620808 การสลายอุตุธาตุ พีชธาตุ ของพระอรหันต์ และพระโพธิสัตว์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์290 KB
วันที่แก้ไข4 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

620808 การสลายอุตุธาตุ พีชธาตุ ของพระอรหันต์ และพระโพธิสัตว์ (สู่แดนธรรม)...คนที่ส่ง SMS ที่ชอบสงสัยว่า ถ้าบรรลุกันง่ายๆแบบนี้ก็ไม่ต้องไปบวชแล้ว เขาว่าในสมัยพระพุทธเจ้าการบรรลุนั้นต้องบวชเท่านั้น (ท่านแสนดิน)...แม้คนธรรมดาที่เดินมรรค แค่กินเดินนั่งนอนพูดทำอาชีพก็บรรลุกันหมดสิไม่ต้องไปบวช พ่อครูว่า...เราก็บอกว่าใช่ก็บรรลุน่ะสิ ก็จะยิ่งงงซ้อนขึ้นไปอีกเพราะเขายังเข้าใจในระนาบตื้นตื้น ยังไม่เข้าใจในความลึก (ท่านแสนดิน)...มันเหมือนแต่ไม่เหมือน ยืนเดินนั่งนอนทำเหมือนกันแต่ไม่เหมือนแต่การนั่งสมาธินี่ไม่มีทาง พ่อท่านมีอันใหม่ที่ไขออกมาว่าพ่อท่านสลายอุตุธาตุในระดับโสดาสกิทาได้แต่ยังไม่สลายอุตุธาตุในระดับอนาคามี อันนี้เป็นระดับอนุสัยใช่ไหมครับ สลายอุตุนี่คือทำลายอนุสัยใช่ไหมครับ ส่วนระดับพีชะนี่สลายอาสวะใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่ทำลายอนุสัย พีชะ ข้างนอกแล้วก็แค่สภาวะในระดับ... (สู่แดนธรรม)...ผมฟังแล้วผมเข้าใจไม่รู้ถูกหรือไม่ที่พ่อท่านบอกว่าอาตมาไม่สามารถทำแบบพระอนาคามีได้ นั่นคือข้อที่เรียกว่าแบบพระอนาคามีที่จะไม่กลับมาเกิด ให้สลายอยู่ในภพเองแบบนั่นพ่อทำไม่ได้ใช่ไหมครับ ถ้าหากว่าพ่อท่านทำได้ก็จะต้องกลับมาเกิดอาศัยกายเป็นปัจจัย พ่อครูว่า...ใช่ ต้องอาศัยกายอาศัยองค์ประกอบของดินน้ำไฟลมแม้แต่รูปรูปขันธ์รูป รูปรูป รูปข้างใน รูปราคะอะไรเนี่ยมันต้องยังอาศัยอยู่เพราะไม่เช่นนั้นเราจะยังขันธ์ให้เต็มสภาพเพื่อจะศึกษาไปอีกคืออินทรีย์พละหรือความเก่งของ อาตมาเนี่ยยังไม่เต็มมากพอที่จะเข้าไปสลายอย่างอนาคามีเข้าไปถึงนั่นแล้วก็สลายถึงในขั้นอรูป เราเข้าไปสลายในขั้นอรูปเราก็หมดเราก็จบเลย ยังไม่เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทำไม่ได้ ท่านแสนดิน...สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้วแต่ว่า พ่อค

อ่านต่อ

รูว่า...ได้ ตั้งแต่พระอรหันต์ธรรมดาก็ได้แล้วนั่นขนาดทำอุตุยังไงแล้วก็ทำพีชะจากพีชะก็มาทำจิต จิตด้านนอกแล้วก็จิตด้านใน (ท่านแสนดิน)...อรหันต์ที่เป็นปัญญาวิมุติสลายได้เฉพาะอาสวะก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ มันมีนัยต่างกันในการสลายกับอรหันต์อุปโตภาคที่สลายแบบ… พ่อครูว่า... อุปโตภาคก็สลายหมดเลยทั้งภายนอกภายในทั้งอาสวะและอนุสัย อุปโตก็แปลว่าคู่เหมือนกัน อุปโตก็แปลว่าสองส่วนทั้งภายในและภายนอก ผมถึงอธิบายถึงขนาดว่า พระอรหันต์เนี่ยพระพุทธเจ้าตรัสว่าเธอเป็นอรหันต์ได้แค่อาสวะหมดสิ้นก็เป็นอรหันต์แล้วแต่มิได้หมายความว่าจะเป็นอรหันต์ขั้นสูงสุดอีกแต่พระอรหันต์ในขั้นอาสวะ สิ้นอาสวะแล้วเป็นอรหันต์ทุกองค์ตายแล้วไม่มาเกิดอีกได้เด็ดขาด เพราะว่าอาสวะเป็นตัวนำเกิดมันไม่เกิดแล้วแต่ว่ามันยังไม่สูญทีเดียวมันยังเหลืออยู่จมในภพที่ค่อยๆสลายไปโดยโมเมนตั้ม อาสวะสิ้นแล้วก็เหลืออนุสัย ส่วนที่เหลือแต่ก็ไม่มีแรงพอที่จะขึ้นมาเกิดหรือรวมพลังงานขึ้นมาเป็นจิตวิญญาณได้ แม้แต่จะเป็นพิชนิยามก็ไม่ได้ ได้แต่พลังงานอุตุแล้วก็เสื่อมสลายไปเอง อนุสัยเป็นพลังงานอุตุไปแล้ว อุตุนี่จะขึ้นมาเป็นพีชะก็ยากอยู่แล้วจะขึ้นมาเป็นจิตก็หมดสิทธิ์ (ท่านแสนดิน)...เพราะฉะนั้นปัญญาวิมุตินี่สลายที่พีชะธาตุได้แต่สลายอุตุธาตุไม่ได้ พ่อครูว่า...เพราะฉะนั้นพลังงานแสงสีเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า กว่าที่มันจะสลายไปจนเป็นศูนย์ก็ไม่เป็นไรแล้วไม่ข้ามขีดมาเป็นพีชนิยามมาเป็นจิตนิยามได้เด็ดขาดเลย ถ้าอุปโตภาคสลายอุตุได้ด้วยเลย สลายธาตุอุตุเหมือนพวงมะม่วงแตกกระจายไม่ติดส่วนเลยหายตารางอุตุธาตุเหมือนก้อนแท่งแม่เหล็กมันไม่มีความเป็นแม่เหล็ก มันกระจายเป็นธาตุดินน้ำไฟลมไป รวมตัวเป็นแม่เหล็กเหนียว ดีไม่ดีดูดคนอื่นด้วย มันดูดไม่ได้แล้ว อันนั้นเป็นวัตถุแล้วแม่เหล็ก ท่านแสนดิน...การสลายของอนาคามีในระหว่างสุทธาวาสนั้นยังเป็นชีวะอยู่หรือเปล่าครับ พ่อครูว่า...เป็นชีวะในจิต มันไม่เป็นชีวะในกาย ไม่มี อนาคามีจะว่าไปแล้วก็เหมือนมนุษย์พืช สรีระต่างๆมันไม่ดับแล้วมันก็อยู่ในจิต (สู่แดนธรรม)...อยู่ในโลกของจิตวิญญาณมันก็ไม่มีอาหารหล่อเลี้ยงแล้ว พ่อครูว่า...มันยังไม่ดับ ถ้าไม่ให้อาหารไม่ให้ลม มันก็ขาดเลยไม่ใช่เสื่อมแต่ถ้ายังมีน้ำมีอะไร มากก็เน่า ต้องแห้งแบคทีเรียมันน้อยก็ไม่เน่า แบคทีเรียมีอยู่มากก็เน่า (ท่านแสนดิน)...อย่างนี้อนาคามีที่อยู่ในสุทธาวาสตั้งจิตกลับมาเกิดได้มันมีพลังงานขนาดไหน พ่อครูว่า...อนาคามีตั้งจิตมาเกิดมันก็ยากมันต้องฝึกหัดสร้างบารมี (ท่านแสนดิน)...พระราชบิดาของพระพุทธเจ้าก็เป็นอนาคามี พ่อครูว่า..ไม่ เป็นโสดาบัน เออได้เป็นอรหันต์ก่อนตาย พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นโสดาบันเอกพีชี หรือพวกพระยสะเป็นโสดาบันแล้วก็เป็นอรหันต์เลยมีบารมี ยิ่งพระภาหิยะเพียงแค่ 4 คำเท่านั้นไม่ต้องโสดาเป็นอรหันต์เลย (ท่านแสนดิน)...แต่ในตำนานพระพุทธเจ้าในชาดกเลยคนที่ฟังธรรมแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์เลยเป็นสกิทาคามีเท่านี้เป็นพระโสดาบันเท่านี้ มันมี พ่อครูว่า...มันมี คนนับไม่ถ้วนเป็นล้านๆมันสะสมบารมีอยู่ อ้าวพอถึงเวลาวาระพอพระพุทธเจ้าเกิด มันก็มาแล้วมันก็มารวมเพราะฉะนั้นใครมีบารมีอีกมันก็เสริมบารมีไป เป็นธรรมชาติมันละเอียดกว่าดินน้ำไฟลม เพราะฉะนั้นจะบอกว่าหูทิพย์ตาทิพย์ยิ่งกว่าดินน้ำไฟลม (สู่แดนธรรม)...ท่านทาฬุกริยะผมพิจารณาประวัติโดยย่อของท่านผมเข้าใจว่าท่านเองน่ะก็ดูครับคล้ายครับคราว่าท่านพอจะรู้ว่าท่านแก่งอมใกล้จะสุกแล้วน่ะความมั่นใจว่าจะต้องไปถามพระพุทธเจ้าให้ได้แสดงว่าจิตของท่านมันเต็มที่ เจโตวิมุติไปแล้วแต่ว่าขาดปัญญาวิมุติ พ่อครูว่า...ใช่ พอรู้มาเสริม น้ำมันจะเต็มขันแล้วหยดน้ำหล่นแป๊กน้ำมันจะล้นเลย (สู่แดนธรรม)...เพราะถ้าไม่ใกล้เคียงไปบำเพ็ญมาแบบฤาษีหลับตาผมว่าคงไม่มีความคิดแน่ใจว่าตัวเองบรรลุ พ่อครูว่า...มันมีธาตุรู้ที่จะมาเตือนสติจนสามารถจะให้ดิ้นรนมาทางกาย ทางวาจาทางกายนี่ มันสูงน่ะ มันมีบารมีสูง (ท่านดินไท)...เหมือนกับว่าบำเพ็ญมาจนแค่มาถามพระพุทธเจ้าว่าใช่ไหม มีสภาวะทุกอย่างพร้อมแล้ว บอกว่าใช่ก็โอเค พ่อครูว่า...ก็ เราเอาฐานของเราก็แล้วกันของใครของมัน ไปคิดแทนกันเลยคิดแทนมันก็ไม่ได้เพียงแค่เรารอบรู้ก็เท่านั้นเอง คิดแทนมันก็แค่รอบรู้ เราเอาของเรามัวแต่ไปคิดแทนคนอื่นมันก็เลยช้า

หมายเหตุ ถอดความโดย...สุดเมืองฝัน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน