก็ทำอย่างนี้ไม่ได้หยุด จนเกิดผลเป็นรูปธรรมเป็นเป็นชุมชนเป็นวัตถุ จนกลายเป็นอาณาจักรขึ้นมามีชุมชนชาวอโศกกระจายอยู่ทั่วไป 10 20 30 กลุ่มกระจายอยู่ในทั่วประเทศ เพราะมันมีทิฏฐิสามัญญตาศีลสามัญญตา มีความเป็นความเข้าใจตรงกันไม่ได้แยก ก็เลยเป็นองค์รวมที่เกิดผล มีอัตราการก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ นี่คืออาตมาที่พออธิบายได้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร สำคัญที่สุดคือโพธิ หรือความรู้ ซึ่งไม่ได้เป็นความรู้แบบโลกที่แบบโลกโลกีย์ส่วนใหญ่ก็เป็นมา เป็นความแตกต่าง นอกจากแตกต่างแล้วยังทวนกระแสที่เขาเป็นอีก คนเขาไปรวยเรามาจน เขามีมากเรามีน้อย คนเขาเสียสละได้ยากเราเสียสละได้มาก มันทวนกระแสทุกอย่าง คนเรามันไปกระแสที่ผิดพลาดจึงต้องทำขึ้นด้วยเรื่อยๆมาอย่างนี้มันเจริญขึ้น เห็นจริงๆตามที่อาตมามีภูมิปัญญาจะเห็น จึงทำอย่างมั่นใจ และให้ตรงอย่างแสนบริสุทธิ์ไม่มีอะไรแฝงปนเปื้อน ไม่มีอะไรที่จะเป็น hidden Agentaได้อยู่ ตรงที่สุด อาตมาจึงสรุป motto ว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

_ดร.พิชาย_เท่าที่ผมทราบมา ชุมชนชาวอโศกจะมี 3 ส่วนคือบ้านวัดโรงเรียน ใน 3 ส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันในแง่มุมใดบ้าง พ่อครูว่า...ที่พูดมาเมื่อกี้นี้ว่า ไม่ใช่ว่าอาตมาไปจัดการมีหลักเกณฑ์หมวดหมู่ขั้นตอนไม่ใช่ อาตมาไม่ได้เจตนาไม่ได้เก่งทั้งนั้นเลย แต่อาตมาตามรู้ทีหลังว่า สภาวะทุกอย่างนี่นะ ทุกวันนี้อาตมาแหม พูดแล้วก็ขออภัยที่ต้องพูดตรงนี้ อาตมาตีแตกตั้งแต่คำว่า 2 เทวธัมมา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 คู่ที่เอามาแยกคือเวทนา จับคู่ของเวทนา แล้วเรียนรู้เวทนาคือความรู้สึกของมนุษยชาติ ความรู้สึกสุขทุกข์เป็น 2 แยกสุขแยกทุกข์ให้ออกให้ชัด แต่ที่จริงมันแยกไม่ได้ 2 ก็คือหนึ่งหนึ่งก็คือสองอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเทวนิยมเขาตี 2 ไม่แตก พระพุทธเจ้ามาตี 2 ให้แตกแยกเป็นหนึ่ง แล้วมันก็สลับไปสลับมา จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะรู้ ยิ่งละเอียดยิ่งเร็วไปดูไม่ทัน ยิ่งละเอียดยิ่งรู้ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยกลายเป็นสภาพที่ ยิ่งละเอียดแล้วยิ่งไว ยิ่งเร็ว ยิ่งรู้ไม่ชัดรู้ไม่ทัน สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนนักเล่นกลนักมายากล แต่เป็นนักมายากลที่จริงไม่ใช่กลเลย แต่มันเร็วมันไวมันละเอียด วิธีรู้ทันว่ามันปรุงแต่งกันอยู่สังขารกันอยู่สังเคราะห์กันอยู่ ก็แยกได้ชัดเจนว่าอะไรคืออะไร คนที่รู้ว่าอะไรคืออะไรจะไม่สับสนทำงานกันอย่างชัดเจนไม่สับสน แต่คนที่ไม่รู้ แล้วมันอยู่ร่วมกันอย่างไร อยู่กันได้อย่างไร ยิ่งเห็นความต่าง ของสิ่งที่มันอยู่ด้วยกัน แล้วมันอยู่ด้วยกันได้อย่างไรเมื่อรวมอยู่ได้อย่างไร ใครจัดการในสามเส้า คือจะมี 1 เป็นประธาน 2 เป็นอีก สองสภาพบวกกับลบ อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ สองนี้ก็สภาพตลอดกาลที่มีประธานจัดการควบคุมได้ ควบคุมให้เป็นประโยชน์ได้อย่าให้มาทะเลาะกัน หรือแม้จะขัดแย้งกัน จะเป็นสภาพที่มีแรงทดมี resistance เกิดพลังงานขึ้นมาโดยคุณไม่รู้ตัวก็ตามก็ใช้คุณได้ คุณจะทะเลาะกันแต่เราเอาพลังงานของคุณมาใช้ประโยชน์ได้ โดยที่คุณจะทะเลาะกันก็ทะเลาะกันอย่างอย่าแตกแยกเลยทีเดียว ทะเลาะให้เกิดพลังงานปฏิกิริยาแล้วเราก็พลังงานนั้นมาใช้ นี่ คนที่สามารถรู้อย่างนี้แล้วทำอย่างนี้มันไม่มีทางจะแยกไปไหน แล้วได้ผลจากปฏิกิริยา Action Reaction + - อย่างนี้ ตลอดกาลนาน นี่คือ สิ่งที่สุดยอดที่ผู้รู้สามารถจะนำสิ่งนี้มาใช้ตั้งแต่หยาบ ตั้งแต่พลังงานสสารวัตถุ หรือคน 2 คนขึ้นไปวัตถุ 2 ชิ้นขึ้นไปจนกระทั่งถึงนามธรรม จนกระทั่งถึงความคิดของคนสองคน เอามารวมกันผสมให้เป็นประโยชน์ให้ได้ นี่คือความสามารถ 620130_พบคณะผู้บริหารสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน