200220 เปิดหน้ากากเทวดาและพระพรหม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2520
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์414 KB
วันที่แก้ไข10 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

200220 เปิดหน้ากากเทวดา-พรหม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

เปิดหน้ากากเทวดา-พระพรหม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2520 ณ พุทธสถานสันติอโศก

ท่านสาธุชนทั้งหลาย ในวันนี้ เป็นวันธรรมสวนะ พุทธสถานสันติอโศก วันนี้เราก็จะได้พยายามทำความเข้าใจให้เข้าใจกันยิ่งๆขึ้น ให้ดียิ่งขึ้น ในเรื่องที่เรายังไม่เคยได้ยินมาก็ตาม หรือเรื่องที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว ยังเข้าใจผิดอยู่ แต่ก็ฟังไม่ถูก ภาษาที่เรียกเข้าใจไม่ถูก หรือสิ่งที่เข้าใจผิดอยู่ เรียกว่ามิจฉาทิฏฐินั้น เป็นความไม่เข้าใจ หรือความเห็นของเราไม่ค่อยตรง ยังไม่ถูกแท้ ถ้าผู้ใดยังไม่รู้มาเลย เราก็เรียกว่า อวิชชามันยังโง่อยู่ มันยังไม่เข้าใจ มันยังไม่รู้ ถ้าเรารู้ก็เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ เข้าใจแต่เข้าใจกลับกันเสีย มันยังไม่ลงร่องลงช่อง ไม่ตรงเป๊ะ เมื่อไม่รู้ตรง ไม่รู้ความจริง แล้วก็ไม่รู้ว่าดีหรือชั่ว เราก็ทำไม่ได้ จะแก้ไขมันก็ไม่ได้ อาตมาบรรยายคราวที่แล้ว ได้บรรยายนรก สวรรค์ พูดถึงผี เทวดา โดยเฉพาะเราเน้นเรื่องผี ให้ฟังคราวที่แล้ว ว่าผีไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก พวกคุณไปถูกหลอกมา เลยไปเข้าใจ ว่า ผีเป็นสิ่งอย่างนั้นๆ แหละ ไปเข้าใจมา แล้วก็จริงๆ ที่คุณไปเคยเห็นมา เคยเห็นแต่ผีหลอกๆ ไม่ได้เห็นผีแท้ และไม่ได้เห็นความจริงแท้ ทั้งๆที่ผีมันไม่ได้อยู่ที่ไหน ผีมันอยู่ที่ตัวเรา ไปถูกเขาหลอกมา เฮ้ย ผีไม่ได้อยู่ที่ตัวเราหรอก มันอยู่ที่คนที่ตายไปแล้วต่างหาก ไปอยู่ที่ป่าช้าบ้าง ไปอยู่ที่ไหนๆ บ้าง เลยซวยเลย เราเลยไม่ได้แก้ไขผีให้เป็นพระ เพราะอะไร เพราะเราเป็นผีอยู่โทนโท่ เราเลยไม่ได้แก้ไขว่าเราเป็นผี เพื่อนเราเป็นผี พี่เราเป็นผี น้องเราเป็นผี พ่อเราเป็นผี แม่เราเป็นผี ใครต่อใคร นึกว่าเป็นผี ไม่รู้ เมื่อไม่รู้เขาเลยไม่ได้แก

อ่านต่อ

้ไขให้เป็นพระ เมื่อเราไม่ได้แก้ไขผู้ที่เรารู้จักให้เป็นพระได้ เราเลยอยู่ในสังคมผีๆ คนนี้แหละอยู่ในสังคมผี และเอาผีไปโยนไว้ที่ป่าช้า เอาผีไปโยนไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ อยู่กับต้นตะเคียน อยู่กับศาลเจ้า อยู่กับฟากฟ้า ฟากดินอะไรก็ไม่รู้ นั่นแหละ ถูกเขาหลอกมา คนที่หลอกว่าอย่างนั้นน่ะ หลอกว่าผีอยู่ที่ต้นตะเคียน ผีอยู่ในห้องมืด ผีอยู่ในบ้านร้าง อะไรต่ออะไรพวกนี้ คนที่หลอกมานั้นแหละคือ "ตัวผี" ฟังมันซ้อนนะ ยิ่งซับซ้อน คนที่หลอกมาบอกว่าอย่างนั้น คนนั้นแหละเป็นผี เขาหลอก มันไม่จริง ผี อาตมายืนยันแล้วว่า ผีไม่มีอยู่ในป่าช้า ถ้าใครเจอจับผีมาได้ จะให้รางวัลห้าล้านบาท ว่าผีอยู่ในป่าช้า มีจับมาให้ที จับปั๊บอย่าให้หลุดได้นะ เอามาขายให้อาตมา อาตมาให้ตัวละห้าล้าน ไม่ซื้อถูกด้วย สตางค์อาตมาบาทหนึ่งก็ไม่มี แต่ถ้าเอามาได้ อาตมาจะซื้อจริงๆ อาตมาจะกู้หนี้ยืมสินเขามาซื้อเลย และเอาไปซื้อผีของคุณ อาตมาจะการันตีให้ ถ้าป่าช้ามีผี ที่ต้นตะเคียนโน้น ที่ต้นตะเคียนมีผีจริง ก็ถูกเขาหลอกมาเสียจนสนิทใจเลย จนมากกว่ามาก คนฉลาดเท่านั้นที่จะรู้เท่าทัน ว่าที่จริง ก็คือวิญญาณที่อยู่ในตัวเรานี่แหละ จิตที่มันโง่ อย่างผีก็อธิบายคราวที่แล้ว อย่างผี วิญญาณผีเปรตก็ดี ผีนรกก็ดี ผีที่มันโง่ เดรัจฉาน หรือแม้ผีอย่าง อสุรกายก็ดี อธิบายลักษณะให้ฟังหมดแล้ว ลักษณะอย่างนั้น มีในตัวเรานั่นแหละ เลวคือผี หรืออยู่ในเพื่อนเรา เพื่อนเราก็มี ไม่ว่าใครคนนั้นก็ผี ช่วยกันแก้ ช่วยกันปราบผี ช่วยกันอย่าให้ผีมันอยู่ในโลก อย่าให้ผีมันอยู่กับคนมาก มีแต่ผีอยู่ในสังคมนั่นแหละ มันอยู่กับสังคมผีๆทั้งหมดนั่นแหละ แล้วก็จูงกันไปเป็นผียิ่งขึ้น ผีดุยิ่งขึ้น ล้วงตับกินไส้กันยิ่งขึ้น ขี้โกงยิ่งขึ้น ขี้โลภยิ่งขึ้น อะไรต่างๆนานา กันนี้แย่ เมื่อคราวที่แล้ว อาตมาก็เน้นให้ฟังแล้ว จนกระทั่งว่า การทำความสุขของเรา คือให้ดับจากความเป็นผี ตามจับจิต ตามจับอาการของจิตของเราให้ได้ เป็นเปรตก็ไม่เอา เป็นเดรัจฉานก็ไม่เอา เป็นสัตว์นรกที่เร่าร้อนก็ไม่เอา แม้ที่สุดเป็นอสุรกายก็ต้องรู้ให้ได้ เราติดอะไร อย่างนี้เป็นอสุรกาย ไม่เอา เปลี่ยนมาให้เป็นเทวดา อาตมาเริ่มต้นว่า เทวดามีอยู่ 3 อย่าง เทวดาอย่างที่หนึ่ง เรียกว่าสมมุติเทพ เทวดาอย่างที่สอง เรียกว่าอุบัติเทพ เทวดาอย่างที่สาม เรียกว่าวิสุทธิเทพ เทพหรือเทวดานี้อันเดียวกันนะ อย่าสงสัย เทพหรือเทวดา อันเดียวกัน คือจิตวิญญาณ จิตเรานี่แหละ พยายามฟังธรรมแล้วคิดถึงตัวเรา พยายามนึกถึงตัวเรา สำนึกถึงจิตตัวเอง อย่าไปมัวนึกถึงสิ่งเก่า นึกว่าลอยอยู่บนฟ้า ใส่ชฎาบ้าง ใส่เสื้อสีเขียว สีทอง เลยยุ่งกันใหญ่ เทวดาอย่างนั้น ไม่เอา เลิก เลิกเสียที ให้นึกถึงอาการจิตของเรา อาตมาจะอธิบายสู่ฟัง ฉะนั้น อาตมาจะขออธิบายตั้งแต่เทวดาชั้นต้นไปเรื่อยๆ เทวดาโดยสมมุติ หรือสมมุติเทพ เทวดาโดยสมมุติ ก็หมายความว่า เทวดาโดยไม่รู้ความจริงในสมมุติ มันรู้แต่เพียงสมมุติ ถ้าเผื่อว่าลงนรก โดยสมมุติ เขาเรียกว่าผี ถ้ามันสุขขึ้นมาได้ เราเรียกว่าเป็นเทวดา ทีนี้สุขอย่างชาวนรก หรือสุขอย่างสมมุติ มันเป็นแต่เพียง "บำบัดความสมใจ" ก็ว่าเป็นเทวดา พอได้สุขสำเร็จก็เป็นเทวดา พอผิดอีกหน่อย เผลออีกหน่อย อยากอีกหน่อย ก็เป็นเปรตอยู่อย่างเก่าแล้ว เป็นเปรตไปอย่างเก่าอีก หาทางดิ้นรนเสาะแสวงหามาเพื่อบำบัด พอได้บำบัดสมใจอีกได้เป็นเทวดา พอเป็นเทวดาแล้ว แล้วก็ตราตรึงใส่ความสมใจเอาไว้ พอตราตรึงใจเอาไว้แล้ว ก็พอได้พักหนึ่ง แล้วก็อยากใหม่ พออยากใหม่ ก็เป็นผีอีก ลงนรกอีก พอลงนรกอีก ก็พยายามดิ้นรนเสาะแสวงหามาได้อีก สมใจ ได้สมใจ สุขสมใจอีก ได้เสพสมอีก ก็เป็นเทวดา ฟังให้ดีๆนะ อาการของจิตนะ ที่เล่านี้ ใครเคยมาทุกคน สุขแบบอะไรก็ตามใจ อยากอะไรก็คิดเอา ถ้ามาจากไหน ใครเคยแสวงหาแบบไหน ถ้าได้ก็สบายใจ แล้วก็สบายใจอีกทีหนึ่ง แล้วก็ปั๊มหัวใจไปอีกทีหนึ่ง เป็นตรา มีตราตีลงไปอีก ภาษาบาลีเรียกลักษณะอย่างนี้ว่า "อุปาทาน" ตีตราเหมือนตัวขยายเป็นเทวดาให้ฟัง จะรู้ชัดเลยว่า เทวดาพวกนี้ มันหลอกเราไว้ แล้วเราก็ไม่รู้ความจริง กลายเป็นอยากเป็นเทวดาพวกนี้หมดเลย ไปหลงเทวดาพวกนี้ เทวดาพวกนี้ ไม่มีพ้นนรก สมมุติเทพนี้ไม่มีพ้นนรก เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่าสมมุติเทพ นั่นเอง ชั้นสูงสุด ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ๆ ก็ประเสริฐ สุขได้ มหาเศรษฐีใหญ่ก็สามารถเสพสุขสมใจ ตามใจอยากได้ เพราะว่ามีอำนาจเงิน แล้วมีอำนาจที่จะซื้อนั่นซื้อนี่ สั่งเอาอะไรมาเสพสมสุขสมใจได้ มาเป็นผู้ครองวัง หรือเป็นผู้ใหญ่ สามารถปกครองควบคุม เรียกว่าใช้อำนาจ อำนาจทางตัวเราเอง หรืออำนาจของทรัพย์สิน เราก็จะสุขสมใจได้ เราก็ถือว่าเป็นสมมุติเทพสูงสุด คนทุกวันนี้ จึงพยายามดิ้นรน เพียงสมมุติเท่านั้นเอง แล้วก็ได้ขึ้นสวรรค์แค่สมมุติเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็เลยสั่งสมลาภ คือ เงินทอง ก็เป็นเศรษฐี หรือสั่งสมยศ ก็เป็นจริง มีอำนาจ ยศนี้มีอำนาจ ใช้ยศ ใช้อำนาจ ชี้อะไรๆ มาสุขสมเสพก็ได้ หรือเอาลาภ เอาเงินทองอะไรไปแลกเปลี่ยน เอาสิ่งที่เสพสมสุขสมได้นี้เป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นอยากจะใหญ่ ก็เป็นอย่างนี้ ถ้าเผื่อว่าใครเป็นเทวดาแบบนี้แล้วละก็ ไม่มีพ้น ไม่มีทางจะไปนิพพาน ไม่มี ถ้าใครไม่เข้าใจ ไม่มีทางได้เข้าไปพระนิพพาน จะสุขแบบนี้เท่านั้นเอง แล้วโลกเขาสุขแบบนี้ทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าชาว โลก ไม่มีทางไปนิพพาน ทีนี้จะอธิบายให้ละเอียดลงไปอีกนิดหนึ่ง เขาเรียกว่าอย่างไรบ้าง เรียกว่า เทวดาสมมุติเทพนี่แหละ เขาเรียกเมืองสวรรค์ของสมมุติเทพ ที่มีอยู่ 5 อย่าง แต่เขาแบ่งออกมาเป็น 6 แบ่งออกมาเป็น 6 กลุ่ม คือ คราวนี้ฟังภาษาบาลีเยอะหน่อยนะ จะเอาหลักฐาน แต่ก็เคยพูดมา ใครศึกษาธรรมะ ใครศึกษาทางภาษานี่ เขาเล่ากันมามากๆ จะเข้าใจ จะเห็นได้ ถ้าใครไม่เคยฟังก็ไม่เป็นไร ไม่เคยฟังก็ลองฟังดู ในภูมิ 6 ภูมิที่เป็นเทวดาโดยสมมุตินี้ เขาเรียกชื่อว่ากามาวจรภูมิ ทุกครั้งที่เสพกาม คนที่เสพสมสุขสมด้วยความใคร่อยาก พอได้เสพก็เป็นสวรรค์ พอไม่ได้เสพ ก็ดิ้นรนอยากได้เสพ พอขณะใด ที่อยากได้เสพนั้นแหละ พอได้เสพสมใจก็สุข เท่านี้เองๆ แล้วประเดี๋ยวก็อยากใหม่ แล้วก็ดิ้นรนใหม่ ดิ้นรนอีก ทุกข์อีก แล้วก็เสพสมสุขสม นึกว่าตัวเองเป็นเทวดา เป็นสวรรค์ เป็นเทวดาเก๊ เก๊นะ เป็นสวรรค์จอมปลอม ไม่ใช่สวรรค์ที่ยืนนาน ไม่ใช่สวรรค์ที่เบา เป็นสวรรค์ที่หนัก ต้องหาให้มัน ถ้าหามากองๆ ไว้เยอะก็ค่อยยังชั่วหน่อย ต้องหาให้มัน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า ผู้ใดหาได้เก่งๆ ก็ถือว่าเป็นทหารเอก เก่งก็เป็นเทวดาที่หนึ่ง เก่งชั้นที่หนึ่ง หาได้มาถือว่าเก่ง แล้วที่จริงเป็นเบื้องต้น แล้วก็พยายามจะหา และก็พยายามจะหานี่แหละ จะหาให้ได้ จนบางทีนั้นไปหา ต้องไปอย่างรุนแรง อย่างยักษ์ จะต้องเป็นยักษ์ทีเดียวจะให้ได้ ไม่ว่าที่ไหน อย่างไรก็จะพยายามค้นคว้า แสวงหารีบเร่ง เที่ยวไปเอามาให้ได้ การดิ้นอย่างนี้แหละ ท่านเรียกว่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา สี่ทิศจะต้องเป็นราชะ เป็นมหาราช จะต้องยิ่งใหญ่ แม้จะดุเดือดเป็นยักษ์ ก็จะต้องเป็น เพราะฉะนั้นเทวดา 4 องค์ เขาอธิบายเป็นบุคลาธิษฐาน เป็นตัวตน บุคคลเราเขา เขาบอกว่า 1. คนที่หนึ่ง ท้าวกุเวร เป็นหน้ายักษ์ เขี้ยวใหญ่ ถือหอกเฝ้าไว้ที่ทิศนั้นนะ หรือว่าเฝ้าแสวงหา เฝ้าคุมดูแลทิศนั้น มันก็มีสี่ทิศเท่านั้นแหละ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ในโลกนี้ ก็มีเทวดาอยู่ทั่วทั้งสี่ทิศเท่านั้นแหละ ที่จะเสาะแสวงหาให้ได้ทิศนี้ เทวดาองค์นี้ก็ควบคุมนะ มาหาฉัน ต้องการอะไรหามา ฉันเป็นเจ้าใหญ่ คือจิตราช คือจิตเรานั่นแหละ เจ้าใหญ่สั่งท้าวกุเวร หรือเราเรียกว่า ท้าวเวสสุวัณโณ ท้าวเวสสุวัณโณต้องเอามาให้ได้นะ มีท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ ท้าวกุเวร รวมทั้งหมดสี่ท้าว ชื่อเขา 1. ท้าวเวสสุวัณโณ ก็คือ เศรษฐี เวส แปลว่าพ่อค้า 2. วิรูปักข์ ก็คือพวกยักษ์ใหญ่ 3. วิรุฬหก ก็คือพวกสรรเสริญใหญ่ 4. ท้าวธตรฐ ก็คือพวกสุขใหญ่ นี่แหละเป็นธรรมดาเลย เป็นท้าวสุขใหญ่ ไปติดสรรเสริญ หลงยศ หลง ลาภ และมีอำนาจ ยศ มีจำพวกสรรเสริญ มีอำนาจสุข คือรสเท่านั้นแหละ เสพสมสุขสม พอได้มา ถ้าสี่ท้าวมาหา เขาแบ่งให้เป็นละเอียด จิตมหาราชิกา แล้วก็ดาวดึงสา แล้วก็ยามา แล้วก็ชั้นดุสิต มีนิมมานรดี แล้วก็ปรนิมมิตวสวัตตี ฟัง ภาษาบาลีมากหน่อยวันนี้ ฟังไม่ได้ก็ไม่ต้องห่วง อาตมาจะอธิบายเหล่านี้ เพราะ ภาษาเหล่านี้ เขาบอกความหมายภาษาชื่อเขานี่แหละ ชื่อจาตุมหาราชิกาก็ตาม ชื่อดาวดึงสาก็ตาม ชื่อยามา ดุสิต หรือชื่อนิมมานรดี ชื่อปรนิมมิตวสวัตตีก็ตาม เป็นความหมาย บอกความหมาย เดี๋ยวอาตมาอธิบายให้ฟัง แปลให้ฟัง ไม่ใช่อื่นหรอก จะเข้าใจได้สบายๆ เข้าใจได้สบายมาก เพราะฉะนั้นจิต อาการของจิต ให้แสวงหาลาภ ท้าวเวสสุวัณโณหาลาภ ท้าววิรูปักข์หายศ ท้าววิรุฬหกหาสรรเสริญ ท้าวธตรฐหาสุข แสวงหามาให้ครบ ทหารเอกต้องเป็นตัวนำมา คือเป็นตัวเอาไปล่าเหยื่อนั่นเอง จะไปล่ามาจากอะไร ก็มีตัวจิตอีกตัวหนึ่ง เจ้าจิตตัวนี้ อยู่ที่เมืองดาวดึงส์ ตาวตึงสะ ภาษาบาลีว่าตาวตึงสะ ภาษาไทยเราไม่ตาวละ เรียกว่าดาวเลย ดาวดึงส์มันดีๆ มีเลย ไม่ตาวตึงส์ล่ะ ภาษาบาลีเรียกว่าตาวตึงสะ แปลว่า 33 แต่เรามาเรียกเป็นภาษาไทย เรียกว่าดาวดึงส์ ฟังแล้วซาบซึ้ง แท้จริงคืออะไร คืออาการ 32 ของเราในร่างกาย พร้อมเจ้าอาการใหญ่ คือ จิตราช มีเจ้าจิตราชดูแลดาวดึงส์รวมเป็น 33 เจ้า 33 เจ้าจิตที่สั่งทั้ง 32 อาการ จิตนี้มันต้องการหมดเลย อะไรก็ตามแต่ มันจะต้อง การอาการไหน ต้องเกิดอาการอย่างนี้ๆๆๆ ต้องตามใจ ถ้าสั่งอาการ 32 นี้แล้ว ถ้าต้องการอย่างไร ไอ้เจ้านี่ก็สั่งทหารเอกทั้ง 4 ตัวนี่แหละ ฟังดีๆนะ จะเล่าให้ฟัง ฟังดีๆ ชัดๆเลย อาการของจิตเอง มันจะไปสั่งทหารเอกอีก 4 ตัวนั้นมา ถ้ามันมี อย่างเวสสุวัณโณ ไม่เป็นไร ผมตอนนี้อยู่ในปางคหบดีเทพ เจ้าเวสสุวัณโณ ชื่อคหบดีเทพ คือธนบัตร ไม่ต้องไปฝากแบงก์ คหบดี อธิบดีของธนบัตร เขาถือว่าเป็นเจ้าแห่งเศรษฐี เขาเรียกกันทั้งคู่นั่นแหละ ที่จริงเขาสมมุติกัน แท้จริงก็จริง ถ้าพระเวสสุวัณโณไม่ต้องไปค้าไปขายมีเงินอยู่แล้ว อยู่ในปางคหบดีเทพ ก็หมาย ความว่า ท้าวจตุราช สั่งมา เฮ้ย ไปเอาหูฉลามมาจากภัตตาคารหน่อยเร็ว แล้วก็เสพสมสุขสมหูฉลามวันนี้แหละ ว่าอย่างนั้นนะ คหบดีเทพตอนนี้บอกดี ไม่ได้อัฐ ไม่ได้สตางค์คหบดีเทพเสียแล้ว ต้องไปค้าขาย เวสสุวัณโณต้องไปหาทางค้ามาแล้ว เวสสะ แปลว่าพ่อค้า ตั้งแต่ค้าขาย ต้องไปหาเงินมา เอาไปซื้อหูฉลาม มาถวายจตุราช ไอ้จิตเรานี่แหละ เอามากิน ขณะที่เราออกไปหา เราก็ทุกข์ตาย ไม่ใช่ใครนะ ตัวเองน่ะ จิตเราทั้งนั้น ซมซานไปวิ่งหา แสวงหา เพราะว่าเป็นทหารเอก ต้องแสวงหา ต้องไปหา บางทีเป็นอะไร บางทีเป็นยักษ์ไปก็ต้องเอา ไปเที่ยวได้ขูดรีดเอามา ไปเที่ยวได้ข่มขู่เอามา ตัดไปเลย ยักษ์ชนะ ท้าวเวสสุวัณโณ ท้าววิรูปักข์ พวกนี้ยักษ์ทั้งนั้นนะ ยักษ์ทั้ง 4 ตัวเชียวนะจะบอกให้ มันจะต้องเอาพวกนี้มาให้ได้ทั้งหมดเลย ถ้าหาได้ด้วยวิธีจะต้องไปใช้เงิน ไอ้เจ้าพวกยักษ์ก็เที่ยวไปทำงาน ถ้าไม่ได้ด้วยเงิน มีอำนาจ เจ้าจตุราช มีอำนาจเยอะ ไปเบ่งมา ไปเบ่งเอาหูฉลามมาจากเหลาโน้น เช้าก็รีบออกไปแล้ว ไปเบ่งมา เป็นยักษ์ไปเลย ไปเบ่ง ไปเอาของมาให้ได้ หรือไปเอาอำนาจเงินไปเอามาให้ได้ หรือไปเอาอำนาจสรรเสริญไปเบ่งมาให้ได้ หรือความสุข สุขอย่างไร ที่สบายที่สุด ที่ไปเอามาด้วยการง่ายที่สุด ท้าวธตรฐ มีอำนาจควบคุมทั้งสามนี้ ฟังให้ดีนะ ซ้อนหน่อยนะ อาตมาธิบายธรรมะ ท้าวธตรฐ ก็คือจิตนี่แหละ ควบคุมทั้งสามนี้ เราก็ต้องคิดแล้ว ท้าวจตุราชสั่งมา และต้องการหูฉลาม ใครจะเอาอำนาจอะไร ไปเอาหูฉลามมาง่าย สุขหน่อย สบายหน่อย ถ้าเอาอำนาจใดเอาได้ง่าย มันก็เอาอำนาจนั้นแหละไปแสวงหาสิ่งนั้นมา พอได้มาก็เอามาเสพสม สุขสม วันนี้จะอร่อยด้วยทวารไหน อาการไหน อาการ 32 นี้แหละ คอยเสพ เมืองดาวดึงส์ จึงเป็นเมืองเทพ เพราะฉะนั้นเมืองจาตุมหาราชิกาจึงเป็นเมือง ว่ากันเป็นเมืองๆเลย ที่จริงมันจิต ที่จริงไม่ใช่อะไร ที่จริงมันจิต เป็นตัวออกแสวงหา ดาวดึงสา เป็นตัวสั่งให้เสพ แต่ที่จริงดาวดึงสาไม่ใช่ตัวเสพแท้ เป็นตัวสั่งว่าจะเสพ สั่งว่าจะเสพสมสุขสม และมันมีบทบาทที่ละเอียดอีก ยามา เมืองชั้นที่สาม เป็นมหาราชิกา ดาวดึงสา ยามา ที่เป็นเมืองที่ได้มา มาเฝ้าครอบครองรักษาไว้ พอได้ของมาแล้ว ก็เอามารวมไว้ อย่างนั้นแหละ เป็น ที่ๆรวมไว้ ยามา แปลว่า การเฝ้าคอย ภาษาบาลี แปลว่าการเฝ้าคอย ยาม นี่แหละ เราเรียกยาม คนอยู่ยามนี่แหละ คนอยู่ยาม ไม่ได้แอ้ม อาการที่สุขสมเสพสมอยู่ที่ดุสิต อาการที่ยามา จาตุมหาราชิกาหามา ตามคำสั่งของดาวดึงส์ พอดาวดึงส์สั่งแล้วก็ได้มา ได้มาแล้ว ก็เฝ้ารักษาไว้ ยามา แปลว่ารักษา หรือแปลว่าเฝ้าคอย ยามารักษาไว้เสร็จ ที่เสพคือดุสิต ดุสิต พอได้มาแล้วก็เป็นคนเบ่ง จิตนี่เอง เสพสมสุขสม พอได้มาแล้วก็เสวย คือจิตนี่เองแหละ อ๋อ ได้มาแล้วหรือ หูฉลาม แล้วก็สบาย นี่คือเสพสม ได้สมใจ เสพสมเสร็จแล้ว นิมมานรดี เป็นตัวประทับตรา พอเสพทีหนึ่ง พอเสพปั๊บ นิมมานรดี ก็ตอกปึ้งเลยนะ แซบดี อร่อยดีน่ะ จำไว้น่ะ เป็นอุปาทานยึดไว้อีก วันหลังก็จำไว้ เอ้อ อันนี้สุขๆ วันหลังต้องจำไว้ๆ นิมมานนรดี แปลว่าสร้าง รดี หรือรตี แปลว่ากิเลส แปลว่ากำหนัด ตราความกำหนัด สร้างความกำหนัด ออกความกำหนัด ตีตราเอาไว้ ทำนิมิตหมายเอาไว้นั่นเอง นิมาน นี้แปลว่า ทำ นิมิตหมายเอาไว้ คือจิตตัวเองนั่นแหละ เป็นตัวอุปาทานแท้ พอได้เสพสมสุขสม คราวนี้แหละ จำไว้ๆนั่นเอง คือตราตรึงใจไว้ อาการของจิตทั้งนั้น อาการของจิตเราเอง จำไว้ในใจเลย เอ้อ จริงๆ เก่งจริงๆ เสร็จแล้วก็ ปรนิมมิตวสวัตตี เมืองของจิต หรือเมืองของจิตอาการสุดท้าย ไปสั่งสมสุขสมไว้มากขึ้นๆ อาการอย่างนี้เป็นมานั่นแหละ ทำไว้มากขึ้น จิตติดยึดไว้มากขึ้น สัญญาไว้มากขึ้น กำหนดไว้มากขึ้น รับรู้ รับสุข รับทุกข์ มันสั่งสมไว้ในจิตนี่แหละ ไม่เอาทุกข์ จะผลาญทุกข์ จะทำลาย สั่งสมไว้ที่จิต ขณะนี้กำลังอธิบาย สมมุติเทพ และสมมุติสุขสมเสพสมเท่านั้นเอง สั่งไว้มากๆ ปรนิมมิตวสวัตตี คือเอามาให้ได้ด้วยอำนาจ พอมีเข้ามากๆ ก็สั่งเลย เอามา จะต้องกินหูฉลาม ไม่มี ไม่ได้ ต้องไปหามาให้ได้ ใช้ใครไป ใช้ใครรู้ไหม ใช้จตุมหาราชิกา คือใครตอนนี้ คือใคร ของคนนั้นคนนี้ หรือของคนอื่น หรือของใคร ของตัวเองทั้งนั้น เป็นขี้ข้าตัวเองทั้งนั้นๆ ไปตราตรึงใจไว้มากๆ จนกระทั่งมีอำนาจแรงกล้าอยู่ในใจ ฝ่ายปรนิมมิตวสวัตตี ก็ต้องได้มาโดยอำนาจ มีฤทธิ์แรง ถ้ายังสั่งสมไว้มาก ตราตรึง ไว้มาก เอาไว้มาก ก็ยิ่งสั่งสมไว้มาก จะเอาให้ได้แรง เอาให้ได้บ่อยๆ จะต้องเอาให้ได้บ่อยๆด้วย เทวดา 6 ชั้นนี่แหละ เคยได้ยินได้ฟังมา จาตุมหาราชิกา ดาวดึงสา ดุสิต นิมมานนรดี ปรนิมมิตวสวัตตี 6 ภูมิ ไม่มีอื่น อาการของจิตที่เกิดๆๆแล้ว ก็ติดตราตรึงไว้ ได้แต่อย่างนี้ตลอดกัปกัลป์ ตลอดเป็นตลอดตาย เอา บางทีอาจจะเซ็ง อาจจะเบื่อบ้างก็ได้ เอาแล้วก็หาใหม่ หาใหม่ มาตรึงตราตรึงใจไว้ใหม่ หูฉลามนี้ไม่ไหวแล้ว เซ็งแล้ว หาใหม่ ตอนหลังเขาเอามาให้ ไม่เอา สั่งให้เอาหูฉลามกินไปเรื่อยๆ เซ็งไปไม่รู้แหละ เปลี่ยน เปลี่ยนไปเปลี่ยน มาพลิกแพลงไปเรื่อยๆ จะสุขสมเสพสมไป กิระดั่งได้ยินมา ที่เรียกว่ากิเลส สดับมาว่าจะต้องอย่างโน้น จะต้องอย่างนี้ บางทีคิดเอง คิดแบกเอง จะได้เอาอย่างนั้น จะได้มีอย่างนี้ แล้วเราจะได้สนุก หรือเราจะได้เป็นสุข แสวงหานี่แหละ เราเรียกว่ากาม กามาวจรภูมิ กามาวจร คือ กามา+อาวจร ก็เป็นไปตามความใคร่อยากอยู่เรื่อย เป็นไปในทางใคร่อยาก แสวงหา ไม่รู้จักจบ เทวดาที่ว่าดูเหมือนสุข มันก็สุขอย่างนี้ สุขเพราะอามิส ได้เสพสมสุขสมได้อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันจะเสพสมสุขสม บางทีเป็นอย่างรูป บางทีเป็นอย่างเสียง บางทีเป็นอย่างกลิ่น บางทีเป็นอย่างรส บางทีก็เป็นอย่างสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็ง ไปสุขสมใจแล้ว ก็เป็นจิตเทวดาทั้งนั้น เทวดาอย่างนี้ ไม่มีวันพ้นนรก ถ้าใครยังไปแสวงหาแบบนี้ ก็ตายไป ก็ตายเปล่าๆ ตายกัน ตายแล้วตายอีกๆ อยู่นั่นแหละ ก็ อธิบายตายแบบสัสสตะ ตายแบบร่างมาอย่างเก่านี่แหละ อธิบายแบบลัทธิบางลัทธิ เขาอธิบายแบบสัสสตะ แต่บางลัทธิ เขาว่าตายจากร่างนี้แล้ว ก็เลิกกัน ไม่เกี่ยว ไม่มี นั้นแบบอุจเฉททิฏฐิ เขาอธิบายแบบความเห็นสองทาง แยกกัน คนหนึ่งอธิบายไปแล้วว่าวิญญาณต่อไปเกิดมาใหม่ แล้วก็มาเสพสมสุขสมใหม่ บางแบบก็อธิบายว่า ตายแล้วไม่มี มีในขณะเป็นๆ นี้เท่านั้นแหละ ตายแล้วก็เลิกกัน บางแบบเขาอธิบายอย่างนั้น พระพุทธเจ้าเราห้ามคิดอย่างนั้นทั้งสองแบบ เพราะต่างคนต่างยังไม่ตาย ยังไม่ตายด้วยกันทั้งหมด ทั้งหมดที่ฟังในขณะนี้ก็ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องคิดอย่างนั้น เรามาคิดเดี๋ยวนี้เลยว่า จิตเราทำอะไรเดี๋ยวนี้ยังไม่ตายด้วย แล้วเราจะรู้จิตของเราด้วย พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จิตจริงๆ นี่เป็นคำเทวดาที่อธิบายมา เป็นคำเทวดา พระพุทธเจ้าท่านอธิบายเอง เขาอธิบายมาแล้วเก่าแก่ ตั้งแต่ศาสนาเก่าแก่ที่ได้อธิบายมาแล้ว เทวดา 6 ชั้นนี้ ก็อธิบายแล้ว แต่เขาเอาอธิบายกันเป็นตัวตน เหมือนอย่างสมัยเดี๋ยวนี้ เขาอธิบายเทวดานี่แหละ เห็นไหม เทวดาดาวดึงส์ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาอะไร ลอยฟ่องเมื่อคนลืมตา บางคนหลับตา แหม เห็นงาม บางคนก็เห็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไหว้กราบกันอยู่ตลอดไป อาตมาเคยเล่นไสยศาสตร์ แต่ก่อนมันโง่ มันจะอวดภูมิเทวดา เราถือว่าเวสสุวัณโณ นี่เป็นเอก แต่ก่อนนี้อาตมาเล่นไสยศาสตร์ ที่อาตมาเล่าสู่ความหลังให้ฟัง เทวดาชั้นเวสสุวัณโณ นี่แหละ ก็คือเทวดาตัวหนึ่งที่ลอยฟ่องฟ้าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แหละ เป็นเทวดาตัวหนึ่งแท้ เป็นอย่างนั้น เป็นเทวดาเวสสุวัณโณ แต่เราไม่เข้าใจอย่างนี้ เราเข้าใจว่าเป็นเทวดาล่องลอย ว่าจะต้องคบหากราบไหว้ จะทำอะไรก็สาธิต ท้าวเวสสุวัณโณมีอำนาจก็ช่วยทำโน่นทำนี่ ถ้าเราจะทำของเราเอง เราก็ต้องระลึกถึง เราก็จะต้องพยายามเอามาไว้ที่เรา ให้ขึ้นประทับที่เรา มาอยู่ที่เรา เพราะถือว่าเป็นอำนาจ เป็นทหารเอกที่เป็นยักษ์ใหญ่ มีอำนาจ มีฤทธิ์ มีแรงหาเงินทางด้านเวสสะ พ่อค้า ถ้าวิรูปักข์ในด้านอำนาจ แต่เราไม่ค่อยคบหาในด้านพวกนี้ ส่วนมากเราคบหาเวสสุวัณโณ คบหาทางอำนาจเงินมากกว่า เชิญบ่อย ระลึกถึงบ่อย ปุ๊บๆ ปั๊บๆ ก็บ่อย รูปที่โต๊ะพระยังมี ของอาตมา ท้าวเวสสุวัณโณนี่ถือกระบอง หน้ายักษ์ มีรูปท้าวเวสสุวัณโณ ใครเคยเห็นบ้าง มี เคยมีขาย ท้าวเวสสุวัณโณ หน้ายักษ์ ถือกระบองใหญ่ ยักษ์วัดแจ้งนั่นแหละ ท้าวเวสสุวัณโณ ยักษ์วัดแจ้งนั่นแหละ ท้าวเวสสุวัณโณถือกระบองใหญ่ หน้ายักษ์ แล้วเราต้องกราบ คบหากันแบบนี้ เพราะฉะนั้นเล่นเป็นลิเกแบบนี้ ให้ท้าวเวสสุวัณโณนี้ช่วย ช่วยอย่างนั้น ช่วยอย่างนี้ ท้าวเวสสุวัณโณ ก็ได้รับคำสรรเสริญเยินยอไป แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็คือการเสาะแสวงหาด้วยโลกียะ โลกียธรรมมีอำนาจลาภ อำนาจยศ อำนาจสรร เสริญ อำนาจสุขนี่แหละหมู่เทวดา เพราะฉะนั้นไปติดตราตรึงใจอีแบบไหนไว้ ก็ ไปแสวงหาแบบนี้ แล้วก็ไปหามาเสพ มันจะสั่งแบบไหน มันจะเสพแบบนี้ เอา อาการอย่างนี้นะ เอาอาการแบบนี้นะ อาการของ 32 นี่นะ มนุษย์ที่เสพสุขด้วยอาการ 32 มีเจ้าจาตุมหาราชิกา เป็นตัวที่ 33 ควบคุม สั่งงานใหญ่ เท่านั้นเอง ดาวดึงสา ก็แปลว่า 33 ยามา ก็แปลว่าเฝ้า แปลว่ารักษาไว้ ดุสิต ก็แปลว่าเสพสมสุขสมใจ นี่เทวดาชั้นธรรมดา ทีนี้ ก็ขอขยายขึ้นไปอีก ต้องให้เทวดาทั้ง 6 ชั้นนี้ มีชั้นสำคัญอยู่ชั้นหนึ่ง คือชั้นดุสิต คือจิตเรานี่แหละ ฟังดูดีๆนะ อ่านจิตตัวเอง หรือทบทวนตามที่อาตมาจะอธิบาย จิตหรือจิตที่เสพสมสุขสมนี่แหละ พอเสพสมสุขสมแล้ว พอสำเร็จด้วยความสมใจอยากที่เรารักใคร่ปรารถนา เขาเรียกว่าสำเร็จความใคร่ สำเร็จความอยาก สำเร็จความปรารถนา พอสำเร็จความปรารถนาแล้ว ก็ต้องหยุด ต้องพัก แล้วดูจิตที่มันมีอันนี้อีกอันหนึ่ง ตามดู ฟังดีๆ ถ้าใครจับตัวนี้ไม่ได้ ใครค้นตัวนี้ไม่เจอ ไม่ได้รู้รสของนิพพาน จะไม่รู้รสของความสงบ แล้วจะไม่ขึ้นสู่โลกุตระ จะไม่มีทาง ถ้าใครจับจิตนี้ไม่ได้ จะเป็นเทวดา 6 ชั้นนี่แหละ จะวนเวียนอยู่ตลอด เวลา เป็นสมมุติเทพอยู่ตลอดกาล ความสุขมีอยู่ที่ชั้นดุสิต มีอยู่สองสภาพ มีสุขเสพสมสุขสม พอเสพสมสุขสมสำเร็จความสมใจแล้วมันก็จะหยุด มันก็ต้องหยุด มันไม่มีทางแล้ว มันก็ต้องหยุด อย่างไรๆ ก็ต้องหยุดในรอบหนึ่ง คราวหนึ่ง ทุกคราว เอาสั่งหูฉลามมากิน ทีนี้ ก็ต้องมีเวลาอิ่ม เวลาหยุด เวลาพอ และตรง หลักหยุดนั่นแหละ เรียกว่าโลกเสพสบายเหมือนกัน ที่หยุดนี่ เสพสมสุขสมแล้วก็เป็นความอร่อย แล้วก็สุขๆๆ แล้วแต่จะสุขไปอย่างไร ก็แล้วแต่นะ ถ้าสุขอย่างโลกๆ ก็สุขอย่างสังขาร สุขอย่างแบบโลกๆ เสพสมสุขสมแบบโลกๆ พอเสพไอ้นี่เสร็จแล้วก็จะพัก แต่พักนี่ก็สุข แต่คนไม่เคยรู้ว่า ไอ้ตรงนี้สุขกว่า ไอ้ติดพักกับหยุดนี่แหละ สุขเพราะวาง สุขเพราะพัก สุขเพราะเบาแรง ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องไปมีภาระ ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ไม่ต้องไปสังขาร ไม่ต้องไปกินยาอะไร วางเลย สุขเพราะเฉย สุขเพราะหยุดแล้ว ท่านก็ให้เทียบว่า ไอ้สุขตัวหยุดนี้ สุขตัวสังขาร สุขอะไรดีกว่ากัน ถ้าใครเห็นว่าสุขแบบสังขาร ว่าดีดดิ้นมันสุขอย่างดิ้น มันต้องสังขาร ต้องดีดต้องแสวงหา ต้องต่อสู้ ต้องกระทำอย่างหนักหนา อย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่อย่างนั้น มันเป็นเทวดาแบบเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดตาย เราก็รู้ว่า เออ เราไม่เห็นจำเป็นอะไรต้องไปสั่งหูฉลาม เราไม่ต้องดิ้นรนเอาไอ้โน่นมาเสพ ไอ้นั่นก็หลงว่าสุข ไอ้โน่นก็หลงว่าสุข ไม่เห็นจำเป็น จิตเฉยๆ ดีกว่า หยุดนี่แหละสบายกว่าไหม สบายกว่านะ ถ้าใครจับจุดนี้ได้ จะเริ่มเกิดโพธิสัตว์ อธิบายเป็นปุคลาธิษฐานยาก เมื่อพุทธะเริ่มเกิด ก็มาจากดุสิต ประสูติจากครรภ์มารดา อธิบายเป็นปุคลาธิษฐาน ว่าอย่างนั้น ฟังดีๆนะ หลายคนที่ศึกษาธรรมะจะเคยได้ยิน ว่าพระพุทธเจ้าเริ่มออก ท่านออกจากดุสิต แล้วก็ แหม ทิ้งดิ่งมาเลย พระโพธิสัตว์ ทิ้งดิ่งมาเลย ยังยอดดุสิต มาเลย เข้าท้องมารดาเลยนะ แท้จริงไม่ใช่หรอก แท้จริงก็คือจิตเรา พุทธะจะเกิดนั้นก็เกิดที่จุดนี้แหละ ต้องเห็นความพักกับเห็นความปรุงจิต กับเห็นสังขาร ในความหยุด ถ้าหลงสุข สังขารก็ยังเป็นโลก ถ้าเห็นสุขเพราะสงบ เพราะหยุดพัก โอ๋ อันนี้มันสบายกว่านี่ มันไม่หนักหนาเหน็ดเหนื่อย มันเบา มันปลงภาระ มันสุขนี่ เห็นจุดนี้ให้ได้ ใครมีจิตรู้ ใครมีจิตเข้าใจว่า โอ้ย สุขเพราะพักนี่ เป็นมายา สุขเพราะดิ้นมันหนัก ติดยันเตเลย หยุดคือพัก คือนิพพาน เข้าใจอันนี้ แล้วจิตโน้มเห็นอันนี้ชัด นั่นแหละพุทธะกำลังลงสู่ครรภ์ของคุณ หยั่งลงสู่ครรภ์จิต ครรภัพโพ ภาษาบาลีเขาเรียกว่า ครรภัพโพ ไม่ใช่ไปท้องมดลูก ไอ้นั่นไม่ใช่ ไอ้นั่นมันอธิบายแบบชาวโลก ไอ้อย่างนั้น ถ้าเผื่อว่า ทิ้งดิ่งลงมาเข้าท้องหมาแล้วเจ๊งเลย พระโพธิสัตว์ ดิ่ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน