สื่อธรรมะพ่อครู(การตาย) ตอน ชีวิตหลังความตายของสันติอโศกเชื่ออย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.61 KB
วันที่แก้ไข3 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การตาย) ตอน ชีวิตหลังความตายของสันติอโศกเชื่ออย่างไร _น้องเขาขับรถตู้ผ่าน ศาลาเฮือนสุดชีวิต ก็เลยอยากรู้ว่า ชีวิตหลังความตายของสันติอโศกนั้นมีความเชื่ออย่างไร สมมุติว่าเราไม่ได้ไปถึงนิพพานทุกคน คนที่เหลือเขาจะคิดเหมือนกันหรือเปล่า พ่อครูว่า...อันนี้นี่นะ คนตายแล้ว เทวนิยมตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าไม่มีอะไรต่อ ยืนยันเองไม่ได้ยืนยันว่ามีสวรรค์กับนรกแล้วแยกแยะไม่ออกโยนให้กับพระเจ้ามีสิทธิองค์เดียว ท่านจะชี้นรกก็ของท่านเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ถ้าไปอยู่กับพระเจ้าก็ถือว่าไปสวรรค์ เป็นความโมเม ที่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงอย่างไร ต้องเอาสิ่งที่มนุษย์รับรู้ได้ร่วมกัน เรียกว่าความรู้สึก เราสามารถพูดให้ตรงกันได้รู้ร่วมกันได้ เช่น เห็นสีนี้ก็คือสีเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นคนไทย จีน ฝรั่ง แขก สัจจะมีหนึ่งเดียวแต่เห็นแตกแยกกันไปว่า อันนี้ชอบอันนี้ไม่ชอบอันนี้ชอบน้อยอันนี้ชอบปานกลาง นับระดับไม่ถ้วนความแตกต่าง เพราะฉะนั้นความจริงมันมีหนึ่งเดียว ทุกคนสัมผัสแล้ว หนึ่ง แต่ ส่วนความเห็นแตกแยกนั้นมีเป็นล้าน เราประมาณไม่ได้ เราก็จะเอาหนึ่งเดียวเป็นหลัก ถ้าแยกกันแล้วอยู่ร่วมกันได้ก็อยู่ร่วมกันไป ศาสนาพุทธไม่ได้จบที่ตายแล้วสูญ ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าแล้วขยายอะไรไม่ออก พระเจ้าเท่านั้นจะสั่งจะบันดาล ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธมีตายแล้วเกิด Rebirth นับชาติไม่ถ้วน เกิดจากการกระทำกรรมของแต่ละคน กรรม ถ้าจะพูดกับชาวพุทธด้วยกันก็คือ กรรมนี้ยิ่งใหญ่กว่า God ภาวะกรรมเป็นการกระทำของมนุษยชาติ ส่วน God นั้นไม่รู้ว่ามีตัวตนหรือไม่อย่างไรแต่ก็ฝากคำสอนมากับปกาศก มาขยายความให้มนุษยชาติเท่าที่ประกาศกหรือพระบุตรนั้นมีความรู้หรือขยายได้ จริงๆแล้วพระบุตรนั่นแหละคือพระเจ้าเอง แต่พระบุตรไม่รู้ว่า ไอ้ ควา

อ่านต่อ

มรู้นี่คืออะไร ความรู้นี่ก็คือสัญญาความจำความรู้ของตัวเอง แต่เมื่อเขาไม่รู้ไม่แน่ใจ ตัวเองรู้ขนาดนี้เชียวหรือ เพราะฉะนั้นจึงทำอะไรไม่สามารถเชื่อตัวเองได้อย่างเด็ดขาดแน่แท้ ในตัวพระบุตร และพระเจ้าก็อยู่ที่ไหนไม่รู้สมมุติเป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่ทุกคนรู้ว่ามีอันใดอันหนึ่ง แล้วก็สร้างเอง พวกที่มีทัศนวิสัยตรงกันก็พูดกันรู้เรื่องว่าเป็นอย่างนี้หรือ รวมกันใหญ่เลยก็เลยกลายเป็นอุปาทานหมู่ รู้ร่วมกันตรงกันแต่เป็นของสมมติที่ต่างคนต่างไม่รู้ทั้งสิ้น ไม่มีใครรู้นะเห็นความจริงนี้ได้เลย ความเป็นกายที่มี นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่เห็นด้วยกัน ต่างคนต่างสร้างเป็นนิรมาณกาย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องลึกซึ้งที่อาตมากำลังขยายความ ขออภัยหลายคนมาฟังนี้คงไม่รู้เรื่องที่อาตมาพูดนี้ แต่อาตมาบอกบัญญัติตอนนี้อาตมาไม่ได้บัญญัติเอง เป็นของเดิมที่ท่านได้อธิบายมา คนเราโดยรูปที่ต้องตายต้องมีที่เผา คือเฮือนสุดชีวิต ศาสนาพุทธมีที่เผาศพก็จะได้จบ บางคนบอกว่าเผาแล้วเหลือขี้เถ้าอาจยึดถืออยู่ก็เอาไปลอยน้ำทิ้งไปเลยให้หายไปไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น

ชีวิตหลังความตาย อยู่ที่วิบากกรรม กรรมของตนเองต้องเป็นของเรา กัมมัสกตา จะทำด้วยกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เล็กละเอียดเท่าใดก็ตามก็เป็นของคุณ คุณจะเอาไม่เอาก็ไม่ได้ แบ่งให้ใครก็ไม่ได้ คือ พิสูจน์กันง่ายๆ คนคนนี้ตีหัวคนนี้ แล้วบอกว่า ไม่ดี คนอื่นเอาไปหน่อย แบ่งกรรมของการตีหัวคนไปให้หน่อย ถ้าคนเขาจับก็แบ่งให้ครึ่งนึง มันได้ที่ไหน กรรมของคนทำคนเดียวคนอื่นไม่ได้รู้ด้วยเลย แล้วจะยกให้ แม้จะรู้ร่วมเขาก็ไม่ได้ทำ เขารู้ว่าคุณทำแต่เขาก็ไม่ได้ทำ แค่กฎหมายเขาก็ไม่ได้เอาผิด นอกจากคุณเป็นคนสั่ง คนสั่งถือว่าเป็นต้นตอมากกว่าคนทำด้วย สรุปแล้วกรรมเป็นของๆตน กัมมัสกตา ใครทำเป็นของของคนคนนั้น พ่อแม่ทำก็แบ่งให้ลูกไม่ได้ ลูกทำก็ยกให้พ่อแม่ไม่ได้ ไม่มีพินัยกรรมใดยกให้ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าละเอียดลออขนาดนี้ กรรมจึงสำคัญมาก ทุกอย่างไม่ใช่ว่าพระเจ้าเป็นผู้สั่งให้เราทำเราเองต้องรับผิดชอบกรรมของเราเองทุกเม็ด หยาบกลางละเอียด บรรจุซองเท่าละอองธุลีอย่างไร แล้วไม่ระเหิดระเหยด้วย ไม่ขาดหกตกหล่น เป็นของเราทั้งสิ้น กรรมมีอิทธิพลต่ออัตภาพของเราทั้งสิ้น คนตายแล้วก็แล้วแต่จะเชื่อ เชื่อว่าไปอยู่กับพระเจ้าก็คือโยนให้กับพระเจ้า ความจริงแล้วศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่ กรรมนี้ดำเนินไปตลอดนิรันดร คุณไม่สามารถรู้แจ้งจบได้จนไม่สามารถทำให้เหตุปัจจัยของกรรมทั้งหลาย ไม่มีผลต่อตัวเราอีกแล้ว คือมันไม่มีผลที่จะทำให้ตัวเราเองตกต่ำอีกแล้ว มีแต่ดี แล้วเราก็ไม่ยึดดีนี้เป็นของเราอันนี้สูงสุด ถ้าเรายังมี have เรานี่แหละเป็นเจ้าของมี Behavior ขึ้นมาเมื่อไหร่ของเราเองหมด เราทำเองเป็นของเราเอง ไม่มีใครได้แบ่งให้เราได้เลย นี่คือศาสนาพุทธ แล้วจะออกผลต่อคุณเองจนกระทั่งคุณจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุ คำว่าแยกธาตุ มีอุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ กรรมธาตุ ธรรมธาตุ โดยแยกเป็นนิยาม 5 หน่วยใหญ่นิยามใหญ่ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ อุตุคือดินน้ำไฟลมที่ไม่ใช่พีชะเลย เริ่มเป็นพีชะมันก็ไม่มีความรู้สึกยึดถือเจ็บปวด จองเวรจองกรรมไม่มีความรักความชังมันยังไม่มี มันจึงไม่มีเวรมีกรรมไม่มีวิบากอะไรต่อ มันมีแต่ตัวมันเกิดต่อชีวะมันได้ก็ต่อ หากต่อไม่ได้ก็สูญ แต่มาเป็นจิตนิยามนอกจากต่อทางวัตถุไม่ได้แต่มาต่อทางนามธรรม แล้วจิตนิยามขึ้นอยู่กับกรรม จิตเป็นเจ้าของกรรม กรรมมันจะเกิดอะไรขึ้นมาจิตก็เป็นตัวแปรตามตัวกำหนด จิตหรือวิญญาณ จิตเป็นปัจจุบันที่ใช้งาน วิญญาณเป็นธาตุรู้ที่ครบถ้วนหมด เมื่อมาแยกเป็นจิตเจตสิก เป็นเจตสิก 52 อีก 89 อภิธรรมเรียนจนเฟ้อ ไม่เข้าหาสภาวะจริงก็เลยไม่ได้แก้ไขตนเองก็เลยหลงนิพพานเป็นพยัญชนะ อัตวาทุปาทาน 620130_พบคณะผู้บริหารสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน