จุดหมายปลายทางของคนคือหมดโลภ หมดโกรธ หมดหลง ตามคำสอนพระพุทธเจ้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
จุดหมายปลายทางของคนคือหมดโลภ หมดโกรธ หมดหลง ตามคำสอนพระพุทธเจ้า _คอยใคร · กราบเคารพพ่อครูครับเมื่อเช้าฟังรายการท่านฟ้าไท มีอาที่ทำอาหารให้เด็กๆ ตอนเย็นบอกว่า ทำแล้วใครก็กินได้ ไม่ได้ทำให้เด็กกินอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็กินได้ ผมนี้โล่งอกเลยครับ เพราะถ้าผมไปอยู่บ้านราชแล้วผมจะได้ไม่ต้องปรับตัวกินมื้อเช้ากับกลางวันให้ยุ่งยาก ตกเย็นผมก็ไปกินกับพวกเด็กๆ เหมือนที่ใช้ชีวิตปรกติแบบเดิม กินมื้อเดียวสบายเลยครับ เพราะเช้าถึงเย็นผมจะได้ทำงานได้เต็มที่เหมือนเดิมที่ใช้ชีวิตทุกวันนี้ครับ จะพยายามหาเวลาเพื่อทำตามที่เคยสัญญาไว้ว่าจะไปช่วยงานบ้านราช1เดือนครับ วันที่ 16 ม.ค. วันครู ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูที่สั่งสอนชี้ทางให้เดินตามสัมมาทิฐิ ชี้แนะทางธรรมให้ดำรงชีวิตแบบคนจน จนผมพ้นบ่วงโลกีย์ หมดโลภ หมดหลง ใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะครับ พ่อครูว่า... ยินดีต้อนรับ โอ้โห หมดโลภหมดหลงเลยนะ คือพูดไปง่ายๆไม่ได้กำหนดหมายว่ามันละเอียดลออลึกซึ้งเท่าไหร่ คำว่าหมด นี่คงหมายถึงลดลงไปบ้าง ใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ก็ถ้าเกิดว่าหมดจริงก็ง่ายแน่นอน หมดความโลภหมดความหลง ใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะก็ใช่ คำสอนพระพุทธเจ้านี้จริง หมดความโลภหมดความหลง เป็นชีวิตที่สบาย อยู่ในโลก โดยเฉพาะทุกวันนี้ สังคมมนุษย์คนไทยโดยเฉพาะคนไทยยุคนี้ มันมีสังคมชาวอโศกเป็นสังคมสาธารณคี สังคมคนที่หมดความโลภ หมดความโกรธ หมดความหลงได้เลย ความโกรธนั้นควรจะหมดก่อน ความโลภนั้นมันยืดยาดกว่า ความโกรธนี้มันง่ายกว่า หมดความโกรธ หมดความโลภ หมดความหลงแล้ว นี่คือจุดหมายปลายทางของมนุษย์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านเกิดมากี่ชาติกี่ชาติก็เรียนรู้เรื่องคน เรื่องสังคมมนุษย์ เรื่องคนอื่นจะเป็นเรื่องอะไร ท่านก็เรียนอยู่บ้าง แต่สุดท้ายท่านก็ไม่เห็นจะมีอะไรสำคัญในความเป็นมนุษย์
อ่านต่อ
ที่เกิดมา ไม่มีอะไรสำคัญเท่าการเรียนรู้ความโลภโกรธ หลง แล้วละลดสิ่งนี้ให้หมด เมื่อสิ่งนี้หมดไปคุณจะอยู่กับโลกหรือคุณจะเกิดกับโลกไปอีก เช่น จบเป็นอรหันต์แล้วตายก็มีหลักประกันเลย เป็นหลักประกันชีวิตเลยว่าเกิดมาในชาติหน้า เกิด มาปั๊บ จะมีลิงลมอมข้าวพองบ้าง ถูกโลกครอบงำนิดหน่อย ถูกโลกฉาบพอกแล้วเป็นไปตามเขาบ้าง อาตมาเกิดมาในชาตินี้ก็มีตอนแรกๆ พระพุทธเจ้าเกิดมาก็เหมือนมีความโลภโกรธหลง มีกาม มีราคะไปตามโลกบ้าง มันก็เป็นสัจจะ เสร็จแล้วเมื่อจิตวิญญาณของตัวเองตื่นเต็มเป็นตัวเองเต็มที่แล้ว สัจจะตัวเองที่เคยปฏิบัติมาได้แล้วเป็นของตัวเองแล้ว สยังอภิญญา เป็นของตัวเองเป็นอภิญญาหรือความรู้แบบพุทธ โลกุตรธรรม มันได้แล้วมันก็จะขึ้นมาเป็นตัวเอง แล้วเราก็จะมีชีวิตที่รู้ดีเลยว่า ไอ้ความที่ไม่มีโลภโกรธหลง มันเป็นความประเสริฐอย่างไร เป็นคนประเสริญด คนไม่รู้ดีไม่ดีเขาจะหาว่าบ้าด้วย แต่คนที่รู้เขาจะยกเครื่องบูชาเคารพ เหมือนพวกคุณเข้าใจดีในเรื่องคุณธรรมโลกุตระ จึงมาพบอาตมาแล้วมาได้รับความรู้ ได้รับความจริง มาคบค้าสมาคมกับสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ได้ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ศรัทธาก็บริบูรณ์ มีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ไปตามลำดับ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ สุจริต 3 บริบูรณ์ ความเป็นวิชชา ความเป็นวิมุต ความเป็นโพชฌงค์ 7 สติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 ก็บริบูรณ์จนจบวิชชาและวิมุติไปตามอาหารสูตร พระพุทธเจ้าให้หลักเกณฑ์ให้เราปฏิบัติประพฤติตาม ผู้ที่เรียนรู้ดีๆปฏิบัติตามดีๆก็ได้รับผล การได้รับผลแล้วก็เป็นผลที่ตัวเองและเป็นผลต่อสังคม เมื่อสังคมมีคนที่ได้รับการบรรลุธรรม มีการบรรลุธรรมที่จริง สังคมก็เป็นอย่างสังคมชาวอโศกของเรานี่แหละ เป็นสังคมที่ง่ายสบาย ผู้บริหารผู้ปกครองก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย สบาย เป็นพลเมืองที่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคมต่อมนุษยชาติ ไม่เป็นภาระของใคร นอกจาก ภาราหเวปัญจขันธา เป็นภาระที่ขันธ์ 5 เราก็ดูแลมันไป ถ้ามีเวลาก็ช่วยคนอื่นเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเป็นคนจน เป็นคนที่ไม่ต้องมีเงินทองไม่ต้องสะสมเงินทองเลย เป็นสังคมสาธารณโภคีอย่างที่เราเป็นได้ ไม่ต้องมีเงิน วันๆเราก็อยู่กับสังคมไป มีอยู่มีกินมีใช้ ทำงานได้เต็มที่ มีเหตุปัจจัย มีเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้ให้ทำงาน สมบูรณ์บริบูรณ์ มันเป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาปฏิบัติจนกระทั่งเกิดผล เห็นจริง ซึ่งมันเห็นจริง ทางสังคมโลกเขาก็อยากให้คนเป็นอย่างที่เราเป็น มาเป็นได้อย่างที่เราเป็นได้ เขาอยากให้เราเป็น แต่เขาไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้งละเอียดและเขาไม่รู้วิธีการของพระพุทธเจ้า ที่แม้แต่เป็นชาวพุทธ ชาวเทวนิยมชาวตะวันตกทางยุโรป ทางเทวนิยมทั้งหลายเขาไม่มีศาสนาพุทธนะ เขาจะไม่รู้จักเลย ว่าคนชนิดนี้มีด้วยหรือในโลก เขานึกไม่ออก อย่าว่าแต่นึกออกเลย บอกยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังไม่ค่อยรู้เลย เช่น เราบอกว่าเราจะมาเป็นคนจน เราสมัครใจมาเป็นคนจน เขาฟังแล้วก็จะงง ศาสนาเราสอนให้มาเป็นคนจนแล้วก็เป็นได้ มันเป็นอย่างไร คนจนก็ตายสิ จะอยู่อย่างไร มาเป็นคนรับใช้ ซึ่งจริงๆในสังคมพวกนักการเมืองก็บอกว่ามาเลือกเราไปเราจะได้ไปรับใช้สังคมประชาชน เขาก็พุทธนะ แต่มันยังเผินๆยังไม่ลึกซึ้ง ลึกซึ้งมาเป็นผู้รับใช้จริงๆเลย ของพระพุทธเจ้านี่แหละเป็นนักการเมืองสุดยอดเป็นคนรับใช้ประชาชน คนอย่างพวกเราแต่ละคน วันๆก็ทำงานกินอยู่พอใช้ เสร็จแล้วก็ใช้ มีแรงงาน มีผลผลิต ที่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ว่าจะเป็นกสิกรชาวไร่ชาวนาชาวสวนก็มีผล หรือจะเป็น ช่าง ในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เป็นช่างทำไม้กวาดอย่างง่ายๆ ก็ทำไม้กวาดแจกจ่ายได้ใช้ เป็นช่างทำอันนั้นอันนี้ได้ดีจนกระทั่งกลายเป็นช่างทางโลกเขา เป็นช่างเหล็กช่างไม้ช่างเครื่องจนกระทั่ง เป็นแบบพวกเราก็มีก็เป็นก็ทำ ในสิ่งที่เราจะต้องใช้ จนกระทั่งเป็นด้านการศึกษาด้านสื่อสาร ด้านอะไรๆต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในมนุษยชาติเราก็เป็น แล้วก็ไม่เห็นต้องขึ้นอยู่กับเงิน อย่างพวกเรามีทุกช่างมีทุกงานที่พูดผ่านมากลายๆ มีของทางโลกบางอย่างที่เราไม่ไปเป็น ฉันจะไม่ไปเป็นช่างชงเหล้า ตัดผ้าเป็นแฟชั่นหลอกคน ไปเป็นช่างปรุงแต่งลิปสติก อะไรทั้งโลกเขามีเยอะแยะ แล้วได้เงินทองสูงด้วยนะ แพงด้วยมากด้วย เราไม่ได้ไปเสียเวลาเป็นอย่างนั้น นี่แหละคือเศรษฐศาสตร์ที่เจริญ คือเราไม่เอาแรงงานเวลาทุนรอน เอาไปใช้กับงานไร้สาระและมอมเมาด้วย สูญเสียความเป็นคนสูญเสียความเป็นพฤติการณ์ สังคม ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความเข้าใจทางโลกเขาที่ต้องยิ่งปรุงแต่ง แค่เสื้อผ้าต่างๆก็ตัดมาหลอกกันมีแฟชั่นราคาแพงอะไร เป็นความสูญเสียมากเลยและก็โง่ลงด้วย เพราะคนที่หลงแฟชั่นก็คือโง่ตามและถูกหลอกล้วงกระเป๋า ซื้อแล้วซื้ออีกใส่ตู้ไว้ ๆ ไม่รู้จะโง่ไปถึงไหน เสร็จแล้วก็ทนหาเงินไปให้เขา มันจะไม่ทันสังคม ไม่เป็นหน้าเป็นตาแบบที่เขาเป็นกัน พวกเราปฏิบัติธรรมเสร็จแล้วสิ่งเหล่านี้มันหายไปเลยไหม มันไม่เห็นเป็นความสำคัญอะไร นอกจากไม่เห็นเป็นความสำคัญแล้วยังเห็นเป็นความโง่ด้วย รู้สึกว่าตัวเองเคยโง่ไหม เคย ที่ถามนี้เชื่อว่าจริงอย่างที่อาตมาพูดใหม่โง่จริงไหม ...จริง ไปด่าเขานะ อาตมาไม่ได้ชวนคุณร่วมวงด่าเขานะ ตำหนินั่นเอง เห็นว่าสิ่งนั้นไม่ควรจะไปน่านิยม ไปเป็นไปมี เกิดมาชีวิตหนึ่งก็มีเวลาเท่ากัน เวลาล่วงไป กำลังแรงงานของแต่ละคนก็มีพอกัน เป็นหนุ่มเป็นสาวก็มีแรงงานเต็มที่ อายุมากหน่อยแรงงานก็ลดลงบ้าง มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ เสร็จแล้วเราก็ทำงาน เกิดมาก็ทำการงาน กิริยาต่างๆเป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ที่พระพุทธเจ้าสรุปรวมทั้งหมดแล้ว สัมมาทำอย่างดีทำอย่างชอบ ดีแล้วถูกต้องสมควรแล้ว จนกระทั่งถึงขีดว่า มันก็ไม่มีปัญหาแล้ว วันๆหนึ่ง ชีวิตของเรามีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมของเรา ทำอะไรไปเป็นคุณค่าประโยชน์ ถ้าคุณทำงานเสร็จ มีผลผลิต ขึ้นมา เป็นต้น แล้วคุณก็โฆษณาผลผลิตว่าใครกินอันนี้ได้แล้วก็จะเหาะได้เลยนะต้องขายให้แพงๆ จะเจริญจะประเสริฐ จะสวยงามตลอดอะไรก็แล้วแต่ที่จะยกแบบทางโลก ที่คนเขาอยากเป็นอย่างมีอยากได้ตามประสาคนโลกๆ ที่นิยมกันก็ว่ากันไปหลอกกันไป โฆษณาให้คนเชื่อถือ จะเป็นจริงหรือไม่ก็แล้วแต่คนนิยมก็ตั้งราคาแพงขึ้นก็เอาเปรียบเรารัดกันไป แต่พวกเราเข้าใจธรรมะแล้วเราสร้างที่จำเป็นเราก็สร้าง ถ้าเราจำเป็นจะต้องขายเพื่อไปซื้อสิ่งอื่นที่เราจำเป็นเหมือนกันเราก็ต้องใช้บ้างก็ต้องแลกสิ่งเหล่านั้นมา มาเป็นตั๋วแลกเงินคือธนบัตรแทนสิ่งนี้แล้วก็ซื้อสิ่งที่เราจำเป็นบ้างอื่นๆ เราก็ทำบ้าง ก็ไม่จำเป็นจะต้องขี้โลภเอากำไรมาสะสม เอาเปรียบเอารัดต่อไป เป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจที่สบายมากเลย คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นเศรษฐศาสตร์ในตัว ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ได้ มีการทำทาน มีเสียสละแจกจ่ายเจือจานเกื้อกูลผู้อื่น มันจบในเรื่องการอยู่ในสังคม การบริหารสังคม การทำให้สังคมเป็นไปอยู่ดี ไม่ว่าจะเลือกด้านเศรษฐศาสตร์ เรียกว่ารัฐศาสตร์เรียกว่าสังคมศาสตร์หรือเรียกว่า ศาสตร์ใดๆ วิศวกรรมศาสตร์ สื่อสารศาสตร์สื่อสารมวลชน นิเทศศาสตร์ ก็ตั้งชื่อมาเรียกกันเท่ๆเยอะแยะ มันก็ขึ้นมารับใช้ ตัวเราก็ได้อาศัยใช้สอยกินอยู่มีชีวิต มารับใช้มวลชนประชาชนไป ที่เป็นสัจจะ 660118 ผลงาน 50 ปี ตามอนุสาสนีปาฏิหาริย์ของพ่อครู พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก