650906 ไปวัดทำไม ไปทำบุญหรือทำบาป_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🔥 ไปวัดทำไม? ไปทำบุญหรือทำบาป! 🔥
ญาติธรรมหญิงชาวอโศกท่านหนึ่ง บ้านอยู่ใกล้วัดแถวภาคใต้ พอดีว่าเจ้าอาวาสที่ท่านอายุ 90 ปีมรณภาพ ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ไปช่วยงาน ญาติธรรมท่านนี้เลยได้ไปงานพระราชทานเพลิงศพด้วย
ในงานศพได้ไปช่วยงานในครัว เพื่อนๆก็ทักมาหลายคนว่าสวยจัง ดูผอมดีจัง ... ญาติธรรมท่านนี้ก็นึกใจใจว่า มันไม่ใช่ เขาพูดหลอกทำไม ชมกันแบบปลอมๆ เพราะเขาทั้งอ้วนทั้งแก่ ผมก็ขาวหมดแล้ว แล้วเขาก็คุยกันเรื่องลูกเรื่องสามีเรื่องครอบครัวกัน บางคนก็ว่าลูกสอบติดแพทย์ เพื่อนก็เสริมว่า เป็นหมอนี่รวยดี ญาติธรรมท่านนี้ก็คิดในใจว่า ทำไมพูดกันแต่เรื่องไปรวยๆๆ ทำไมไม่คิดว่าเป็นหมอนี่โชคดีนะจะได้รักษาคน ได้แค่คิดแย้งอยู่ในใจแต่ไม่ได้พูด
จากนั้นมองหาว่าจะช่วยงานอะไรได้บ้าง ก็เลยไปเห็นห้องน้ำที่วัด ซึ่งไม่มีใครทำความสะอาด รู้สึกว่ารังเกียจไม่อยากทำ กว่าจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ ก็ใช้เวลาต่อสู้กับตัวเองสักพัก ในที่สุดก็เอาชนะความไม่อยากทำได้ ก็ตัดสินใจทำเลย พอลงมือทำความสะอาดไปแล้ว 1 ห้อง 2 ห้อง 3 ห้อง ใจก็มีความสุขว่า ชนะตัวไม่อยากทำได้แล้ว ใจก็ยินดี
ก็เลยตั้งตบะ 9 วันที่มีงานศพ จะขอขัดห้องน้ำทุกวัน เมื่อขัดห้องน้ำไปอีกหลายวันด้วยใจเป็นบุญเป็นกุศล ต่อมาก็มีคนมาบอกญาติธรรมท่านนี้ว่า ต่อไปพี่ไม่ต้องมาขัดห้องน้ำแล้วนะ เนื่องจากทางวัดจ้างเขามาขัดห้องน้ำ หากพี่ขัดห้องน้ำหนูก็จะไม่ได้ทำงานจะขาดรายได้ตรงนี้ ญาติธรรมท่านนี้ก็วางใจ ไม่ขัดห้องน้ำ และก็ไปช่วยงานอื่นต่อ
............................................................ ไปวัดทำไม? บางคนไปเพื่อให้ใจสบาย ไปสวดมนต์ ไปตักบาตร ไปฟังธรรม ไปเวียนเทียน ไปงานศพ ไปนั่งสมาธิ ไปอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย ไปทำสังฆทาน ไปบริจาคเงิน ไปบ
อ่านต่อ
ริจาคข้าวของ ไปทำทาน ไปเสี่ยงเซียมซี บางคนก็ไปเพื่อขอหวย ขอของขลังจากพระ ฯลฯ แล้วแต่ว่าวัดที่ไปจะมี Option อะไรให้ญาติโยมไปวัด
โดยรวมๆแล้ว จะบอกว่าไปทำบุญ กิจกรรมที่วัดทั้งหมดเขาจะเหมารวมว่าไปทำบุญ แต่ก็ไม่รู้ว่า “บุญ” คืออะไร?
พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้เคยกล่าวถึงความหมายของคำว่า “บุญ” ที่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ในพจนานุกรมฉบับภูมิพโลภิกขุ โดยให้ความหมายของคำว่า “ปุญญะ” หรือ “บุญ” ไว้ว่าคือ “สันตานังปุนาติวิโสเทติ” แปลว่า “การชำระกิเลสในจิตในสันดานให้หมดจด”
ดังนั้นการไปวัดของชาวพุทธทั่วไป จึงไม่ได้ส่วนแห่งบุญเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าไปวัดแล้วไปทำกิจกรรมต่างๆนั้นไม่ได้มีการลดละกิเลสเลย แถมบางกิจกรรมก็ทำให้เพิ่มกิเลส เกิดกรรมที่ไม่เป็นบุญแถมยังเป็นบาปอีกต่างหาก ............................................................ การทำบุญนั้น พ่อครูได้เคยกล่าวไว้ว่า...บุญเป็นพลังงานที่เกิดในปัจจุบัน ในคนแต่ละคน ต้องสร้างพลังงานต้องทำจิต คือการทำโยนิโสมนสิการทำใจในใจของเราให้เป็น เป็นอะไร ทำใจในใจของเราให้เป็นหนึ่ง จัดการอภิสังขารให้เป็นปุญญาภิสังขาร สังขารจิตของเราให้มันเกิดพลังงานบุญ แล้วมันจะได้ชำระกิเลสได้ ซึ่งพลังงานบุญจะเกิดได้ต้องมีองค์ประกอบของศีล สมาธิ ปัญญา หรือจรณะ 15 วิชชา 8
คำว่าบุญของศาสนาพุทธจึงเป็นคำที่ยิ่งใหญ่มากเลย ผู้ที่สามารถประกอบจิตเป็นนักสร้าง เป็นวิศวกรรมทางจิต สามารถประกอบจิตตัวเองให้เป็นเครื่องมือประหาร เป็นเครื่องมือฆ่ากิเลสในจิต ในการฆ่า จิตนั้นจะต้องมีปัญญา มีสัญญาทำงานเข้าไปกำหนดรู้แยกแยะ เอาตัวกิเลสออกไปจากจิต
............................................................ ญาติธรรมท่านนี้ ได้ไปวัดและได้ทำบุญคือชำระกิเลสตัวที่รังเกียจ กิเลสตัวไม่ชอบห้องน้ำที่สกปรก เพราะคนมากหลากหลายมาถ่ายหนักถ่ายเบาทำเลอะเทอะไว้ การที่ได้ต่อสู้กับความไม่อยากล้างห้องน้ำ ก็คือการได้ทำฌานตามจรณะ 15 จนสามารถทำใจในใจให้อาการรังเกียจไม่ชอบใจนี้หายไปได้อย่างเป็นปัจจุบัน นั่นคือได้ทำบุญเป็นผลสำเร็จ
ผลแห่งการทำบุญนั้นไม่ได้เป็นความได้ ความมี ความเป็น ในโลกธรรมหรืออัตตาใดๆ แต่คือความว่างความสูญ ความหมด ความไม่มี ในอาการกิเลส โดยไม่มีอะไรได้กลับมาหรือเหลือค้างไว้เลย เพราะบุญมีทิศทางเดียวคือฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสเสร็จบุญก็หมดไป ดังนั้นเมื่อมีผู้จะมาขอล้างห้องน้ำแทน ญาติธรรมท่านนี้ก็ปล่อยวางไม่ทำต่อได้ ให้คนอื่นที่มีหน้าที่ทำไป ตนเองก็ไปทำงานอื่นแทน สำเร็จการทำบุญเรียบร้อย ก็หมดบุญหรือเป็นอปุญญะนั่นเอง
............................................................ การไปเข้าส้วม คือการเอาสิ่งปฏิกูลออกจากตัวเรา เมื่อเราแวะห้องน้ำตามปั๊มน้ำมันหรือห้องน้ำสาธารณะ แล้วเจอห้องน้ำสกปรก นอกจากจะชำระสิ่งปฏิกูลในตนแล้ว นี่คือโอกาสที่จะได้ทำบุญชำระกิเลสตนได้ด้วย ถ้าลงมือทำความสะอาดห้องน้ำที่สกปรกนั้น
การทำบุญ คือทำใจในใจให้ลดกิเลส ราคะโทสะโมหะ หากได้ฝึกฝนทำโจทย์บุญได้มากขึ้นๆ สมรรถภาพของจิตก็จะทำใจในใจได้ไวมากขึ้นๆๆ พ้นทุกข์ได้เร็วขึ้น ที่สุดจนกิเลสไม่กลับมาอีกเลย ใจที่หมดกิเลสแล้วคือใจที่มีอุเบกขา ว่างจากกิเลสทั้งปวง มีคุณสมบัติที่สะอาดบริสุทธิ์ แม้ถูกกระแทกกระเทือนก็ยังคงความบริสุทธิ์ มีความแคล่งคล่องว่องไว เอาไปทำการงานที่เหมาะควร คือการงานช่วยเหลือรับใช้มนุษยชาติได้มหาศาล
มหาตมคานธี ขึ้นรถไฟ แล้วร้องเท้าข้างหนึ่งหล่นลงไปที่พื้นขณะรถไฟแล่นไป ท่านแทบไม่ต้องคิดเลย ที่จะทิ้งร้องเท้าข้างที่เหลือลงไป ให้ใกล้กับร้องเท้าที่หล่นไปเอง เพื่อให้ผู้ที่เก็บรองเท้าได้ร้องเท้าครบคู่ไปใช้ต่อ เพราะท่านได้ทำบุญลดละความตระหนี่ได้สำเร็จ เป็นใจที่ไม่ต้องทำบุญอีก(อปุญญะ) จนใจชำนาญในการให้อย่างเป็นอัตโนมัติได้เลย ............................................................ การไปวัด หากกล่าวว่าไปเพื่อทำบุญ นั่นก็เป็นบัญญัติภาษาที่ถูกต้อง แต่อยู่ที่การทำใจในใจในการทำบุญนั้นต่างหากที่สำคัญกว่า สำคัญว่า ทำใจในใจได้ลดกิเลสหรือทำใจในใจเพื่อเพิ่มกิเลสหรือกดกิเลสไว้ นั่นก็อยู่ที่ว่า ท่านมีสัมมาทิฏฐิเพียงพอหรือไม่?
............................................................ ปิดท้ายด้วยโศลกธรรมของพ่อครูสมณะเมื่อ 11 ก.พ. 2521 ... “คนผู้มีความสุขที่สุด ก็คือผู้ที่รู้ว่าตนเองกำลังเป็น “ผู้ให้หรือเสียสละ” แก่ผู้อื่นได้จริงที่สุด” The happiest person is someone who knows that he is genuinely giving or sacrificing for others.