อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของวรรณะ 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข4 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของวรรณะ 9 พ่อครูว่า…ต่อที่ท่านฟ้าไทพูด บุรุษระดับ 7 สยังอภิญญา เป็นผู้รู้เองของตนเองมาแล้วอาตมาก็นึกว่าเป็นสัตบุรุษเพราะว่าเป็นบุรุษระดับ 7 “สัตตะ” แปลว่า 7 เป็นผู้รู้ของตัวเองมา เลข 7 ระดับ 7 มีอะไรเป็นเครื่องวัดว่าบุรุษผู้นี้เป็นสัตบุรุษเป็นบุรุษระดับ 7 โพธิสัตว์ระดับ 7 รู้เองมาเอง “สยัง” แปลว่า เอง “อภิญญา” คือมีความรู้ของพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องมีอาจารย์ในยุคนี้ จึงเรียกว่ามาด้วยตัวเองยังไม่เรียกว่าสยัมภู ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ได้มีความรู้มาด้วยตัวเองมาแล้ว ไม่ต้องอาศัยครูบาอาจารย์คนไหนในชาตินี้ มีอะไรชี้บ่งว่า เป็นสัตบุรุษ สยังอภิญญาจริง ก็คือในวรรคนี้แหละ ท่านยืนยันว่าเป็นผู้รู้โลกนี้โลกหน้าแล้วอธิบายชี้ให้เห็นโลกนี้โลกหน้า ถ้าใช้แค่บัญญัติว่าโลกนี้ อยังโลโก แปลว่าโลกนี้ “ปโรโลโก” แปลว่าโลกหน้า ก็แปลเป็นภาษาได้ทุกคนแต่ที่จะยืนยันว่าไม่ใช่เพียงแค่รู้ภาษาแต่ยืนยันว่า “โลกนี้” คือโลกโลกียะ, “โลกหน้า” คือโลกโลกุตระ ใครก็แปลได้อีก แปลภาษาสู่ภาษาได้อีกแหละ มีอะไรยืนยันได้ยิ่งกว่านั้น ก็ยืนยันว่าโลกโลกียะ คือ มีการพฤติกรรมของมนุษย์วนเวียนอยู่ในโลกนั้น คือวนในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ยืนยันได้ บางคนก็เรื่องลาภน้อย แต่ยังติดยศชั้น บางคนก็มีสรรเสริญมันก็ลึกซึ้งไป ไม่ติดยศแล้วเหลือแต่สรรเสริญ ไม่ติดในสรรเสริญแล้วยังเหลือแต่สุขโลกีย์ นี่เป็นตัวพยัญชนะ ชี้บอกอาการ แล้วก็ต้องยืนยันว่าลาภยศสรรเสริญคืออะไร ลาภ สิ่งที่ได้มาแล้วยังสุขทุกข์ ดีอกดีใจไม่ดีอกดีใจ เสื่อมไปเสียไปก็เสียใจ ได้มาก็ดีใจอะไรต่างๆนานา ลาภก็ตามยศก็ตามสรรเสริญก็ตามสุขก็ตาม ยังติดยังอยู่กับตัวท่านมันก็ยืนยันความจริงผู้ที่ไม่ติดในลาภยศสรรเสริญสุขแล้ว ในรูปธรรมก็พอดูได้ว่า เป็นผู้ที่ไม่แสวงหาลาภไม่พูดให้ไ

อ่านต่อ

ด้ลาภยศสรรเสริญ ไม่มี พยัญชนะบอกเช่นนั้นแต่พฤติกรรมชีวิตที่ท่านเป็นอยู่เป็นไหม และสูงไปกว่านั้นผู้ที่มีคุณธรรมจริง เป็นผู้มีคุณธรรมถึงขั้นได้กับตัวเองและบรรลุธรรมนั้น ไม่มีลาภยศไม่ได้ติดลาภยศสรรเสริญสุขอะไรแล้ว ยิ่งเป็นพระอรหันต์เลย แล้วก็มาทำงานกับสิ่งที่เป็นลาภสิ่งที่เป็นยศสิ่งที่เป็นสรรเสริญสิ่งที่เป็นสุขอยู่ คบคุ้นไปจะเห็นได้ว่า ท่านไม่ได้แสวงหาแต่มันมีได้ คนเขาเอามาให้ ท่านก็ไม่ได้เอา ไม่ได้ไปกอบโกยหอบลาภยศสรรเสริญสุขอะไรอยู่ มันจะเห็นได้ นอกจากท่านได้อย่างนี้แล้วท่านยังเอามาสอนเอามาแนะนำบอกคนอื่น คนอื่นก็ละลด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มาๆๆ อยู่กันอย่างเป็นสุขสงบสร้างสรร ขยันเพียร มีวรรณะ 9 (เครื่องชี้วัดของพระพุทธเจ้า) มาอยู่กันเป็นคนกินง่ายๆ นั่งง่ายๆไปง่ายมาง่ายๆมีชีวิตเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย หรือ จะพัฒนาพาทำสิ่งที่เจริญก็ง่าย สุโปสะ เป็นคนมักน้อย ไม่สะไม่สม(ข้อ 8 ) เอาน้อยๆไว้น้อย ไม่ได้หอบหามมามาก แต่กระจายไปสะพัดให้ผู้อื่นมันจะมีพฤติกรรมจริงๆ มีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมแสดงออกเห็นอยู่ชัดๆ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ลึกลับอะไรแต่เป็นเรื่องจริง เรื่องยืนยันพิสูจน์ได้เป็นจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เป็นพระอนุสาสนีก็บอกไปว่าไม่จริงเป็นจริงสันโดษ พอ ไม่ต้องมากมายอะไร น้อยแค่นี้ก็พอ ทั้งมักน้อยสันโดษ ชีวิตก็มีการขัดเกลากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมที่มันควรขัดเกลาออก มีกิเลสมีความไม่เหมาะควร พฤติกรรมยังไม่ดียังไม่ดูดี ก็ปรับลดเปลี่ยนแปลงขัดเกลาให้มันดีตามที่ทั้งสมมติสัจจะทั้งปรมัตถสัจจะ สัลเลขะ ตามหลักพระพุทธเจ้า ธูตะ ข้อปฏิบัติตามหลักพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะเป็นศีลหรือวินัยตามหลักพระพุทธเจ้ากำหนดมาเป็นธรรมวินัยปฏิบัติตามลำดับ มีธูตะ บรรลุได้ แล้วสูงขึ้นเคร่งขึ้น เช่นมีจุลศีล 26 ข้อ ต่างๆ เราก็เรียนรู้ว่าเรามีสิ่งเหล่านี้แต่ไม่ได้ติดยึดสิ่งเหล่านี้ มีสิ่งเหล่านี้อาศัยอยู่กับชีวิตไปตามเหมาะควร ซึ่งเป็นคนหลุดพ้นเห็นๆอยู่กับสิ่งที่มีอยู่ในโลกที่เขามีคนติดก็ติดกันไป แต่ท่านไม่ติด แต่ท่านก็รู้จักการใช้เอามาประยุกต์เอามาสังขารเอามาปรุงแต่งใช้ไป เพื่อประโยชน์ตัวเองน้อย ตัวเองใช้อะไรไม่มากแต่เอามาปรุงแต่งสร้างสรรค์ช่วยให้คนอื่นได้ ส่วนตัวเองนั้นปรุงแต่งจิตล้างกิเลสในจิตเป็นอภิสังขาร มีปุญญาภิสังขาร จนหมด จนไม่ต้องทำแล้วอปุญญาภิสังขาร จนหมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ไม่ทำบาปทั้งปวง สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง มีแต่ทำกุศลไป กุสลัสสูปสัมปทา เพราะมีจิตใจที่สะอาดแล้วเป็น สจิตตปริโยทปนัง สรุปคือมีชีวิตที่ไม่สะสมอะไรเลย อปจยะ แต่ขยันพากเพียรปรารภความเพียร วิริยารัมภะ แต่ไม่สะสมอะไรเลยในชีวิต ไม่ต้องมีอะไร เป็นคนตัวเปล่าว่างเปล่าแต่สร้างสรรอุดมสมบูรณ์มากมายอย่างนี้ สร้างสรรมาแล้วไม่ต้องยึดถือเป็นเราเป็นของเราเลย เอาไปแบ่งแจกกันกินกันใช้อุดมสมบูรณ์ ซึ่งมันเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยของพระพุทธเจ้า เป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่งเลย ผู้ที่รู้จักวรรณะ 9 นี่แหละคือผู้ที่ปฏิบัติตนบรรลุธรรมอันนี้และสุดยอดนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ เมื่อทำได้แล้วมาอยู่เป็นหมู่กลุ่มอยู่กันไปอย่างมีความสุข มีเมตตา กรุณา มุทิตาอุเบกขา กายกรรมเมตตา วจีกรรมเมตตา มโนกรรมเมตตา ได้ลาภยศสรรเสริญข้าวของมารวมกับกองกลางแบ่งกันกินตามสาธารณโภคี สิ่งที่สร้างได้แต่ละคนเอามารวมกันใช้กินร่วมกันเป็นสาธารณโภคี แล้วก็ปฏิบัติตนไปตามศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคามี อนาคามีเสมออนาคามี อรหันต์เสมออรหันต์ เสมอสมานกันอยู่เป็น “สาราณิยธรรม 6” สาราณิยธรรม 6 (ธรรมเป็นเหตุให้อยู่ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ) 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6.มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (ล.22 ข. 282-283)

ไม่สะสมยอดขยัน เอามาพูดซ้ำซากจนน่าเบื่อ แต่มันเป็นจริงได้ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ มนุษย์เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเป็นปาฏิหาริย์ที่เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ บรรลุธรรมได้สำเร็จจริงๆ มันสุดออนซอนเด๊ สุดยอดเลยมันน่าชื่นชม น่าได้น่ามีน่าเป็นน่าชื่นชมจริงๆ มันเป็นเรื่องจริงได้ อาตมาถึงได้พูดย้ำซ้ำซากไม่คิดที่ว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้ ทำงานมา 50 ปีอาตมาประสบผลสำเร็จ ตนเองทำงานมาได้ผลเกิดมาในชาตินี้แต่สิ่งที่ดีกว่านี้ยังมีอีกต้องทำอีก แล้วก็ดูองค์รวมไปไกลผู้ที่ยังไม่ได้มีอีกเยอะ แล้วก็มองไปอีกไกลยังมีผู้ยังไม่ได้อีกเยอะก็ต้องสร้างกลุ่มให้ไปช่วยคนอีกเยอะ พูดอย่างไรก็เป็นสัจจะที่เป็นหนึ่งเดียวอย่างนี้ จะให้พูดซ้ำซ้ำซากอยู่ได้ที่ออกไปต่างๆนานานี้มันไม่ใช่สัจจะ เป็นเรื่องปรุงแต่งเยอะแต่สัจจะมันมีหนึ่งเดียวก็ต้องซ้ำซากสิ นี่เป็นสัจจะมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคนเข้าใจไม่ได้ก็มาท้วง ก็ต้องหาของใหม่ของแปลกอยู่ด้วยนั่นแหละคนหลงโลก โลกมันหลอกคุณไป สัจจะมันจบมีหนึ่งเดียวแล้วก็รู้จบทำให้จบๆ ถ้าคุณไปมีใหม่เรื่อยๆแล้วเมื่อไหร่มันจะจบล่ะ เมื่อไหร่มันไม่มีวันจบหรอก คนที่เข้าใจผิดที่ควรจบคุณก็เข้าใจผิดแล้วมาท้วงอาตมา คำท้วงก็สอนให้เห็นแล้วว่าคุณเป็นคนไม่มีทิศทางที่สัมมาทิฏฐิ ไม่สามารถที่จะบรรลุได้เพราะฉะนั้นมันจะต้องฟังซ้ำซากของเก่านี่แหละ เพราะสัจจะจะสรุปมาเรื่อยมาด้วยวิธีพระพุทธเจ้าฝึก เปรียบเทียบกันทีละ 2 เรียกว่า “เทวะ” อ๋อ..อันนี้ถูกต้องลงไป อีกทีละ2 สรุปลงมาสิ่งที่ไม่ใช่มันจะออกไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะมีเหลือสัจจะมีหนึ่งเดียว ไม่มี 2 เห็นไหม ไอ้ที่ยังเถียง แย้งกันอยู่ คนนั้นยังไม่ลงท้ายที่สุดจะมีหนึ่งเดียวจบเลย ผู้ที่ยังเถียงอยู่นั้นยังจบไม่เป็น ยังไม่รู้ที่จบ เราผู้ที่รู้ที่จบก็จะรู้ที่จบ พูดขยายไปอีกก็จะรู้ที่ขยาย รู้ว่ามันถึงที่จบก็จะรู้ว่ามันจบ มันเป็นอย่างนั้น

640203_พุทธศาสนาตามภูมิ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ของวรรณะ 9

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน