สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน สัดส่วนที่ควรเป็นของสุนทรียะและสาระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน สัดส่วนที่ควรเป็นของสุนทรียะและสาระ อาตมาไม่มีปริญญาอะไรมารับรองเลย เขาไม่เชื่อน้ำหนัก อาตมาทำงานศาสนาพุทธด้วยศาสตร์และศิลป์ และศิลป์คำนี้อาตมาเอามาจากของพระพุทธเจ้าที่ว่าศิลปะเป็นมงคลอันอุดม มงคลคือสิ่งที่นำไปสู่ความประเสริฐ อุดมหรืออุตมะคือโลกุตรธรรม ในโลกทุกวันนี้ทางตะวันตกเละเทะไม่มีความรู้ทางศิลปะเลย ศิลป์เละเทะไม่ใช่ศิลปะ พระพุทธเจ้าท่านได้นิยามไว้ว่าศิลปะคือเรื่องของศาสตร์ที่มาใส่ความเป็นศิลปะเป็นองค์ประกอบ ศิลปะไม่มีศาสตร์ไม่ได้ แล้วศาสตร์ที่ไม่มีศิลปะก็คือสารคดี มีแต่สาระแข็งเป๊กเลยวิชาการ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความรู้ก็ควรจะต้อง เอาศาสตร์ผสมศิลป์เข้าไป คำสอนพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ ครบเทวะสองด้านอย่างสมบูรณ์แบบ ศิลปะมีลักษณะที่ยิ่งใหญ่อยู่ 2 คือ สุนทรียศิลป์กับสารศิลป์ สาระคือแก่นแท้เนื้อหาของงาน กับ สิ่งที่ชี้ชวนประกอบให้คนมาดูคือสุนทรียะ ส.เพาะพุทธว่า..ระหว่าง สุนทรียศิลป์กับศาสตร์จะมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ พ่อครูว่า..ต้องขยายความหาสุนทรียะจะเป็นส่วนน้อย ศาสตร์จะมีมากกว่า สุนทรียมีสักประมาณแค่ 10% ก็มากแล้ว ให้เนื้อหามี 90% เพราะฉะนั้นผู้ใดที่สามารถเหยาะน้ำตาลเป็นสุนทรียศิลป์ ทาสีล่อให้แมลงภู่มากินเอาแก่นสารใช้เป็นกระสัยต้องให้มีสุนทรียศิลป์ แต่ทุกวันนี้ศิลปะไม่มีศาสตร์เลย มีแต่ศิลเละเป๊ะ ไม่มีศาสตร์เลย ไปจับอะไรตั้งขึ้นมาแล้วบอกว่านี่คือศิลป์ แล้วถามว่าคุณจะสื่ออะไร Interest Point ของงานของคุณคืออะไร จะสื่อสาระอะไร ไม่รู้ (สู่แดนธรรมบอกว่าให้มีความรู้สึกเท่านั้นเอง ) พ่อครูว่า...ความรู้สึกนั้นคือมีเวทนาและเวทนา 2 ต้องเป็นมงคลอันอุดม แยกเวทนา 2 แล้วทำให้เป็นเวทนาในเวทนาเป็น 0 ได้ เป็นส

อ่านต่อ

าระอันสูงสุดคือ อุตมะ อาตมายังงงเหมือนกันว่า ชาตินี้ทำไมเราต้องไปเรียนศิลปะ ทำไมเราไม่เรียนวิชาเท่ๆกว่านี้ ก็มารู้ทีหลังว่าเราจะต้องมาใช้ศิลป์และศาสตร์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ทุกวิชาการ แม้แต่ที่เขาเรียกตัวเองว่าศิลปิน ก็ไม่ได้รู้จักว่า คือ มงคลอันอุดม ไม่ได้รู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยังไม่ได้นำพาไปสู่โลกุตระอันนั้นไม่ใช่ศิลปะ ตามนิยามของพระพุทธเจ้านะว่าศิลปะคือมงคลอันอุดม แต่ว่ามันเป็นเดรัจฉานวิชา เดรัจฉานกถา เป็นการพูดก็เป็นเดรัจฉานกถา ถ้าเป็นงานเขียนงานปั้นงานวรรณกรรม มันก็เป็นเดรัจฉานวิชา เดรัจฉานแปลว่าไม่ได้นำพาไปสู่นิพพาน ขวางทางนิพพาน ถ้ามันไม่เป็นศาสตร์ที่นำพาไปสู่นิพพาน ศิลป์มันก็ไม่ใช่ ศาสตร์ก็ไม่ใช่ ศิลป์ก็ไม่ใช่ เป็นศิลป์เละเป๊ะ ขออภัยทุกวันนี้ ขออนุญาตศิลปินทั้งหลาย วันนี้ไปโรงพยาบาลก็ไปเจอพวกศิลปิน เขาทำนิทรรศการในโรงพยาบาล ได้ทักทายถ่ายรูปด้วยกัน อาตมาขอพูด จะเป็นการข่มย่ำยีศิลปะ ยิ่งทางยุโรปตะวันตกจึงเป็นเรื่องบ้าบอไปใหญ่อะไรก็ได้ ให้มันแปลก แล้วให้คนยอมรับ นั่นแหละชื่อว่าศิลปะ คนยอมรับมากก็ดังขายได้เงินมากราคาแพงราคาสูง คือ มันยิ่งเป็นการรับใช้ อบายโลก โลกียะเสื่อมๆหลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข สรรเสริญเป็นหลัก ลาภยศก็จะตามมา แล้วบอกว่า จะต้องเข้าถึงความรู้สึกคือความสุขหรือเวทนา เขาไม่รู้เรื่องสุข ศิลปินทั้งหลายไม่รู้เรื่องสุข พุทธศาสนารู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์แล้วตีเรื่องสุขเรื่องทุกข์ทิ้งไปด้วยอยู่เหนือเป็นโลกุตระ เหนือเรื่องสุขร่วมทุกข์ด้วย เพราะฉะนั้นจะใช้สิ่งที่มันเพราะอาศัยเรียกว่า วุปสมาสุขหรืออุปสมสข หรืออนุโลมเรียก ปรมังสุขัง นิพพานังปรมังสุขัง ขอยืมคำว่าสุขมาใช้เท่านั้นเองแต่ที่จริงแล้วสุขมันเป็น อัลลิกะ สุขเท็จ ไม่ใช่ของจริงหรอก ถ้าคนฉลาดแล้วความสุขกับความทุกข์ 2 อย่างนี้คุณจะต้องวิจัยวิจารณ์แยกแยะออก ว่าตัวเนื้อแท้ของคนฉลาดจะเห็นว่ามันเป็นตัวทุกข์ ส่วนคนที่ไปเห็นว่ามันเป็นความสุขนั้น คือคนโง่ ไปยึดสุขเท็จมากกว่าทุกข์ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นี่ก็เป็นหลักฐานของศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ศาสนาพุทธจึงเรียนรู้สุขทุกข์ แล้ว ดับทุกข์ดับสุขไปหมด เพราะสุขทุกข์แยกกันไม่ได้ มันเป็นเทวดาแยกกันไม่ได้จะทำลายต้องทำลายมันทั้งคู่ อยู่เหนือมันทั้งคู่ เพราะถ้าเกิดความมีคุณจะต้องมีความมี สิ่งที่มีก็อาศัยขอยืมภาษาว่าสุข สิ่งที่ถูกที่สุดเรียกในภายในไม่เรียกว่าสุข ภายในคือ อุเบกขา โสมนัสไม่เรียกอุเบกขาสุขด้วย

พูดขยายความจากธรรมะ 2 ของแต่ละอย่าง คนที่รู้ครบในธรรมะ 2 หรือเทวสมบูรณ์แบบแล้วยิ่งใหญ่ที่สุด จะเป็นคนรู้จักเทวนิยมกับอเทวนิยมก็คือ 2 ของพระพุทธเจ้าเป็นอเทวนิยมสมบูรณ์แบบครบจะรู้จักเทวนิยมได้ดี จะไม่สงสัยเลยว่าในโลกนี้มีเทวนิยมมากกว่าอเทวนิยม ขออภัยที่พูดตรงๆว่าจะมีคนโง่มากกว่าคนฉลาด อเทวนิยมมีน้อย แม้แต่ในวงการศาสนาพุทธของเมืองไทย ผู้ที่มีอเทวนิยม คือสามารถรู้จักเทวะแยกแยะได้อาศัยตามฐานะมีการอนุโลมปฏิโลมอยู่กับโลกเขาได้เป็นสมมติสัจจะ แต่แก่นสารแล้วสูญ ผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไปแก่นสาร ก็คือความสูญ นอกนั้นอนุโลมปฏิโลมอยู่กับเขา อาตมาพูดนี้ไม่ได้พูดเพื่อตัวเองเลยอาตมาไม่มีตัวเองพูด อาตมามีแต่พวกคุณ เป็นสิ่งที่อาตมาหยิบขึ้นมาเป็นต้นเค้าที่จะแสดงธรรม ที่อาตมาพูดไปแล้วอาตมาประกาศว่าอาตมาไม่มีตัวตน พูดไปเมื่อกี้นี้ อาตมาไม่ได้มีปัญหาไม่ได้แคร์อะไร จะกลัวว่าคนนั้นคนนี้จะมาว่าก็บอกไปหมดแล้วว่าอาตมาเป็นใคร

ส.เดินดินสรุป…วันนี้พ่อครูแสดงความไม่มีตัวตน เพราะจริงๆแล้ว อยู่ในเวทนาพักผ่อนไม่พอ แต่ด้วยความคิดที่เป็นห่วงอยากให้พวกเราได้เกิดดวงตาเห็นธรรมตั้งแต่เมื่อวาน ก็มาให้ความเข้าใจ อย่างเรื่องกาย พูดมาไม่รู้กี่รอบแต่ก็เป็นความจำเป็น เพราะถ้าไปเข้าใจภาษาผิด อย่างคำว่าเวทนา ภาษาไทย ถ้าไปแปลว่าสงสาร ความหมายก็ออกไปเป็นคนละเรื่องกับศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...เขาแปลถูกนะ เพราะคนไม่รู้จักเวทนาเลยจมอยู่กับสงสาร วัฎสงสาร ส.เดินดินว่า...คำว่าเวทนาของคนไทยคือคนน่าสงสาร พ่อครูว่า..มันน่าสงสารจริงๆอย่างที่ผมบอกว่าไปนั่งหลับตากันนี่น่าสงสาร ส.เดินดินว่า...แต่เข้าใจเป็นเรื่องออกจากความสุขความทุกข์ไม่ได้ ถ้าคำว่ากายไปเข้าใจแค่ว่าบอดี้ร่างกายก็จะปฏิบัติอีกอย่าง พิจารณากรรมฐาน 5 ผมขนเล็บฟันหนังกระดูกก็จะพิจารณาแต่เพียงร่างกาย หรือไม่ก็เข้าไปหาจิตใจอย่างเดียว ดูแต่จิตอย่างเดียวอย่างอื่นไม่ต้องดูโลกนี้มีแต่จิตอย่างเดียว พ่อครูว่า...นั่งนิ่งๆก็เป็นกายปัสสัทธิได้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ถ้าหากเข้าใจพยัญชนะได้ถูกต้อง จริงๆแล้ว ปัสสัทธิเป็นภาษาของพระพุทธเจ้า สมถะเป็นภาษาของเดียรถียร์ 620628_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนรู้กายให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน