200100 ธรรมปัจเวกขณ์ โดยสมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
200100 ธรรมปัจเวกขณ์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ธรรมปัจเวกขณ์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2520 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
การระมัดระวังหรือว่าการสำรวมสังวรของนักปฏิบัติ จะต้องรับรู้ในขณะที่มี อะไรมันมากๆอยู่รอบตัว บางคน บางครั้งก็จะมีสำนึกดีเหมือนกันว่า นี่ระวังนะ ขณะนี้เรากำลังมีอะไรยุ่งๆข้างนอก มีเรื่องมาก มีงานมาก มีผัสสะมาก ก็ทำให้ผู้นั้นได้ระมัดระวังตัวมาก สติตั้งมั่น มีการรู้ทวารนอกรับเข้าไป ทวารในจัดการ วิเคราะห์ ธรรมวิจัยอยู่ ก็ทำให้ได้ประโยชน์ดีเหมือนกัน แต่บางคนกลับอ่อนแอ หลงใหลไปตามสิ่งที่ผัสสะ ยิ่งมีมาก กวนมาก วุ่นมาก กำลังอินทรีย์พละไม่ดี ก็จะต้องหัดระวังให้มาก สังวรให้มาก ตั้งให้มั่น เพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อมันถึงเวลาครั้งคราวที่มันจำเป็นจะต้องคลุกคลี โดยเฉพาะขณะนี้เรามีงาน เรามีคนเข้าคนออก เรามีเรื่องราว เรามีโน่นนี่อะไร บางทีบางอย่างเราจะต้องทำมากขึ้น เราจะต้องวุ่นวายมากขึ้น ก็จึงต้องพยายาม พยายามระวังจิตใจ ตั้งสติ รวบรวมกำลังระมัด ระวังให้ดี เราก็จะได้รับประโยชน์ บางครั้งบางขณะไม่มีหรอก ข้างนอกเรียบร้อย สงบรำงับ สงบมากยิ่งเผลอตัวมาก จิตยิ่งไม่มีสติสัมปชัญญะ ปล่อยปละละเลย แล้วทำให้จิตตกต่ำ เพราะจิตไปเสพย์จิตสงบเสียบ้าง หรือจิตมันดื้อมันด้าน มันชา มันตก และมันไม่มีธรรมวิจัย และมันไม่มีสติจะรู้ทวารนอกทวารในอะไร มันหรี่ไปเลย อย่างนั้นก็เป็นเหมือนกัน โดยจิตเราสงบ ข้างนอกก็ไม่มีอะไรกวนหรอก ไม่มีอะไรกวนเลย ยิ่งดับดิ่งไปเลย จิตยิ่งมืดจิตยิ่งตก จิตยิ่งถีนมิทธะ ยิ่งซึมเซื่อง ไม่เกิดการรู้ ไม่เกิดการใช้ปัญญา ไม่เกิดการทำงาน เพราะการศึกษาจิตหรือการ ทำจิตสิกขานั้น จึงไม่ได้หมายความให้จิตมันตกหลับ ถีนมิทธะดับดิ่งไปเฉยๆ โดยไม่รู้
อ่านต่อ
เรื่องรู้ราวอะไรเลย อย่างนั้นไม่ใช่ ถ้าจิตเกิดตกต่ำดับสนิทไป ก็เป็นการ ถีนมิทธะ ไม่รู้เรื่อง เวลาเราจะพัก เราก่อนจะพักเรารู้ว่าเราจะพักจะหยุด หยุดแล้วตั้ง มโนกรรม จะให้มันสงบระงับ หยุดดิ้น หยุดงาน หยุดรับรู้ ไม่ให้มีเวทนา ไม่ให้มีสัญญาต่างๆ อันนั้นเราก็ต้องรู้ว่า นั้นเราเจตนาจะทำให้กาละเท่านั้น กำหนดเวลาหลับ กำหนดเวลาตื่น พอได้หลับได้พักได้ตื่นตามกำหนดแล้ว เราก็จะต้องเป็นผู้ตื่น ตื่นก็รู้ตื่น แล้วเราก็จะอยู่อย่างผู้ตื่น ไม่ใช่อยู่อย่างผู้หลับในตื่น หรือไม่ก็เป็นผู้ที่หลับในหลับไปเสียเลย ก็ไม่ใช่ เราจะต้องเป็นผู้ตื่นที่ไม่ใช่หลับในตื่น และไม่ใช่ผู้หลับแล้วก็อยู่ในหลับๆไปเลย อย่างนั้นไม่ใช่ เราหลับเราก็มีชาคระ คือว่ามีการสำเหนียกพอสมควร ไม่ใช่หลับไหล หลับเผอเรอ หลับดับดิ่งจนไม่รู้วันไม่รู้เวลา ไม่รู้กลางคืนไม่รู้กลางวัน ไม่รู้อายุ ไม่รู้กาละที่เราจะกำหนดอะไรให้มัน อย่างนั้นไม่ใช่ นักปฏิบัติธรรมต้องรู้จักอาการสังวรอาการสำรวม ทั้งในสภาพนอกที่มันมีสภาวะวุ่นวายมากมาย หรือในสภาวะนอกที่มันเงียบสงบ ก็ให้รู้และตามไปรู้ในของเราว่า ในภาวะที่มันวุ่นวายนี้ ในของเราได้ประโยชน์อยู่ขนาดนั้นขนาดนี้ ไปจัดสรรให้ดี มากไปน้อยไปอย่างไรก็ดูให้ดี หรือในภาวะที่มันเรียบเงียบสงบ และจิตของเรายิ่งสงบยิ่งไปกว่า กลับตก หลับในหลับ หรือหลับไหลไปเลย ไม่ได้เรื่องได้ราวไปเลย อย่างนั้นก็เสียหายอีก ก็ต้องระมัดระวังทั้งสองด้าน ดูข้างนอกดูทั้งในให้ ถ้วนทั่ว เราจึงได้ชื่อว่า เราเป็นผู้ได้ผลในการปฏิบัติจิตสิกขา.
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 5 มกราคม 2520 ณ พุทธสถานสันติอโศก
คำดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หมายเอาประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เป็นคำพูด ความหมาย เป็นคำตรัสสองเชิง เราจะต้องเข้าใจด้วยว่า สองเชิงนี้แท้ จริงแล้วโดยปรมัตถ์เป็น "เอโกธัมโม" เป็นอันเดียวกันทั้งนั้น สองเชิงก็จริง โดยรูปสมมุติ แต่โดยปรมัตถ์ที่สุดแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน คือมันเป็นประโยชน์ตนในตัว แท้จริง และเป็นประโยชน์ท่านไปในตัวพร้อมกัน เกิดสิ่งเดียวกัน เกิดงานเดียวกัน เกิดการเคืองกัน จะมีสิ่งนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย ทั้งท่านก็ได้ ตนก็ได้ อยู่ในตัวเสร็จ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดมองออก ผู้ใดเข้าใจได้ เราจะไม่เป็นผู้ขาดทุนเลยในโลก และเราจะบอกว่าคุณขาดทุนหรือคุณกำไร มีแต่ความเจริญ เจริญและเจริญจริงๆ เพราะฉะนั้นจุดใดที่เรายังบกพร่องอยู่ ว่าเราได้ประโยชน์ตน แต่ประโยชน์ท่าน ได้น้อยไป เราก็กระเถิบขึ้นมาให้ท่านได้มากขึ้นบ้าง ตนก็ได้ร่วมอยู่ด้วยบ้าง อันใด ที่ท่านได้มากไป ตนถูกเบียดเบียนมากเกินไป ถ้าเรากล้าเสียสละ ถ้าเราคิดเสียว่า มันไม่เป็นอะไร เราไม่ถือสา เราปล่อยวางได้ และก็ไม่ทำลายกันเองร้ายแรง จนกระทั่งเสียสุขภาพ เสียร่างกาย หรือว่าเกิดทางเสื่อมสลายไปเร็วเกินกว่าควรมากเกินไปถึงขั้นทำลายชีวิต ทำลายสังขาร ทำลายรูปแบบจนเร็วเกินขอบเขต หรือทำลายด้านนามธรรมก็ตาม มากไป เราก็จะไม่เอา จะหย่อนลงมาบ้าง เพื่อที่จะไม่ถึงขั้นทำลายตนเองเกินไป แต่ถ้าเราจะเสียสละ เราเป็นผู้เสีย เรารู้ว่า เราเบียด เบียนตนหน่อยอยู่หรอก ได้ตั้งตนอยู่ในความลำบาก กุศลธรรมก็เจริญไป โดยปัญญารู้อยู่ที่กุศล กุศลธรรมก็เจริญยิ่งๆ เป็นประโยชน์แก่ท่าน แก่ใครๆ และ แม้เราเองเราเสียสละ ที่เราเองทนได้โดยยากหน่อย ตั้งตนอยู่ในความลำบาก หน่อย เราก็รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นบทปฏิบัติ หรือเป็นบทที่มันเกิดการขัดเกลา หรือ ซ้อมความเชี่ยวชาญ เป็นการฝึกหัดโดยแบบฝึกหัด เกิดการเชี่ยวชาญ เกิดศิลปะ เกิดความเก่ง เกิดความชิน เกิดความเคย เป็นปฏิเสวนา อธิวาสนา ปริวัชนา ลงไปตามรูปแบบ ลงไปตามหลักสูตร หรือตามทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เราก็ไม่ได้เสียหายอะไร เราก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร ถ้ารู้มุมกำไรอย่างนี้ เราก็จะเห็นกำไรอยู่โดยรอบ เป็นจริง เป็นกำไร อยู่โดยรอบด้วย ดังนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ภาษาที่บอกว่า ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน นั้นเป็นภาษาสองเชิง ดูเป็นภาษาสองความหมาย แต่แท้จริงแล้วอันเดียวกัน เช่น เราละชั่ว นั่นคือประพฤติดี เรากำลังประพฤติดีอยู่ ที่เห็นเด่นชัดอยู่แน่วแน่เลย ความชั่วน้อยมาก หรือแทบจะไม่รู้เลยว่าเป็นความชั่ว ดูเหมือนเราไม่มีความชั่วเลย นั่นแหละคือ เรากำลังทำดี และเรากำลังทำชั่ว หรือเราหาความชั่วไม่เจอ หรือกำลังทำชั่วลดน้อยลง ลดลงๆ เรากำลังฝืนชั่วที่เราเคยเราชินเราเป็นเรามี เราอยากจะ ประกอบอยู่อย่างนั้น เราอยากจะเป็นอย่างนั้น เราได้แก้ไขมา เราได้แก้ไขขึ้นมา ชั่วนั้นน้อยลงๆ น้อยลงอยู่ อยู่โดยความเข้าใจที่แท้ ลดลงไปได้อยู่ นั่นแหละเรา กำลังทำดี มันเป็นเชิงสองเชิงเท่านั้นเอง เป็นความสมมุติโดยสองเชิง โดยแท้จริงแล้วเป็นการทรงไว้ซึ่งสิ่งเดียว "เอโกธัมโม" ต้องฉลาดหลักแหลมรู้ในมุม แยก โดยเชิงบัญญัติ และต้องรู้สัจธรรม โดยแท้จริงแล้ว เราจะเห็นได้ เข้าใจได้ เราทำอะไรมาก เราทำอะไรน้อย เราดีมากก็คือเราชั่วน้อย เราชั่วมากก็คือเราดีน้อย อะไรอย่างนี้แหละ ต้องพยายามเข้าใจให้ลึกซึ้งละเอียด แล้วเราจะพยายามทำจนเจตนาอันที่สุดที่เราจะรู้ว่า มันน้อยจนน้อยที่สุด จนกระทั่งไม่มีเลย เป็น "สูญญตา" ได้ ตามที่เราจะไปมีอุดมคติมุ่งหมายไปสู่จุดสุดอันนี้ให้ได้ นั่นแหละเป็นที่หมายอันสูงสุดที่เราจะกระทำ เป็นความบริสุทธิ์ล่วงส่วนที่เราปรารถนา เจตนา เราจะทำดีที่สุด ไม่ให้มีชั่วอะไร ปะปนเลย นั่นแหละ ได้ทุกครั้งทุกคราว ก็เป็นความบริบูรณ์สมบูรณ์สูงสุด.
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 6 มกราคม 2520 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ผู้ที่เริ่มต้นก็ให้พยายาม เมื่อมาปฏิบัติตนหรือเข้ามาในขอบเขตของอาณาเขตปฏิบัติธรรมแล้ว เราก็จะต้องพยายามดูลำดับของตัวเราเอง ของคนอื่นนั้นเป็นของคนอื่น เราเป็นแต่เพียงพอรู้ๆ เป็นความรู้รอบตัว ส่วนความรู้ที่จริงนั้น คือความรู้ตัวของเราเอง เราต้องพยายามที่จะวิเคราะห์ ที่จะอ่านไชลงไปให้รู้ว่า อะไรเรา เองหนักที่สุด ด้วยเรื่องตั้งแต่ แบ่งให้ฟังแล้วเป็นต้นมา ตั้งแต่อบายมุข มีเชื้อหรือไม่ กามารมณ์ต่างๆ กามคุณ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ยังมีรายละเอียดต่อไปอีก ในรายละเอียดของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ว่าอะไรหนักที่สุด อะไรที่เป็นภาระมาก อะไรที่เรายังมีจิตใจไปยุ่งไปเกี่ยว ไปยึด ไปผูกพัน มันเป็นกิเลสตัณหา โลกธรรม 8 ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สรรเสริญหรือความหลงใหญ่หลงตัวพวกนี้ มันก็เป็นมานะทิฏฐิ พวกนี้ก็ใหญ่ด้วยเหมือนกัน ก็ต้องรู้ด้วยพร้อมๆกัน ฉะนั้นจะไปบอกว่าเฉพาะอบายมุขต่ำ จะไปบอกว่า เฉพาะรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่มันหยาบจัด หรือโลกปรมาตมันในการมีมานะ ถือตัวถือตน ใหญ่โตจัดจ้านจนกระทั่งไม่มีประโยชน์อะไรเลยในตัวเรา เราเป็นอัตตาธิปไตย ถือเอาตนเองเป็นใหญ่ อะไรอื่นก็จะฟังๆไปเท่านั้นเอง แต่ไม่เกิดผลอะไรที่จะมากระตุ้นมาเตือน มาปรับปรุง หรือว่ามามีผลให้เราเกิดสะท้อน สะท้าน สะเทือน หรือว่าเปลี่ยนแปลงระบบชีวิต เปลี่ยนแปลงความเห็นของเราเองใหม่บ้าง มันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าอย่างนั้นแล้วละก้อ มานะของเราก็เป็นใหญ่เหลือเกิน อย่างนี้ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ จะต้องลดมานะคือความเห็นแก่ตัว หรือการถือตัวถือตน เป็นอัตตาธิปไตยอันมากลงด้วย เราจะต้องอ่านในจิตใจของเราเองจริงๆ แล้วค่อยๆลด ลด ละ ปล่อย วางลงมา แล้วจะเปิดจิตรับ แล้วก็อ่านตนเองจริงๆ อะไรที่เราไม่ติด ไม่พัวพัน เราไม่ยึดถือแล้ว เราไม่หลงงมงายกับสิ่งนั้น เราก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยว ไม่ต้องปฏิบัติอีก คนอื่นเขาเป็นก็เป็นของเขา ใครติดอันนั้น ใครติดอันนี้ ของใครก็ของเขา ส่วนเราจะติดเหมือนเขาบ้างก็มีอยู่ หรือเราไม่ได้ติดเหมือนเขา คนละเรื่องก็มี ต้องรู้ตามความจริง ในส่วนที่เราติดเรายึดเราหลง เราเป็นทาส แล้วเราก็พิจารณา ลด ละ ปล่อย วาง ทุกอิริยาบถที่มันจะต้องสัมพันธ์ ไม่ต้องเกี่ยวเลย บางอย่างเกี่ยวบ้างไม่เกี่ยวบ้าง บางอย่างจำเป็นตัอง เกี่ยวอยู่ เมื่อเราจำเป็นต้องเกี่ยวอยู่ เราก็จะต้องตัดจิตในจิตให้ชัดๆ รูปนอกหรือ วัตถุนอก เราต้องสัมพันธ์ เราต้องใช้ เราต้องเกี่ยว เพราะฉะนั้นอันนี้ เราต้องเจียนเอาแต่เฉพาะจิตในจิต รูปนอกรู้เท่าทันมันที่สัมผัสกับเราเสมอ แล้วพยายามลด ละ หน่าย คลาย วาง จาง ปลดปล่อยจริงๆ ใช้ภาษาพูดนี้ พูดอย่างนี้ก็เคยได้ยินมาแล้ว แต่เราจะต้องรู้ความจริงว่า ทำอย่างไรจางคลาย ทำอย่างไรลด ความรู้สึกที่มันจี๋จ๋า มันเกิดรสเกิดชาติ มันเกิดพลังของกิเลสตัณหา เกิดชอบใจ ชื่นใจ เป็นราคะร้าย เป็นการสมใจ เหล่านี้เราต้องรู้ แล้วลดจางลงไป คลายลงไป อ่อนลงไป ไม่ให้มันมีอย่างนั้น ไม่ให้มันอยู่ในสภาพที่มันเกินไปโดยรสของ โลกียรสอย่างนั้น ที่เราจะต้องอ่านจริงๆ รู้มันจริงๆ มีใจแล้วก็ประพฤติปฏิบัติไป แม้ที่สุดจะเกี่ยวข้องกับการกินการเป็นอยู่ กระทบด้วยเสียง ด้วยรูป กลิ่น สัมผัสต่างๆในตัวบุคคล ในเรื่องราว ในวัตถุอื่นๆ จนกระทั่งถึงการนอน เราก็จะต้องฝึกเพียรพยายามระมัดระวังอย่าติดอย่ายึด แม้แต่อารมณ์นอน อารมณ์หลับ อารมณ์ติดยึด ว่ามันเป็นรสเป็นชาติ เป็นความอร่อยเกินไป ต้องกำหนดลงมา ค่อยๆละ ค่อยๆลดลงมา อย่าให้มันมาก อย่าให้มันหนัก มันจะยืดหยุ่นไปยืดหยุ่นมาบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ยาวบ้าง สั้นอยู่เรื่อยๆตามวาระ ค่อยๆ ยืดไปยืดมา แล้วเราก็จะเห็นว่า ใจของเราหน่ายคลาย หรือวางจางออกมาได้จริงๆ เป็นบาง อย่างหมดไป เราก็จะรู้ความหมดที่แท้จริง อย่าเอาแต่ปาก อย่าเอาแต่รู้ แต่เพียงฟังเพียงรู้ ต้องพยายามฝึกฝนอยู่เสมอ ทำงานทำการ มีไอ้โน่นไอ้นี่อะไรอยู่ เราก็ฝึกหัดฝึกเพียรได้ เพราะมันก็เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งนั้น เกี่ยวกับลาภ ยศ สรรเสริญ ทั้งนั้น หรือเป็นสุขเป็นทุกข์นั่นแหละจริงๆ เราจะต้องรู้ในเวทนาแท้ๆ ว่าสุขเวทนา ทุกขเวทนา แตกต่างกันอย่างไร มีอยู่ในใจถึงขนาดไหน ละเอียดลอออย่างไร จะลดลง จางคลายลงไป ไม่ให้หลงทุกข์ ไม่ให้ทุกข์มาทำโทษทำภัยอะไรแก่เรา และก็ไม่หลงติดสุข จางคลายลงไปจนถึงอุเบกขาเวทนา หรืออทุกขมสุข ให้ได้อย่างแท้จริงในจิตของเรา.
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 7 มกราคม 2520 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ผู้มีปัญญา โดยเฉพาะผู้มีอธิปัญญา จะเป็นผู้ที่มีความละเอียด มีความสอดส่อง มีความรู้ รู้ตัวจริงและรู้ตัวเคียง รู้สิ่งที่จริงเป็นอย่างนั้นของมันเอง มันก็เป็นอย่างนั้นของมันเอง แล้วก็รู้สิ่งที่เคียงว่ามันมีนัยคล้ายกัน เราเรียกว่า ไวพจน์ เราเรียกว่า เวยยากรณะ เรียกว่าการขยายหรือสิ่งขยายหรือสิ่งสืบต่อ มันมีนัยคล้ายกันมาก หรือว่าเป็นทายาทแห่งกันและกัน เป็นตัวแทนซึ่งกันและกัน เป็นความเหมือน เป็นความคล้าย เป็นความที่ว่าจะถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้ ถ้าเมื่ออันนั้นมาเป็นอันนั้นเลย เมื่อมีเหตุปัจจัยครบ อันนั้นมันจะเป็นอันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่ง เดียวนั่นแหละคือสิ่งคล้าย ซึ่งสิ่งเดียวนั่นแหละเป็นตัวจริง และกำลังจะเป็นจริง ในสิ่งเหล่านี้ เราจะต้องมีความรู้ เราจะต้องมีปัญญา เพื่อที่จะรับสิ่งเดียวต่างๆ นี้แหละมาเป็นสิ่งวัด มาเป็นตัวอย่างให้แก่เรา เราจะต้องรู้สาระหรือรู้จุดของมัน รู้ความหมายของมันว่ามันหมายเอาอะไร แล้วเราจะต้องหมายเอาความหมายนั้น มาทำแก่ตน ให้ตนเองรู้ดี เข้าใจดี แล้วหมายไปในดี ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการที่จะไปดูสมมุติ ไปรู้สมมุติในที่อื่นๆ สมมุติต่างๆมันก็เหมือนกัน อยู่ในนัยเดียวกันว่า มันเป็นตัวแทนของความดี หรือตัวแทนของความชั่ว ถ้าเราจะเป็นผู้ที่ดี เราก็จะต้องอ่านจากจิตดี หรือความหมายดีของสมมุติต่างๆ เพื่อเราจะได้รู้ดี เราจะได้เอามาใช้ ได้เอามาทดแทน หรือเอามาเป็นตัวอย่างแก่เราได้ ประพฤติกระทำแต่ดี เรายิ่งหูตากว้าง รู้สิ่งเดียวหรือรู้สมมุติอื่นๆ ที่เราบกพร่อง ที่เราเป็นไป ไม่ดี ไม่งาม แล้วเราก็เอาจุดเหล่านั้นมาเทียบเคียงกับตัว แก้ไขที่ตัวเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องไปเพ่งสิ่งที่บกพร่องต่างๆนั้นกับบุคคลนั้น เรารู้ว่าเป็นความบกพร่อง และเขาจะบกพร่องเราก็ไม่ทับถมเขา เราก็ไม่ไปเที่ยวได้รังเกียจเขา หรือเกลียดชังเขา แต่เราเอาความไม่ดีนั้นมาตรวจตนเอง ถ้าเรามีอย่างนั้นด้วย เราแก้ไขเอา ถ้าเราไม่มี เราเข้าใจแล้ว เราบริสุทธิ์แล้ว เราจะถือโอกาสช่วยเหลือผู้ที่เขามีสิ่งไม่ดีนี้ บกพร่องนี้ ก็จงทำ ถ้าเราสามารถหรือเป็นโอกาส ถ้าไม่เป็นโอกาส ไม่สามารถจะทำได้ เราก็วางเฉยเสีย เป็นการเกื้อกูล เราก็ไม่มีพยาบาท การโกรธ การชัง ไม่มีผู้ยึดอะไรที่มันเป็นภัยเป็นโทษกับใคร ส่วนตัวเราเองเราก็ได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น หรือไม่ก็เป็นผู้ได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน อยู่ในตัว เพราะฉะนั้นการที่จะทำได้ถึงขั้นนี้ ก็ถึงขั้นไม่เบียดเบียนตนและไม่เบียดเบียนท่าน มีแต่การกระทำความเจริญให้แก่ตน และก็จะทำความเจริญให้แก่ท่านด้วย เท่าที่เรารู้แล้วว่าเราสามารถหรือเป็นไปได้ ถ้าไม่เป็นไปได้ การวางเฉยก็เป็นการไม่ก่อภัย ไม่ก่อพยาบาท ไม่ก่ออะไรรุนแรงอย่างหนึ่งเหมือนกัน ขอให้ใช้ปัญญาให้กว้างขวาง ใช้ปัญญาให้เกิดประโยชน์ และทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จนไม่เกิดพยาบาท และไม่เกิดการเบียดเบียนดังกล่าวนี้.
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 8 มกราคม 2520 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ความเป็นอยู่ของชีวิต เราเกิดมาเราต้องสนใจกับมันและเรียนรู้ ถ้าไม่เรียนรู้ ปล่อยชีวิตไปกับสิ่งแวดล้อม และชักจูง หรือว่าการยั่วยุ การที่จะมอมเมาเราอยู่รอบๆด้าน เราก็จะเป็นผู้ถูกเขาหลอก ถูกเขาชักจูง ถูกเขายั่วย้อมมอมเมา เป็นไปตามที่เขาเชิดเหมาเป็น สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สาระสัจจะ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เป็นการพอกไว้ เป็นการหลอกไว้ เพราะว่าแต่ละคนจะทำอะไรก็ตามแต่ จะทำออกไปทั้งนอกก็เป็นการหลอกไว้ เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนออกมาหาตน เมื่อทำอะไร ออกมาเพื่อความหลอก จะได้ประโยชน์มาหาตน มันจึงไม่ใช่สิ่งสะอาด มันจึงไม่ใช่ สิ่งที่บริสุทธิ์ มันมีความหลอกผสมอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น การกระทำที่ยังมีเชื้อกิเลส กระทำตั้งแต่บทกิริยาของกายกรรม วจีกรรมที่ออกไปมันจึงเป็นธรรมดา เป็น ธรรมชาติของความหลอก ความบริสุทธิ์นั้นหาได้ยาก ความเจตนาจงใจที่จะแสดงออกเพื่อความให้ ความเสียสละ เพื่อความเกื้อกูลผู้อื่น เพื่อการงานอันเป็นการงานแท้ๆ โดยสาระ สัจจะของมันนั้นจึงหายาก เพราะฉะนั้นเราจึงจะจับเอาประเด็น ที่เราเห็นอยู่ข้างนอกนั้นมาเป็นเครื่องพิจารณา ว่าอย่างนั้นถูกแล้ว มาเป็นเครื่องยืนยันว่า อย่างนั้นถูกแล้วนั้นหนะไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องพิจารณาถึงสาระที่แท้ ในความเป็นชีวิต ยังชีวิต เราใช้อะไร เราปรุงไว้ด้วยอะไร เราสร้างไว้ด้วยอะไร เราประกอบไว้ด้วยอะไร ซึ่งมันไม่มากเลย หลักใหญ่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ค้นพบแล้วว่า ปัจจัยที่ประกอบชีวิตไว้นั้น นิดเดียว มีปัจจัยสี่อันสำคัญ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดคืออาหาร ปัจจัยสองคือเครื่องนุ่งห่มประกอบไปบ้าง และมีจำนวนน้อย ไม่มาก อาหารก็ไม่มาก เครื่องนุ่งห่มก็ไม่มาก ที่อยู่ก็ไม่ต้องหลงใหลอะไรมากมาย ยารักษาโรค ถ้าไม่เป็นโรคก็ไม่จำเป็นจะต้องมียาอะไร ไม่ต้องพกต้องห่อต้องสะสมอะไรมากนัก อย่างนี้เป็นต้น แม้สี่อย่างที่เรานับว่าเป็นปัจจัย เป็นของจำเป็นที่แท้ที่จะต้องยังชีวิตไว้ มันก็ยังมีระดับของมัน ว่าอะไรจำเป็นที่สุด อะไรรอง อะไรยังอยู่ห่าง เช่น ยารักษาโรค เป็นต้น เราไม่ต้องกินยาทุกวัน เราไม่ต้องพกยาไว้ทุกวัน บริขารที่เป็นเครื่องประกอบเป็นองค์ ประกอบของเครื่องใช้ ประกอบชีวิต เป็นเครื่องอุปโภค เราก็จะมีบ้างพอสมควร ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบของชีวิตไม่มากเลย เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้ความจำเป็นของชีวิต ชัดเจนแล้ว จะเห็นว่าชีวิตนั้นง่าย ประกอบไว้ด้วยโครง สร้างที่เล็ก มีปัจจัย มีบริขารเล็กน้อย นอกกว่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นรูปแบบเป็นองค์ประกอบที่เขาปรุงขึ้น เพื่อหลอก เพื่อยั่วยุให้หลง เปลี่ยนรูป เปลี่ยนโฉม เปลี่ยนสี เปลี่ยนกลิ่น เปลี่ยนสัมผัส เปลี่ยนสภาวะอะไรต่ออะไรไปต่างๆนานา แล้วให้คนไปสนใจ ผู้ใดยิ่งได้มากก็จะซื้อจะขายจะแลกจะเปลี่ยนได้มาก เพราะว่าเขาต้องลาภ ยศ สรรเสริญมาไว้มากๆ ก็เป็นการถ่ายเท เป็นการหมุนเวียน เป็น การที่จะชี้จูง ชักชวน ชี้ชวนให้มาสนใจ ของๆตนที่ตนกระทำขึ้น เพราะฉะนั้น การแสดงออกหรือการกระทำขึ้นมาในโลก จึงเป็นการชี้ชวนเพื่อเข้าหาตัวเสมอ เป็นการหาประโยชน์เข้าหาตัวเสียเสมอ จึงดูได้ยาก พิจารณา สัจธรรมได้ยาก เพราะฉะนั้นเราจะไปเอาตัวอย่างจากคนส่วนใหญ่แม้ที่เกิดอยู่ใน โลก เป็นกิจการ เป็นการปรุงแต่ง เป็นการสร้างอะไรมาวัดว่านั่นคือสาระสัจจะ เป็นแก่น นั้นไม่ได้ ผู้ที่จะรู้ถึงสาระสัจจะของชีวิต ที่จะรู้ถึงเป้าของปัจจัย และบริขาร อันไม่มากเลยนั้น จึงต้องหัดละหัดตัดหัดลด หัดพยายามที่จะปลีกออกเปลิ้องออก ลดลงไป ลองไม่ใช้ ลองไม่เสพย์ ลองไม่คลุกคลีลงไปบ้าง จึงต้องกำหนดของกินใช้ กำหนดเครื่องอะไรต่างๆลงมาให้เป็นคนมักน้อย ฝึกฝนแล้วก็ทดสอบ พิสูจน์ลงมา จะเห็นว่าอยู่ได้ ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องไปฟุ้งเฟ้อไปวุ่นวาย ไม่ต้องไปพอกเพิ่มไว้ ด้วยสิ่งประกอบในโลกอันมากมายนั้นก็ได้ เมื่อพิสูจน์จนแน่ใจแล้วก็จะเห็นสัจธรรม เห็นสาระว่า ชีวิตนั้นทำง่ายไม่ยากเลย ความสามารถของเรานั้นสามารถเลี้ยง ชีวิตไว้ได้ตั้งมากมายเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้แล้ว เราก็จะทำงาน มีความสามารถมากเราไม่ว่า เราก็ใช้ ใช้ความสามารถนั้นให้เต็มที่ แล้วอยู่กินด้วยปัจจัยที่น้อย ส่วนที่เหลือนั้นมันเป็นส่วนเกิน เป็นค่าเป็นประโยชน์ที่จะเกื้อกูลโลก เป็นเมตตาของเราที่เราจะแจกจ่าย จะทาน จะให้ จะเผื่อแผ่แก่ผู้ที่เขาไม่สามารถ เผื่อแผ่แก่ผู้ที่เขาไม่เป็น ทำไม่ได้ เขามีพลังน้อย ความสามารถน้อย มีความรู้น้อย เราก็แจกจ่ายเจือจานจึงเป็นค่าของชีวิต เป็นส่วนเกินนั้นแหละจะเป็นค่าของเรา เป็นประโยชน์เกื้อกูลโลก อันนี้เป็นคุณงามความดี เพราะฉะนั้น ผู้ใดหาได้มาก ทำได้มาก ก่อได้มาก สร้างได้มาก แจกจ่ายผู้ที่ควรได้รับ ก็เป็นประโยชน์แก่โลก เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนี้ทุกคนควรจะรู้ซึ้ง และก็ควรจะได้กระทำกันให้มาก โลกก็จะอยู่สุขเย็น จะได้ไม่ต้องไปตะโกนว่า ต้องการสันติภาพ ต้องการภราดรภาพ แต่การกระทำกลับเป็นการยั่วยุมาหาตน ตนจะหาทางเอาเปรียบ อย่างนั้นตะโกนให้ปากฉีกก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้น เราต้องเรียนรู้สัจธรรมเหล่านี้ให้จริง แล้วฝึกฝนอดทน กระทำพิสูจน์เข้าไปหาแก่น เราจะถึงสภาวะเห็นสัจธรรมอันแท้จริง และเป็นผู้สร้างสรร สันติภาพที่แท้จริง และเป็นผู้สร้างภราดรภาพที่แท้จริงได้.
ธรรมปัจเวกขณ์ ประจำวันที่ 8 มกราคม 2520 ณ พุทธสถานสันติอโศก
นักปฏิบัติธรรมหรือผู้ที่แสวงธรรมทุกคนจะต้องพยายามมีสติ มีสัมปชัญญะ รู้ระยะกาล รู้ระยะเวลา รู้ขณะ เราพยายามเป็นผู้ที่มีความตั้งใจหรืออธิษฐานอยู่ ตลอดเวลา อธิษฐาน หมายความว่า ตั้งใจหรือตั้งจิตให้เป็นผู้มีจิตกำหนดรู้ เป็นผู้ที่เข้าใจถึงกรรม คือการกระทำ หรือว่าการงาน หรืออาการ หรืออิริยาบถ ที่มัน กำลังก่อเกิดทุกกรรมทุกกิริยา ว่าเราเป็นผู้มีกรรมอันดี มีกิริยาอันดี มีการกระทำ หรือมีการงานอันดี หรือว่าไม่ดี ถ้าเราเป็นผู้วิเคราะห์ออกทุกขณะ และพยายามลด ถ้าเรารู้ตัว ต้องพยายาม อย่าดันทุรัง อย่าดื้อ เราลดการงานหรือการกระทำ แม้แต่การงานของจิต ความคิดที่ดื้อรั้น ความคิดที่มีปัญญารู้อยู่ว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี เราจะต้องระงับส่วนไม่ดี ลดหย่อนลง เบาลง จางคลายลง ละให้ได้ เลิกให้ได้ หรือหยุดให้ได้เป็นที่สุด นี่เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติวิปัสสนา เป็น การกระทำกับตัวเองจริงๆ จะเกิดผลสูง จะปรับปรุงตน การมาเรียนรู้ธรรมะนั้น เราจะรู้หลักอันนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เรียนรู้แต่เพียงหยาบ รู้กายกรรม ว่านี่กายกรรมของเราหยาบแล้ว เป็นการเข่นฆ่า ทารุณ อำมหิต เป็นโทสะร้ายแรง ต้องรู้ให้ชัดแล้วหยุด เบาลง เป็นโลภะที่ร้ายแรง ที่เห็นแก่ตัว จัดจ้าน จะเอาแต่เปรียบแต่รัดอยู่ อย่างนี้ไม่ใช่เสียสละ ให้เรารู้กายกรรมชัดๆ แม้วจีกรรม ปากที่พูดอยู่นี้ก็ตาม พูดโดยการเห็นแก่ตัว เป็นโลภะจัดจ้าน พูดด้วยโทสะ พูดด้วยความร้ายแรงรุนแรง ให้รู้ทั้งกายกรรมแท้ๆ รู้ทั้งวจีกรรมแท้ๆ แล้วลดลง เบาลง จางคลายลง อ่อนลง นั่นเรียกว่าสุภาพ เป็นการกระทำวิปัสสนา เป็นการสุภาพ เป็นการลดลง มันทำด้วยจิตเพ่งแรง เรียกว่า อภิชฌาวิสมโลภะ หรือ อภิชฌา ตัวเดียวนี้ ภาษาบาลีตัวเดียวนี้หมายความว่า มันเพ่งจัด มันพุ่งแรงไป โลภะก็แรง โทสะก็แรง เราจะต้องรู้ว่า กายของเราแรง วจีของเราก็แรง โดยเหตุผลที่ไม่สมผล บางทีเรามีเจตนา เรารู้ว่าแรง แรงด้วยกาย แรงด้วยวจี ขนาดนี้ก็แรงแล้ว ว่าไม่ได้แรงโดยมีการทำลาย แต่แรงเพื่อให้รู้ผล เข้าใจผล ได้ผลสูงสุด เราก็แรงด้วยบางครั้ง แต่ต้องมีตัวปัญญาอีกตัวหนึ่งเข้าไปรู้ว่า แรงอันที่จงใจเจตนา และแรงได้ประมาณอยู่ในตัวอยู่แล้ว ว่านี้แรงและมีผลสูง ไม่ใช่แรงถึงขั้นทำลาย ถ้าแรงถึงขั้นทำลาย ยังใช้ไม่ได้ ต้องลดทันที ต้องหยุดยั้งทันที อย่าทำลาย คำว่าทำลายคำนี้ จะต้องมีปัญญาซ้อนละเอียด ถ้าไปรู้ชัด เรียกว่าทำลาย ชั้นไหน เป็นคนเบียดเบียนแรง เป็นการพยาบาทอาฆาต เป็นกามราคะอะไรรุนแรง อย่างนี้เราต้องรู้ หรือแม้แต่โดยทางภาษาทางวาจา เป็นการโกหกมดเท็จ เป็นการส่อเสียด เป็นหยาบคาย หรือแม้แต่เพ้อเจ้อเปล่าๆ สูญเสียโดยไร้ค่า เราก็จะต้องรู้วาจาหรือภาษาพูด ผู้ปฏิบัติตนและมีปัญญารู้ในการประมาณอย่างนี้นั้นคือวิปัสสนา จะต้องทำจริงๆ รู้ด้วยกายทุจริต วจีทุจริต แม้ที่สุดหยั่งลงไปถึงมโนทุจริต ใจอันทุจริต ใจที่รุนแรง จับจิตจับใจได้ ผู้นั้นแหละเป็นผู้ปฏิบัติที่เรียกว่า อริยบุคคลแท้ เพราะจับจิตถึงจิต รู้ในอาการของจิต เพราะจิตเป็นต้น จิตเป็นประธาน จิตเป็นที่มาแห่งกรรมทั้งหลาย ไม่ว่ากายกรรมหรือวจีกรรม ในมโนกรรมเกิดก่อน แล้วจึงต่อมาเป็นวจีกรรม เป็นกายกรรม เพราะฉะนั้นผู้ใดหยั่งได้ถึงจิต ผู้นั้นแหละเรา เรียกว่า อริยบุคคลแท้ เป็นผู้ปฏิบัติครบถึงธรรม เป็นผู้ได้สงบระงับจิตในจิตอยู่ เรื่อยๆไป ผู้นั้นก็หวังนิพพานได้ เพราะว่าจะนิพพานนั้น เรานับเอาจิตเป็นสำคัญ จิตเป็นวิมุติ จิตเป็นสิ่งที่ระงับได้หยุดได้ โดยความสามารถ ของเราเอง นี่ได้บอกยอดของวิปัสสนา หรือยอดของการปฏิบัติธรรม ของมนุษย์ในทาง ศาสนาพุทธให้แก่ญาติโยมที่ได้มาในวันนี้ ผู้ใดฟังแล้วก็พยายามตั้งใจรับเอา เข้าใจ ให้ดี แล้วไปพยายาม ไปไตร่ตรองปฏิบัติ เราจะรู้มรรคผล นิพพานได้อย่างแท้จริง นี่ขอรับรอง ขอให้ตัวเราพยายามรับเอา นี่เป็นพร พรไม่ได้เป็นพรอย่าง ยถาวารี วหา ไม่ได้พูดอย่างนั้น และไม่ได้ให้อย่างนั้น แต่นี่ก็ขอยืนยันว่า เป็นคำพรของพระ ที่ได้ให้ญาติโยมแล้ว ไม่ต้องไปรอฟังเอาว่า เราจะได้รับยถาเมื่อไร สัพพีเมื่อไร นี่คือให้พรอันชัดเจน เป็นยอดคาถา หรือว่าเป็นยอดแห่งพระวิปัสสนากรร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive