ความสงบของพุทธนั้นสุดลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความสงบของพุทธนั้นสุดลึกซึ้ง _สมณะลือคม...บวร ศาลีอโศก วันนี้ได้ไปรวมพลังที่แปลงกสิกรรม ไปถอนหญ้า เก็บกิ่งไม้เอาไปทำเพอร์มาคัลเจอร์ ช่วงแรกมีการพูดคุยประชุมกัน ท่านใต้ดาวนำคำสอนพ่อครูมาเปิดเพื่อทบทวนธรรมะ แล้วนำธรรมะไปสู่การปฏิบัติ วันนี้ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น ว่าผู้สูงวัยที่ปกติก็อยู่แค่โรงครัว แต่วันนี้สามารถใช้อิทธิบาท ใช้สองเท้าเดินไป ระยะทางประมาณ 600 เมตร เดินไปด้วยสภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงทั้งคู่ ไปถึงก็เกิดบรรยากาศที่ดีมาก บอกว่าวันนี้มาช่วยอะไรไม่ได้ แต่มาเป็นเพียงผู้ตรวจการ แล้วผมก็สงสัยอันหนึ่ง เมื่อเราได้เห็นบางสำนักนำคนไปเป็นหมื่นเป็นแสนแต่นั่งสมาธิก็เกิดความสงบภาพสวยงาม แต่ตอนนี้ชาวอโศกการรวมกันไม่ได้สงบเลยแต่มีความสงบที่อยู่ในใจ แม้ว่ามือไม่ได้สงบเลย เดี๋ยวก็จับ เดี๋ยวก็ถอน เดี๋ยวก็ยก เดี๋ยวก็กวาด เดี๋ยวก็ถู แต่ได้เกิดความรู้สึกว่า เกิดจากการที่เรามี ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา เฉลี่ยลาภกัน เอาคนที่มีศีลเสมอกัน ความเห็นไม่แตกต่างกันเอามาทำงานร่วมกัน เห็นถึงพลัง พ่อครูว่า…คำว่า “ความสงบ” ความสงบของศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ใช่ความสงบตรงที่เอาคนมานั่งหลับตาแล้วก็สงบนิ่งอยู่รวมกันให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่ๆ ไม่มีเลยที่พระพุทธเจ้าท่านพาทำอย่างนั้น ไม่มีตัวอย่างด้วย อันนี้พวกทำนอกรีตทั้งนั้น ไม่ใช่ ความสงบของพระพุทธเจ้านั้นสูงส่งคิดตามได้ยากมาก ผู้ที่สงบแล้วจะคล่องตัวแววไวปราดเปรียวทั้งกายกรรม วจีกรรม นี่คือคนสงบ เพราะเหตุที่มันไม่สงบคือตัวกิเลส เมื่อได้จับตัวกิเลสถูกตัวแล้วก็ฆ่ากิเลส กำจัดกิเลสตายไปจากชีวิตจริงๆ คนผู้นั้นยิ่งมี “กายปาคุญญตา” ยิ่งมีจิต “ปาคุญญตา” หมายความว่า กายก็คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว จิตใจก็คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว นั่นคือคนสงบ ไม่ใช่คนสงบก็ยิ่งนิ่งๆเฉย
อ่านต่อ
ๆ อันนั้นมันพาซื่อ บ้องตื้น มันเป็นขั้นอนุบาล ของพุทธเจ้าไม่ใช่ตื้นๆอย่างนั้นเลย ของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง), ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก), ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก), สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่), ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น), อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้), นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน), ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ความสงบของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเรื่องลึกซึ้ง แล้วมีอำนาจมีอิทธิพล เราใช้ความสงบสยบความรุนแรง เอาไปปฏิวัติเอาไปรัฐประหารรัฐบาลที่เลวร้าย เราได้ทำมาจริง ได้ไปพาประชาชนร่วมกัน ประชาชนเข้ามาร่วมกันโดยเข้าใจ แล้วเราก็เป็นผู้ที่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นตัวหลักๆ พาทำ แล้วทำได้สำเร็จผ่านมาแล้วแต่คนยังไม่เข้าใจหรอก อาตมาพูดนี้ หลายคนก็เห็นว่า พูดเอาดี ทวงบุญคุณกันเรื่อย แต่อาตมาไม่ได้มีความคิดอย่างนั้น เพียงอยากให้คนเข้าใจเพียงว่า นี่คือสุดยอดพฤติกรรมของมนุษยชาติ และมี “ความจริง”เป็นอิทธิฤทธิ์มีอำนาจร่วมด้วยกับความสงบนั้นเพียงพอเป็นธรรมาวุธ ไม่เช่นนั้นไม่มีอะไรไปสู้กับเขาได้ มันเป็นความลึกซึ้งที่คนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ มีอะไรไปสู้เขามือเปล่าๆ เอาความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ความอดทน ซึ่งเป็นคุณธรรมทั้งนั้นเลย เป็นธรรมาวุธ เอาไปปราบความเลวร้าย ไปปราบความไม่เหมาะควรไม่ดีงามได้สำเร็จ แล้วเกิดความสงบ สงบตั้งแต่เราไปต่อสู้ก็ต้องสู้ด้วยความสงบ ไม่ให้เกิดความรุนแรงตลอดเวลา แม้แต่ความรุนแรงอย่างหยาบเท่าที่มันจะหยาบจนกระทั่งความรุนแรงขั้นกลาง จนถึงขั้นเล็กน้อย แล้วเราก็ทำให้สงบลงตัวได้ แต่ไม่ใช่คนอยู่นิ่งๆนั่งสงบเฉยๆ พาซื่อเฉยๆไม่ใช่ สงบอย่างกายกรรมก็มีฤทธิ์ของความสงบวจีกรรมก็มีฤทธิ์ของความสงบ วจีกรรมเป็นภาษาสื่อให้ชัด จะพูดใหัชัดก็คือปากหอก ภาษาที่เป็นปากหอก มุขสตี มันแหลมมันคมมันแทงไปสู่ผู้ที่มีความผิด มีความไม่ดีงาม พูดจิ้มหรือว่าตำหนิ ปราบ ความไม่ดีไม่งามที่ใครๆเขาทำก็เอามาพูดที่เขาประพฤติ จริงก็เอามาพูดบอกว่ามันเลวอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้อะไรต่างๆนานๆนี่แหละเป็นการแสดงออก ก็จะรุนแรงเพราะว่าภาษาพระพุทธเจ้าเรียกว่า มุขสตี เป็นปากหอก คนเข้าใจสัจจะเข้าใจศาสตร์ เป็นวิชาการแล้วก็เป็นศาสตร์เป็นอาวุธสงคราม สงครามปากหอก รบด้วยปากหอก กายกรรมไม่ไปทำร้ายใคร แม้แต่จะไปตบตีไปแตะต้องอะไร ไม่มี มึงมาพาโวย ในเรื่องกายกรรมไม่มี มีแต่เรื่องปากชี้ความจริง มันแรงตรงที่มันเป็นสัจจะ ไปพูดความทุจริตความไม่ดีไม่งาม ความเป็นอกุศล ความเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ก็ไปถูกบุคคลที่เขาทำจริง ถ้าเราพูดสิ่งที่ออกไปว่ามันดีอย่างนี้มันเลวอย่างนี้มันชั่วอย่างนี้ แต่คนเขาไม่ได้ทำคนไม่ได้ปฏิบัติอย่างที่เราพูดเลย มันก็ไม่ถูกใคร เราก็บ้าอยู่คนเดียว แต่เราพูดนั้น มันมีจริงเป็นจริงมันถูกเปรี้ยงเปรี้ยงๆๆมันก็เลยแรง คนก็เลยมาว่าคนที่ไปปราบ ว่า ไปทำอะไรรุนแรงมันก็เลยย้อนแย้งอยู่ในที ที่จริงแล้วมันแรงในอกุศลกรรมที่เขาทำมันอยู่ในตัว แต่เราไม่ได้ทำอะไรเลวร้ายเลยเรามีแต่ปากพูด อธิบายสิ่งจริงของมนุษยชาติที่เป็นกายกรรมวจีกรรมที่เป็นความลึกซึ้งสูงส่ง ที่เมืองไทยทำได้ ที่อื่นเขาก็ไม่ทำกัน เขาทำไม่ได้หรอกเพราะว่าเขาไม่มีคุณธรรมอันนี้ แล้วเขาก็ทำกันไม่ถึง ไม่มีคนทำ แล้วไม่มีต้นรากทฤษฎีความรู้ด้วย ต้นรากทฤษฎีความรู้เป็นของพระพุทธเจ้าและมีในเมืองไทยด้วย ตอนนี้ที่เมียนมาร์ก็กำลังทำการรัฐประหารกัน ก็จะไม่เหมือนกัน อันนั้นไม่ใช่ประชาชนรัฐประหารเลย แต่เป็นทหารยึดอำนาจของรัฐบาลประชาชนเลย รัฐบาลอองซานซูจี ซึ่งไม่เหมือน เขาก็เป็นชาวพุทธนะพม่า (Myanmar) แต่ทำได้ไม่เหมือนไทย
640201_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 26