200206 ตายสูญหรือตายเกิด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
200206 ตายสูญหรือตายเกิด (พิมพ์ลอกจากเล่ม 1) โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ตายสูญหรือตายเกิด โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2520 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เจริญพร สาธุชนทั้งหลาย ขณะนี้ ก็สมควรแก่เวลาที่เราจะได้ฟังธรรม ซึ่งตั้งหัวข้อเอาไว้ว่า ตายสูญ หรือตายเกิด เรื่องตาย หรือเรื่องเกิด นี่เป็นเรื่องสำคัญ สำคัญเอามากๆ เพราะถ้าผู้ใดไม่เข้าใจตาย ไม่เข้าใจเรื่องตาย เรื่องเกิด ผู้นั้นก็จะตายไม่ได้มรรคได้ผลอะไรเลย จะต้องเข้าใจเรื่องตายเรื่องเกิดอย่างชัดแจ้ง อาตมาพยายามใช้ความสามารถทั้งพวกคุณที่มาฟังที่นี้ในวันนี้ ถ้าเข้าใจไม่ได้ในเรื่องตาย หรือเรื่องเกิด พยายามไม่ให้คุณสงสัย หรือว่าคิดวุ่นวายในเรื่องตาย ในเรื่องเกิด ตายสูญ หรือตายเกิด จะพยายามพูด จะพยายามสาธยายอย่างไม่รู้ละ สามารถเท่าไหร่ หรืออย่างไรก็จะทำ เพราะว่าเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นเรื่องสำคัญมาก ถกเถียงกัน แล้วก็ไม่แน่ใจ แล้วก็ยังเสียเวลาไปคิดวุ่นวาย ในเรื่องตายเรื่องเกิดให้มันวุ่นมาก จนกระทั่งไม่เข้าใจว่าตายคืออะไร ว่าเกิดคืออะไร ผู้จะบรรลุธรรม หรือว่าพ้นอา-สวักขยญาณนั้น อภิญญาก่อนจะถึงอาสวักขยญาณนั้นคือ อภิญญาซึ่งต้องมีปัญญารู้แจ้งในการตายเกิด นั่นเป็นอภิญญา จะบรรลุอาสวักขยญาณ ถ้าเผื่อยังไม่เข้าใจในความตายความเกิดแล้วละก็ อาสวักขยญาณนี้ไม่มี อภิญญาตัวที่จะบรรลุอาสวักขยญาณก่อนนี่นะ ก่อนที่จะบรรลุอาสวักขยญาณ คืออภิญญาข้อจุตูปปาตญาณ จุตูปปาตหมายความว่า จุติกับอุปัติ จุติเขาเรียกเอาคำว่าตาย อุบัติเขาเรียกเอาคำว่าเกิด จะต้องมีญาณมีปัญญารู้ เรื่องตายและเรื่องเกิดให้ชัด รู้ได้อย่างชัด เข้าใจได้จริง โอ้ อภิญญาอย่างนี้ แล้วเราจะรู้เรื่องว่าตายว่าเกิด ว่าเกิดวิบัติ จะได้รู้ว่าเราตายหรือยั
อ่านต่อ
ง เกิดหรือยัง เมื่อเรารู้ว่า อ้อ เราตายแล้ว ว่าตายจริง เราก็จะเป็นผู้ที่รู้มากนั่นเอง รู้จริงๆ แล้วก็ตายจริงๆ เพราะฉะนั้น ก็ขอเกริ่นเรื่องต้นๆ เสียก่อนว่า เรื่องตายเรื่องเกิดที่เถียงกันไม่จบ เพราะว่า คลุมเครือพูดไม่เชื่อ ตายอย่างนี้เกิดอย่างนี้ ทีนี้ศาสนาคือพระพุทธเจ้า ท่านหมายเอาอย่างนี้นะตาย เกิดหมายเอาอย่างนี้ แล้วจะได้รู้ตน ไอ้สิ่งที่หมายเอาอย่างนี้ เราตายหรือยัง เราตายเป็นอย่างไร เราจะได้มาเปรียบว่าเกิดหรือยัง เกิดก็คือเดี๋ยวนี้ ตายจากจิตจริงๆ จึงเป็นอรหันต์ หรือได้รู้ว่าตายจากปุถุชน เกิดเป็นอรหันต์ เราจะรู้เรื่องตายเรื่องเกิดอย่างชัดเจน เอาทีนี้เราพูดถึงเรื่องปัญหาง่ายๆ เสียก่อน ที่เขาเถียงกันอยู่เดี๋ยวนี้ เขาเถียงกันเรื่องง่ายๆ ปัญหานั้นก็คือ ปัญหาว่า ตายคือหมดลมหายใจ แล้วก็ร่างกายเน่าเปื่อยไป จะไปเกิดอีกหรือไม่ ที่เขาเถียงกันตรงนี้ ถ้าปัญหานี้แล้ว อาตมาก็ขอตอบเลยว่า พระพุทธเจ้าท่านเก่งกว่าอาตมา ท่านยังไม่ตอบเลย ที่ท่านไม่ตอบเพราะอะไร เพราะว่ามีร่างนี้ยังไม่ตายจะไปเกิดอีก ไม่มีเกิดอีก ก็ร่างนี้ตายเขาจะเอาไปเผา หรือไม่เขาก็เอาไปฝังเน่าอยู่กับดิน เป็นลม เป็นไฟ เป็นน้ำ ถ้าเกิดอีกมาใหม่ เอาอะไรไปเกิด เขาว่าวิญญาณ คุณก็ฟังไปเรื่อยๆ นะ เพราะว่าถ้าตายนี่เข้าใจแล้ว พอตายปุ๊บ ร่างเขาก็เอาไปฝังตามศาสนาของใครของมันว่างั้นเถอะนะ ศาสนาบางศาสนา เอาไปฝังแล้ว ก็เอาหัวลงดิน เอาหัวลงข้างล่าง เอาเท้าขึ้นข้างบน เพื่อจะให้เดินขึ้นสวรรค์ว่างั้นนะ บางศาสนาเขาจะทำอย่างนั้นก็ตามใจเขา บางศาสนา เขาก็ยังนอนธรรมดา บางศาสนาก็เอาไปเผา โดยเฉพาะศาสนาพุทธตายแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสไว้เอง ตายแล้ว ทำอย่างไร ผู้ที่บริสุทธิ์ สำหรับศพ ตายแล้วให้เอาไปเผา นี่เป็นลัทธิของพุทธ เผาให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอแม้ญาติผู้ตายที่ยังเดินทางมาไม่ถึง ท่านตรัสว่าอย่างนั้น ซึ่งพระสารีบุตรก็เข้าใจ จึงไม่ได้ทูลถามทำไมถึงไม่ให้รอญาติ พระสารีบุตรท่านสงสัย ทำไมถึงไม่ให้รอญาติที่อยู่ทางไกล ที่ส่งข่าวไป ที่ยังมาไม่ถึง ทำไมไม่รอ พระสารีบุตร ก็ไม่ซักไว้เสียด้วย จึงไม่รู้รายละเอียด รายละเอียดตรงนี้ แต่ท่านตรัสออกจากพระโอษฐ์ รายละเอียดที่ว่าตายแล้ว ทำไมต้องเอาไปเผาให้เร็ว จนกระทั่งไม่ให้รอญาติที่เดินทางมาจากทางไกล ยังมาไม่ถึง ก็ไม่ให้รอ เผาเลย พระสารีบุตรก็คงเข้าใจดีท่านจึงไม่ได้เถียงอะไร จึงไม่ซักต่อ เราก็เลยไม่รู้ เพราะว่าปัญญาไม่เท่าพระสารีบุตร แต่ก็คาดคะเนได้ ไม่รู้จะต้องรอไปทำไม จะรอไปทำไม เพราะมันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เอาไว้ก็มีแต่ภาระ คุณจะเอาของเน่าไว้ คุณมีปลาตัวหนึ่ง คุณมีหมาเน่าตัวหนึ่ง หมาตายแล้ว คุณก็ถือหมาตัวนี้ไว้ ถ้าคุณไม่เอาไปฝังไปเผา คุณจะเอาไว้รอโด่เด่ คุณไม่เอาไปฟังไปเผาง่ายๆ คุณไม่จัดการทิ้งไปใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ตายแล้วเป็นลักษณะนี่ของทิ้ง เป็นของที่เน่าเหม็นเปื่อย ทำลายไม่เข้าท่า เราก็เอาไปจัดการฝังเผาเสียโดยเร็ว พระพุทธเจ้าว่าเผานี่ดีที่สุด ท่านก็แนะนำๆ จารีต หรือแนะนำอย่างสิ่งที่จะเป็นอย่าง โดยที่ท่านศพของพระราชบิดา ก็ต้องทำเองเสร็จ มันมีข้อสำคัญอยู่ตอนนั้น ท่านอธิบายถึงว่ามันมีรายละเอียดที่น่ารู้ สำหรับศพพ่อแม่เรานี่นะ สารีบุตร เราเป็นลูกเราจะต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ ทำเอง พระพุทธเจ้าทำศพพระราชบิดาเอง ล้างอาบ ทำความสะอาดเองเลย พระสารีบุตรก็ถือน้ำคอยให้ คอยช่วยถือน้ำให้ พระพุทธเจ้าก็ล้างศพระราชบิดาเอง เอาขึ้นใส่โกศเอง แบกโกศเองไปเผา พระพุทธเจ้าท่านทำเป็นตัวอย่าง ทีนี้ศพพ่อศพแม่เรา เราควรจะได้ทำด้วยมือเราเอง เราเป็นผู้กตัญญูกตเวที ดีที่สุดถ้าทำได้ละเอียดลออยิ่งดี นี่ท่านทำเอาไว้ให้เห็นความกตัญญูกตเวทีของคน ควรจะเป็นทุกคน กตัญญูกตเวทีให้มาก โดยเฉพาะพ่อแม่ นี่ เรื่องของความตายจุดหนึ่ง เอาทีนี้เรื่องของการตายด้วยร่างกายมันก็เท่านี้ ตายแล้วก็เผาให้เร็ว จนศาสนาอื่นใครจะฝังหรืออะไรก็แล้วแต่ มีปัญญาสำหรับแต่ละคน ทีนี้ตายแล้วมันมีปัญหาอะไรอันหนึ่งนะ เขาเรียกมันว่าวิญญาณ เขาว่าวิญญาณตายแล้วจะต้องต่อไป ออกไปหาร่างเกิด แล้วก็ไปเกิด อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ไอ้เรื่องนี้นะ พระพุทธเจ้าท่านเก่งกว่าอาตมา ไม่ค่อยเล่าเสียด้วย นอกจากไม่เล่าแล้ว ใครไปทูลถาม ไม่พูดเรื่องนี้ ไม่พูด เป็นเรื่องอจินไตย เมื่อพูดแล้วไม่รู้เรื่องกัน เข้าใจกันไม่ได้แล้ว เสียเวลา เสียเวลา อาตมาก็เข้าใจๆ ว่ามันจริงๆ มันเสียเวลา แล้วถกเถียงกันมา ก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติอีก เขาก็เถียงกันมาแล้วนะเรื่องนี้ ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติมา เขาก็มาทูลถามพระพุทธเจ้า บอกว่าไม่เอา ไม่พูดเรื่องนี้ พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว จนกระทั่งดับขันธ์ไปหมดแล้ว จนเดี๋ยวนี้ก็เอามาเถียงกันอยู่อีก ต่อไปอีก อาตมาเกิดมาขณะนี้ พ.ศ.2500 กว่าแล้ว อาตมาเกิดมาไม่รู้ไม่เห็นด้วย เขาก็ยังเถียงกันอีก อาตมาจะตายไปอีก ก็ยังมีคนจะเถียงกันอีกเรื่องนี้ ไม่ต้องห่วง จะเถียงกันอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาฟังดูแล้วว่า อ๋อ ไอ้เรื่องนี้เรื่องเถียง ถ้าใครขี้เถียง ชอบเถียงก็จงเถียงกันต่อไป อาตมาว่าเรื่องนี้หยุดเถียง หยุดเสียก่อน การหยุด นี่คือลักษณะตาย การรู้จุดหยุด รู้เขตที่ควรหยุด หยุด รู้จัดหยุดนี่ ที่สำคัญ เพราะฉะนั้น เรารู้ว่าจุดควรหยุด และเราไม่หยุด ในจุดที่ควรหยุดนั้น เราก็ยังไม่รู้ลักษณะของคำว่า "ตาย" หรือหยุด หรือดับ ฟังให้ดีนะ นี่ภาษาว่าดับ ว่าหยุด ว่าตาย ว่าไม่เวียนวนเข้าไปอีก ไม่ต้องไปวุ่นอีก ไม่กลับไปวุ่นอีก นี่คือลักษณะตาย ฟังดีๆ นี่ลักษณะของคำว่าตาย ให้เห็นขึ้นมาอีก นอกจากการสิ้นลมหายใจ แล้วตายเน่าเปื่อย เพราะฉะนั้น ถ้าเรื่องวิญญาณ จะล่องลอยออกไปเกิดหรือไม่เกิด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คนนึกว่าตายปุ๊บ วิญญาณไม่มีต่อนะ เมื่อตายปุ๊บ วิญญาณไม่มีต่อไป ถ้าใครคิดอย่างนี้ก็มิจฉาทิฏฐิ ฟังดีๆนะ พอตายปุ๊บ แล้วก็ไม่มีวิญญาณต่อไป ใครคิดก็คนนั้นมิจฉาทิฏฐิ หรือตายปุ๊บ ก็มีวิญญาณเด้งเลย แล้วก็ไปเกิดเป็นโน่นเป็นนี่ เล่าเป็นนิทานกันมากๆ พอตายปุ๊บ เราไม่มีวิญญาณ เล่าแล้วก็จบเรื่อง สำหรับผู้ตายสูญเขาเรียกว่าอุจเฉททิฏฐิ อุจเฉททิฏฐินี่ พอตายปุ๊บ ก็ไม่มีวิญญาณ มันอยู่แค่นี้ ตายแล้วปั๊บ ก็ไม่มีอะไรต่อ มันก็ไม่มีนิทานน่ะซิ พวกนี้ไม่มีนิทาน ส่วนพวกที่ตายปุ๊บ มีต่อเลย เป็นเทวดา มีแสงอะไรต่ออะไรนี่ บางองค์สีเขียว บางองค์สีเหลือง มีชฎา มีอะไรก็แล้วแต่ บางคนไม่เป็นอย่างนั้น บางคนไปเป็นสัตว์นรก รูปร่างนั้น รูปร่างนี้ โอ้ย นิทานมาก นิทานมากเรื่องเหลือเกิน ใครนึกว่าตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาเทวโด่ง เป็นผีนรก ต่างๆ อะไรต่ออะไร รูปร่างต่างๆนานา พวกนี้อีกก็เหมือนกันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฟังนะ ฟังดีๆ มิจฉาทิฏฐิทั้งคู่ ใครคิดต่อว่าตายแล้วไปนี่ ฟังดีๆนะ เพราะคุณไปคิด คุณคิดกันเอง ทีนี้ความจริงมันยังไม่ตายด้วยกันหมด พวกที่ไม่ตายนี่แหละวุ่นนัก ตายก็ไปเถียงกันว่าตาย ไม่รู้หรือคุณรู้ รู้ไหม ที่เขาตายไปแล้ว ที่เขาเถียงกันเรื่องตายเรื่องเกิดหรือตายไม่เกิด เถียงกันทำไม ไม่มีใครทราบสักคน แต่ไอ้ที่เถียงกันจริงๆ นี่ มันยังไม่ตายทั้งเป็นเลย คุณยังไม่ตายทั้งนั้นเลย แล้วเอาไปเถียงไม่รู้จะเถียงไปทำไม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะฉะนั้น ถ้าใครเข้าใจอย่างนี้แล้วก็ ใครจะเถียงกันเรื่องนี้เหรอ อ๋อ พวกนี้เขาเถียงกันเรื่องลมๆ แล้งๆกัน ต่างกันต่างไม่ตายทั้งคู่ แล้วก็เถียงกันให้ขรมเลย เอาเป็นเอาตาย บางทีถูกหรือผิดก็เถียงกันใหญ่ ขับเคี่ยวกันใหญ่เหตุผลนั้นเหตุผลนี้ ที่มาใส่กันโครมๆ เลยนะ ไม่เข้าใจเลยว่านี้เป้าหมายอะไร ถ้าแล้วมันจะเกิดหรือไม่เกิด ต่างคนก็ต่างไม่รู้ ก็ช่างหัวมันปะไร เอาไว้ก่อน ทีนี้เราควรจะรู้ว่า ศาสนาพระพุทธเจ้า ท่านควรสอนเรื่องตายเรื่องเกิด ท่านสอนให้เป็นประโยชน์สูงสุด เรามารู้อันนี้ แล้วท่านยืนยันด้วยว่า ถ้ารู้อันนี้เรื่องโน้น คุณจะหมดสงสัยเอง เพราะเกิดปัญญาอันยิ่ง เกิดญาณทัสสนวิเศษ เกิดปัญญาอันยิ่ง รู้แล้วน่ะ อ๋อ แล้วมันก็จะไม่ถกเถียง จะไม่สงสัยว่าตายแล้วสูญ หรือตายแล้วเกิด มันจะไม่สงสัยเลย ไม่สงสัยจริงๆ อาตมาไม่สงสัยเลยว่าตายแล้วสูญ หรือตายแล้วเกิด แต่ถ้าอาตมาจะบอกคุณว่าตายแล้วเกิด คุณก็ไม่รู้เหมือนอาตมารู้ อาตมาจะบอกว่าตายแล้วสูญ คุณก็ไม่รู้อย่างอาตมารู้อีกแหละ เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจลำลองไว้ก่อนจุดหนึ่งว่า คนที่ตายแล้วสูญนั้นน่ะ อย่างที่เราเข้าใจกันมานานแล้ว ตายแล้วสูญก็คือ ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ฟังดีๆนะ คนที่ตายแล้วสูญ ก็เป็นพระอรหันต์ เราเรียกว่าอรหันต์ตายแล้วไม่เกิดอีก ใช่ไหมได้ยินมา จริง ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิดอีก แต่ผู้ยังไม่ใช่อรหันต์ ตายแล้วจะต้องเกิดอีก บอกคร่าวๆเบื้องต้นง่ายๆ นะ ฟังง่ายๆเบื้องต้น ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์แล้วตายเกิด ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วตายสูญ พระอรหันต์มีความสูญ เอาอีกที พูดกลับกันทีนี้อย่างสูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เมื่อกี้พูดอย่างง่ายๆแล้ว พระอรหันต์ตายสูญ แล้วพระอรหันต์เกิดเป็นอริยบุคคลอย่างชั้นสูง เรียกว่าอรหันต์ เพราะพระอรหันต์ตายแล้วเกิดเป็นนิรันดร์ เกิดเป็นอมตะ หรือเกิดเป็นยอดดี เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนั้ ฟังดีๆนะ ฟังธรรมอันนี้ก็พูดเรื่องนี้ยังไม่จบ ไม่ใช่เรื่องเล่นนะ เรื่องสูงนะ ฟังเรื่องนี้ได้เข้าใจ แล้วเราจะรู้จักธรรมะดีทีเดียว ฟังดีๆนะ ทำไมอาตมาบอกว่า พระอรหันต์ตายแล้ว แต่พระอรหันต์ต้องเกิดอีก เพราะพระอรหันค์คือคนอย่างพระพุทธเจ้า ท่านตายก่อนตาย พระอรหันต์ได้ตายแล้ว แล้วพระอรหันต์ก็เกิดใหม่ ตายก่อนที่จะหมดลมหายใจตาย เรียกว่าตายก่อนตาย เพราะฉะนั้น การตายก่อนตาย จึงไม่ใช่ตายหมดลมหายใจก่อนแน่ คนที่ตายก่อนตาย คือตายยังไม่หมดลมหายใจ คนนั้นต้องตายรู้อาการตายเป็นอย่างไรใช่ไหม คนที่ตายก่อนตาย ต้องรู้ว่า อ๋อ การตายเป็นอย่างไร ต้องรู้แน่ เพราะฉะนั้นจะไม่เถียงกับใคร รู้จริงๆ มันรู้อย่างเข้าใจเลย ไม่ต้องเถียงใครอีก ก็มันรู้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ารู้แบบมีปัญญา มีภาษาจะอธิบายสู่คุณฟังได้ คนนั้นเขาก็จะอธิบาย เพราะฉะนั้น เราต้องมาจับประเด็นกันเสียก่อนว่าอะไรตาย ตายอย่างไร สิ่งที่เกิดในโลกนี้ นอกจากเกิดท้องพ่อท้องแม่ เราเห็นตื้นๆ ง่ายๆว่าเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ เราเรียกว่าเกิดแล้ว อย่างอื่นๆ ก็เรียกว่าเกิดได้เหมือนกัน การเกิดทุกข์ เกิดสุข การเกิดกิเลส กับการไม่เกิดกิเลส ฟังดีๆนะ ฟังภาษาให้ดีๆ ถ้ากิเลสเกิด เราก็เรียกว่าเกิด ถ้ากิเลสไม่เกิด ก็เรียกว่ากิเลสตาย แต่ตายแล้ว มันยังไม่ตายจริง ตายแล้วตายไม่สนิท ตายแล้วกลับมาดิ้นด๊อกแด๊กใหม่อีก ก็เรียกว่ามันตายเกิด ไม่จริง ฟังดีๆนะ ตายแล้ว มันก็ยังกลับมาเกิดอีก เราบอกว่ากิเลสของเราอันนี้แหละ เราฆ่า ฟังนะ ฆ่ากิเลสของเรา ฆ่าเสร็จ ฆ่าแล้ว ก็ แหม ว่ามันตายแล้ว มาวันหลัง พอสัมผัสอันนี้ปั๊บ อีกหน่อย เกิดอีก แล้วนึกว่ามันหมดแล้ว มันยังฟื้นขึ้นมาอีก ด๊อกแด๊กขึ้นมาอีก แหม ไอ้เจ้านี่ มันยังตายไม่สนิทเลย มันยังตายฟื้น ตายแล้วเวียนกลับมาเกิดอีก นี่ก็ตายเหมือนกัน ตายชั่วคราว ตายไม่สนิท จึงเรียกว่ายังไม่ตายแบบนิโรธ หรือสมุจเฉท ไม่ได้ตายอย่างสมุจ-เฉท หรือตายอย่างนิโรธ อุทเฉทะ นั้นแหละคือ สมุจเฉทะ มาจาก สะมะ+อุจเฉท เฉทะ แปลว่า สูญ สูญแบบสนิท สะมะ แปลว่า สูญเสมอ เมื่อไหร่ๆ ก็สูญ สะมะนี่แปลว่า เสมอๆ หรือเนืองๆ สมุจเฉท แปลเอาความง่ายๆ ตายเด็ดขาด ตายสนิท ตายไม่เกิดอีก เพราะฉะนั้น อะไรที่เรานึกว่าตายแล้ว แล้วก็ตายสนิทจริงตามที่เราเชื่อมั่น แล้วไม่เกิดอีกเลย เพราะฉะนั้น เรามาพิสูจน์อันนี้ มาพิสูจน์ความตายและไม่เกิดอันนี้ อะไรเป็นเชื้อเหง้าแห่งชาติ ตัวเราตัวคนเรานี่เกิด เชื้อเหง้าที่พาเราเกิดจริง นี่คือตัวโลภะ โทสะ โมหะ ฟังดีๆนะ โลภะ โทสะ โมหะ สามตัวนี้ มันพาเกิด มันไปติด หรือไปรักใคร่อันนี้อยู่ หรือมันไปจองผูกพันพยาบาท อาฆาตมาดร้ายคนนี้อยู่ มันไม่ยอมวาง มันไม่ยอมปล่อย มันไม่ยอมดับ มันไม่ยอมหยุด มันไม่ยอมตาย ยกตัวอย่างเช่นความโกรธ หรือความอาฆาต หรือความอาฆาตมันเกิดที่จิตเรา แล้วก็ผูกไว้เลย ไม่ยอมให้ดับสูญ จะต้องให้จำไว้ จะต้องให้ผูกพันไว้ จะต้องให้อาฆาตอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ตัวไปไกลแสนไกลแล้ว มาอาฆาตเจออีกไม่ได้ ถึงไม่เจอตัวเขาที่เราอาฆาต ใจก็เกิดผุดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เคือง ก็เกิด ก็ทุกข์ ก็ร้อนอยู่ทุกที อาการอย่างนี้ เรียกว่าเกิด ฟังให้ดีๆ นะ อาการอย่างนี้ เรียกว่าเกิด เกิดที่จิตแน่ๆ อาการอย่างนี้เกิดแน่ๆ เกิดที่จิตแน่ ไม่มีปัญหาเลย คุณฟังให้ดีๆ คุณก็รู้แน่แล้วว่ามันจริง อาการอย่างนี้เกิด มันเกิดอยู่ มันยังไม่หลุดลอย ข้อสำคัญ คุณจะรู้ตัวเองหรือเปล่าเท่านั้นแหละ รู้จักจิตใจเท่านั้นแหละ ว่าคุณเองคุณเกิดอยู่หรือว่ามันไม่เกิด อาการอาฆาตนั้นยังเกิดอยู่ แต่คุณยังไม่รู้เลยว่า มันเกิด คุณจับไม่ได้ คุณไม่รู้ตัว คุณก็ไม่รู้ได้ว่าอะไรเกิด แล้วคุณจะทำให้มันดับอย่างไร เพราะฉะนั้น คนใดที่ไม่มีความรู้เลย จับจิตไม่ได้ ว่าอย่างนี้โลภะเกิด โทสะเกิด โมหะเกิด เกิดอยู่ในจิตตน ดับให้โลภะมันหมด ดับให้โทสะมันคลาย หรือรู้จิตตัวเองก็ทำด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ เออ ก่อนโลภะเราตายไปแล้ว โทสะเราตายไปแล้ว โมหะเราตายไปแล้ว ไม่มีอีก ไอ้เรื่องอย่างนี้ โลภะอย่างนี้ไม่มี อาฆาตมาดร้ายไม่มีจริงๆ ตายเกลี้ยงไม่เหลือเลย คุณก็ไม่สามารถรู้ว่าจิตคุณเป็นอย่างนี้ เมื่อจับไม่ได้ คุณจะเอาอะไรตาย คุณจะเอาอะไรเกิด คุณจะปฏิบัติธรรมเอาอะไร คุณไม่รู้ เพราะปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ต้องจับให้รู้อันนี้แหละเป็นตัวเกิด และตัวตาย ตัวนี้แหละ ลักษณะอาการอย่างนี้เป็นตัวเกิดและตัวตาย ทีนี้พอเป็นอย่างนี้แล้ว คุณก็มาถามตัวเองดูซิว่า ทุกวันนี้คุณโกรธอยู่หรือเปล่า โกรธไหมทุกวันนี้ คุณก็ยังไม่ตายใช่ไหม คุณยังโลภอยู่หรือเปล่า ยังไม่ตายแบบนี้ยังไม่ตาย คุณอยากเกิดหรือคุณอยากตายสูญ อาตมาถามตอบตรงคำถาม อย่าดิ้น คุณอยากเกิด หรืออยากตายสูญ คุณเข้าใจไหม เอาอะไรเกิด เอาอะไรสูญ เข้าใจ แล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้น อาตมาถาม อยากตายเกิด หรืออยากตายสูญ เมาหมัดแล้ว ไหนบอกว่าเข้าใจไง อยากตายเกิด หรืออยากให้โลภะ โทสะ มันอยู่อย่างเก่าหรือ ไม่เอา เมื่อกี้คุณก็ขัดคำพูดเมื่อกี้คุณก็ขัดคำพูดแล้ว อยากตายเกิด อยากตายเกิด หรืออยากตายสูญ เอาเดี๋ยวอันนั้นค่อยพูดกันทีหลัง ถ้าเผื่อว่า เกิดนี่คือโลภะ เกิดโทสะ โมหะ ไอ้ตัวโลภะ โทสะ โมหะ มันเกิดขึ้นจริงที่จิตเราเกิดเราต้องรู้ว่า จิตโลภะเป็นอย่างนี้ จิตโทสะเป็นอย่างนี้ จิตโมหะเป็นอย่างนี้ มันยังเกิดอยู่ มันก็คือเกิด ถ้ามันสูญตอนนี้ โลภะไม่มี โทสะไม่มี โมหะไม่มีเลยจริงๆ จิตเกลี้ยงจากโลภะ โทสะ โมหะ ตายสูญเมื่อไหร่ๆ มันก็ไม่มาเกิดอีก ตายสนิท ไม่ตายฟื้นด้วย ไม่กลับมาเกิดอีก ดับสนิท โลภะ โทสะ โมหะตายเกลี้ยงแหงแก๋เลยจริงๆ นี้แหละคืออาการตายอาการเกิด ที่ศาสนาพุทธหมายเอา คุณอยากตายเกิด หรือตายสูญ ทีนี้ตายสูญใช่ไหม นี้เอาล่ะ คุณอยากตายสูญ ขอถามคุณว่าคุณยังมีโลภะอยู่หรือเปล่า คุณเกิดอยู่ หรือคุณตายอยู่ อย่างนี้มันแน่ไหม ชัดไหม เราอย่าไปโกหกว่าตายสูญ คุณเองยังไม่รู้ว่าตายสูญ หรือไม่สูญ ถ้าคุณแน่ใจว่า ไม่มีโลภะจริงๆ โทสะจริงๆ โมหะจริงๆ คุณจับจิตของคุณออกจริงๆ แล้วคุณยิ่งแน่ อ่านชัด ใครมาชี้ก็ไม่ได้ ยืนยันแน่นอนเลย แล้วคุณก็รู้จริงๆ รู้จิตจริงๆ แล้วคุณจะไม่สงสัยเลยว่า คุณตายไปจากร่างนี้อีก คุณเกิดมาอีกร้อยชาติ คุณเกิดมาไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ อีกเลยในชาติต่อๆไป คุณจะไปแคร์อะไร คุณเกิดมาอีกกี่ชาติๆ ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ คุณจะไปทุกข์อะไรอีกชาติไหนคุณก็ไม่ทุกข์ คุณจะไปแคร์อะไร เท่านี้แล้วมันก็จะเกิดดี หรือตายแล้วมันไม่เกิดอีก มันก็ไม่แน่ เพราะเดี๋ยวนี้ มันตายสนิทอย่างนี้แล้ว มันก็สบายๆ ถ้าการดับโลภะ โทสะ โมหะ ได้กับจิตอย่างนี้ แล้วมันก็ถือว่าไม่เกิดอีก ก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าเกิดอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่เห็นเป็นไร เดี๋ยวนี้คุณเกิดยังไม่หมดลมหายใจ โลภะ โทสะ โมหะ ไม่มี ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร สบายๆก็มีข้าวกิน ไม่มีข้าวก็ไม่กิน มีงานก็ทำ ไม่มีงานก็ไม่ทำ หรือแม้ว่า มีมือ มีปัญญา มีขา มีสมอง มีพลังงานอะไร ที่จะคิดค้น คิดค้นได้ดีกว่า คนขี้เกียจสันหลังยาว เราก็ไม่ใช่คนขี้เกียจสันหลังยาว เราก็ช่วยเขาคิดช่วยเขาค้น ช่วยเขาทำอะไรไป เพราะมันยังไม่ตาย ฆ่าตัวตาย หมามันยังไม่ทำ เพราะเราจะไม่ทำโง่กว่าหมา หมามันยังไม่คิดฆ่าตัวตายเลยใช่ไหม แล้วคนแท้ๆ แล้วไปคิดฆ่าตัวตาย โง่กว่าหมา หมามันยังไม่เคยทำ ไม่เคยคิด แล้วเราก็มีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่ที่จะทำงานอะไรต่ออะไรไป แล้วก็คิดอ่านทำ ยิ่งเราเป็นผู้นำในทางความคิด เป็นผู้คิดที่จะนำหมู่ชน จะนำเพื่อนเรา เราจะเป็นตัวอย่างที่ดี ควรจะทำอะไรที่ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ดี กายกรรมที่ดีคืออย่างไร รู้เลยว่าสุจริตกายคืออย่างไร วจีกรรมที่ดีคืออย่างไร รู้ศึกษาสุจริตวจีเป็นอย่างนี้ มโนกรรมสุจริตอย่างไร รู้อย่างนี้ เราก็ทำสุจริตกาย วจี มโนให้ออกมาเป็นตัวอย่างคนอื่น ทำอย่างไรจึงมีปัญญาชาญฉลาด ทำอย่างไร เราจะให้คนนั้นเขาทำตาม คนนั้นเขาขัดข้องให้เขาทำดี เป็นสุจริตพ้นทุจริต พ้นจากโลภะ โทสะ โมหะให้ได้ มันพ้นไง ก็ช่วยขัดเกลาจิตตัวนี้ต่อไป ช่วยเขามาเสมอๆ เพราะฉะนั้น ศึกษาศาสนาเพื่อจะรู้อันนี้ตาย คืออันนี้มันเกิดอยู่เท่านั้นเอง ทีนี้คุณจะรู้ตัวคุณเองว่าตายสูญ หรือตายเกิดได้ โดยนัยอย่างนี้ ถ้าจิตของคุณยังมีอยู่ คุณโกหกตัวเองไม่ได้ โกหกไม่ได้หรอก ทำเป็นแกล้งๆทำ เป็นไม่รู้จิตตัวเอง มีโลภะ มีโทสะหรือเปล่า ไม่รู้ๆ ไม่พยายามจับจิต ไม่พยายามรู้ก็แล้วไป คุณก็ไม่รู้เรื่องว่าจิตคุณมีโลภะ มีโทสะ หรือเปล่า และยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองมีโลภะ โทสะหรือเปล่า คุณจะไม่มีโอกาสเลยที่จะดับโลภะ โทสะ ไม่ไปดับมัน ไม่ไปฆ่ามันให้มันตาย มันก็ยิ่งไม่ตายน่ะซิ ขนาดฆ่าๆ คุณเคยได้ฆ่ามันบ้างหรือยัง เคยไหม เคยฆ่าโลภะ โทสะให้แก่ตัวเอง เคยไหม เคยใช่ไหม ตายง่ายไหม ยากใช่ไหม ขนาดฆ่าแล้ว มันยังยากเลย แล้วไม่ฆ่าแล้วมันจะตายได้ไหม ถ้าไม่พยายามหัดฆ่าเสีย มันจะตายได้ไหม ขนาดทั้งๆรู้ๆเข้าใจอยู่อย่างนี้ อยากตายสูญ ก็คงไม่มีใครอยากตายอยู่แล้ว มีโลภะอย่างนี้หรอก ยังไม่มีใครอยากจะเป็นหรอก อาตมาเชื่อ ที่มานั่งฟังคงไม่มีใครอยากเป็น ทีนี้ เมื่อจับเป้าหมายได้ เมื่อจับเป้าหมายได้อย่างนี้แล้ว ก็จะขอพูดลึกขึ้นในภาษาสำหรับบางคนถนัดภาษา ก็พูดภาษามีปฏิจสมุปบาท มีการเกิดด้วยอวิชชา มีเป็นสังขาร จากสังขารจึงเกิดวิญญาณ เกิดวิญญาณ จึงเกิดนามรูป เกิดนามรูป เกิดสฬายตนะ เกิดสฬายตนะจึงเกิดผัสสะ เกิดผัสสะจึงเกิดเวทนา เกิดเวทนาจึงเกิดตัณหา เกิดตัณหาจึงเกิดอุปาทาน เกิดอุปาทานจึงเกิดภพ เกิดชาติ เกิดชาติจึงมีชรา จึงมีมรณะ เป็นที่สุด ถ้ายิ่งไม่รู้ชรา ไม่รู้มรณะ เลยยิ่งมืดใหญ่ โสกะก็ไม่รู้ ปริเทวะก็ไม่รู้ ทุกขโทมนัสอุปายาสก็ไม่รู้ ยิ่งเมาหมัดใหญ่เลย อยู่กับความทุกข์ร้อน ทุกข์ด้วยอุปายาส ทุกข์ด้วยปริเทวนาการ ทุกข์ด้วยโศก ทุกข์ไปหมด ยิ่งไม่รู้ใหญ่ ฉะนั้น เราจะต้องมาเรียนรู้ ต้องฉลาด รู้อะไรสังขาร อะไรวิญญาณอะไรนามรูป อะไรสฬายตนะแล้วก็รู้ผัสสะ ผัสสะแล้วก็เกิดเวทนา แล้วรับรู้เมื่อเวทนาแล้วก็เกิดสุขเกิดทุกข์ขึ้นมา แล้วก็เป็นตัณหา ถ้ามันเกิดเวทนาแล้วก็ตาม ด้วยจิตของเราว่า มันก็ไม่เห็นสุขไม่เห็นทุกข์ก็เฉยๆ เฉยๆ แล้วคุณก็ไม่อยาก เมื่อไม่มีตัณหาแล้ว อุปาทานมันก็ไม่เกิด เมื่ออุปาทานไม่เกิด อุปาทานนั้นจะไปคว้าเอา จุดนั้นเป็นภพจิต วาดเข้าไป ยึดไป ฉวยเอาสภาพนั้นไว้ สภาพที่ฉวย เอาไว้นี้เป็นภพ ไม่มีตน จิตของเราเองไปวาดไว้เป็นภพ ก็หมายความว่าแดนเขต จิตของเรานี้อาฆาตคุณไว้ ยึดไว้อย่างนี้แหละ อุปาทานยึดเอาไว้ ไม่ปล่อยอย่างนี้แหละ เรียกว่าไม่ปล่อยภพ ไม่ปล่อยแดนเขตนี้ เป็นเขตที่จะต้องกักกัน ไม่ยอมปลดปล่อย ไม่เป็นอิสระจากกัน ไม่แล้ว ยังมีคาๆ ค้างๆอยู่อย่างนี้ เรียกว่าอุปาทานไว้ยิ่งจะหาเรื่องนี้ ยิ่งจะต้องจัดการกันอีกหรือมีอะไรอีกอยู่นี่แหละ ผูกพันกัน ก็ยังไม่ยอม เรียกว่าภพ เพราะฉะนั้น ถ้าเราปลดปล่อยเสีย ไม่มีภพ เอ ถ้าเกิดมีภพอยู่อย่างนี้ก็จะมีสิ่งนี้เกิดตาม ตามหลักปฏิจสมุปบาท เกิดภพแล้วก็จะเกิดชาติ เกิดชาตินี่แหละ คำว่าชาติแปลว่าเกิด มันแปลว่าความเกิด เพราะฉะนั้น มีอุปาทานยึดไว้นี่แหละจิตของเราจึงเหลือรอยอยู่อย่างนี้ เราจึงจะมีชาติ จะมีการเกิด จิตมันจะมีตัวเกิด ถ้าผู้ใดดับชาติอย่างนี้ได้ ชรา มรณะไม่มี ฟังดีๆนะ อาตมาอธิบาย ชาติที่ไปผูกนี่ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ชัดกว่านี้ แต่ตอนนี้พูดคร่าวๆไปก่อน พอไม่มีภพ ชาติก็ไม่ได้เกิด พอชาติไม่ได้เกิด ตัวชาติที่จะเกิดก็ไม่มี ชรา มรณะมีไหม ชรา แปลว่า แก่ มรณะ แปลว่าตาย ไม่มี เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีภพให้มัน ไม่ผูกยึดไม่มัน ชาติไม่มี ตัวจิตที่จะไปเกิดอย่างนั้น ทำอย่างนั้นเป็นอย่างนั้นได้ ได้อย่างนั้น สำเร็จผลอย่างนั้น เมื่อไม่มีสิ่งที่จะแก่ สิ่งที่จะตายไป ไม่มีด้วย คนนี้คือ คนพ้นเกิด แก่ ตาย ไม่ต้องพูดถึง เจ็บ โสกะ ปริเทวะ คือความเจ็บทั้งสิ้น คืออาพาธ คือความเจ็บของจิตวิญญาณทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ความเจ็บก็ไม่มี คือความแก่แท้ๆ ธรรมดาๆนี่ กับความตายไม่มี ไม่มีเลย ความเจ็บก็ไม่มีด้วย เพราะไม่มีชาติเกิดอีกแล้ว ชรา มรณะ และเจ็บทั้งหลายแหล่ ไม่มี หมด ผู้ใดถึงวาระนี้จริงๆ ภาวะนี้ไม่ถึงภพนี้จริงๆ ชาติไม่มีจริงๆ จึงเป็นผู้ที่พ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย พ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ พ้นตั้งแต่เป็นๆ ยังไม่ตาย พ้นเกิด แก่ เจ็บ ตายแล้ว ฟังให้ดีนะ ไม่ใช่หมายการตายหมดลมหายใจ ดิ้นด๊อกแด๊กไปอย่างนั้น ไม่ใช่ ไอ้อย่างนั้นไม่ใช่ อย่างนั้นคุณไม่พ้น ไม่มีใครพ้นไปได้ ใช่ไหม คุณจะพ้นไหม การตาย หมดลมหายใจ ดิ้นด๊อกแด๊ก อย่างนี้พ้นไหม ไม่พ้นหรอกอย่างนั้น ไม่มีใครพ้น ถ้าคุณรู้พระอรหันต์แล้วพ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย แบบนั้นน่ะ ไม่พ้น พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้น พระพุทธเจ้าก็ตายไปแล้ว หมดลมไปแล้ว ไม่มีใครพ้นอย่างนั้นไม่มีพ้น เพราะว่า ปฏิบัติเป็นพระอรหันต์เพื่อจะพ้นแบบนั้นน่ะ ไม่มี ระบบพระพุทธเจ้าไม่เคยสอน แล้วก็ไม่มีใครพ้นสภาพนั้นด้วย ที่จะไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอย่างนั้น บางคนกระทั่งตายยังไม่เคยเจ็บเลย แต่ไม่พ้น ยิ่งมีอายุ ยิ่งแก่ลงไปทุกวันๆ และก็สุดท้าย ไม่มีคนอยู่อย่างนี้ แต่ผู้ที่พ้นก็มี อาตมาว่าดังกล่าวนี้แล้ว คือหมดภพ เพราะฉะนั้น ชาติไม่มี เมื่อชาติไม่มี ชรา มรณะ ไม่มีเกิด ไม่มีตาย เพราะมันไม่เกิด มันก็ไม่มีแก่ ไม่มีตาย ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย เมื่อกี้สมมุติแล้วว่า คุณยังไปอาฆาตเขาอยู่ คุณไม่รู้จักเลิกเวร ไม่รู้จักปล่อยอาฆาตนี้ ไม่รู้จักปล่อยพยาบาทนี้เสีย จิตไม่ต้องไปผูกพัน ไม่ต้องมีเขตแดน ไม่เป็นเรื่อง ไม่ต้องไปวนเวียนวุ่นวายอยู่กับเรื่องนี้อีก หยุดสิ้นตัดขาดเลย ปล่อยไปเลย ช่างมัน สาธุ อโหสิ เลิกกัน เลิกอาฆาต เลิกจองเวรอย่างนี้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive