เศรษฐกิจดี(ประหยัด)หรือเศรษฐกิจไม่ดี(ฟุ่มเฟือย)คืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
เศรษฐกิจดี(ประหยัด)หรือเศรษฐกิจไม่ดี(ฟุ่มเฟือย)คืออย่างไร พ่อครูว่า... 12) แต่นั่นไม่ใช่ผู้เจริญแบบ“โลกุตระ”ที่นับเป็น“อาริยกะ(ผู้เจริญ)” คือ ผู้มีจิตเป็น“อาริยคุณ”ที่รับประกันได้ว่า “จิต“เป็น“ผู้เข้ากระแสโลกุตระ(โสตาปันนะ)” เป็น“ผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา(อวินิปาตธรรม) เป็นผู้เที่ยงแล้วในเส้นทางโลกุตระ (นิยตะ) เป็นผู้จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า(สัมโพธิปรายนะ) ตามพระไตรปิฎก เล่ม 19 ข้อ 1574 จึงจะเป็นผู้อยู่กับสังคมที่มี“เศรษฐกิจ”แม้มันจะอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็มี“ปัญญา”ที่จะอยู่กับสภาพนั้นๆชนิดที่“ไม่ทุกข์-ไม่เดือดร้อน-ไม่ตกนรก”ตามฐานานุฐานะของความเป็นอาริยบุคคลแต่ละคนนั้นๆ เป็นอนาคามีจะไม่ทุกข์ไม่สุขกับการขึ้นลงของเศรษฐกิจเลย ซึ่งคนผู้“จิตยังไม่มีอาริยคุณ”เป็น“จิตเข้ากระแสโลกุตระ(โสตาปันนะ)”นั้น ยังรับประกันไม่ได้ว่า จะ“เที่ยงแท้(นิยตะ)”ต่อการไม่ตกต่ำไปสู่นรกเด็ดขาด แม้จะเป็น“คนร่ำรวยล้นฟ้า”ปานใดก็ไม่พ้นตกนรกไปได้หรอก! เพราะนรกนั้นคือแดนของ“อาริยกะ(ผู้เจริญ)”ที่มี“ปัญญา” แต่สวรรค์นั้นคือ แดนของ“มิลักขะ(ผู้ยังเถื่อนถ่อย)” ที่ยังมีแต่“เฉโก” ยังพ้น“ความโง่(อวิชชา)”ไม่ได้ ถ้าคนผู้ใด“จิต”ไม่เจริญ“เข้ากระแสโสดาบัน”ขึ้นไป ก็แน่นอนว่า คนผู้นั้นยังจะต้องตกต่ำ คือ ต้อง“ตกนรก”อยู่ ยังจะหนักหน้าไปกับ“ทุกข์ร้าย” คนผู้นี้ยังไม่“พ้นนรก”ไปได้ แม้จะเป็นคน“ร่ำรวย” มีอำนาจล้นฟ้าเป็น“เจ้าโลก”ก็ตาม
13) จนกว่า“จิต”ของคนผู้ใด จะมี“การเกิด(โยนิ)เข้ากระแสโลกุตระ” จึงจะรับประกันคนผู้นี้ได้ “ไม่ว่าจะตาย-จะเกิดอีกกี่ชาติ” คนผู้นี้ก็ไม่ตกต่ำ นั่นคือ“ไม่ตกนรก”และ“ไม่ทำบาป”อีกแล้ว อย่าง“เที่ยงแท้ (นิยตะ)”ไปตามลำดับ (นิจจังคือเที่ยงที่ไม่เที่ยงเป็นโลกียะ ส่วน นิยตะคือเที่ยงที่เที่ยงเป็นโลกุตระ
อ่านต่อ
) เพราะ“จิต”มี“อาริยคุณ”ที่เป็น“โลกุตระ”แท้ได้จริง เที่ยงแท้ ยั่งยืน ตามฐานานุฐานะแห่งความเป็น“อาริยบุคคล”นั้นๆ ตั้งแต่โสดาบันบุคคลขึ้นไป “การเกิด(โยนิ)”ของ“จิตวิญญาณ”เป็น“อาริยชน”นี้เป็น“การเกิด(ชาติ,โยนิ)” ที่คนผู้มี“ปัญญา”จริง เริ่มจากมี“สัมมาทิฏฐิ”แล้วปฏิบัติตนเองมี“การทำใจในใจ(มนสิการ)”ของตนเองให้มี“การเกิดผล(ภาวนา)”เป็น“โยนิโสมนสิการ” คือ “การทำใจในใจ”ของตนมีคุณผลถึงขั้น“การเกิด(โยนิ)ของใจในใจ”ที่จิตเจริญขึ้นๆจนกระทั่งมี“ความตั้งมั่น(สมาธิ)”แบบ“โลกุตระ”จึงจะ“เที่ยงแท้(นิยตะ)”ไปแต่ละขั้นได้ “จิตตั้งมั่น”เป็นลำดับ สูงสุดตามหลัก“เจโตปริยญาณ 16”ก็สูงสุด“สมาหิโต” นั่นคือ “จิตวิญญาณของคนผู้นั้นมีการเกิด(โยนิ)”ขึ้นจริง ศัพท์ของ“การเกิดทางจิตวิญญาณ”มีว่า“โอปปาติกโยนิ” เป็น“การเกิดคุณผล”กันจริงๆ
14) และผู้ทำ“การเกิดอาริยคุณ”นี้ได้คือ ผู้เป็น“สิริมหามายา”แท้ ที่มีคุณผลเป็น“สิทธัตถะ”ไปตามลำดับๆ ที่มี“ความเที่ยง”หรือ“ความตั้งมั่น”ที่เรียกว่า“สมาหิโต” ที่เป็น“สมาธิ”เจริญแบบ“โลกุตระ”มี“เจโตปริยญาณ 16”กันจริงๆ เห็นความไม่ยึดมั่นถือมั่นไหม เราก็มีพระเจ้าได้ มีสิริมหามายาได้ สิทธัตถะได้ มีได้แต่เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ขอขยายความเจโตปริยญาณ16 คนที่ไม่เคยได้ฟังอาจจะสงสัย ของดีบอกหน่อยได้ไหม เจโตปริยญาณ 16 เป็นวิชชา 8 ที่เป็นความรู้ขั้นที่ 5 ใน 16 มีอะไรบ้าง 1. ราคะ 2. โทสะ 3. โมหะ 3 ตระกูลนี้เป็นกิเลส เราต้องกำจัดมันให้หมดไปจากจิตเรา มันมีในจิตถ้าเราเอาไว้ทำไม ต้องให้มันไม่มีราคะโทสะโมหะ ศัพท์ก็ว่า 4. วีตราคะ 5. วีตโทสะ 6.วีตโมหะ ปฏิบัติขั้นแรก ก็จะเกิดผลเป็น 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) สังขิตฺตํจิตตํ คือตระกูเจโต วิกขิตฺตํจิตตํ คือตระกูลปัญญา สังขิตฺตํจิตตํ กายก้อน เหมือนหัวเป็นก้อนสังขตังจับตัว ส่วน วิกขิตฺตํจิตตํ กระจายฟุ้งเอารวมมาในจิตยังไม่เก่ง คล้ายๆกับ อุทธัจจะกุกกุจจะ( วิกขิตฺตํจิตตํ ) กับ ถีนมิทธะ ( สังขิตฺตํจิตตํ ) เราก็รู้ว่า 2 อันนี้ยังไม่เจริญ ทำได้บ้างแล้วรู้ทิศทางบ้างแล้วแต่มันแยกไม่ออกก็ยังมืดหรือกระจายยังพร่า วิกขิตฺตํจิตตํ ยังจับเนื้ออะไรไม่ติด คือ 2 อย่าง ก็ต้องทำให้มันเจริญขึ้นเป็น 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) ทำให้เจริญได้ก็เป็น มหัคตจิต ทำไม่ได้ก็เป็น อมหัคตจิต พยัญชนะเหล่านี้บอกสภาวะจริงในตัวเราที่เราปฏิบัติแล้วมันเจริญได้จริงไหมล่ะ ถ้าคุณเจริญยังไม่ได้ก็เป็น อมหัคตะ คุณก็ต้องศึกษาฝึกฝนต่อไปอีกพยายามพากเพียร มันไม่ชัดมันไม่จริงก็ถามอาจารย์ถามผู้รู้ต่อผู้รู้ที่จะช่วยกันบอกมันเป็นอย่างไร เหตุปัจจัยมันเป็นอย่างไรกิเลสมันเป็นอย่างไรทำไมมันไม่เจริญเราต้องทำให้มันเจริญได้เป็น มหัคตะ เจริญไปเรื่อยๆก็เป็น สอุตรังจิตตัง 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) แล้วจะมีปฏิภาณรู้ดีของตัวเองว่ามันยังไม่จบ มันยังไม่ครบ มันยังไม่สมบูรณ์มันเจริญจริง อย่างนี้แหละกำลังมันเลยเราปฏิบัติธรรมมี สอุตรังจิตตัง เนื้อๆทั้งนั้นเลยแต่มันยังไม่ถึงที่สุดที่จบที่จบอยู่ในยู้ฮู ไปเรื่อยๆเลยโอ้โห สนุก แต่ก็เมื่อย พากเพียรไปพากเพียรไป จนกว่าจะจบเรียกว่า อนุตตรังจิตตัง 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) เป็นที่สุดไม่มีอะไรจบกว่านี้อีกแล้ว อีกคู่หนึ่ง ทีนี่ก็มีอีก 2 คู่ 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) อันหนึ่งเป็นคู่จิตตั้งมั่น อีกคู่หนึ่งเป็นคู่จิตหลุดพ้นหรือมีปัญญารู้แจ้งว่ามันหลุดพ้นจริงๆ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ เข้ามาดูสภาวะธรรมจริงๆว่ามันจบจริงหรือเปล่า นี่คือความลึกซึ้งความครบครันของพระพุทธเจ้าเลยต้องตรวจสอบกันอีก ดูกันให้แน่มันเป็น อนุตตรังจิตตังอย่างไร สายศรัทธาเจโตก็สมาหิโต สายปัญญาก็วิมุติ วิมุติคือหลุดพ้น มันไม่มี กิเลสไม่เหลือจิตยิ่งสว่างจิตยิ่งรู้ วิมุติ มุติ แปลว่ารู้ วิ คือวิเศษ เลิศ ยิ่งรู้เลิศ รู้จบ รู้ถ้วน รู้รอบ เลย แล้วจิตแข็งแรงตั้งมั่น โดยการสั่งสมให้จิตสะอาดบริสุทธิ์มาตามสูตร เจโตปริยญาณ 16 ไม่ใช่ไปสะกดจิตแล้วก็ตั้งมั่นๆๆ แข็งไม่รู้เรื่องเลย ขยายอะไรไม่ออกเลย ไม่รู้แม้ตั้งแต่เริ่มต้นตากระทบรูปกิเลสกามเป็นอย่างไร ราคะเป็นอย่างไร ปฏิฆะเป็นอย่างไร โทสะเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่องเลย ราคะ โทสะ โมหะ ไม่รู้เรื่อง หมดไปหรือยังก็ไม่รู้ เหตุปัจจัยที่กระทบกันมีกิเลสตัวจริงให้เราเรียนรู้ แล้วก็สร้างความรู้อันเที่ยงแท้คือปัญญา มีพลังงานพิเศษเลยว่าปัญญานี้ กิเลสเห็นรอหน้าไม่ได้เลยมันไม่สู้ มันหายไปเลย อาตมาเคยอธิบายมาแต่ไหนแต่ไรว่า เหมือนกับปลิงเราเอายาหม่องทาขา ปลิงปะทะกับยาหม่องมันงอหลุดไปเลย เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรารู้หน้าเธอแล้วมาร สมณะโคดมรู้จักตัวเราแล้วมารก็หนีไป ท่านตรัสภาษาง่ายๆ ภาษาสุภาพให้รู้จักสภาวะ ปัญญาเกิด กิเลสไป ปัญญาเกิดกิเลสไม่รอหน้ากิเลสหายไปเลย เป็นภาษาใช้ได้เท่านี้แต่สภาวะมันจริง เพราะฉะนั้นความเป็นปัญญาลักษณะของจิตที่มีธาตุรู้อันยิ่งมีธรรมฤทธิ์ เจอกิเลสหรือกิเลสมาเจอมันไม่เข้าใกล้ กิเลสมันไม่กล้าเข้าใกล้ห่างหายไปเลย ยิ่งมีฤทธิ์เท่าไหร่มีปัญญาเท่าไหร่ยิ่งใหญ่ปัญญาอันยิ่งจะยิ่งเท่าไหร่ กิเลสยิ่งหายไปเลย ฉะนั้น ผู้ที่สามารถทำจิตของตัวเองให้กิเลสมันหมดแล้วตกผลึก เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นจิตตั้งมั่นของศาสนาพุทธ จึงไม่ใช่ไม่รู้เรื่องรายละเอียดแล้วก็สะกดจิตเข้าไปให้แข็ง ให้นิ่ง ให้หยุด เฉยๆ ซึ่งเป็นเดียรถีย์ สายหลับตานี่น่าสงสาร พูดแล้วพูดอีก บอกว่าอย่างนั้นมันไม่ใช่มันเป็นโมฆะ มาเรียนรู้สัจธรรมที่อาตมาพาทำได้มามีตัวอย่างให้ศึกษาด้วย ถ้ารักจริงก็มาเลย ถ้าพวกนั่งหลับตาเข้าใจสัมมาทิฏฐิที่อาตมาพูด มากันเลยเป็นร้อยเป็นพัน สนุกเลย พวกเราจะพาทำงาน พาศึกษาให้มีสภาวะเป็นแบบทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่เป็นจรณะ 15 วิชชา 8 จะมีประโยชน์คุณค่ามากเลย มีเยอะไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกี่แสน สายหลับตา เข้ามาอยู่ในราชธานีได้อีกเป็นพันๆคน นี่มันยังไม่ถึงพันเลยราชธานี ยินดีต้อนรับเลย มาๆๆ เจโตปริยญาณ 16 ปฏิบัติธรรมมีสภาวธรรมรองรับ ถึงจะถือว่ามีปัญญา มีวิชชา มีความรู้ เป็นวิชชา 1 ใน 8 จึงนับได้ว่า เป็นคน“อาริยกชน”ที่เกิดจริง นับเป็น“ความเจริญแท้ๆ” (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... ดู พลเอกประยุทธ์ก็มีความสามารถหยั่งรู้ใจตนเองได้ด้วย พ่อครูว่า... ส่วนผู้ที่“ยังไม่เจริญ” มีแต่หลงใหลตนเอง ซ้ำมิหนำเสื่อมลงไปหนักหน้าสาหัสสากรรจ์ยิ่งๆขึ้นไปอีก เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตัวเอง ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตระ” จึงยังนับว่า เป็นคน“มิลักขะ”ยิ่งๆที่“หลงผิดทิศนรก”ว่า ไปสวรรค์ “มิลักขะ”ที่หนักหน้าไปสู่”การฆ่า” เจริญเก่งที่ทำ“อาวุธร้ายยิ่งขึ้นๆ” หรือทำสิ่งที่เป็นพิษ-มอมเมาคนยิ่งขึ้นๆ แล้วหลงว่า ตนเองเจริญ เป็นต้น ขณะนี้สิ่งที่มอมเมาคนดูแล้วโทรทัศน์ถ่ายทอดกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล โอ้โห..มอมเมากันขนาดเลยพวกที่ติดยึดน่าสงสาร เตะเข้าโกลได้ทีนึงเหมือนกับลอยฟ่องเหมือนกับเป็นพระเอกขนาด สุดยอดแล้วแต่ละลูกแต่ละลูกมีราคานะ เตะเข้าโกลได้แต่ละลูก เงินทั้งนั้นเลยนะ มันไปหลงใหลกันทางโน้นให้คนดูคนโง่ที่ไปมุงดูเอาเงินไปเสียค่าดูแพงๆ นั่นแหละมันก็หมุนเวียนไปเสียเวลาเสียแรงงานเสียทุนร้อน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งมอมเมายังไม่โวไม่เงย เสียเวลา ถ้าเอาแรงงานพวกนั้นมาปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารเหมือนพวกเรานะ โลกทั้งโลกจะสุขสำราญเบิกบานใจขึ้นเยอะเลย นัยที่อาตมาอธิบายเอาไว้นี่แหละติดตามดีๆ แล้วจะรู้ว่าสัจธรรมที่อาตมาเอามาไข มันคือสัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ แค่ไหนอย่างไร แล้วก็จะรู้ว่าอาตมาเอามาไขจริงหรือเปล่า แล้วก็จะรู้ว่าอาตมาเอามาได้อย่างไร คืออะไร จริงแค่ไหนจะได้สำทับกันไป วันที่ 3 นี้ตั้งใจว่าจะเปิดเผยตัวเองอย่างสำคัญทีเดียว จะเปิดเผยได้แค่ไหนอย่างไรยังไม่รู้เลย ไว้วันโน้นก็แล้วกันสำหรับวันนี้ก็สรุปโดยไม่มีเวลาจะให้แล้ว 660531 มีปัญญารู้ตนด้วยเจโตปริยญาณ 16 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก