กิ่งแยกสามเส้าของวิสาขบูชา.docx
เนื้อหาในไฟล์
กิ่งแยกสามเส้าของวิสาขบูชา จากนั้น พ่อครูร่วมพิธีมอบหุนขี้ผึ้งรูปเหมือนพ่อครู(ปางปุ้งเต้าเสาสิ้ว) ที่อาสนะสงฆ์
จากนั้นพ่อครูได้นำลูกๆกล่าว... ✿ สัจจวาจาบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ✿
อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ ขอยอบนอบหมอบกราบคารวะ ด้วยสุดเกล้าสุดเศียรสุดกระหม่อมของเหล่าข้าน้อยนี้ เกลือกถูรองรับอยู่ใต้ละอองผงคลีแห่งธุลีฝ่าพระบาท ของสมเด็จพ่อ ผู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพุทธคุณดังกล่าวข้างต้น อย่างสุดเทิดสุดบูชายิ่ง เหล่าข้าน้อยทั้งหลาย ขอน้อมรำลึกเทิดทูนพระคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ กาลศุภสมัย 3 มิถุนายนนี้ ...... เร่ิมกล่าวตามพ่อครูว่า... เหล่าข้าน้อยทั้งหลาย ขอตั้งปณิธานต่อพระมหาบรมสารีริกธาตุ ณ บัดนี้ว่า… เลือดและวิญญาณขอเหล่ข้าน้อยทั้งหมดนี้ ขอถวายอุทิศแด่พระพุทธศาสนาไปตราบดินสิ้นฟ้า จนกว่าข้าน้อยแต่ละคนจะปรินิพพาน ขอได้โปรดรับปณิธานนี้ ด้วยสุดเกล้าสุดเศียรสุดกระหม่อมของเหล่าข้าน้อยทั้งหลายเถิดเทอญ. หลังกล่าวบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พ่อครูได้เทศนาต่อ ...... พ่อครูว่า… 15 ค่ำเดือน 7 ปีเถาะ พอดีวันนี้มันฤกษ์งามยามดีมาประจวบงาน จัดไปจัดมา ตรงกับวันวิสาขบูชาของปีนี้ และก็เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระราชินี องค์ปัจจุบันของเราด้วย ก็เลยผนวกกันไป งานเราก็เลยเป็นงานที่มีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้มาร่วมผนวกกันเข้าไปอย่างดียิ่งเลย คำว่า วิสาขะ นี่ ความหมายของมันคือ สาขา สาขะ เป็นสิ่งที่เป็นกิ่ง เป็นสิ่งที่แยกออกจากสาขา มีกิ่งแยกออกไปเรียกว่า วิสาขะ มีคำว่า ติ คำนี้แปลว่า 3 ก็มี 3 กิ่ง สามกิ่งสำคัญนั้นก็คือ 1 ประสูติ 2 ตรัสรู้ 3 ปรินิพพาน
อ่านต่อ
เป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ตัวเลขก็คือ 15 ค่ำเดือน 6 ซึ่งเป็นวิสาขะของจันทรคติ เป็นดิถีวิสาขปุณมี เรียกว่าอย่างนั้น ซึ่งก็เป็นเดือนที่ระหว่างเมษายนกับพฤษภาคม ตอนนี้มันเลยมาถึงมิถุนายน วันนี้วันที่ 3 วิสาขะหรือวิสาขา เป็นชื่อของดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ที่เป็นดาวอยู่ในจักรวาล ซึ่งพวกเราอยู่ในโลกลูกหนึ่งจักรวาลนี้เป็นจักรวาลน้อยมี 9 ดวงด้วยกัน แต่ดาวฤกษ์อยู่นอก 9 ดวง อยู่โลกเรามองออกไปจะเห็นแสงสว่างทุกข้างขึ้น เต็มดวงเมื่อ 15 ค่ำ แล้วก็ค่อยๆมืดลงเป็นแรม 15 ค่ำก็มืดสนิท เพราะฉะนั้นในความหมายของพยัญชนะก็ดี ในความหมายของตัวเลขก็ตาม ในความหมายของ เทศะ ฐานะต่างๆของกาละต่างๆก็ตาม มันจะประจวบเหมาะระหว่าง 3 ใน 1 และ 1 ใน 3 คำว่า 3 ใน 1 ก็มีสภาวะ 3 อย่างคือประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานอย่างนี้เป็นต้นเป็นสามเส้า อยู่ในวงกลมวงวน หรือในองค์ประกอบหนึ่งที่เรียกว่าโลกหรือวงวน ที่จะหมุนเวียนสลับซับซ้อนอยู่ในนี้ มันจะมีเริ่มต้นจากสามเส้า และใน 3 ใน 1 และ 1 ใน 3 นี้ จะเกิดเรื่องราวอะไรต่ออะไรขึ้นไปเยอะแยะมากมาย เหตุการณ์ประกอบกับวันและเหตุการณ์มีองค์ประกอบตั้งแต่บุคคลฐานะ องค์ประกอบสถานที่ต่างๆ และเวลา กาละ เทศะ กาละก็คือเวลา ที่มันมีอยู่ประจำเอกภพนี้ เคลื่อนไปทุกอย่างเคลื่อนไปคือ กาละ เราก็มาตั้งเป็นเวลาไว้เป็นนาทีเป็นชั่วโมงจนถึงเป็นอาทิตย์เป็นเดือนเป็นปี ก็ใช้กันไปทั่วโลก เพื่อเป็นสมมุติหมายให้คนต่างๆเข้าใจ แล้วเอามาใช้อาศัยเพื่อจะสื่อให้เกิดการเกี่ยวข้องกัน สร้างสรรค์กันแม้ที่สุดในการกำหนดหมายเอาไปทำลายกัน มันก็เป็นเรื่องของคน ซึ่งไปทำลายสิ่งที่ไม่ดีก็เป็นประโยชน์ แต่ถ้าไปทำลายสิ่งที่ดีมันก็เป็นโทษอะไรอย่างนี้ ก็มีคู่กันระหว่างสิ่งดีกับไม่ดี คู่กันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆศึกษา เราจะได้ค่อยๆเข้าใจถึงความเป็นโลก คือทุกอย่างปรุงแต่งกันอยู่ในองค์ประกอบของข้างนอกอันอื่น จนกระทั่งมาเกี่ยวข้องกับเรา แล้วก็มีพฤติกรรมพฤติการณ์ต่างๆ ปรุงแต่งกันขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว คนมีธาตุรู้เป็นเจ้าเรือน ก็เป็นตัวที่จะกำหนด ซึ่งจิตวิญญาณที่มันกำหนดนี่แหละ มันหลากหลายมากที่สุดเลย พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาสอนเรา แล้วก็เอามาตรัสเป็นสูตรต่างๆ ในการที่จะเรียนรู้อาการที่พระพุทธเจ้าท่านแบ่งแยกย่อยเอาไว้ ตั้งแต่ 2-3 มากมายขยายเป็น 4 5 6 7 8 9 จนนับไม่ถ้วน เป็นรายละเอียดที่มีต้นตอคือจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ที่มันเป็นตัวกำหนดทั้งรู้ กำหนดทั้งเกิด กำหนดทั้งดับ ก็เป็นเรื่องลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์แต่ละคนๆ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเองทุกพระองค์ ท่านก็เป็นคนหรือเป็นมนุษย์เหมือนกับเราทุกคน แต่ท่านได้ศึกษา ตามพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ เราไม่รู้หรอกพระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 ที่เป็นต้นธาตุแท้ๆคือใครตามไม่ได้ไม่มีใครจะรู้ต้นทางต้นธาตุของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ไม่สามารถตรัสบอกได้ ว่าพระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 เมื่อใด ลแต่ประมาณผู้ที่สามารถระลึก พระพุทธเจ้าระลึกชาติย้อนไปได้ เป็นล้านๆล้านๆปี แล้วก็ผู้ที่เกิดแม้แต่พระพุทธเจ้าอุบัติประสูติหรือว่าตรัสรู้แล้วก็ประกาศพระธรรม แต่ละองค์แต่ละองค์ก็ตามไปถึงต้นตอ ต้นธาตุ ต้นธรรมไม่ได้ คนที่อวดเก่งว่าเป็นต้นธาตุต้นธรรมเอง อวดเก่งว่าเป็นผู้รู้จุดเริ่มต้นของพระพุทธเจ้าองค์แรกก็ดี เป็นเรื่องอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน เพราะมันเป็นไปไม่ได้นอกจากเป็นเรื่องอุปาทานตัวเองสร้างเรื่องเอง แล้วก็กำหนดหมายเองเอามาพูดเลอะเทอะ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ในศาสนาพุทธเรามีผู้รู้ มีผู้เรียน มีผู้ประกาศอธิบายมา มาถึงยุคนี้เป็นยุคกึ่งพุทธกาลของพระพุทธเจ้าสมณโคดม มันเสื่อมมากเลย เสื่อมมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงกึ่งพุทธกาล 2,500 พุทธกาลของพระสมณโคดมจะมี 5,000 ปี อันนี้เป็นเรื่องแน่นอน ไม่ใช่อาตมาเป็นผู้รู้แต่ผู้รู้ท่านอื่นท่านบอกกันมาต่อๆกัน ว่า ศาสนาพุทธของพระสมณโคดมจะมีอายุถึง 5,000 ปี จากนั้นโลกทั้งโลกจะว่างจากศาสนาพุทธไปเรียกว่าพุทธันดรเป็นช่วงที่ไม่มีศาสนาพุทธเลยเป็นช่วงที่คนเลวร้ายที่สุด เป็นกลียุคที่คนจะฆ่ากันทำร้ายกันคือคนชั่วจัดเต็มไปหมดจนศาสนาพุทธช่วยอะไรไม่ได้เลย ไม่มีฤทธิ์พอจะช่วยคนชั่วเลวนั้นได้ในยุคนั้น ยุคนี้ก็ร้ายแรงไปเรื่อยๆคนไม่รู้หรือคนทำชั่วทุกวันนี้ แม้แต่ในชาวพุทธหรือแม้แต่ในคนที่เคยเป็นพุทธ แล้วก็ไม่นับถือพุทธขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกล่าวว่าจะไม่มีศาสนา ถึงขั้นจะไม่มีชาติ ไม่มีศาสนา ไม่มีพระมหากษัตริย์ เขากล้ากล่าวได้ถึงปานนี้ก็ตาม ก็เป็นความนึกคิดของเขา เป็นทิฏฐิของเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่จะเป็นโทษเป็นภัยของสังคมมนุษยชาติ อาตมาเป็นคนคนหนึ่งเหมือนกันกับทุกๆคน เหมือนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เป็นคน ที่มีอาการ 32 ครบเหมือนกันหมดในคนมีอาการ 32 นี้เป็นส่วนเต็ม อาตมาก็ได้บำเพ็ญตนเองเกิดมาเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรในศาสนา ในธรรมะ อาตมาระลึกไม่ได้หรอกในช่วงที่เกิดมาตั้งแต่ยังเป็นคนชั่ว เป็นคนไม่รู้เรื่องอะไรจนกระทั่งรับวิบากไป จนกระทั่งได้มาพบพระพุทธเจ้า มาพบศาสนาพุทธ จนกระทั่งศรัทธาเลื่อมใสแล้วก็ปฏิบัติตาม ได้บรรลุธรรม นานมาเป็นหลายล้านปี จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันนี้ อาตมาก็ระลึกได้เท่าที่ระลึกได้ ระลึกได้ว่าอาตมาเป็นผู้ที่บำเพ็ญธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเป็นพระโพธิสัตว์ ในประเทศไทยนี้ศาสนาพุทธไม่ได้เข้าใจเรื่องของความเป็นพระโพธิสัตว์ ก็พูดถึงบ้างแต่ไม่ค่อยรู้เรื่องกัน อาตมาต้องเป็นคนนำสิ่งเหล่านี้มาประกาศลงไปในเมืองไทยในยุคนี้ ในที่อื่นๆ ในประเทศอื่นๆที่มีศาสนาพุทธ ญี่ปุ่นเป็นต้น พม่า เป็นต้น ลาว จีน ก็มีศาสนาพุทธ แม้แต่ในเกาหลี ในเขมร แต่ศาสนาพุทธเหล่านั้นเสื่อมไปหมดแล้ว เสื่อมจนไม่เหลือโลกุตรธรรม ไม่รู้จักโลกุตรธรรม กลายเป็นศาสนาที่เป็นโลกียธรรมหรือเป็นเทวนิยม เหมือนกันกับส่วนใหญ่ของคนส่วนใหญ่ในโลก ศาสนาเทวนิยมจะแยกแบ่งกันไปเป็นศาสนาหลายศาสนาที่มีความเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แย้งกันบ้าง ก็ต่างคนต่างอวดเก่ง พระศาสดาแต่ละองค์ก็มีความเก่ง มีความรู้คนละแง่คนละเชิง ก็เลยแข่งกัน แล้วก็สร้างศาสนาของแต่ละองค์ ก็จะมีสมาชิก มีศาสนิกของแต่ละศาสนา ศาสนาเทวนิยมมีเยอะหรือ ศาสนาโลกีย์ ส่วนศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาโลกุตระ มีศาสนาเดียวจะเกิดในยุคไหนๆ กาละไหนๆ ก็จะมีศาสนาเดียว จะมีคนเห็นผิด แตกแยกออกไปจากสิ่งที่ถูกต้อง เรียกความไม่ถูกต้องนั้นว่านิกาย ศาสนาพุทธจึงเกิดนิกายขึ้นมาได้เหมือนกัน เรียกว่าไม่ใช่พุทธกายหรือธรรมกายของพระพุทธเจ้า แต่เป็นกายที่ผิดเพี้ยน เข้าใจความเป็นกายก็ยังไม่ถูกต้องอะไรอย่างนี้เป็นต้น วันนี้คงไม่ได้พูดรายละเอียดตรงนี้ กว่าอาตมาจะได้มาขยายรายละเอียดในคำว่า กาย อย่างนี้ก็นาน ปลูกฝังเรื่องพวกนี้มานาน จนกระทั่งเพิ่งมาเปิดขยายมาไม่นานใน 10-20 ปีนี้เท่านั้น อาตมาทำงานศาสนามาถึง 50 กว่าปีแล้ว ค่อยๆขยายรายละเอียดความละเอียดของธรรมะพระพุทธเจ้ามาเรื่อยๆ เพราะมันผิดมันเพี้ยนไปจนไม่เหลือแล้ว คำว่ากายเป็นคำต้นและเป็นคำกลางและเป็นคำปลาย ที่จะต้องใช้ประกอบกับความรู้ธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าอย่างสำคัญมากเลย คำว่า กาย ตั้งแต่ต้น ถึงกลาง ในกลาง ก็มีรายละเอียดเยอะจนจบคำว่า กาย ก็จะเป็นคำที่จะต้องใช้ตรวจสอบถึงที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวิญญาณฐีติ 7 อย่างนี้เป็นต้น อาตมาพยายามนำคำตรัสของพระพุทธเจ้าพวกนี้ มากล่าวให้พวกเราได้เข้าใจ เอามาใช้ประกอบในการปฏิบัติธรรม สุดท้ายเราก็จะได้บรรลุนิพพานและจะได้เป็นประโยชน์ต่อโลก ประโยชน์ตนนั้นคือตัวเองได้บรรลุนิพพาน บรรลุนิพพานคืออะไร คือบรรลุการรู้จักจิตเจตสิกต่างๆ จิตคือธาตุรู้ที่แยกออกไปเรียกแต่ละหมวด แต่ละเรื่อง แต่ละราวเรียกว่าจิต แล้วจิตก็ยังแยกละเอียดไปอีก เจตสิก คือส่วนละเอียดของจิตที่แยกออกไปอีก ประกอบไปทั้งหลายแหล่เรียกว่าเจตสิกทั้งนั้น คือรายละเอียดของจิตอีกทีหนึ่ง ซึ่งจิตก็แยกออกไปจากคำว่าวิญญาณ วิญญาณเป็นธาตุรู้องค์รวมทั้งหมดเรียกว่าวิญญาณขันธ์ แต่จิตแยกออกไปจะเรียกขันธ์ก็ไม่เต็มขันธ์ เจตสิกกก็แยกย่อยออกไปอีก เจตสิกแยกย่อยออกเป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 5 หมู่ใหญ่ จุดสำคัญที่สุดคือจุดเวทนา นี่คือความรู้สึกหรืออารมณ์ของคน ในคนมีอารมณ์ มีความรู้สึก เราจะต้องเรียนรู้อาการของความรู้สึกให้ได้ เด็กก็ตาม ผู้ใหญ่ก็ตามมีทุกคน แล้วก็จะต้องรู้อาการที่เป็นจิตเจตสิกของเรา เวทนาเจตสิกคืออาการอย่างนี้ แตกต่างจากอาการอื่นแตกต่างจากขันธ์ เช่น สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปขันธ์วิญญาณขันธ์ ต่างกันนะ แม้แต่ในเวทนาเจตสิก ซึ่งไม่ได้เรียกว่าเป็น ขันธ์ทีเดียว ย่อยออกไปแล้ว มันก็ยังมีความแตกต่างกันอีก จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านสรุปให้เรียนรู้เวทนาไปถึง 108 เวทนา ที่อาตมาได้ขยายความไปมากมายแล้ว ซึ่งก็จะขยายความอีกซึ่งไม่ใช่เรื่องตื้น มันเสื่อมไปตั้งแต่ก่อนที่จะถึงกึ่งกลางพุทธกาลก่อนจะถึงพ.ศ. 2,500 ก่อนจะถึง 2,500 มันเสื่อมมาเรื่อยๆ มาถึง 2,500 ก็เสื่อมสุดเลยไม่เหลือ ไม่มีศาสนาพุทธ มีแต่ศาสนาเทวนิยม ศาสนาโลกีย์ ศาสนานอกรีตของศาสนาพระพุทธจ้า อาตมาเกิดมาในยุคนี้อันนี้แหละที่อาตมาจะไขความ 660603 พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึก ปี 2566 ณ ราชธานีอโศก