สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน กรรมกับกาละของอเทวนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เทวะ อเทวะ) ตอน กรรมกับกาละของอเทวนิยม ก็มาเข้าสู่เรื่องที่อาตมาคิดว่าจะใช้เป็นแกนเป็นไกด์ เราคิดอะไร ฉบับ 346 เรากำลังแยกแยะทำความเข้าใจในประเด็นความเป็น“กรรมและกาล”กับความเป็น God หรือพระเจ้ากันอย่างสำคัญ จะเห็นได้ว่า สรรพสิ่งนั้น“มีอยู่-เป็นอยู่”ซับซ้อนหลากหลายมากมาย ซึ่งยากที่จะทำความเข้าใจ ผู้ไม่ได้ศึกษากันอย่างสัมมาทิฏฐิไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ภาวะที่มีจริง”ย่อมมีจริงๆให้“สัมผัส”ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้“ความมีจริง”เหล่านั้นแล้วนำความหลากหลายนั้นๆมาสาธยายให้มนุษย์ในโลกได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตาม มีทั้งเหตุ-ทั้งผล มีทั้งภาวะที่เป็นปรากฏการณ์จริงอันยืนยันกันได้ อย่างไม่น่าเชื่อ ว่า จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ แต่ก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงชนิดที่มี“สัมผัสภาวะนั้นจริง”กันทีเดียว ผู้ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ เมื่อมีสัมมาปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าจนบรรลุจริงก็จะ“สัมผัส”ความมีจริง-เป็นจริงที่ลึกซึ้งลึกล้ำวิเศษเลิศปานฉะนี้ได้โดย“ไม่ลึกลับ(อรหะ)” สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“วิญญาณ”ที่ยิ่งใหญ่ปานใดๆทั้งหลายได้แท้“สัมผัส”ความจริง วิศิษฏ์แท้ ศาสนาพุทธจึงสามารถ“สัมผัส”ความเป็น“วิญญาณ”ที่เป็น“จิตนิยาม”หรือ“เทฺว” มีความเป็น“ธรรมะ 2 ”อันเป็น“ชีวะ”จริง ด้วยการตีแตกแยกแยะภาวะที่เป็น“เทฺว” อันก็คือ“วิญญาณ”แท้ๆ จัดการกับ“เทฺว”ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น‘เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ปานใดๆ ก็สามารถทำ“ความมี”และ“ความไม่มี”ให้แก่“วิญญาณ”หรือ“อัตตา(อาตมัน,ปรมาตมัน)”ได้แท้ถ้วนสิ้นจริงๆ พระไตรปิฎกล. 16 ข. (43) ได้กล่าวถึงเรื่องความมีและไม่มีไว้
(นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ)
ส.เพาะพุทธ..วันนี้พ่อท่านอธิบาย กรรม กาละ God กรรมกับกาละเป็นนิยามของชีวิต พ่อท่านเคยพูดว่าชีวิตคือก
อ่านต่อ
ารดิ้นด๊อกแด๊ก ต่อมาพ่อครูว่าชีวิตคือกรรมกับกาละ สอดคล้องกับพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อุปมา ว่า บุคคลใดทำบาปแล้วไม่ได้รับผลของบาปก็จะมองเห็นว่าบาปนั้นคือน้ำผึ้ง ต่อเมื่อใดได้ผลจากนั้นแล้วก็จะเห็นบาปนั้นเป็นยาพิษ จะใช้ภาษาว่า กรรม+กาล = God พ่อครูว่า...God ตีกรรมกับกาลไม่แตก ก็เลยอยู่เป็นเทวะ อยู่เป็นพระเจ้า พระเจ้าไม่รู้กรรมและกาล ตีไม่แตกแยกไม่ออก เป็นสัจจะไม่ใช่คารม เทวนิยมตีกรรมกับกาลไม่ออก ศาสนาพระพุทธเจ้าแยกออกไปถึง กรรมในกาละ กาละเป็นรูป กรรมเป็นนาม กรรมมีชีวะในกาล ส่วนกาลคือการโคจรคือจักรวาลภาวะการเคลื่อนที่อยู่ในโลกลูกนี้เราก็เคลื่อนที่ไปกับโลกนี้ มีพฤติกรรมซ้อนอยู่ในโลกโลกนี้ โลกนี้ก็คือสิ่งที่อาศัยเท่านั้นแต่ตัวแท้คือเรากับกรรม แต่ก็เคลื่อนไปกับกาล การทำกาละที่แปลว่ตาย คือการตายของพระอรหันต์เท่านั้น คนธรรมดาไปเรียกว่าทำกาละแล้วตายนั้นยังไม่ถูก ยังจะต้องกลับมาอยู่กับกรรมและกาละอยู่ อรหันต์เป็นผู้อยู่เหนือกาละใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ทำให้กรรมหมดไปได้เลย เหลือแต่กาล มันก็มีอยู่ตลอดนิรันดร เอกภพนี้ไม่สบายมันก็มีอยู่นิรันดร เราจะไปรับผิดชอบจักรวาลมหาจักรภพทำไม แล้วก็รับผิดชอบแต่ตัวเราเฉพาะกรรมของเรา ถ้าจะอยู่ คุณก็ต้องควบคุมกรรมของคุณได้จัดการกรรมของคุณให้มีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่นให้ได้ นี่คือที่จบของศาสนาพุทธ คนจบได้จริงๆถูกต้องด้วยนะทำให้เจริญ ไม่เป็นโทษภัยได้จริงๆ คุณก็อยู่ แล้วสูงกว่านั้นศาสนาพุทธคุณจะสูญสลายจะแตกเป็นอุตุธาตุก็ทำได้เลย เป็นอัตภาพของคุณ ศาสนาพุทธจะเข้าใจพลังงานต่างๆยังไม่ใช่ถึงสสาร พลังงานที่ละเอียดจะจับตัวเป็นสสารได้ แล้วก็ทำลายพลังงานจิตนิยามของตัวเองมาให้ถึงขั้น พีชะ ยังเป็นหนึ่ง พีชะยังเป็นหนึ่งยังไม่สูญ แต่ชีวะระดับนี้ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข พืชไม่มีความทุกข์ไม่มีสุขไม่มีบาปไม่มีบุญไม่มีความรักความชอบ พีชะเป็นหนึ่งเท่านั้น พระอรหันต์ สร้างพลังงานของตัวเองได้อาศัยแค่เพียง พีชะ ส่วนพลังงานที่เหลือก็เอาไปช่วยคนอื่น เป็นความฉลาดของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงสุด นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนามธรรมทางจิตวิญญาณ ส.เพาะพุทธ...กรรมกับกาล สิ่งที่เราสามารถจัดการกับมันได้คือกรรม ส่วน กาละ เป็นผลจากผู้ที่ทำกรรมและอยู่เหนือกรรมเหนือกาละ และจะยาวนานเท่าไหร่ก็เป็นพระอวโลกิเตศวร คุณควบคุมกรรมของคนทุกอย่างได้ คุณจะทำงานไปมีเมตตาอุเบกขาที่เร็ว กรรมกิริยานี่มันช้ามันหยาบ แต่จิตของคนมันเร็วกว่ากรรมกิริยานับไม่ถ้วน คุณอาศัยเมตตากับอุเบกขาของคุณทำงานเพื่อช่วยผู้อื่นได้ต่อไป สภาวะที่เล็กและละเอียดที่พูดให้ฟังไปมันเป็นได้อย่างที่ว่านี้จริงๆ
ส.เพาะพุทธว่า..กรรมกับกาละนี้ กรรมสำคัญที่สุด อรหันต์สามารถกำหนดกรรมของเราเองจะให้กลับมาเกิดหรือจะสลายไปก็ได้ ไม่ใช่กาละ กาละก็ไปของมันเดินไปของมันต้องแยกให้ออก เราอยู่ที่กรรมของเรา กาลไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กาล
อ่านต่อ ..นั่นคือ สามารถจัดการกำจัด“กิเลส”หรือ“มาร”หรือ“ซาตาน” ให้ “สูญ”สิ้นหมดไปจาก “วิญญาณ” หรือ“ธาตุรู้” ได้ด้วย“ตนเอง”ศาสนาพุทธจึงมี“นิพพาน”เป็นนิรันดรที่มี “อิสระเสรีภาพ”สูงสุด ไม่มีใครเป็น “เจ้า” เราพูดกับคุณได้เรื่องนิรันดร แต่เราไม่ทำหรอก มีพระอวโลกิเตศวรที่ท่านทำอยู่ และที่สำคัญมากก็คือเป็นศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“อัตตาหรืออาตมัน”และสามารถ“ดับ”อัตตาหรืออาตมัน ไม่มี“อัตตาหรืออาตมัน”เป็นนิรันดรวิสุทธิ์ที่สุด จึงไม่เหมือนชาว“เทฺวนิยม”ทั้งหลาย เพราะหมดสิ้น“กิเลส”สูญสิ้นไปได้ด้วย“กรรม”สำเร็จเป็น“อรหันต์” ไม่มีความลึกลับใน“อัตตา”เป็นที่สุด และในความเป็น“กิเลส” หรือความเป็น“มาร-ซาตาน”ของตนอีกแล้ว หากคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ฟังเรื่องนิยาม 5 นี้แล้วจะยิ่งรู้ซึ่งว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้หรือ และสามารถพัฒนาพลังงานของตัวเองได้ด้วย อุตุนี้ เป็นตัวเองที่โง่สุด ไม่รู้ว่าตัวเองดูดหรือผลักอะไร ไม่มีประธาน พอมามีประธาน ISH ตัว I คือประธาน มี S คือ she และ H คือ he เขาไม่เข้าใจกัน selfish มีภาวะอย่างไร เขาแปลว่า Selfish คือการเห็นแก่ตัว ก็ต้องเรื่องความเห็นแก่ตัวในตัวเองแล้วตีให้แตก แม้แต่ไม่มีความลึกลับใน“โลก”ที่เราต้องศึกษาและสามารถเกี่ยวข้องที่จะดำเนินร่วมไปด้วยได้ไปแต่ละขนาดๆ ตามขั้นตอน ที่สามารถเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างเพิ่มความเกื้อกว้างกับ“โลก”เพิ่มขึ้นๆตามลำดับไปเสมอ พ่อครูว่า...เราจะเห็นแต่ความสุขของเราสองคนนั้นมันไม่ไหวหรอกมันแค่ไปมันต้องเพื่อผู้อื่นต้องแบ่งแจกไปให้คนอื่นด้วย ไปดูในหนังสือความรัก 10 มิติ
ชีวิตจึงสะอาดมี“กรรม”ไปกับ“กาล”ชนิดที่ไม่มี“กิเลส”หรือไม่มี“ซาตาน” ไม่มี“มาร”เกิดใน“วิญญาณ”อีกแล้วนิรันดร (นิรันดรแปลว่าไม่มีในระหว่างตามพยัญชนะ นิรันดรเป็นสภาวะคือมีไม่มีจบ เราทำตัวเราให้ไม่มีในกาละที่จะยาวไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่มีอันนั้น นิร แปลว่าไม่มีตัวเราไม่มีกรรม แต่กาละจะละเอียดต่อไปเท่าไหร่มันก็เป็นการเคลื่อนที่ของการเดินทางจักรวาล) “กิเลส”คือ “ซาตาน”ในศาสนาเทฺวนิยม หรือมาร-ผีในศาสนาพุทธที่เป็นอเทฺวนิยม “พระเจ้า”หรือ“ซาตาน”เป็น“วิญญาณ” ทั้งคู่ ที่ศาสนาพุทธสามารถ“สัมผัส”ได้ จึงพิสูจน์“วิญญาณ”นั้นได้ชัดถึงความแตกต่าง ศาสนาพุทธ“สัมผัสวิญญาณ”ได้อย่างไม่ลึกลับ ไม่อำพราง ไม่ว่าจะเป็น“วิญญาณ”ที่เป็น“อาตมันหรืออัตตา”ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็ตาม และสามารถทำให้“วิญญาณ”ดับสิ้นสูญสลายไปจาก“กาล”ได้จริง โดยตัวเจ้า ของ“วิญญาณ”เองแท้ๆไม่มีใครมาจัดการให้แก่“วิญญาณ”ตน ซึ่งเป็นธาตุรู้ขั้น“ชีวะ”แท้ “พระเจ้า”ก็คือ“วิญญาณ” ซึ่งเป็นธาตุรู้ขั้น“ชีวะ” และก็เช่นเดียวกันกับความเป็น “วิญญาณ”ทั้งหลาย อันเป็นระดับ“จิตนิยาม” “วิญญาณ”คือ ธาตุรู้ขั้น“ชีวะ” ระดับ “จิตนิยาม” ที่มี“ธาตุรู้”เจริญความเป็น“ชีวะ” ยิ่งกว่า“ระดับ“พีชนิยาม-อุตุนิยาม” “ซาตาน”หรือ“มาร”หรือ“กิเลส”ก็ล้วนคือ ธาตุรู้ขั้น“ชีวะ” ระดับ“จิตนิยาม” ซึ่งมี “ความไม่หลุดพ้น”จากภาวะ“วิญญาณ”นั่นแลแถมเป็นปฏิปักษ์กับ“วิญญาณ”เอาด้วย ศาสนาพุทธนั้นสามารถ“หลุดพ้น”หรือ“ดับซาตาน”หรือ“ดับมาร”หรือ“ดับกิเลส” กระทั่งไม่เหลืออีกเลยใน“วิญญาณ” สำเร็จจริง ชนิดที่“สัมผัส”ได้ในความเป็น“จิต”เป็น “วิญญาณ”ปัจจุบันหลัดๆโต้งๆโทนโท่ ส่วน“เทฺวนิยม”แม้แต่“พระเจ้า”เองนั้นไม่สามารถ“หลุดพ้น”หรือ“ดับซาตาน”หรือ“ดับมาร”หรือ“ดับกิเลส”จนกระทั่งไม่เหลือเชื้ออีกเลยใน“วิญญาณ”ได้สำเร็จบริบูรณ์ชนิดที่เจ้าของวิญญาณ“สัมผัส”ยืนยันได้ พิสูจน์ได้ในความเป็น“วิญญาณ” อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“ซาตาน-กิเลส-มาร” ปรากฏ ณ ปัจจุบันหลัดๆโต้งๆโทนโท่ จนสามารถทำให้“ซาตาน-กิเลส-มาร” ดับสูญหายตายสนิทไปอย่างจริงๆแท้ๆเด็ดขาด เป็นการ“จบกิจ”ถึงขั้นนิรันดรเลยทีเดียวจึงเป็น“ความจริง”ที่สามารถยืนยันกันโดยมี“สัมผัสภาวะจริง”โต้งๆเป็น“ปัจจุบัน” ในโลกนั่นเทียว ไม่ใช่ยัง“ลึกลับ” สัมผัสไม่ได้ อาตมาว่าข้อเขียนนี้จะช่วยพวกเทวนิยมพวก God ถ้าเขาเปิดใจ เพราะว่าอย่างนั้นเราเคยเป็นมาแล้วหรือเคยยึดติดมาแล้ว ตอนนี้เราไม่ยึดติดแล้วเราก็รู้ แต่คุณยึดติดอยู่เราบอกว่าทำออกอย่างไร ฟังดูสิไม่ขาดทุนหรอก หากคุณออกมาแล้วอยากกลับไปติดอีกก็เชิญ แต่คุณจะรู้ว่าจะไปติดอีกทำไม อย่างคุณติดอบายอยู่แล้วออกมาได้ คุณจะกลับไปติดอีกหรือ..ก็ไม่ คนหลงเท่านั้นนึกว่าดีอย่างทักษิณเขาไม่รู้ว่าเขาติดอยู่ในอบาย เขาก็อยู่ในสงสาร คือน่าสงสาร น่าช่วย เพราะเขาจมอยู่ในสงสาร ส.เพาะพุทธว่า...ที่จริงแล้วคำว่าสงสาร แปลว่าท่องเที่ยว วัฏฏะ แปลว่าวงกลม วัฏสงสารแปลว่าท่องเที่ยวอยู่ในวงกลม เหมือนมดแดงไต่ในวงกลมของกระด้ง พ่อครูว่า...เจออาหารในกระด้งก็หยุดกิน แต่กินเสร็จแล้วก็เดินต่อไปอยู่ในวงกลมไม่รู้ว่าไปข้างหน้าหรือข้างหลังไปนานเท่าไหร่แล้ว ส.เพาะพุทธว่า...วัฏฏะ แปลว่าวงกลม สงสารแปลว่าท่องเที่ยว วัฏสงสารแปลว่าท่องเที่ยวอยู่ในวงกลม พ่อท่านอธิบายได้ชัดว่า ก็กินอาหารในขอบกระด้ง แล้วก็เดินไปไม่รู้ว่าไปข้างหน้าหรือข้างหลัง พ่อครูว่า..จริงๆแล้วมีกระด้งอีกซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น คุณจะวนอยู่ในขอบกระด้งที่มันซ้อนอยู่กี่วงวนคุณไม่รู้เรื่องหรอก นอกจากไม่รู้แล้วว่ามันซ้อนคุณก็ไม่รู้เรื่องว่ามันวน แล้วคุณก็จะอยู่อย่างนั้นแหละคุณจะไปหน้าหรือไปหลังก็ไม่รู้คุณเดินวนก็ไม่รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ไปเจอที่เก่าก็ลืมแล้ว ส.เพาะพุทธว่า...ที่แย่กว่านั้นอีกบางทีหลงผิดว่าตนเองกำลังเดินทางไกลไปสู่จุดมุ่งหมายเบื้องหน้าทั้งที่กำลังเดินวนอยู่ในวงกลม บางทีบางครั้งความหลงผิดดังกล่าวเป็นความหลงผิดชนิดน่าสงสาร มีเรื่องเขาเล่าว่า หนอนมาเกิดเป็นเทวดา กลับไปบอกเพื่อนหนอนด้วยกันว่าฉันไปเป็นเทวดา นึกอยากจะได้กินอะไรก็ได้กิน ก็ชวนเพื่อนที่เป็นหนอนไปเกิดเป็นเทวดาด้วยกัน เพื่อนที่เป็นหนอนบอกว่า อย่างเอ็งต้องเสียเวลานึก แต่อย่างฉันไม่ต้องไปนึกเลยถึงเวลาคนก็มาหย่อนให้กิน ฉันยอมเป็นหนอนอย่างนี้ดีกว่า อันนี้คือวัฏอันน่าสงสาร พ่อครูว่า...หลงว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นน่ามี
ส่วน“เทฺวนิยม”แม้แต่“พระเจ้า”เองนั้นไม่สามารถ“หลุดพ้น”หรือ“ดับซาตาน”หรือ“ดับมาร”หรือ“ดับกิเลส”จนกระทั่งไม่เหลือเชื้ออีกเลยใน“วิญญาณ”ได้สำเร็จบริบูรณ์ชนิดที่เจ้าของวิญญาณ“สัมผัส”ยืนยันได้ พิสูจน์ได้ในความเป็น“วิญญาณ” อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น“ซาตาน-กิเลส-มาร” ปรากฏ ณ ปัจจุบันหลัดๆโต้งๆโทนโท่ จนสามารถทำให้“ซาตาน-กิเลส-มาร” ดับสูญหายตายสนิทไปอย่างจริงๆแท้ๆเด็ดขาด เป็นการ“จบกิจ”ถึงขั้นนิรันดรเลยทีเดียวจึงเป็น“ความจริง”ที่สามารถยืนยันกันโดยมี“สัมผัสภาวะจริง”โต้งๆเป็น“ปัจจุบัน” ในโลกนั่นเทียว ไม่ใช่ยัง“ลึกลับ” สัมผัสไม่ได้ แต่ God ของ“เทฺวนิยม”นั้น“สัมผัส”มิได้เลย ทั้งๆที่ God เป็น“วิญญาณ”จริง เป็น“ชีวะ”แท้ ที่มนุษย์นับถือ แม้มนุษย์จะมีทวาร 6 แท้ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาสสัมผัส God ได้ด้วยประการใดๆ ทั้งด้วย“กรรม” และทั้งด้วย“กาล” พ่อครูว่า..มนุษย์เป็นคนที่อาภัพ พระเจ้าสร้างมาไม่รู้ว่าพระเจ้าคือแบบไหนอย่างไรตัวตนอย่างไรไม่รู้เลย ไม่สามารถสัมผัสได้ เป็นกำพร้าตลอดนิรันดร ส.เพาะพุทธว่า...แม้จะมีอายตนะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจก็ไม่สามารถ สัมผัส God ได้เลย พ่อครูว่า...อยู่ในโลกก็ไม่รู้เรื่องแล้วจึงมืดอยู่ในโลกนี้ แล้วก็ไปสว่างกับโลกของพระเจ้า แต่ในการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายในปัจจุบันอยู่ในโลกนี้คุณไม่ได้อ่านอาการจิตเลย ไม่ได้เรียนเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเลย ส.เพาะพุทธว่า...ยอมจำนนกับความไม่รู้ของตัวเองด้วย พ่อครูว่า...ต้องเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า จะทุกข์ก็ทุกข์เองแต่ของศาสนาพุทธ กบฏเลย ไม่ทุกข์ได้ด้วยตัวเองเลยไม่ทุกข์ไม่สุขได้ด้วยตัวเอง แม้แต่วิญญาณของอัตภาพจะแตกให้เป็นอุตุธาตุได้ สลายไปเลยไม่เหลือเลยได้ ความรู้สึกก็ไม่เหลือ จิตจะทำงานด้วยสัญญาก็ไม่เหลือ ไม่มีการปรุงแต่งในสัญญานั้นอีกหรืออย่างอื่นอีก ส.เพาะพุทธว่า...ข้าขอลิขิตชีวิตข้าเองไม่เกรงดินฟ้า พ่อครูว่า...กรรมกับกาละ นี้เป็นธรรมะ 2 และมีอีกสองคำคือ ธรรมกับธาตุ ธาตุเป็นสภาพ Static ส่วนธรรมะเป็นสภาพ Dynamic สรุปแล้วก็จะมี 2 อันให้เปรียบเทียบ จึงสรุปได้ที่ เทวฺ คือ 2 ขยายไปก็จะรู้ได้หมด infinity ศาสนาพุทธมี 3 รู้คือ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จักนี้จะต้องสัมผัส รู้แจ้งคือขยายความไปได้ทั่วนะรอบแล้วไม่มีผิดเพี้ยนรู้จริงของจริงมีอยู่เท่านี้ สามารถตีแตกแยกแยะออกได้ แล้วทำให้ธรรมะสองเป็นเทวที่ยิ่งใหญ่ เป็นเทวฺที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยก็ได้ ทำให้เหลือ 1 ก็ได้ ทำให้ 0 ก็ได้ ไม่ใช่พยัญชนะภาษามาโม้มาอวดคุยเฉยๆเชื่อไหมว่าทำได้จริง … ส.เพาะพุทธว่า...ใช้คำว่าเกิดก็ได้ตายก็เป็น พ่อครูว่า...ใครมาเรียนรู้ฝึกปฏิบัติก็จะได้เป็นของตนเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ทำได้รู้เอง ไม่ใช่ของพระเจ้าหรือของพระพุทธเจ้า เราเชื่อเองได้เป็น 0 เองเป็น 1 เอง คุณสูญจากอบายมุขแล้ว ทุกวันนี้อบายมันก็มีอยู่เต็มโลก ไปที่ไหนเราก็มีเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน อบายมุขอยู่เต็มไปหมด เราก็เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดินอยู่เหนือพวกนี้หมดอย่ามายุ่งกับข้า เอ็งจะจมอยู่ในนรกก็เรื่องของเอ็ง ไม่เป็นเมืองขึ้นของอบายมุขแล้ว Independent ของทั่วทั้งแผ่นดินแล้วเอกราชไปได้หมด ไม่ว่าจะเป็นอบายมุขอยู่ที่เมืองไทย ริมเขมรหรือหม่าเก๊า ลาสเวกัส ก็อยู่เหนือเขาได้ทั้งหมด ก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้น เทวฺซึ่งเป็นคู่สำคัญ
“กรรม”กับ“กาล”นี้เป็น“ธรรมะ 2” คือ “เทฺว”ซึ่งเป็น“ธรรมะคู่สำคัญ”ที่ศาสนาพุทธรู้จักรู้แจ้งรู้จริง สามารถตีแตกแยกแยะออกได้ และทำให้“ธรรมะ 2”เป็น“เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดปานใดๆได้ตามภูมิธรรมของแต่ละคน แม้ที่สุด“ดับความเป็นเทฺว”ให้“ดับสิ้น” สูญไปจาก“กาล”ในมหาจักรวาลได้สัมบูรณ์ “กรรม”กับ“กาล”นี้เป็น“ธรรมะ 2”คู่หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า“เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีความเป็น“รูป”กับ“นาม” จึงเป็น“เทฺว”ที่สามารถจะศึกษาถึง“ความจริง”เป็นที่สุดแห่งที่สุดของความเป็น“จิตนิยาม”ได้สำเร็จสุดสัมบูรณ์ยิ่ง พุทธสามารถ“ดับเทฺว” หรือ“ดับอัตตา(อาตมัน)” อันเป็น“วิญญาณตนเอง”ได้ถึงขั้น “สูญ”สำเร็จแท้ จึงเป็น“ศาสนาที่มี“นิพพาน” นั่นคือ “ดับวิญญาณตนเอง”ได้ด้วยตนเอง เมื่อ“ตายลง”วิญญาณไม่ต้องไปอยู่กับ“พระเจ้า” วิญญาณสูญสิ้นสลายไป ไม่เหลือ“ธาตุรู้”ที่เป็น“จิตนิยาม”กันต่อไปอีก พุทธมี“นิพพาน”ด้วยประการฉะนี้ พ่อครูว่า...ขณะที่เป็นพระอรหันต์อยู่ตอนเป็นๆทำให้วิญญาณของซาตานไม่มีได้ หยาบกลางละเอียดอย่างไรไม่มี ไม่มีความไม่ดีทั้งหมดได้ ยังจะเป็นชีวะต่อไปอีกก็เป็นได้ โดยไม่ต้องไปนรกอีกเลย พระอรหันต์ไม่ต้องมีนรกไม่ต้องไปนรกอีกเลยพระเจ้าไหนก็มาสั่งไม่ได้ สามารถที่จะสร้างที่จะทำอะไรให้เกิดมาอย่างที่พระเจ้าทำได้ สร้างได้ พระเจ้าว่าท่านสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วไหนมีกายกรรมวจีกรรมที่ไหนมาสร้างมีแต่ลมๆแล้งๆมาสร้าง ไม่เห็นตัวตนอะไรมาสร้างเลย แล้วบอกว่าฉันสร้างทุกอย่างแม้แต่เอ็งฉันก็สร้างขึ้นมานี่คือพระเจ้า เราก็บอกว่าอย่ามาสร้างข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าสร้างข้าพเจ้าเองแล้วข้าพเจ้าก็จะสลายตัวข้าพเจ้าเองด้วย พระเจ้าไม่มีสิทธิ์จะมาทำอะไรกับข้าพเจ้าได้หรอก ข้าพเจ้าคือภาษาเทวนิยมเป็นลูกน้องพระเจ้า เป็นข้าของพระเจ้านะ “กรรม”กับ“กาล”นี้เป็น“ธรรมะ 2”คู่หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า“เทฺว”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีความเป็น“รูป”กับ“นาม” จึงเป็น“เทฺว”ที่สามารถจะศึกษาถึง“ความจริง”เป็นที่สุดแห่งที่สุดของความเป็น“จิตนิยาม”ได้สำเร็จสุดสัมบูรณ์ยิ่ง พุทธสามารถ“ดับเทฺว” หรือ“ดับอัตตา(อาตมัน)” อันเป็น“วิญญาณตนเอง”ได้ถึงขั้น “สูญ”สำเร็จแท้ จึงเป็น“ศาสนาที่มี“นิพพาน” นั่นคือ “ดับวิญญาณตนเอง”ได้ด้วยตนเอง เมื่อ“ตายลง”วิญญาณไม่ต้องไปอยู่กับ“พระเจ้า” วิญญาณสูญสิ้นสลายไป ไม่เหลือ“ธาตุรู้”ที่เป็น“จิตนิยาม”กันต่อไปอีก พุทธมี“นิพพาน”ด้วยประการฉะนี้ เรามีประธาน I เราก็ทำให้ she กับ he เหลือหนึ่งเดียวทำไมต้องมีสอง เราตัด she ออกได้มีแต่ he เขาจะมาเกี่ยวกับเราแต่ใจของเราไม่เกี่ยว แต่“เทฺวนิยม”นั้นไม่มี“นิพพาน” เพราะตีแตกแยกแยะความเป็น“เทฺว”ก็ยังไม่ได้ God หรือพระเจ้า เป็น“นาม” นั่นคือ เป็น“จิตวิญญาณ”แท้ “พระเจ้าก็ต้องเป็น “ชีวะ”แน่นอน ซึ่งความเป็น“ชีวะ”นั้นก็ต้องมี“เกิด”เป็น“ชีวะ” และต้องมี“ตาย”ไปจาก“ชีวะ” ผู้สามารถทำความเป็น“ชีวะ”ของตน ให้สิ้นความเป็น“ชีวะ”ขั้น“จิตนิยาม”หรือขั้น“วิญญาณ”ลงไปเป็นขั้น“พีชนิยาม” และที่สุดเป็น“อุตุนิยาม”ได้สำเร็จจริง จึงคือผู้ “อยู่เหนือเทฺว(อุตตระ)” หรือคือผู้สามารถจัดการกับความเป็น“เทฺว”ให้เป็นอย่างไรก็ได้ ที่สุดให้“มี”หรือให้“ไม่มี”ได้เป็นที่สุด เราทำให้จิตเป็นชีวะระดับแค่พืช อาศัย โดยไม่ให้มีคู่สุขทุกข์ในจิตนิยาม เป็นพีชะ อาศัย จิตนิยามที่เหลือก็มีโลกุตระมีความเหนือ ไม่มีอะไรข่มได้ ไม่มีอะไรหักล้างได้ เราอยู่เหนือ อุตระ เป็นพลังงานที่อยู่เหนือจริงๆ เจโตวสิปัตโต ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ พลังงานกิเลสเป็นจิตตัวปลอมเราไม่ให้เข้ามาได้ จิตเราอยู่เหนือเทวฺ เป็นอุตระหรือคือ อุตส่าห์สามารถจัดการกับความเป็นเทวฺให้เป็นอย่างไรก็ได้ อยู่เหนือและควบคุมได้ด้วย จิตเป็นนาย วสวัตตีโก ที่สุดให้มีหรือให้ไม่มีได้เป็นที่สุด พลังงานอะไรที่จะให้มีหรือไม่มีเราก็ทำได้ ไม่ใช่แค่ภาษาพูดเท่านั้น แต่เป็นความเป็นจริงที่อยู่เหนือ และจะได้หรือไม่ได้ คุณปากพูด เป็นจริงคุณก็เป็นจริงจะเป็นจริงไม่ได้ก็โกหก ข้อสำคัญจริงหรือเปล่าจริงเป็นจริงก็จบที่คุณ ไม่มีใครล่วงรู้ด้วยกับคุณ คุณโกหกคนอื่นคุณก็โกหกเขา ถ้าคุณไม่โกหกคุณก็ไม่โกหกคนอื่นแม้แต่ตัวเองก็ไม่โกหก นั่นคือ สามารถทำ“ชีวะ”ของตนให้หมดสิ้นความเป็น“ชีวะ”ของตนเป็นที่สุดถึงขั้นแยกธาตุเป็น“อุตุนิยาม”เป็นที่สุดได้ รู้จักความเป็นธาตุ God หรือ พระเจ้า เป็น“จิตวิญญาณ” เป็น“ชีวะ”แน่ๆ และเป็น“เทฺว”ด้วย นั่นคือ เป็น“เทฺว”ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งที่สุดปานนั้น แต่ God หรือ พระเจ้า เป็น“วิญญาณ” แม้เป็น“ชีวะ”แท้ๆ และเป็น“เทฺว”ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยนั้น ไม่สามารถทำตนให้เกิด“สูญ”ได้ ใหญ่เท่าไหร่ก็ทำ 0 ไม่ได้ พระเจ้าทำ 0 ไม่ได้ ศาสนาพุทธสามารถทำวิญญาณของตนเองให้สูญสลายไปจากกาละ สิ้นกรรมไปจากโลกจะมีกาละเดินไป แต่กรรมที่ประกอบเป็นชีวะหมดไปแล้ว อัตตาที่ทำกรรมหายไปจากกาละหายไปจากโลก โลกก็เดินไปสิ แต่อัตตาหายไปจากโลกเฉพาะเรา พระเจ้า ไม่สามารถเห็นวิญญาณผู้ที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ พระเจ้าหาไม่เจอ หายไปจาก กาละ หายไปจากโลก ความเป็นจิตวิญญาณไม่เหลือแล้วพระเจ้าก็งง มันหายไปไหน? พูดเหมือนเล่านิทานนิยาย แต่เป็นจริงนะ ผู้ที่ไม่เป็นจริงก็ไม่เชื่อหาว่าเอาบัญญัติภาษามาหลอก เราท้าให้มาพิสูจน์ได้เอหิปัสสิโกเป็นจริง ไม่หลอก ส่วนศาสนาพุทธสามารถทำ“วิญญาณ”ของตนให้“สูญ”สลายไปจาก“กาล” สิ้น“กรรม” ไปจาก“โลก”ใดๆไหนๆหมดสิ้นไม่เหลือได้แท้ “พระเจ้า”ไม่สามารถเห็น“วิญญาณ” ของผู้“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ไปจากความเป็น“จิตนิยาม”ได้เป็นอันขาด เพราะผู้ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุตนเองเป็น“อุตุนิยาม”ไปได้เองเป็นที่สุด พ่อครูว่า...เราปรินิพพานเป็นปริโยสานในอบายภูมิไปแล้ว ก็ 0ในปัจจุบันนั้นได้ มาสู่โลกกามคุณ เราก็ทำ 0 ได้อีก รูปภูมิ เราก็ทำ 0 ได้อีก สุดท้าย อรูปภูมิ เราก็ทำ 0 ได้อีก เป็นลำดับขั้นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง มาพิสูจน์ได้ตั้งแต่เลิก อบายภูมิ กามภูมิได้ เลิก รูปภูมิ ก็เลิกได้อีก สุดท้ายอรูปภูมิก็มาพูดกับคนหมดอรูปภูมิได้อีก ก็จะคุยกับคนที่หมดแล้วรู้เรื่อง จึงชื่อว่า เป็นผู้สิ้น“กรรม”ไปจาก“กาล” สัมบูรณ์สุด ไม่เหลือ“อัตตา”ใดๆอีกเลยหรือไม่เหลือ“อาตมัน”ในที่ไหนๆอีกแล้ว ไม่มี“อัตตาหรืออาตมัน”เลย ไม่ว่าจะเป็น“ปรมาตมัน”ใหญ่ยิ่งขนาดไหน “ตน”ก็ทำปรมาตมันนั้นๆของ“ตนเอง”ให้สูญสลายหายจากความเป็น“ชีวะ”หรือ“อัตตา(อาตมัน)” ไปได้ ไม่เหลือ เรียกว่า“นิพพาน”ไปตามลำดับ และที่สุด“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” ความเป็น“จิตนิยาม”ก็สิ้นสภาพแตกตัวไปเป็น“อุตุนิยาม”หมดแล้ว ไม่เหลือความเป็น“จิตนิยาม”อีกแล้วนิรันดร ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะ“ความมี”ของ“จิตนิยาม”ก็“ไม่มีแล้ว”ทั้งนั้น “สูญสลายหายไป”จากกาละ แม้ไปอยู่กับ“พระเจ้า”นั้น“ไม่มี”เด็ดขาด “วิญญาณ”ของผู้“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ของศาสนาพุทธจะไม่มี“วิญญาณ” เหลือในที่ไหนอีกเลยในความเป็น“กาละ” พ่อครูว่า...เทวนิยมเชื่อว่าจะตายไปแล้วจะอยู่กับพระเจ้าก็เชื่อกันไป แต่ของเราหมดอัตภาพได้ ซึ่งแตกต่างกันคนละขั้วทีเดียวกับชาว “เทฺวนิยม” เพราะ“เทฺวนิยม”ถือว่า“วิญญาณ” นั้นนิรันดร ไม่มี“สูญ” ตายแล้วจะไปอยู่กับ “พระเจ้า”ทุก“วิญญาณ”นิรันดร พ่อครูว่า...แค่ความเชื่อว่านิรันดรคุณก็สลายไม่ได้แล้ว แต่ของเรามี 0 นิรันดร เอาพยัญชนะคำว่านิรันดรที่แปลว่าไม่มีในระหว่างนั้นอีกแล้วคือ 0 วิญญาณของเรานิรันดร 0 แต่ของเทวนิยมไม่มี 0 ตายแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้าทุกวิญญาณนิรันดร โดยเฉพาะชาวเทฺวนิยมถือว่า“วิญญาณไม่มีสูญ” วิญญาณทุกวิญญาณตายแล้วจะไปอยู่กับ“พระเจ้าทั้งสิ้น” เป็นแต่ว่ามีบางคนเท่านั้นที่“พระเจ้าจะให้ตกนรก” ก็ตามแต่พระประสงค์ของพระเจ้า วิญญาณจะ“สูญ”ไม่ได้ พ่อครูว่า...จะชอบใจไม่ชอบใจก็ตามแต่ประสงค์ของพระเจ้า วิญญาณจะสูญไม่ได้ “เทฺวนิยม”ยึดถือกันว่า “วิญญาณ” หรือ “อาตมัน(อัตตา)”นั้นมีอยู่“นิรันดร” ไม่มี“สูญ” จึงเป็นลัทธิ“สุขนิยม” คือลัทธิ“สุขเที่ยง” หมายความว่า ที่สุดแห่งที่สุดแล้ว“วิญญาณ” จะไปจบกันที่“สุข”อยู่สวรรค์ นั่นคือ“เที่ยงต่อความเป็นสุขนิรันดร” เพราะไปอยู่กับ“พระเจ้า”อันเป็น“แดนสวรรค์”กันทุกวิญญาณ ก็เป็นอันมี“ความรู้”เรื่องวิญญาณ“จบ”กันเท่านี้ จึงรู้“การเกิด-การตาย”แค่ชีวิตชาติเดียว เขาจึงไม่มีนิพพาน “เทฺวนิยม”ไม่รู้แจ้งไม่สำคัญเรื่อง“กรรม” อันมี“วิบาก”ของตนที่มี“ผล”กับชีวิตต่อเนื่องกันไปนับชาติไม่ถ้วน ดังที่เป็น“นิยายแห่งชีวิตของแต่ละคน”ในโลก ที่มีเป็นนิยายมากมาย ส่วนพุทธนั้นถือว่า“กรรม”นี่เองคือ God แต่เทฺวนิยมไม่เชื่อเรื่อง“กรรม” เชื่อแต่ว่า ตายแล้วไปอยู่กับ“พระเจ้า”ในแดนสวรรค์ ทั้งนั้น และจะมี“บางราย”ที่พระเจ้าบัญชาให้ตกนรก ซึ่งก็แล้วแต่“พระเจ้า” ดังนั้น ทุกคนจึงต้องทำตนให้พระเจ้ารัก อ้อนวอนพระเจ้าทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พระเจ้ารัก และเชื่อกันด้วยว่า พระเจ้า“รัก”คนทุกคน ไม่“ชัง”ใครเลย จึงค่อนข้างประมาท แต่อย่างไรก็ตาม เทฺวนิยมล้วนเชื่อกันว่า “อำนาจ”สูงสุดบันดาลสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ที่“พระเจ้า” เป็นสิทธิ์ขาดสูงสุด ไม่ใช่“อำนาจทั้งหลาย”อยู่ที่“กรรม”ของตนเองนั่นเอง ที่ทำ“ดี”หรือทำ“ชั่ว” แล้วตนก็ต้องเป็นไปตาม“กรรมดี-กรรมชั่ว”ของตน “กรรมจำแนกสัตว์(กัมมังสัตเต วิภัชชติ)”หรือสัตว์ทั้งหลายในโลกล้วนเป็นไปตามกรรมของตนเองที่ตนทำ(กัมมุนา วัตตตี โลโก)” แต่“เทฺวนิยม”ถือว่า พระเจ้าจำแนกสัตว์ ไม่ใช่“กัมมโยนิ”แบบพุทธ ที่หมายความว่า “กรรม”เป็นเครื่องพาให้เป็นให้ไป “กรรม” ต่างหากเป็นเครื่องพาให้ไปสวรรค์หรือไปนรก หรือที่สุดสามารถ“สิ้นสวรรค์-สิ้นนรก” สิ้นบุญ-สิ้นบาปได้ก็ด้วย“กรรมของตน”แท้ๆ ที่สุด“สูญสิ้น-จบวิญญาณ”ลงเป็นที่สุดก็ด้วย“กรรม”ของตน ตนเป็นผู้ทำเองทั้งสิ้น ศาสนาพุทธมี“นิพพาน”และ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”สำเร็จจริงกันปานฉะนี้
ส.เพาะพุทธ สรุปจบ เป็นบทกวี 620630_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะคู่ที่สำคัญคือกรรมกับกาล