จำนนต้องประกาศว่าตนคืออรหันต์ ตอน 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข5 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

จำนนต้องประกาศว่าตนคืออรหันต์ ตอน 1 เกิดมาชาตินี้ “อาตมา”จำเป็นมากที่สุดแห่งที่สุดที่ต้องบอก “ตัวเอง”ว่า “อาตมา” เป็น“อรหันต์” และเป็น“โพธิสัตว์” เกิดมาชาตินี้ ในยุคนี้ อาตมาจำเป็นมากที่สุด เพราะสำคัญมากยิ่ง และมันจำนนจริงๆ ไม่มีทางเลือกอื่นเลย ที่อาตมาต้องบอกว่าตนเองเป็นตัวจริง ของคนผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าว่า อาตมาเป็น“อรหันต์”ก็ดี ว่าอาตมาเป็น“โพธิสัตว์”ก็ดี ซึ่งมันเป็น“ความจริง”ที่จริงที่สุด และยุคนี้มันไม่มี“อรหันต์จริง”หรือ“โพธิสัตว์จริง” กันแล้ว มันมีแต่“อรหันต์เก๊”หรือ“โพธิสัตว์เก๊”กันทั้งนั้น ต้องขออภัยอย่างสูงอย่างมากยิ่งที่สุด ที่การพูดเปิดเผยในวันนี้ ต้องพูดเป็น“คำตรง” เพราะฉะนั้น อาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอมต้องเอา“ตนเอง”นี้แหละ“ตัวแท้”ที่จะยืนยันเป็นหลักฐาน เพื่อเปรียบเทียบกับ“ความไม่จริง”ที่คนยุคนี้ไปหลงงมงายเข้าใจเชื่อผิดๆ หลงเชื่อถือผิดๆ อยู่กับ“อรหันต์ปลอม-อรหันต์เก๊”กันอย่างน่าสงสารสุดสงสารยิ่งนัก ซึ่งมันก็รู้“ความจริง”กันได้ยากสุดแสนยากยิ่งยอดอีกด้วยว่า อย่างไหนจริง อย่างไหนเก๊ หรือยังไม่แท้!!! ในพุทธศาสนายุคกึ่งพุทธกาล พ.ศ. 2500 นี้ ความเสื่อมของคนชาวพุทธ มันเสื่อมกันสุดๆแล้ว มันมีแต่“อรหันต์เก๊” ไม่รู้จัก “อรหันต์จริง-โพธิสัตว์แท้” หรือมีแต่“อรหันต์”ที่ต้อง“เดา”เอาว่า ผู้นี้กระมังที่เป็นอรหันต์??..!! เพราะ“พระอาจารย์”หรือผู้เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธยุคนี้ได้เพี้ยนผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าชนิด “กลับตาละปัตร” หน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว จึงสอนผิด เข้าใจผิด เชื่อผิด หลงงมงายไปชี้คนผิดที่เป็น “อรหันต์เก๊”ว่าเป็น “อรหันต์”มันก็หลอกคนอยู่ ซึ่งเขากล้าหลอกกันได้ถึงขั้นกล้ายืนยันผิดเพี้ยนไปได้ถึงขนาดว่า ผู้บรรลุธรรมนั้น ครั้นบรรลุธรรมแ

อ่านต่อ

ล้วจะบอกใครว่า “ตนเองบรรลุธรรม”ไม่ได้เป็นอันขาด ถึงกับพูดและเขียนว่า “ผู้บอกว่าตนบรรลุธรรมนั้นแหละคือผู้ไม่บรรลุธรรม” ...บังอาจกันปานฉะนี้! อาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอม ไม่มีทางเลือกใดอีกแล้ว จำต้องใช้“ตนเอง”นี้แหละเป็น“เป้าให้ยิง”กันเลย ถ้าอาตมา“เป็นของเก๊”อาตมาถูกยิงเผาขนมาหนักหนาสาหัสมาป่านนี้ ถึงวันนี้ผ่านมา ถ้าอาตมา“ไม่ใช่ผู้อยู่ยงคงกะพัน”แท้จริง อาตมาก็ตายสลายแหลกราญไปเป็นผุยผงแล้ว ไม่อยู่ยงคงกะพันกันถึงวันนี้ วินาทีนี้หรอก อาตมาสามารถพิสูจน์ความเป็น“อมตบุคคล”กันให้เห็นอยู่จนถึงวันนี้ วินาทีนี้ ก็เพราะอาตมามี“ความเป็นอรหันต์แท้จริง” เป็น“ความจริงที่ข้ามชาติ”มาเป็นผู้“เปิดเผยความจริงในความเป็นอรหันต์”กันขึ้นในยุคนี้ อาตมาผู้เป็น“ของจริง”ก็อยู่ในยุคนี้ สมัยนี้ร่วมกัน กับชาวพุทธทั้งหลาย ที่หลงงมงายอยู่กับ“ของเก๊”กัน ชาวพุทธด้วยกันแต่ท่านไปหลงของเก๊ ตัวเองเป็นของเก๊แล้วเอามาประกาศ อยู่ร่วมสมัยกัน มีทั้งของจริงและของเก๊ อาตมาประกาศตนว่าตนเป็นของจริง และผู้ที่ไม่ตรงกับอาตมาเป็นของเก๊ อาตมาเห็นแล้ว จึงจำนน-จำเป็น-จำยอม จำต้องยืนยัน“ตนเอง” บอกตนเอง ขึ้นมาท่ามกลางสังคมยุคนี้สมัยนี้ เพื่อให้สังคมรู้ “ความจริง”ด้วยจริงใจใสซื่อ แต่คนในยุคนี้ส่วนมาก ยังไม่รู้ว่า “ความจริง”หรืออรหันต์จริง”เป็นเช่นใด? ...กันแท้! เพราะคนชาวพุทธยุคนี้ ส่วนใหญ่ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรธรรม”กันแล้ว เสื่อมกันไปจริงๆ ตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ใน“อาณีสูตร”เรื่อง“กลองอานกะ” พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 672 เป็นการยืนยันคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าว่า “จริงแท้” มันมี“ความเสื่อม”ตามที่เป็นจริง ปรากฏกันให้เห็นกันหลัดๆ โต้งๆ โทนโท่อยู่ให้สัมผัสได้ในขณะนี้ ยุคนี้ แล้วมันจะ“ไม่จริง”ได้ยังไง?! ในเมื่อมันมี“ความเสื่อม”สัมผัสได้อยู่ เมื่อยุคนี้มัน“ไม่มีความจริง”ของอรหันต์-โพธิสัตว์กันแล้ว อาตมาจึงต้องแสดงตัวขึ้นมาให้ปรากฏ ให้คนพิสูจน์“ความจริง”ว่า อาตมาคือ ตัวตนยืนยัน“ความจริงของอรหันต์-ของโพธิสัตว์”จริงๆ เพื่อเปรียบเทียบกับ“ความไม่จริง”ที่คนในยุคนี้ ไปหลงเชื่อถือ และไหลงเข้าใจผิดๆอยู่กับ“ขอปลอม-ของเก๊”กัน ซึ่งเป็นทั้งปลอมทั้งเก๊ใน“ความรู้-ความเข้าใจ” และทั้งปลอมทั้งเก๊ในคำพูดคำอธิบาย และทั้งการเป็นอรหันต์ที่คนอื่นั้งหลายไปพากันหลงผิด เชื่อผิด อรหันต์เก๊นั้นๆกัน แบบ“เดาๆ”กันด้วยนะ! อาตมาผู้เป็น“ของจริง”ก็อยู่ในยุคนี้ สมัยนี้ร่วมกัน จึงจำนน-จำเป็น-จำยอม-จำต้องยืนยันตนเอง-บอกตนเองขึ้นมาท่ามกลางสังคมยุคนี้สมัยนี้ เพื่อให้สังคมรู้“ความจริง”ด้วยความจริงในใสซื่อ แต่คนในยุคนี้ส่วนมากยังไม่รู้ความจริง”หรือไม่รู้“อรหันต์จริง” เป็นเช่นใด? ขอแวะตรงนี้ว่าถ้าท่านไม่ตรงกับอาตมาท่านหยุดเสีย ท่านทำผิด ซึ่งกรรมเป็นอันทำ ใช้ยางลบลบไม่ได้ ไปทำกรรมผิดๆเป็นสมบัติของท่าน อาตมาถึงขอปราม หยุดเถอะ อย่าทำเลยสิ่งผิด แต่แน่นอนท่านไม่หยุด แต่ สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ซึ่งปัญญาเป็นความฉลาดแบบโลกุตระ เพราะคนชาวพุทธยุคนี้ ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรธรรม”กันแล้ว ตามคำพยากรณ์เรื่องกลองอานกะของพระพุทธเจ้านั้นแหละ เมื่อ“ความรู้จริง-อรหันต์จริง”ประกาศตนต่อสังคมยุคสมัยที่เสื่อมจริงๆนี้ จึงยากที่จะให้“คนเสื่อม”ซึ่งพากัน “มิจฉาทิฏฐิ”ไปสุดหนักหนาสาหัส และหลงยึดมั่นถือมั่นใน“ความรู้เก๊-อรหันต์เก๊หรืออริยะเก๊”กันสนิทเนียนแล้วนั้น กลับมา“เข้าใจ”หรือ“เชื่อถือในความรู้จริง-อรหันต์จริงหรืออาริยะจริง”กันได้ง่ายๆ มันย่อม“ยากสสส์”สุดยากกันแน่ยิ่งกว่าแน่!!! แต่อาตมานั้น“ง่ายสสสส์”สุดแสนง่ายที่อาตมาจะบอก“ความจริง-ยืนยันตนเองที่เป็นจริง”ของอาตมา นำออกมาแสดงต่อสังคมกันอยู่จริงๆนี้ ตามที่ตนเองเป็นตามที่อาตมามี“ผลของความสำเร็จในการเป็นอรหันต์จริง”นั้นๆมาแล้ว และผ่าน“ความเป็นอรหันต์”เป็น“อนุโพธิสัตว์”ผ่านขึ้นไปเป็น“อนิยตโพธิสัตว์”กระทั่งเจริญขึ้นผ่านมาเป็น“นิยตโพธิสัตว์”คือโพธิสัตว์ระดับ 7 และกำลังมีกระแสความเป็น “มหาโพธิสัตว์”ระดับที่ 8 ขึ้นไปเป็นลำดับๆ นี้ มันมี“สภาวธรรม”จริงในตนเองแท้ จึงนำเอา“คุณวิเศษ”อันเป็น“นามธรรม”แท้ๆที่“วิเศษแท้”นี้ออกมาพูดมาบอกได้ง่ายๆ เป็นลำดับๆอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย ถ้าอาตมา“ไม่มีคุณวิเศษ”เหล่านี้จริง อาตมาจะเอาอะไรมาพูด มาบอกต่อประชาชน ต่อสังคม ที่เป็นทั้ง“ความจริง”ของ“สภาวะแห่งคุณวิเศษจริง” ทั้ง“ความจริงที่ถูกต้องถ่องแท้ของคำสาธยายคำอธิบาย” ทั้ง“ความรู้-ความคิด-ความเห็น-ความเข้าใจ-ความเชื่อ” ทั้ง“ความสอดคล้องเรียงร้อยที่เป็นลำดับไม่สับสน” ทั้ง“ความเป็นได้”ที่มีคนมีสังคมกลุ่มหมู่มวลมนุษย์จริง-บรรลุธรรมได้เป็นคุณวิเศษพิเศษขั้น“โลกุตระ” ซึ่งเป็น“อื่น(อัญญะ)”ไปจาก“โลกียะ” เป็นภาวะ“โลกอื่น”ที่ภาษาเรียกว่า “โลกุตระ”นี้แหละ ให้คนทั้งหลาย“สัมผัส”ได้ด้วยตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจกันเลย เพราะ“ความรู้”ก็ดี “ความเป็นอรหันต์”ก็ดี มันมีในตัวอาตมาอยู่แล้วแท้ๆ มีข้ามชาติตั้งแต่ชาติก่อนๆติดตัวมา ซึ่งยุคนี้ในโลกทั้งโลก มันไม่มี“ความรู้คุณวิเศษ”ที่เป็น“โลกุตระ”กันแล้ว อรหง-อรหันต์ไม่มี แม้แค่“รู้จัก” ก็ไม่รู้จักกันแล้วจริง ไม่ต้องไปพูดคำว่า“รู้แจ้ง-รู้จริง”กันเลย มันไม่มีใครมีความรู้ถึงขั้น“ปัญญา”รู้จัก“โลกุตระ” เถรสมาคมก็ตาม เทวนิยมทางตะวันตกก็มีแต่ความรู้ เฉโก กันเป็นโลกียะ ส่วน ปัญญาเป็นโลกุตระ ในโลกยุคกึ่งพุทธกัป พ.ศ. 2500 ก่อนอาตมาจะเกิด จึงไม่มีอรหันต์แท้ มีก็แต่อรหันต์เก๊กันทั้งนั้น ก่อนอาตมาเกิดก็มีคนประกาศอรหันต์แต่เป็นอรหันต์เก๊ ดังนั้น ความเป็น“อรหันต์”มันจึงไม่มีใครรู้จริงกันแล้วจริงๆ เพราะ“อรหันต์”เป็น“โลกุตรธรรม” แต่“ความรู้โลกุตระ”มันไม่มีแล้วในโลกยุคกึ่งพุทธกัปป์นี้ ตามที่อาตมาก็ได้เอาคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ใน“อาณีสูตร” เรื่อง“กลองอานกะ”ที่เป็นเรื่องของ“โลกุตระ” ในโลกยุค“กึ่งพุทธกัปป์”นี้ ก่อนอาตมาจะเกิดจึงไม่มี“อรหันต์”แท้ มีก็แต่“อรหันต์เก๊”กันเท่านั้น ยุคนี้อาตมาเกิดมา ในตัวอาตมามี“ความเป็นอรหันต์ติดตัวมาแล้ว”มาเกิดเป็นคนในยุคนี้ จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “อรหันต์เก๊” ก็คือ “ของไม่จริง” อาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอม ที่จำต้องเอา“ตนเอง”ที่เป็น“อรหันต์จริง” มายืนยันขึ้นในสังคมพุทธ ที่ถูกครอบงำด้วย“ของเก๊-ความรู้เก๊-อรหันต์เก๊”กันมานานแล้ว ให้พิสูจน์ ให้สัมผัสกัน ให้มาใช้เรียนรู้“ถลกหนัง-ลอกคราบ-ยิงเป้า”กันจริงๆ ถ้าอาตมา“ไม่ใช่ของจริง”อาตมาก็พรุนแหลกราญไปทั้งกายทั้งจิตใจแน่ๆ แต่อาตมา“อยู่ยงคงกระพัน”จริงๆ ดังนั้น ในยุคเดียวกันร่วมสมัยกันนี้ ที่โลกยุคนี้สมัยนี้ร่วมกันอยู่ มีทั้ง“ของเก๊”และมีทั้ง“ของจริง”แสดงตัวกัน เมื่อ“ของเก๊-อรหันต์เก๊”ก็แสดงตัวอยู่แล้ว ยืนยันตัวเองแล้วในสังคม ขณะนี้ เผยแพร่กระจาย“ความเก๊”มาก่อนที่อาตมาจะปรากฏตัวด้วยซ้ำ ชาวพุทธก็ได้รับซับทราบ และได้เชื่อถือกันมาแล้วก่อนอาตมาจะเกิดมาในยุคนี้

ที่จริงอาตมาประกาศอรหันต์ พ.ศ.2558 อาตมาใช้คำว่า โพธิสัตว์ไปก่อน แล้วค่อยใช้เวลา กว่าจะประกาศอรหันต์ก็รอจนปี 2558 อาตมาไม่ได้ตะกละตะกรามอวด อาตมาใช้เวลา 45 ปี ค่อยประกาศ แต่อาตมาเคยเล่าว่าเคยบอกแก่คนที่มาถามส่วนตัว คือ ขวัญดี กับ อ.แสง จันทร์งาม ตอนนั้นยังไม่ได้ถึงเวลายืนยัน แต่เขาเซ้าซี้มากก็เลยบอกไป ก่อน พ.ศ.2558 ส่วน อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ อาตมาไม่ได้บอกว่าอาตมาเป็นอรหันต์ไป คุยแต่เนื้อหาธรรมะ แล้วท่านก็ไปกล่าวข้างนอกรับรองว่าอาตมาเป็นอรหันต์ ก็ไม่ได้บันทึกอะไร “อรหันต์เก๊”เขาก็แสดงตัวกระจาย“ความเก๊” ตามทิฏฐิของเขา ต่างก็มีคนปักใจเชื่อกันถึงขั้น“ยึดมั่นถือมั่น” เพราะเป็น“ยุคเสื่อม”จริง จึงได้แต่“ของเก๊”กัน อาตมาผู้เป็น“ของจริง”เป็น“อรหันต์จริง”แท้ๆ เกิดมาในยุคนี้ร่วมสมัยอยู่นี้ มายืนยันความเป็น“อรหันต์”อย่างองอาจแกล้วกล้า(อาสโภ) ตามคุณลักษณะของอาตมา ชาวพุทธทั้งหลายก็ได้รู้ได้เห็นได้“สัมผัส”คนที่ยืนยันตนเองกันจริงๆ เห็นกันโต้งๆ โทนโท่ ถึง“ของเก๊” กับ“ของจริง”ในยุคกึ่งพุทธกัปป์ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้ ก็ต้องใช้วิจารณาญาณของแต่ละคนอย่างอิสระตัดสินลือกเฟ้นด้วยตนเองเถิด ว่า อันไหนจริง-อันไหนเก๊! ด้วยความเมตตาสงสารของอาตมาอย่างจริงใจแท้ๆ อาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอมเอา“ตนเอง”ที่เป็น“ของจริง” ชนิดที่“จำต้อง”เปิดเผย“ความจริง”ขึ้นมาให้ชาวพุทธทั้งหลายได้ศึกษาพิสูจน์กัน ชนิดที่ไม่เคยมีใครแสดออกอย่างแกล้วกล้าอาจหาญ มี“อาสโภ” ซึ่งไม่มีแม้แต่ความเป็น“มังกุ”ใดๆในจิตเลย ดั่งที่อาตมาเป็นอาตมามีกันนี้หรอก จิตที่“อาสโภ”ถึงขั้นไม่มี“ความเก้อยาก”คือ ไม่มี “มังกุ”นี้ เป็นอจินไตย เป็นอาการของจิตในจิตที่คนไม่มีเอง เป็นของตนเอง จะคิดเอาอย่างไรก็ไม่ตรงตามจริงได้ มังกุ เป็นอาการขวยเขินน้อยๆ แต่ อุทธัจจะ เป็นการขวยเขินมากกว่า หากไม่ใช่อาริยะขั้นสูงจะไม่รู้อาการนี้ เพราะจะมีอาการหยาบกว่ามังกุมาก อรหันต์คือผู้ที่หมดอาการมังกุ เมื่อสังคมพุทธมีแต่คนผู้ไม่ใช่“คนจริง”ในความเป็นผู้“สัมมาทิฏฐิ”ตั้งแต่“ความรู้”ก็“มิจฉาทิฏฐิ” ใน“การปฏิบัติ”ก็“มิจฉาปฏิบัติ” ใน“ผลที่ได้บรรลุ”ก็“มิจฉาผล” อาตมาผู้มี“ความจริง”ใน“ความเป็นอรหันต์-เป็นโพธิสัตว์” ที่มี“ผลสำเร็จ”ถึง“ระดับ 7”มาแล้ว นำ“ความจริง ที่มีผลสำเร็จระดับ 7 จริง(สยัง อภิญญา)”นั้นติดตัวมาเกิดข้ามชาติมาเป็น“โพธิรักษ์”มีร่างกายตัวตน”เป็น“คนจริง”ในยุคนี้ พบ“ของเก๊”ที่ในโลกยุคนี้มี อาตมาจึงสุดทางเลือก ที่จำต้องทำอย่างที่ได้ทำมา นั่นคือ ต้องบอก“ความจริง”ว่า จริง บอก“ความเก๊”ว่า เก๊ มันจำนน จำเป็นที่ต้องย้ำยืนยั้น วันนี้เป็นวันสำคัญก็เลยย้ำหนัก เพราะเป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันอโศกรำลึกวันแรก และเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระราชินีด้วย ก็ได้ทำมาตามลำดับ ซึ่งได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าพาทำ คือ เริ่มต้นกันตั้งแต่“ศีลให้สัมมาทิฏฐิ” แล้วจึงต่อ“สมาธิ”ให้สัมมาทิฏฐิ และ“ปัญญา”ให้สัมมาทิฏฐิ จน กระทั่งถึงขั้น“วิมุติ”ให้สัมมาทิฏฐิ ที่สุด“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ที่สัมมาทิฏฐิ 660603 พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึก ปี 2566 ณ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน