เลข 0 1 2 กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข17 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

เลข 0 1 2 กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา _บ้านเล็กเมืองน้อย....กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

จากที่พ่อท่านแสดงธรรมวันนี้ (ศ.13 มค. 66) ถามพวกเราว่า... ๐ – ๑ – ๒ หมายถึงอะไร ณ ตอนนั้นก่อนที่พ่อท่านจะเฉลย....ในใจคิดว่า จากประสบการณ์และความรู้ ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนทั้งหมดจากพ่อท่าน..... ๒ เป็น “เทวะ” คือ “ความมีกับความไม่มี”….จึง อนิจจัง การดิ้นรนให้คงอยู่ใน “ความมีหรือไม่มี”….จึง ทุกขัง ต้องทำ “๒” ให้เป็น “๑” ที่ “๐ จากทั้งความมีและความไม่มี” ..จึง อนัตตา แล้วอาศัย ๑ ที่ “อเนญชา” ดำรงอยู่อย่าง ๐ (ไม่สุขไม่ทุกข์) จึงทำ “อายะ๓” อย่างอนุโลมปฏิโลมไปตามกาละ เทศะ ฐานะ ได้….. จึงทำให้คิดว่า.... ๒-๑-๐.... น่าจะหมายถึง ไตรลักษณ์ หมวดหนึ่งที่มีอุปการะยิ่ง โดยส่วนตัวแล้วใช้บ่อยมาก เป็นตัวช่วยในการตีความทำความเข้าใจเรื่องยาก ให้คลี่คลายง่ายขึ้นไปตามลำดับ....เช่น การสัมผัส วิโมกข์ ๘... พ่อครูว่า... ต้องมีกายด้วยย มีรูปและนาม สัมผัส ปัสสติ คือต้องสัมผัสอย่างตาเห็น ลืมตา ข้อ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ หมายความว่า เราจะต้องมีการรู้ รูป มีสัญญากำหนดว่ารู้รูปทั้งภายนอก ภายใน เห็นรูปทั้งภายนอก ภายใน ทั้งอรูป รูป ตั้งแต่ภายนอก ภายในเข้าไปถึง อรูป อย่างนี้เป็นต้น ในวิโมกข์ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 สุภันเตว อธิมุตโต โหติ ก็หมายความว่า จบ สุภะ กับ อันตะ อะไรที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นอย่างที่สุด ก็ทำจิต จิตก็จะโน้มไป อธิโมกข์ อธิมุตโตโหติ ไปสู่ความเป็นความมีที่สุด วิโมกข์ 3 ข้อเป็นการบอกรายละเอียดของความเป็นวิโมกข์ แต่ความเพี้ยน ความเสื่อมของความรู้ทางศาสนาพุทธแล้ว ไปเข้าใจว่าเป็นการนั่งหลับตา ทั้งๆที่บอกว่ามีภายนอกภายในต้องสัมผัสต้องเห็น แต่เขาเข้าใจไปได้อย

อ่านต่อ

่างไรว่าเป็นการนั่งหลับตา วิโมกข์ 8 เขาบอกว่าคือการเข้าสมาบัติต้องนั่งหลับตามีวิโมกข์ นี่คือ ความเพี้ยน ความเสื่อมจากความรู้ทางธรรมของพระพุทธเจ้า ต่อจากนั้นก็ไปเป็น อรูป คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นเรื่องที่ถ้าไม่มีสภาวะแล้วยากมากจะอธิบาย จนกระทั่งเพี้ยน กลายเป็นเรื่องหลับตาไม่มีภายนอกทั้งๆที่มีคำ พหิทา อยู่แท้ๆ มันชัดเจนจะไปนั่งหลับตาได้อย่างไรเพราะว่าต้องเห็นรูปภายนอก อัชฌัตตังคือภายใน พหิทา ภายนอก แต่เสร็จแล้วไปบอกว่านั่งหลับตา…ไม่รู้จะพูดอย่างไร มันเสื่อมจนพูดกันไม่รู้เรื่อง เรามายืนยัน เอาบาลีเป็นหลักฐานมายืนยัน เขาก็ยังยาก _จึงทำให้คิดว่า.... ๒-๑-๐.... น่าจะหมายถึง ไตรลักษณ์ หมวดหนึ่งที่มีอุปการะยิ่ง โดยส่วนตัวแล้วใช้บ่อยมาก เป็นตัวช่วยในการตีความทำความเข้าใจเรื่องยาก ให้คลี่คลายง่ายขึ้นไปตามลำดับ....เช่น การสัมผัส วิโมกข์ ๘... ๑. ต้องมีสฬายตนะ ๒. ต้องรู้อารมณ์ในขณะที่ผัสสะ ๓. ต้องแจ้งจริงใน ไตรลักษณ์..........รู้ความแตกต่าง แยกแยะเทวะได้ (๒) พ่อครูว่า... ผู้เข้าใจเทวะแล้วไม่ได้ไปเข้าใจว่าเทวดาล่องลอยอะไรอย่างนั้น แต่เทวะคือสภาพ 2 เป็นรูปนาม เป็นวิญญาณ มีปัญญาเข้าใจ เทวะได้ ๔. ทำ ความมี ให้ ไม่มี (ล้างกาม) แยกกายกลิออกจากจิต ให้มีเวทนาแท้ (๑) พ่อครูว่า... คือเราจะรู้ 2 ตัวที่มีเวทนาเก๊ กับเวทนาแท้ ทำให้เวทนาเก๊ดับไป เหลือแต่เวทนา1 คือเวทนาแท้ ๕. ทำ ความไม่มี ให้ ไม่มี (ล้างอัตตา) ไม่ยึดในความรู้ = ไร้อัตตา ก็ไม่สุขไม่ทุกข์(๐) พ่อครูว่า... ผู้ที่เข้าใจอธิบายอย่างไรมันก็ถูก เราฟังแล้วก็จะเข้าใจ ๖. ยถาภูตญาณทัสสนะ จิตหมดความเป็นกาย เป็นอนุปคัมมะ จึงเห็นความจริงตามความเป็นจริง (สูญญตวิโมกข์) พ่อครูว่า... จิตไม่มีความเป็นกายนี้เป็นอนุปคัมมะ จึงเป็นจิตที่ทำความไม่มีได้สำเร็จ ความไม่มีกาย เคยอธิบาย ความไม่มีกายของจิต ท่านให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาที่เล็บมันยาวออกมา เล็บที่ ยาวออกมาพ้นปลายประสาท มันไม่เจ็บไม่ปวดมันรู้สึกเฉยๆไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร ไม่ทุกข์ไม่สุขอะไร นั่นแหละคือจิตวิญญาณเราไม่มี กาย มันไม่ทุกข์ไม่สุข มันไม่เจ็บไม่ปวด มันกลางๆเฉยๆ ทั้งๆที่มันยังเป็นชีวะ แล้วเราก็เป็นคนมีจิตนิยาม นั่นแหละทำอันนี้ได้อย่างนี้ ทำจิตให้ได้อย่างนี้ เราก็ยังมีจิตนิยาม แต่จิตนิยามเราไม่มีกาย ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่บาปไม่บุญ ไม่มีภาวะ 2 ไม่มีเทวะ แล้ว เป็น สุญญตวิโมกข์ เป็น 0 ๗. ปรับ tune มุทุ กัมมัญญา ให้ปภัสสรา รู้ประมาณได้ตาม กาละ เทศะ ฐานะ ...สั่งสม อภิภายตนะ๘ (อนิมิตตวิโมกข์) พ่อครูว่า... นึกออกไหม ในหมวด วิการรูป มี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา ปภัสรา จิตมันทำให้เบาได้สบายมันเบามันว่างมันง่าย มุทุตา… พวกเราคงจะเข้าใจขึ้น แต่คนข้างนอกที่เขาเรียนกัน อาตมาว่าเขาไม่เข้าใจเรื่อง มุทุตา มุทุจิต จิตที่ มีลักษณะทั้ง static และ Dynamic มีทั้งสภาพของศรัทธาและปัญญา มีทั้งสภาพของ เจโตและปัญญา ทั้ง 2 สภาพในจิตนี้ สะอาดจากกิเลส เป็นอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เพราะฉะนั้น จิตมุทุ คือจิตที่สำเร็จผลบริสุทธิ์ สำเร็จ ปริสุทธา ปริโยทาตา สั่งสมเป็น มุทุภูตธาตุ ธาตุจิตที่สมบูรณ์ จิตนี้จะเป็นกัมมัญญา ทำงานได้อย่างเหมาะควรได้อย่างดี ได้อย่างไม่มีพิษมีภัยได้อย่างสูงสุด ทำงานไปอย่างไร จิตก็ประภัสสรตลอดกาลนาน ก็ทำให้เจริญขึ้นเรื่อย ปริสุทธาปริโยทาตา ปรับจูน มุทุกัมมัญญา ให้ได้ตาม กาละ เทศะ ฐานะ กาละคือเวลา เทศะคือภูมิประเทศ สถานที่ ฐานะคือที่เกี่ยวข้องกับคนต่างๆ _๘. ทำ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ได้ด้วยกรรมของตน เป็น วสวัตตีโก (อัปปณิหิตวิโมกข์) (ผิดถูกประการใด กราบพ่อท่านเมตตาชี้แนะด้วยครับ) พ่อครูว่า... วสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ อัปปณิหิตวิโมกข์ คือวิโมกข์ที่ไม่ต้องตั้งจิต อัปปณิหิตะคือไม่ตั้งจิต อนิมิตคือไม่ตั้งนิมิต สุญญตวิโมกข์คือวิโมกข์อย่างสูญ ถ้าวิโมกข์คือหลุดพ้น ยังมีชีวะ ถ้านิพพานคือตาย วิโมกข์คือหลุดพ้นจากกิเลส เป็น วิโมกข์ 3 _แต่...เมื่อพ่อท่านเฉลยว่า ๐ – ๑ – ๒ คือ โลกุตระ ....ก็เห็นด้วยเลย เพราะครอบคลุมได้ถ้วนทั่ว และแบ่งแยกจากโลกียะอย่างชัดเจน กราบขอบพระคุณมากครับ พ่อครูว่า... คุณ บ้านเล็กเมืองน้อย มีชื่อว่า เป็นชาวคริสต์ แต่มารู้เรื่องพุทธเสียจนทะลุปรุโปร่ง คนที่เขาจบเปรียญ 9 ดอกเตอร์ทางศาสนา ตามมหาวิทยาลัยทางตะวันตกมา ไปเรียนพุทธศาสนามาจากตะวันตก..เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี อะไรก็ไม่รู้ เทวนิยมไม่รู้หรอก เทวนิยมไม่มีสิทธิ์แล้วรู้เรื่องพุทธ รู้แบบโง่ๆรู้งูๆปลาๆ ไม่มีสิทธิ์รู้โลกุตระ ไม่มี อัญญธาตุ จะเห็นได้เลยว่าเสียท่ามากเพราะเห็นความเสื่อม ไม่รู้ว่าอะไรของตัวเองแท้ๆ เขาไม่มีทางจะรู้เพราะเป็นเทวนิยม ไม่มีทางรู้พุทธศาสนาที่สุดยอดแม้จะไปเรียนดร.วิชาสูงสุด มันก็จะไปจบอรหันต์ แต่มันจะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร น่าสงสาร เป็นความสับสนซับซ้อนโลกที่เขาไม่รู้เรื่องกัน อาตมาก็วิเคราะห์วิจารณ์ไป ใครจะหาว่าเบ่งข่มคนอื่นก็ตาม 660116 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 9 พ่อครูพบ ญาติธรรมสันติอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน