เปรียบเทียบสภาวะพรหมกับสภาวะอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
เปรียบเทียบสภาวะพรหมกับสภาวะอรหันต์ _เปรียบเทียบสภาวะพรหมกับสภาวะอรหันต์ พ่อครูว่า... มันเป็นพยัญชนะ ก็บอกแล้วเทวดามี 3 ขั้น สมมติเทพ อุบัติเทพและวิสุทธิเทพ วิสุทธิเทพก็คือพระอรหันต์ไง บริสุทธิ์จากกิเลสแล้ววิสุทธิ เขาก็ใช้พยัญชนะว่าเป็นพรหม พรหมก็คือบริสุทธิ์แล้ว เพราะฉะนั้น อุบัติเทพ คือเป็นผู้เจริญที่จิต ซึ่งอุบัติเทพกับวิสุทธิเทพเป็นโลกุตระ แต่เขาอธิบายไม่เป็น สมมุติเทพถ้ายังมิจฉาทิฐิก็เป็นสมมุติเทพที่ เป็นโลกีย์ เป็นไปตามเรื่องของเขา ไม่รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานอะไร อธิบายไปเรื่อย เป็นตัวเป็นตน เป็นเทวดา เป็นสัตว์นรกที่มีตัวตนไปหมด แต่ผู้ที่เข้าใจว่าสมมติเทพก็คือผู้ที่ยังไม่มีภูมิที่จะเป็นโลกุตระ ผู้ที่เป็นสมมติอยู่ อาจจะเก่งทางปริยัติอาจจะเก่งทางพยัญชนะ เอาแต่รู้แต่ยังไม่เข้าถึงจิต แม้แต่ สักกายะ กายเขาก็ไม่รู้จัก กาย เป็นคำสำคัญมาก ตั้งแต่ตัวต้นต้องพ้น สักกายทิฏฐิ ต้องมีความรู้ความเข้าใจสัมมาทิฏฐิในเรื่องความเป็นกาย และเกี่ยวกับตัวเอง กาย มันเป็นอาการอย่างไร ต้นๆเลย ต้องทำความรู้อันนี้เมื่อเข้าใจ กาย จึงได้ปฏิบัติพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ได้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมได้ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิใน สักกายทิฏฐิ จะไปพิจารณากายในกายไม่ได้ มันจะต้องมีทั้ง กายนอก กายใน จึงมีคำว่า กายในกาย ก็ต้องหมายถึงอีกอันหนึ่ง กาย ต้องมีข้างในและข้างนอก แต่พวกหลับตาปฏิบัติไม่มีกายแล้ว เจ๊งกระบ๊งเลย ปิดประตู โมฆะในการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเลย สักกายทิฏฐิ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิเข้าไปนั่งหลับตา แล้วจะไปปฏิบัติกายในกาย เวทนาในเวทนา เอาพยัญชนะมาพูดมันก็ไม่ได้ เพราะว่ากำหนดเรื่องกายยังไม่ถูกเลย สภาวะ 2 เป็นอายตนะ รับรู้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียงเป็นคู่ๆ คุณก็ต้องพิจารณาทั้งท
อ่านต่อ
ี่ขณะตากระทบรูปคือ กาย มีอายตนะ หูกระทบเสียงคือ กายมีอายตนะ จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส สัมผัสภายนอก เป็นต้น แล้วก็เรียนรู้แยก 2 แยก 1 ทำให้เป็น 2 เป็น 1 2 กับ 1 คือเทวะคือคู่ และ 1 กับ 0 ก็เป็นคู่เหมือนกัน เทวะอีกคู่หนึ่ง ซึ่งศาสนาพุทธมี 0 แต่ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จัก 0 มีแต่นิรันดรอยู่กับพระเจ้านิรันดรพระเจ้าไม่มีตาย ไม่มีเป็นอยู่ค้างฟ้าตลอดนิรันดร ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาคิดเอาแต่ปฏิบัติไม่ได้ไม่จริงมันก็ได้แต่เพ้อพกไป เพราะมันไม่เข้าใจ แต่ของพุทธนั้นจบเลย จัดการจิตวิญญาณให้อยู่หรือปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายไปเลิกเลยเป็นดินน้ำไฟลม ถึงจะจบกิจ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ทุกองค์ จบกิจแล้วจะอยู่ต่อจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทุกองค์ก็จะเป็นสมัยเดียวไม่มีใครเป็นสมัยสอง เป็นสมัยหนึ่งขึ้นทำเนียบว่าได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก นอกจากจะเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นิพพานแล้ว ก็มีสัมมาสัมโพธิญาณเป็นที่จะบรรลุพระพุทธเจ้าได้ แต่ท่านไม่ประกาศ ไม่เปิดตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าไม่สอนศาสนา แล้วท่าน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเงียบๆจึงไม่มีชื่อในทำเนียบพระพุทธเจ้า แต่ท่านมีภูมิสัมมาสัมพุทธญาณเท่ากับพระพุทธเจ้านั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน อาตมาอยู่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จะรู้ความหมายที่มี อนาคตังสญาณ รู้ไปตามลำดับพอสมควรจะต้องเรียนไปตามลำดับก็พัฒนาไปปฏิบัติตนให้เป็นเช่นนั้นไป _อยากให้เปรียบเทียบ สภาวะของความเป็นพรหมกับสภาวะความเป็นอรหันต์ มันก็เปรียบเทียบแล้ว ไม่งั้นก็หลงไปกับพยัญชนะ สมมุติไปโน่นนั่นนี่ละเอียดละออมากเรื่อง มันก็จะยาวยืดสับสนเละเทะ มากเรื่องไปไม่รู้จัก พวกที่ไม่รู้จักจบนี้น่าสงสาร แล้วไปยินดีในความละเอียดละออของเรื่องความรู้ที่เรียกว่า โลกจินตา ความคิดตามที่โลกเขาพาไป ไอ้นี่ก็น่ารู้ ไอ้ทหารโน่นก็น่ารู้ เรียนมาก อย่างเช่นมหาประยุทธ์น่าสงสารยินดีกับการเรียน อะไรก็น่ารู้ อรรถกถาจารย์ อาจริยวาทก็เรียนรู้ รู้ไปหมดเป็นพหูสูตร เป็น learness Man ไม่มาสรุปให้บรรลุ มันกว้างเกินไม่มีที่จบก็ไม่รู้ตัว อันนี้แหละพระพุทธเจ้าถึงสรุปว่าเป็นผู้ที่ ปทปรมบุคคล เป็นผู้ที่รู้พุทธพจน์ก็มาก ทรงจำอยู่ก็มาก สอนคนอื่นก็มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินั้น น่าสงสารมาก ไม่บรรลุธรรมในชาตินั้น ถ้าเราไม่รู้กายเบื้องต้นตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ และปฏิบัติเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 จนเกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 แล้วเกิดโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 มันจะไล่เรียงมาเป็นคุณธรรมที่จะเกิดมาตามจิตคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ แล้วจึงจะตรวจสอบด้วยวิญญาณฐิติ 7 คือกายกับสัญญา กาย คือสภาพ 2 ของทุกอย่างคือนามรูป แล้วก็สรุปได้ ตั้งแต่ วิญญาณฐิติ ข้อที่ 1 รู้ภูมิของคนที่อยากเป็นสัตว์นรกของเทวดา จิตวิญญาณของเขาอยู่ในสภาพสภาวะเหล่านั้น หรือเราเคยเป็นมาแล้วก็จะรู้ได้จากรูปนาม จากกาย จาก ตากระทบรูปแล้วก็เกิดจิต ที่จิตมันเป็นสัตว์นรก จิตมันเป็นเทวดา จิตมันเป็นมนุษย์ นี่คือ วิญญาณฐิติข้อที่ 1 ที่เรียกว่า กายต่างกัน สัญญาต่างกัน มีกายต่างกันสัญญาต่างกัน หมายความว่า คนที่ไม่รู้เรื่องมันก็ต่างคิดต่างไป องค์ประชุมของกายมันก็ต่างคนต่างเป็น มันไม่รู้เรื่อง สัญญาก็ต่างคนต่างเป็น ต่างคนต่างไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นจะเป็นสัตว์นรก จะเป็นเทวดา จะเป็นมนุษย์ มันก็สมมุติไปตามภพชาติของตนเอง แต่คุยกันรู้เรื่องนะ มันเป็นนิรามาณกาย มันเป็นกายที่เนรมิตเอง เสร็จแล้วก็สัมโภคกาย ก็เอาความเป็น 2 กาย มาพูดกันบ๊งเบ๊ง ทำเป็นรู้ร่วมกันเป็นสัมโภคกาย แต่ทั้งหมดเป็นพวกตาบอดคืออาทิสมาณกายคือไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ ไม่รู้เรื่องไม่มี ไม่เห็นอะไรหรอก เขาเรียกตาบอดตาใส ใครก็นึกว่าเขาเห็นเพราะเขาตาใส แต่เขามองไม่เห็นนะ นิรมาณกาย ผู้รู้ท่านบัญญัติพยัญชนะเอาไว้แล้วก็มารู้สภาวะ ไม่ต้องไปเป็นตัวเป็นตนเป็นโน่นเป็นนี่อะไรก็ไม่รู้ จริงๆแล้วถ้าเข้าใจ กาย มีสัมผัสภายนอกภายใน ปัจจุบันธรรม เป็นทิฏฐธรรม เป็นปัจจุบันชาติเป็นของจริง ถ้าคุณไม่มีสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย มันไม่มีฐานไม่มีที่ตั้งของความเป็นจริง ตากระทบรูป มันจะเป็นสัตว์นรกหรือเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ เป็นวิญญาณฐีติข้อที่ 1 มันก็มีจริงเป็นจริงคุณต้องสัมผัสมัน แล้วจิตวิญญาณมันเป็นอย่างนั้น จิตวิญญาณเป็นสัตว์นรก เราก็รู้ของเรา เราเคยผ่านมา เราก็ตรวจสอบได้ เราเคยเป็นสัตว์นรกมาแล้ว ไปหลงเทวดา เราก็รู้ว่าจิตเราเป็นเทวดา เป็นเทวดาสมมุติหรือเทวดาอุบัติเหตุ หรือเป็นเทวดาวิสุทธิเทพได้ คุณจะรู้เพราะมันผ่านมาทุกคน ขั้นตอนต่างๆเริ่มตั้งแต่มีวิญญาณฐีติข้อที่ 2 เป็นปฐมฌาน เขาหลับตา เขาก็ได้ปฐมฌานคือไม่มีนิวรณ์ 5 จึงเรียกว่า กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน คือกำหนดหมายเหมือนกันว่าไม่มีนิวรณ์ 5 แต่คนหนึ่งหลับตา คนหนึ่งลืมตา เลยมีกายต่างกัน แต่ สัญญากำหนดหมายนั้นไม่มีนิวรณ์ 5 เขาทำได้ แต่เขานั่งหลับตาไม่มีนิวรณ์ ก็ถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิ สัมมาทิฏฐิลืมตาก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ลืมตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกได้รับกลิ่น ลิ้นกระทบรส แต่ทำให้จิตไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ มันจึงต่างกัน ความไม่มีนิวรณ์ 5 นี้แม้คุณทำได้ถาวรก็ต้องทำอีก ทำจนได้แข็งแรงถาวรมั่นคงตั้งมั่นอย่างนี้เป็นต้น แม้อันที่ 3 เป็นอาภัสรา เป็นเทวดาอภัสรา ผู้หิวแสง แสงสว่าง หรือพวก ปฏิบัติแบบสว่าง กับอันที่ 4 กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกันเป็น สุภกิณหา เป็นพวกมืด ยินดีในความมืด น่าได้ น่ามี น่าเป็นในความมืด แต่พวกมิจฉาทิฏฐิก็ไปยินดี ในความมืดแบบมิจฉาทิฐิ กิณหา ความดำความ แต่ผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้วรู้จักความดำความมืดอย่างถูกต้อง หลับตาแล้วมันก็ดำมืด ถ้าอยากได้ความมืด คุณก็หลับตาลง หลับตาลงผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วหลับตาแล้วก็มืด ลืมตาก็สว่าง แต่คนยังมี อุปาทาน หลับตาแล้วมันจะไม่มืด มันจะมีแสงสีเขียวสีแดง สีสว่างวูบวาบอะไรต่างๆ อยู่ข้างใน ไม่ได้อยู่ในตาหรอก แต่มันอยู่ข้างในเป็น อุปาทาน เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีอุปาทานแล้วหลับตา มันก็หลับตามืดๆลืมตามันก็สว่างอรหันต์ขึ้นไปอย่างนี้เป็นต้น แต่พวกที่เขานั่งหลับตาสมาธิ เขาจะมีการเห็นแสง สีเขียว สีแดง สีน้ำเงินอาตมาก็ผ่านมาทั้งนั้น แต่ก่อนไม่เข้าใจ แล้วก็ขยายแสงเล่นแสง แสงใกล้แสงไกลไป เป็นสมมุติทั้งนั้นเป็นอุปาทานทั้งนั้น ยังงมงายกันอยู่ในพวกนี้มีเยอะ ลมหายใจเข้าออกต้องเป็น อานาปานสติของพระพุทธเจ้านั้น ท่านลืมตาในทุกลมหายใจเข้าออกก็ปฏิบัติธรรม จนเห็นชัดเจนในอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี อนิจจานุปัสสี นิโรธานุบัสสี จบ หมดเวลา เลยไปแค่ 12 นาที ไม่มีใครว่าเลย ปล่อยให้เราไปเรื่อยๆ เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าทรงแล้ว สำหรับวันนี้ก็พอแค่นี้เจริญทำทุกคน 660116 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 9 พ่อครูพบ ญาติธรรมสันติอโศก