200227 การปฏิบัติธรรมที่จะได้นิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2520
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์4.68 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

200227 การปฏิบัติธรรมที่จะได้นิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

การปฏิบัติธรรมที่จะได้นิพพาน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2520 ณ พุทธสถานสันติอโ ศก

เจริญพร ญาติโยมทั้งหลาย ในวันธรรมสวนะของเราในวันนี้ เราจะได้อธิบายธรรมถึงเรื่องของการปฏิบัติธรรมที่จะได้นิพพาน มีจุดสำคัญที่เราจะปฏิบัติธรรมให้ได้นิพพาน ทีนี้ อาตมาจะขอพูดถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมเสียก่อน แล้วถึงจะพูดถึงเรื่องจะไปนิพพาน เราจะพยายามเน้นถึงการปฏิบัติธรรมให้ถึงนิพพานเลยจริง ๆ เป็นสามชั้น 1. ประเภททั่ว ๆ ไป ถึงการปฏิบัติธรรม ซึ่งบางคนเข้าใจในการปฏิบัติธรรมไปในรูปหนึ่ง บางคนก็ไปในอีกรูปหนึ่ง ซึ่งยังไม่รู้ว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร ในอันหนึ่งเสียก่อน 2. จะเน้นคำว่า นิพพาน 3. บรรยายพร้อมไปเลย ถึงการปฏิบัติธรรมที่จะถึงนิพพาน การปฏิบัติธรรมที่จะถึงนิพพานเลยทีเดียว

การปฏิบัติธรรมประเภททั่วไป : การปฏิบัติธรรมนี้มีความเข้าใจกันหลายนัย นัยต่าง ๆ กันมากมาย บางคนบอกการปฏิบัติธรรม แล้วก็จะมาทรมานตน ด้วยการทรมานให้มันอดอยากปากแห้ง ให้มันหิวโหย ให้มันเจ็บปวด ให้เดือดร้อนตัวตน เป็นที่ทุกข์ทรมาน จนกระทั่งมันทนทุกข์นั้นได้ อย่างนี้เป็นต้น หรือไม่ก็เข้าใจผิดไปเลยว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ไปทำการตัดเหตุ ตัดปัจจัย เข้าใจกันตื้น ๆ ง่าย ๆ เช่นว่า เคยเข้าใจกิเลสมันมีอยู่ แล้วก็มามีเหตุในสิ่งที่มีนั้น แล้วก็จะตัดเหตุด้วยการเข้าใจเผิน ๆ เช่น ที่บอกว่าเรื่องผู้หญิง ผู้ชาย นี่นะ เป็นกาม เรียกว่าราคะ เรียกว่าเมถุน มันเป็นกิเลส ทางตัดกิเลส เลยจะหาทางตัดกิเลสง่าย ๆ หาดับเหตุง่าย ๆ ตัวอย่างการปฏิบัติธรรมของศาสนานิครนถ์ : มันมีเหตุอยู่ที่ว่า ถ้าเผื่อว่า เรามี

อ่านต่อ

เรื่องยุ่งทุกข์ทน เพราะว่าการเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องผู้หญิง-ผู้ชาย ศาสนานิครนถ์ก็เข้าใจว่าตัดเหตุเสีย การปฏิบัติธรรมของเขาก็คือ ทรมานตนไปเลย ทุบอวัยวะเพศ พยายามทุบไปเลย พยายามตัดออกไปเลย พยายามทำอะไรของเขาไปตามเรื่องตามราวของเขา จนกระทั่งมันใช้ไม่ได้เลย เขาก็ว่า เออ สบายไป ซึ่งอย่างนี้มันเป็นการทรมานตน และเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เป็นการดับเหตุ เพราะว่าเป็นเรื่องของวัตถุธรรมดา มันไม่ได้ฝึกจิต มันไม่ได้ใช้ปัญญา เพราะฉะนั้น ไม่ใช่การตัดกิเลสออก จนกระทั่งจิตของเราไม่มีอำนาจกิเลสเข้าไปดันดึงให้ต้องละเมิดในกิเลสต่าง ๆ นั้น มันไม่ได้เป็นลักษณะอย่างนั้น อย่างนี้ยกตัวอย่างให้ฟัง อัตตกิลมถานุโยค การทรมานร่างกายให้เกิดทุกข์ยากลำบาก : หรือไม่การปฏิบัติ ก็ต้องไปปฏิบัติทรมาน ไปยืนขาเดียว ไปนั่งบนตะปู ไปนั่งบนหนาม ไปทำอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นานา จะอดข้าวอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยอดเสียแล้ว อดให้ผอมแห้งแรงน้อย เหลือแต่กระดูก หนัง ตัดอะไร อะไรต่ออะไรขึ้นมา สมัยพระพุทธเจ้าเคยทรมานตน บอกว่ามันโง่ มันหิว อะไรต่ออะไรต่าง ๆ นานา ก็ไปหัดไม่หิว หัดอด แล้วก็หัดกินแม้กระทั่งขี้ตัวเอง กินเข้าไปจนกระทั่งขี้ตัวเองนั่นแหละ กินจนกระทั่งไม่มีขี้มากินอีก กินจนกระทั่ง พระพุทธเจ้าเราเคยปฏิบัติมา หัดทรมานตนมาอย่างนี้ จนกระทั่งไม่มีขี้ของตัวออกมา จนกระทั่งไม่มีขี้จะกิน อย่างนี้ ท่านก็เคยปฏิบัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เคยหัดทรมานตนแบบนี้ ซึ่งท่านก็ทำมาหมดแล้ว ท่านทำมาแล้ว ท่านก็มาบอกว่า ไอ้เรื่องที่มาทรมานตนต่าง ๆ นานา ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมนี่ เขาจะได้ทรมานตนในวิถีทางใด พระพุทธเจ้าตรัส ไม่เคยมีใครเท่าเรา ที่เราเคยทรมานมาแล้วแล ท่านไปทรมานมาหมด ไปหัดมากับเขาหมด ซึ่งก็ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ มันเป็นการที่มันทำให้มีทุกข์มาก นอกจากทุกข์มากแล้ว มันก็ไม่เข้าเรื่องเข้าราว แล้วก็ไม่รู้กิเลส ไม่รู้ตัณหา มันรู้แต่ทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าจะทนได้อย่างไร แล้วมันก็ไม่มีทาง นอกจากเลิกมันเสีย ปล่อยมันเสีย มันอ่านจิตไม่ออก ไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว การปฏิบัติธรรมในลักษณะด้วยการทรมานตนโดยนัยต่าง ๆ นี้ทั้งหลายทั้งปวง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านถือว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค ไม่ได้เป็นผลดี ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ท่านจึงไม่สรรเสริญ แล้วก็ห้ามพวกเราไม่ให้ไปทรมานตน จึงเรียกว่าอัตตกิลมถานุโยคชนิดง่าย ๆ ตื้น ๆ เพราะมาทรมานตนอย่างนั้นนะ การปฏิบัติตบะธรรมของพุทธ : ทีนี้ก็ขออธิบายเสริมไปอีกนิดหนึ่งว่า การขัด การปฏิบัติธรรม โดยที่เรียกว่า ตบะธรรม มีตบะ มีการหัดอดข้าวบ้าง มีการอดหัดฝืนใจ มีการหัดอด เราอยากเราใคร่บ้าง การพรากในการหัดลดหัดละ ห่างจากมาบ้าง หลาย ๆ อัน หลาย ๆ อย่างนี้ ซึ่งเป็นตบะธรรม ติดการนอน หัดอดนอน ติดการกิน หัดอดกิน ติดการแต่งตัว อดการแต่งตัว ติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หัดเลิก หัดพรากมา ที่เป็นตบะธรรมธรรมดานี่ มันคล้าย ๆ กันกับการทรมานตนที่เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค แต่มันก็ไม่ใช่หมายความว่า ทรมานตนจนดูไร้ผล หรือว่าทนทุกข์จนเกินไป ดูเกินหน้าเกินตา ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ไม่มีปัญญาเชิงรู้อะไรที่จะไปรู้ได้ ลักษณะมันใกล้เคียงกับทรมานตน กับตบะธรรมนี่ เราจะต้องทำความเข้าใจที่เรียกว่าทรมานตน กับตบะธรรมให้ออก ศาสนาพุทธไม่ใช่ไม่มีตบะธรรม ศาสนาพุทธ มีการปฏิบัติฝึกเพียงเพื่อมีตบะธรรม มีการอดทนข่มฝืน มีการทำอะไรให้มันต้องอดทน ต้องสู้ มาต่อสู้ ต้องหัดเลิก หัดละ หัดฝืนทนก็มี เหมือนกัน หลับตาทำสมาธิ คือการปฏิบัติแบบลัทธิฤาษี : ตอนนี้ ขออธิบายขั้นนี้ก่อน เพราะนอกจากจะไปทรมานตนอย่างนี้แล้ว การปฏิบัติธรรมก็เข้าใจว่า เราจะต้องไปนั่งหลับตา ไปนั่งหลับตาเข้านี่ เป็นวิถีทางที่จะเข้าปฏิบัติธรรม ก็นั่งหลับตาไป หลับตาไป จนใช้วิธีกสิณ สะกดจิตด้วย วิธีกำหนดจิตอะไร ๆ ก็แล้วแต่ กำหนดจิต กำหนดใจ กำหนดสิ่งที่ไปยึดไว้ แล้วก็หลับตาตัวเอง แล้วก็ต้องไปอ่านจิตอ่านใจ หรือไม่อ่านจิตอ่านใจ ให้จิตสงบระงับลงไป ทำให้สงบลงไปแล้วเกิดสภาพ มีภาวะของจิต เกิดเป็นรูปเป็นเรื่อง หรือว่านั่งสงบแล้ว จิตสงบลงจริง แล้วจิตก็มีกำลัง มีกำลังที่สามารถใช้กำลังจิตเล่นแร่แปรธาตุลงไป อะไรต่ออะไรอีกต่าง ๆ นานา ก็เป็นไปได้ แล้วมันก็เกิดสภาพนั้นจริง มันติดในสภาพนั้นจริง แล้วก็ไปติดหลงอยู่ในสิ่งเหล่านั้น การปฏิบัติธรรมนั้น ในแง่นั่งหลับตานี้มีผลเสียอยู่อย่างนี้ คือปฏิบัติธรรมหาวิธีการที่จะรวมจิตให้มันอยู่ในที่อันหนึ่งอันเดียว เป็นสมาธิแบบฤาษีสะกดจิต ที่จริงเป็นวิธีการของการสะกดจิต โดยใช้อุบายต่าง ๆ บางทีก็ใช้ดิน สมัยโบราณนี้ใช้ดินจ้องเพ่งจิตเดียวที่ดิน จนกระทั่งเพ่งน้ำนิ่ง ๆ ใส่ขัน ใส่ตุ่ม ใส่กะละมัง ใส่อะไรมา ใช้น้ำ ใช้ลม ใช้ไฟ ใช้สีต่าง ๆ สีเขียว สีแดง สีอะไรก็ตาม จ้องจิตไปอะไรอย่างนี้ มันก็เป็นการสะกดจิต รวมจิตให้มันอยู่ในที่เดียวกัน จิตก็จะรวมเข้ามา หัดมาก ๆ เข้า ก็จะสามารถทำจิตให้มันรวมมาเป็นที่ได้ จิตมันก็จะเป็นกำลัง เป็นกลุ่มก้อน แล้วเราก็มาหัดสามารถใช้จิต เมื่อจิตมันมีกำลังแล้ว แล้วเราก็อาจสามารถใช้จิต ใช้จิตไปทำปฏิกิริยาอะไรหรือว่าใช้อะไรต่าง ๆ พวกนี้แหละ เป็นได้ มีได้ เพราะอย่างนี้ เขาเล่นไปทางไหน ๆ เขาก็เล่น ในทางตะวันออกเราก็เล่น เล่นมานาน เรียกว่าไสยศาสตร์ โดยทำสมาธิแบบฤาษีอย่างนี้ เรียกว่า สมาธิแบบฤาษี

สมาธิของพระพุทธเจ้า เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” : สมาธิของพระพุทธเจ้าเรา ไม่ใช่สมาธิแบบฤาษีนะ เป็นสมาธิของพระอริยะ เขามีข้อคำขยายไว้เลยว่า เป็นสมาธิของพระอริยะ เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” ไม่ใช่ว่าแบบสมาธิหลับตาเข้าไป แล้วก็ใช้พลังงานของจิตไปเที่ยวเล่นแร่แปรธาตุอะไร หรือว่าพอเวลาจิตเป็นกำลังแล้วก็จะไปเป็นไอ้นั่นไอ้นี่อะไร ไปปั้นรูปหน้าตาของเทวดา ปั้นรูปหน้าตาของสัตว์นรก รูปหน้าตาของไอ้โน่นไอ้นี่อะไร ปั้นออกมาได้ เป็นรูปเป็นร่างออกมาได้ ปั้นได้จริง ๆ เป็นรูปที่เราเนรมิต เป็นรูปที่เราทำให้สำเร็จขึ้นมา ปั้นเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา โดยเราเองนี่แหละเป็นผู้เนรมิต โดยที่ตัวเองไม่รู้หรอกว่าตัวเองเนรมิต ตัวเองอยากให้มันเป็น แล้วมันก็เป็น

ปฏิบัติธรรมสมาธิหลับตา : - _ หลง “มโนมยอัตตา” ปั้นรูป ปั้นภพ : ตัวเองมีจิตนิวรณ์อะไรขึ้นมาแล้วก็เป็นฝัน ภาพที่เกิดในฝันนั้นอันเดียวกับที่เราปั้นด้วยการเจตนา แล้วการปั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเป็นจริง รูปที่สำเร็จด้วยจิตอย่างนี้ ในภาษาพระท่านเรียกว่า “มโนมยอัตตา” “มโนมยอัตตา” (มโน+มะยะ+อัตตา) เป็นอัตภาพชนิดหนึ่ง คือจิต คือมโนนี่แหละ จิตปั้นขึ้นมาของเราเองนี่แหละ “มยะ” แปลว่า อันเป็นเรา เราเองนี่แหละ ทำขึ้นมาเอง แล้วก็ไปหลงมันว่ามีที่โน่นที่นี่ มันมีรูปร่าง (มโนมยอัตตา ดูความหมายเพิ่มเติมในภาคผนวก ) ได้ ไม่ได้ เพราะเรามีจิตละเอียดลออ แล้วก็แทรกซ้อนเข้าไปเห็นอันนี้ ถ้าใครไม่สามารถที่จะนั่งหลับตา จนกระทั่งใช้จิตแทรกซอนเข้าไปรู้ได้ คนนั้นก็จะไม่เห็น ถ้าใครพยายามกระทำ ฝึกจิตเข้า ก็จะสามารถแทรกซ้อนเข้าไปรู้ในภพ เขาไปคิดว่า มันมีภพอีกภพหนึ่ง เรามีแดนอีกแดนหนึ่ง มีแดนสวรรค์ มีแดนนรก มีรูปภาพตัวตนอยู่ที่ไหน ๆ ตัวตนมีรูปภาพที่ไหน ๆ ก็บอกไม่ออก บอกไม่ถูก อยู่ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ตัวเองก็บอกไม่ถูก แต่พอนั่งหลับตา พอสงบจิตเท่านั้นแหละ ไปจนกระทั่งเกิดภาพ เกิดสภาวะรูปอย่างนี้ มีรูปอย่างนี้ ที่ตัวได้เห็น ที่ตัวได้มีรูปเข้าไป เมื่อตัวเองเข้าไปรู้ ทีนี้ว่า ตัวเองเข้าไปสู่แดนนั้น แล้วก็เข้าไปสัมผัส บางทีก็อาจจะเย็น อาจจะร้อน อาจจะอุ่น อาจจะหนาว อาจจะหอม อาจจะสีสวยรอบตัว อาจจะบรรยากาศเบาว่า เหมือนอวกาศ แล้วแต่จะคิดคำนึงไป แล้วตัวเองก็เกิดจริงเป็นจริง แล้วก็หลงว่า ไอ้นี่คือสภาพจริง มีอยู่ในโลกมากกว่ามาก พวกนี้ เล่นปฏิบัติจิตอย่างนี้มีเยอะ หรือจะเป็นความนึกคิดว่าเป็นสภาพของนรก ลงไปแล้วเป็นที่ร้อน เป็นหลุมร้อน เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นอะไรต่าง ๆ นานา แล้วก็ลงไปในนรกก็มีจริง ปั้นขึ้นมาจริง ๆ ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะไปเรียนไปปั้น ปั้นสภาพนรกเป็นรูป ปั้นสวรรค์-นรก เป็นรูปร่างอย่างนี้ไว้แล้วละก็ อันนี้ก็ขอบอกว่า เป็นการปฏิบัติธรรมนอกรีตของพุทธ นอกศาสนาพุทธ ไม่มีนะ ศาสนาพุทธไม่ใช่สอนอย่างนี้ไว้ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนอัตภาพอย่างนี้ แต่ศาสนาพุทธอธิบาย เหมือนอย่างอาตมากำลังอธิบาย อธิบายถึงอัตภาพอย่างนี้ ศาสนาพุทธอธิบาย ศาสนาพุทธยืนยันว่า ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วจะมาเห็นอย่างนี้ จะต้องได้อย่างนี้ หลับตาเข้า หลับตาเข้าแล้วจะเห็นอย่างนี้ นี่นรกเป็นอย่างนี้ สวรรค์มีภาพเป็นอย่างนี้นะ ถ้าเผื่อตายไปแล้วจะไปลงนรกแบบนี้ ไม่มี ศาสนาพุทธไม่สอนอย่างนี้ ศาสนาพุทธอธิบาย กำลังสอนเน้นอย่างที่อาตมาอธิบาย เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมใด ที่จะไปรู้สภาพอย่างนี้ ถึงว่าอันนี้ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เป็นการปฏิบัติธรรมในหมู่หนึ่งกลุ่มหนึ่งที่เขาหลงกัน แล้วเขาก็ปฏิบัติกันมีเยอะ ใครที่เคยผ่านมาบ้างนี้ก็จะรู้เอง มีเยอะ อธิบายกันอย่างนี้ มีเยอะแยะมากมาย ว่านี่เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน _ เล่นแร่แปรธาตุ สร้างปาฏิหาริย์ : ยิ่งเอาไปเล่นแร่แปรธาตุ เอากำลังจิตไปเล่น ทำให้ตัวเองสามารถเดินน้ำ ดำดิน เหาะเหิน เดินอากาศ หายตัวได้ เอาจิตไปรู้จิตคนอื่น เอาไปตรวจของหาย เอาไปตามคนหาย เอาไปทายอนาคต เอาไปทายอดีต เอาไปแม้กระทั่งเอาไปอ่านหวยเบอร์ เอาไปอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นานาพวกนี้ ขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า สิ่งเหล่านี้ นอกพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนาเลย แล้วก็ไปนั่งปฏิบัติธรรม แล้วก็หลับตา แล้วก็ไปใช้จิตแบบนี้ไม่ใช่เลย นี่ เรามาตกลงกันเสียก่อนนี่ การปฏิบัติธรรมนี่คืออะไร เป็นพุทธมีการปฏิบัติธรรมมีอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่ามันมีมาแล้ว มีจริง ๆ แล้วมันเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ยืนยันว่าไม่ใช่ทาง ไม่ใช่ทางปฏิบัติของพุทธ นี่ ก่อนอื่นพูดให้เข้าใจเสียก่อน ทางปฏิบัติกับที่ไม่ใช่ทางปฏิบัติในตัวอย่างที่อาตมายกมา _ ปฏิบัติธรรมต้องไปเข้าป่า เขา ถ้ำ : ประเภทที่ทรมานตนก็ดี อีกอันหนึ่งก็คือการปฏิบัติธรรมนี้ จะต้องเข้าป่าไปเลย แล้วก็ไปเดินป่า บุกสู้กับเสือ สู้กับสิงห์ เข้าไปนอน พอเสือมาตั้งหน้าตั้งตาภาวนาไม่ให้เสือกัดตาย ก็ได้ตายมาแล้วเยอะ เพราะเสือมันไม่รู้เรื่องหรอก เสือมันไม่รู้หรอก พอหิวมา เอ มันเคยกินคนเข้า พระองค์นั้นก็ตายไปแล้ว พระตายเยอะนะ ท่านไม่ได้มาบอกหรอก เพราะท่านถูกเสือกินไปแล้ว ท่านไม่ได้มาบอกคุณ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ได้เขียนเล่าประวัติ ที่เขียนเล่าประวัตินั้นมันน้อย เหลือไม่กี่องค์หรอก ที่มันบ้า ๆ ขืนเข้าไปในป่า พบเสือ ช้าง แล้วก็ถูกเสือกัดตาย ไม่ได้ออกมาเล่าประวัติ ไม่ได้ออกมาเขียนเรื่องให้เราได้อ่าน ตายไปนักต่อนักแล้ว เพราะความหลงผิดอย่างนี้ ไม่ใช่แต่เมืองไทย เมืองอินเดียก็ตายกันมามาก ตั้งแต่สมัยโบราณ แม้เดี๋ยวนี้ก็มีคนหลงผิดอยู่แบบนี้เยอะ การปฏิบัติธรรมจะต้องออกป่า แบกกลด แบกบาตรได้ก็ไปทีเดียว เข้าป่า เข้าถ้ำ เข้าเขา ที่ไหนก็ไปทีเดียว บางทีงูจงอาง งูเหลือมตัวเท่านั้น กำลังนอนหลับ เข้าไป งูเหลือมมันเข้ามารัด แล้วกินไปเลย แล้วออกมาเขียนในการเดินธุดงค์ หรือการเล่าอย่างนั้นแหละ มีเยอะนะ ๆ พวกที่บ้า ๆ บิ่น ๆ พวกที่ไม่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าน่ะ ถูกงูกิน ถูกเสือกิน ถูกช้างเหยียบตาย มีมาเยอะเชียว แล้วก็ตายเน่าเหม็นอยู่ในป่า ใครจะไปเห็น ขนาดยังไม่ตาย มันยังตายกัน ฆ่าที่นี่ แล้วก็เอาไปหมกข้าง ๆ ป่า ตำรวจตามไม่เจอก็ตั้งเยอะ ตามเจอก็ได้เป็นข่าว ที่ไอ้ตามไม่เจอ ก็ไม่ได้เป็นข่าวเยอะไป _ หลงไปตายเน่าเหม็นในป่าก็มีเยอะ : เพราะฉะนั้น พระที่ออกป่าไปไกล เงียบ โธ่ เดือนหนึ่ง ยังไม่ค่อยจะเข้าถึงป่าอะไรอย่างนี้น่ะ ใครจะไปตาม เน่าเหม็นก็ตายอยู่ตรงนั้นแหละ ใครจะไปรู้เรื่อง ตายเหม็นทิ้งเกลื่อนมาเยอะแล้ว นี่เป็นการปฏิบัติธรรมที่หลงทาง หลงทิศหลงทาง เข้าป่าแบบนี้ก็มี แล้วก็ไปสู้กับเสือได้ แหม เสือไม่ขบไม่กัด ช้างงาเก ว่างั้นนะ ออกมากระทุ้งบาตรปุ้ง ๆ พอเห็นกลดก็ถอย อุ๊ย เก่ง กลับมาเล่าได้สิบที ยี่สิบที ร้อยที เล่าแล้วเล่าอีก ว่านี่คือผลแห่งการปฏิบัติธรรม ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่เคยมีเลย มีพระพุทธเจ้าเล่าถึงช้างนาฬาคิริง ช้างพระเจ้าอชาตศัตรู ปล่อยออกมา มันตกมัน เพื่อที่จะปล่อยออกมา เพื่อที่จะให้ พระเทวทัตไปยุใหัพระเจ้าอชาตศัตรู ปล่อยช้างเชือกนั้นออกมา เพื่อที่จะมาทำร้ายพระพุทธเจ้าตอนไปบิณฑบาต กำลังไปโปรด พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้ความสามารถทางที่จะใช้เมตตาอันสูง เพื่อที่จะไม่ให้ช้างตัวนี้มาทำร้ายอะไรได้ ท่านก็ทำตามความสามารถของท่าน ท่านก็ฉลาดเพียงพอ ก็ออกไป มีประวัติเท่านั้นแหละ ที่เกี่ยวกับช้าง (ช้าง"นาฬาคิริง" ในบทสวด พาหุงฯ) นอกกว่านั้น พระสาวกทุกองค์เลย ในพระไตรปิฎกนี้ ไม่มีประวัติ ไม่มีหรอก ใครเคยอ่านแล้วบ้าง ประวัติพระพุทธเจ้า ประวัติสาวกของพระพุทธเจ้าต่าง ๆ นานา ไม่มี ตั้งแต่สารีบุตร โมคคัลลานะ อนุรุทธะ กัสสปะ กัสสปะ ท่านมักเดินป่า ก็ไม่มี พระกัสสปะก็ไม่เคยโดน เล่า โอ้โฮ สู้กับช้างหนึ่งโขลง สู้กับเสืออีกกี่ตัว 5 ตัว สู้กับจงอาง พระมหากัสสปะก็ไม่เคยเล่าเลยสักครั้งเดียว ไม่มี พระมหากัสสปะนี่ตัวนักเดินป่า มีธุดงควัตรว่าอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่ค่อยเข้าเขตบ้าน แต่ท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นกะพรวนนะ แต่ไม่สอนคน อันนี้ไว้พูดตอนช่วงหลัง ช่วงนี้ก็เตรียม ๆ ไว้หน่อยก่อน เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม จะต้องแบกกลด แบกบาตรเข้าป่าเงียบ ถึงไปสู้กับเสือกับช้างเสียก่อนจึงค่อยมาล้างกิเลส ไม่ใช่ศาสนาพระพุทธเจ้า _ สู้กับสัตว์ร้ายที่อยู่ในตัวเราคือสู้กับกิเลส : ศาสนาพระพุทธเจ้า ต่อสู้กับกิเลส ไม่ใช่ต่อสู้กับเสือ เสือร้ายคือกิเลส ช้างร้ายตัวที่ดุร้าย งูที่ดุร้าย คือกิเลส ศาสนาพระพุทธเจ้า ต่อสู้กับกิเลส กิเลสที่ไหน กิเลสที่ตัวเรา ตัวเราเองนี่แหละ กิเลสที่ตัวเราเองนี่แหละ หรือกิเลสที่เราไปรับมาที่ตา หู จมูก ลิ้น นี่แหละ มากระทบกายข้างนอก สัมผัสอยู่นี่แหละ ไม่ใช่เสือ ไม่ใช่ช้าง แต่จากคนนี่แหละ คนหลอกเก่ง ผีอยู่ที่ไหน? : คนนี่แหละผี ถ้าใครตามธรรมะอาตมานี้แหละ จะรู้ยิ่งกว่านี้ ผีไม่ได้อยู่ที่ไหน ผีอยู่ที่คน ผู้หญิงหลอกผู้ชาย ผู้ชายหลอกผู้หญิง หรือผู้ชายหลอกผู้ชาย ผู้หญิงหลอกผู้หญิง พี่หลอกน้อง น้องหลอกพี่ แม่หลอกพ่อ พ่อหลอกแม่ ลูกหลอกหลาน เพื่อนหลอกเพื่อน คนมันรู้แต่การหลอกกัน หลอกกันอยู่ตะพึด แต่เขาไม่รู้หรอกว่า เขาหลอกกัน และรู้ก็มี รู้ว่าเราหลอกเขา มี เอา ถามตัวเองดู เคยหลอกเขามาทุกคน ไม่ว่ากรณีใดกรณีหนึ่ง เคยหลอกกันมาทุกคน หลอกเพื่อให้เขาเอามาให้เรา หรือหลอกเพื่อให้เขามาสนใจ ให้เขาหลงกล แล้วก็เอาเขาให้สมใจ หลอกเขาอย่างนี้แหละผี เราก็มีผี เขาก็มีผี อยู่กับคนนี่แหละ ด้วยอำนาจกิเลสตัณหาต่าง ๆ ท่านสอนให้รู้สัจจะ และให้รู้เท่าทันความหลอก : ศาสนาพระพุทธเจ้าสอนให้รู้เท่าทันความหลอกในความที่ไม่ใช่สัจจะ สัจจะคือความจริง สิ่งที่เป็นกิเลส สิ่งที่ไม่ใช่สัจจะ คือความหลอก ความไม่จริง ๆ ความไม่ใช่ของแก่นแท้ ไม่ใช่สาระ ความที่ปรุงแต่ง การปรุงแต่งต่อสร้างเพิ่มเอามาหลอกล่อกัน พวกนี้แหละ ไม่ใช่ของจริงของดี ศาสนาพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้อันนี้

สรุปรวมตัวอย่างการปฏิบัติธรรมแบบทั่วไป ที่ไม่ใช่พุทธ : เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม ก็ขอสรุปผ่าน 1. ทรมานตน ก็ไม่ใช่ ทรมานตนให้มันเจ็บ มันปวด ให้มันดุร้าย ให้เหลือเข็ญ อย่างที่อธิบายมาแล้ว 2. ประเภทที่นั่งหลับตา แล้วเล่นจิต เป็นไสยศาสตร์ต่าง ๆ นานา ไม่ใช่ 3. เข้าป่า สู้หมี สู้เสือ สู้ช้าง สู้ควาย อะไร สู้งูสู้เงี้ยวอะไรต่าง ๆ นานา ก็ไม่ใช่ 4. การนั่งหลับตา เน้นการนั่งหลับตา เมื่อกี้นั่งหลับตาแล้วเล่นจิตนะ เอาจิตไปเล่นแร่แปรธาตุ ฟังให้ดีนะ จะแตกต่างกัน คอยดู ทำให้จิตไปเล่นแร่แปรธาตุ ไปเห็นนรกอะไร ไปเล่นแร่แปรธาตุ ไม่ใช่เหมือนกัน 5. นั่งหลับตาเหมือนกัน พอนั่งหลับตาเข้าแล้ว ก็บอกว่าจะทำวิปัสสนา เดี๋ยวนี้มีคนสอนเยอะ นั่งหลับตาด้วย เข้าไปด้วยแล้วก็นั่งวิปัสสนา เป็นการปฏิบัติธรรม นอกกว่านั้นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม เขาว่าอย่างนั้น ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วต้องนั่งหลับตา แล้วก็มีอุบายไปคนละอย่าง บาางอย่าง นั่งหลับตา แล้วก็ยุบหนอ พองหนอ แล้วก็ยุบ แล้วก็พองเข้าไป อันนี้เป็นหลักเป็นแกน เสร็จแล้วก็ไปพิจารณาข้างใน ก็มีรายละเอียด ว่าให้ดูจิตใจ ให้ดูไอ้โน่นไอ้นี่ ให้ดูอะไรต่ออะไร ดูสภาพอะไรก็แล้วแต่ สภาพที่อธิบายมีอยู่เยอะ อธิบายแล้วก็ไม่บอกว่ากิเลสที่ชัดเจนนั้นคืออย่างไร แล้วก็ไม่บอก ถ้าเผื่อไม่หลับตาละ ลืมตาขึ้นมาแล้ว เราจะรู้กิเลสนี้ได้อย่างไร รู้จิตเมื่อเราลืมตาขึ้นมาแล้วนี่นะ เราจะทำอย่างไร กิเลสมันหมดหรือไม่หมด ตรวจอย่างไร ไม่บอก ไม่ยืนยัน เพราะฉะนั้น จะมานั่งยุบหนอ พองหนอก็ตาม คล้ายกัน นัยคล้ายกัน มานั่งท่องพุทโธ ๆ ๆ ๆ พุทเข้า โธออก ให้มานั่งหายใจ โดยเรียกอันนี้ว่า “อานาปานสติ” อานาปานสติที่ปฏิบัติกันทั่วไป : _ เป็นการรวมจิตฟุ้งซ่านเข้ามาเป็นหนึ่ง : “อานาปานสติ” คือกำหนดลมหายใจ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า คำว่า ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า นี่นะ ก็ถูก “อานา” แปลว่า ลมหายใจเข้า “อาปาณ” แปลว่าลมหายใจเข้าออก ก็ถูก บอกกันแล้ว ก็เป็นอานาปาน และกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จนกระทั่งจิตรวมเป็นหนึ่ง แล้วก็ดิ่งดับ หลับไป จนไม่รู้ลมหายใจเข้า ไม่รู้ลมหายใจออก จิตก็อยู่กับจิตอย่างไร ๆ ก็ไม่รู้ บางทีก็ไปสร้างภาพ สร้างเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไปเล่นภาพ เล่นรูป หรือว่าไปสร้างจิตเข้าไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช ไปเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์บ้าง อิทธิปาฏิหาริย์บ้าง อันนี้นอกทางพุทธเหมือนกัน

แต่ถึงแม้จะนั่งหลับตา ท่องพุทโธ เข้า ท่องอรหังสัมมาก็ตาม ยุบหนอ พองหนอ ก็ตาม จะท่องเข้า ท่องออกก็ตาม หรือจะท่องอะไรอื่นอีกก็ตาม รวมแล้วก็คือการรวมจิตเข้าไป เมื่อรวมจิตเข้าไปแล้ว ไปรวมจิตอยู่ข้างใน ทบทวนจิตมันฟุ้งซ่านมากเกินไป เราก็รวมจิตมาบ้าง _ มีหลับตาบ้าง เพียงเพื่อให้ง่ายต่อการคิดพิจารณาทบทวน : แล้วก็หลับตาเสียบ้าง เพราะว่า เราลืมตาเห็นอะไร ๆ ต่ออะไร มันก็ยากที่จะพิจารณาอะไรมาก แล้วหลับตาเสียบ้าง เราก็คิดนึกในเรื่องราวต่าง ๆ คิดนึกในธรรมะต่าง ๆ คิดนึกในหัวข้อธรรมะ หรือจะคิดนึกอ่านทวนจิตที่เราผ่านมา เมื่อวานนี้ เช้าจรดเย็น เราได้พบสัมผัสคนนั้นคนนี้ มีเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์นี้ เมื่อเรากระทบเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์นี้ จิตเราเป็นอย่างไร จิตของเราโกรธ หรือไม่โกรธ จิตของเรามีโลภะ หรือไม่มีโลภะ จิตของเราเข้าใจผิดไป เป็นความโง่เขลางมงายหรือไม่ หลงผิดหรือไม่ เราก็นึกทบทวนอย่างนี้ อย่างนี้ได้ _ นั่งหลับใหลไม่รู้เรื่อง : แต่ถ้านั่งหลับตาเข้าแล้ว หลับไม่รู้เรื่อง จะพิจารณาอะไรก็ไม่ถูก จับตัวจับตนจะพิจารณาก็ไม่มี ฟังดี ๆ นะ สำคัญอยู่ตรงนี้ จับตัวจับตนมาพิจารณาอะไรก็ไม่มี ไม่ถูก ก็หลับไปอย่างนั้นแหละ _ นั่งหลับตาเล่นปั้นภาพในจิต หรือสะกดจิต : หลับตาไป บางทีเห็นแสงนะ แสงสีม่วง สีคราม สีเขียว เห็นแล้วติดต่อให้ดี เมื่อกี้นี้นั่งเพ่งไป เอาไฟมาไวัข้างใน ในภาพในจิต แล้วก็ขยายไฟให้ออก โตออก-เล็กเข้า เล็กเข้า-โตออก ทำให้ใกล้ไป-ทำให้ไกลไป ทำให้ใกล้เข้ามา ทำให้เล็กนิ่งอยู่อย่างนั้นนะ แล้วก็รวมจิตอยู่ เล่นอยู่อย่างนั้น มันมีแต่การสะกดจิตเล่นเฉย ๆ ไม่อธิบายว่าจิตเป็นอย่างไร ไม่อธิบายว่าจิตมีโลภะหรือไม่ อารมณ์ของโทสะเป็นอย่างไร โมหะเป็นอย่างไร ไม่อธิบายกันสักที จะไปนั่งเล่นนั่งหลับตาเข้าไป ก็จะไปเล่นไอ้เรื่องพวกนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะไปเล่นลมหายใจเข้าออกอยู่ก็ตาม หรือว่าจะไปกำหนดอย่างอื่นอยู่ก็ตาม พุทโธ อรหัง สัมมา ยุบหนอ พองหนอ จนกระทั่งแคล่วคล่อง นั่งหลับตาปุ๊บเข้าก็ดับเงียบ ทวารทั้ง 5 ไม่รู้เรื่อง แล้วก็อยู่ในจิต ถ้าปั้นเป็นภาพ เป็นเรื่อง หรือเล่นจิตไป มันก็แบบนอกรีตไป ถ้าไม่ปั้นก็ไม่เอาจิตไปเล่นฤทธิ์เดชอะไร ไม่เอาจิตไปปั้นรูปภาพเป็นสวรรค์ เป็นนรก เที่ยวกันอยู่นะ จิตมันก็จะสงบ ฟังให้ดี ๆ นะ ถ้าจิตไม่ไปปั้นเรื่อง ไปปั้นเป็นรูปสวรรค์วิมาน นรก ภูเขา ท้องฟ้า หรือเป็นเทวดาเทวโด่ง ผี หรือว่าเทพบุตร เทพธิดาอะไรก็ตาม พระพรหม หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จะปั้นเป็น อรูปภาพ ถ้าไม่ปั้นแล้วเอาจิตไปอ่านโน่นอ่านนี่ นั่งเพ่งรูป เพ่งทอง เพ่งตัวหนังสือ เพ่งอะไร จะเพ่งอะไรก็แล้วแต่ มันมีอีกนานาประการ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ จิตมันก็จะรวมนิ่งลง ๆ มันจะสงบ พอจิตสงบแล้ว มันจะเบาสบาย ฌานที่อธิบายกันทั่วไปคือฌานอย่างฤาษี : ถ้าเรามีสติดีอยู่ จิตเรามันก็ว่างลง ว่างลงจากการคิดอื่นคิดไปเป็นกาม เป็นพยาบาท เราไม่ได้หลับ ตอนนี้เราไม่ได้หลับตกดิ่งลงไปโงกเงกอะไรต่ออะไร ไม่ แต่ใส รู้จิตของเราโพลงอยู่ อยู่เฉย ๆ สงบว่างอยู่ และเราก็รู้จิตของเราอยู่ได้ ตามเวลาที่เราสามารถจะให้มันว่างอยู่อย่างนั้น ได้ไม่เท่ากัน บางคนได้เดี๋ยวเดียวก็ต้องไปคิดเรื่องอื่นแล้ว บางคนได้นาน ว่าง เราก็จะได้รู้ว่าอาการในขณะนั้นสบาย ๆ (ดูเพิ่มเติม ฌานอย่างพุทธ ในภาคผนวก) ทีนี้ก็คิดว่า อันนี้แหละเป็นฌาน อธิบายกันว่านี่แหละเป็นฌาน 1 ฟังดี ๆ นะ นี่อาตมาอธิบายฌานฤาษี ขณะนี้กำลังอธิบายฌานฤาษีอยู่ โดยตัดฌานฤาษีที่เป็นเดียรถีย์อยู่ เป็นเดรัจฉานวิชา เล่นฤทธิ์เล่นเดชอะไรออกไปแล้ว แต่อธิบายฌานฤาษีแบบที่เขาอธิบายกันว่า เราว่าง ๆ โง่ ๆ อยู่อย่างนี้แหละ ทางฤาษีเขาอธิบายกันว่าฌาน ฌาน 1 วิตก-วิจาร ว่าอย่างนั้น รูปฌาน ๔ ฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔ คือ ๑. ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ๒. ทุติยฌาน ฌานที่ ๒ มีองค์ ๓ คือ ปีติ, สุข เอกัคคตา ๓. ตติยฌาน ฌานที่ ๓ มีองค์ ๒ คือ สุข, เอกัคคตา ๔. จตุตถฌาน ฌานที่ ๔ มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา, เอกัคคตา

ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม; สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เพราะฉะนั้น ถ้าฌาน 1 อยู่อย่างนี้แล้วละก้อ พอมันได้เข้า พอเห็นว่าง ๆ โล่ง ๆ เข้า จิตมันไม่ค่อยนิ่ง จิตมันฟุ้งซ่าน ถ้ามันไม่มีกาม มันไม่มีพยาบาท ก็ไม่กระไร มันก็ไม่ง่วง พอจิตมันว่างไป ถ้ามันก็จะง่วงไป ไม่รู้เรื่อง สติไม่เต็มโพลงหรอก อย่างนี้เขาเรียกว่า ถีนมิทธะ ทีนี้ถ้าเผื่อมันไม่ง่วง ตื่นโพลง ใสสว่าง สบาย ไม่ง่วง โล่งโปร่งอยู่ ไม่โงกไม่เงก ไม่มีอะไร อย่างนี้เขาก็ว่าอย่างนี้แหละ เป็นฌาน พอรู้สภาพอย่างนี้แล้ว คนนั้นจะดีใจ จะตื่นเต้น โอ้โฮ ได้แล้ว สภาพอย่างนี้ ไม่เคยเป็น พอเจอแล้ว โอ้โฮ นี่เจอแล้ว นี่นั่งหลับตามาตั้งหลายเดือน หลายมื้อ หลายคราว นี่ได้แล้ว อ้อ อย่างนี้หรือฌาน มันจะว่าง ๆ โล่ง ๆ มีความคิดที่มันม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน