สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คำว่า ฌาน และ สมาธิ แบบพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข28 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คำว่า ฌาน และ สมาธิ แบบพุทธ ส.เพาะพุทธว่า...พ่อท่านกำลังอธิบาย เกี่ยวกับเรื่อง อรรถกถา เคยมีคุณเสฐียรพงษ์ วรรณปก มาเปิดเผยว่า ท่านเพิ่งได้มีโอกาส อ่านพระไตรปิฎกสมัยเมื่อเรียนจบเปรียญธรรม 9 ประโยคแล้ว เสฐียรพงษ์ วรรณปก เรียนจบเปรียญธรรม 9 ตั้งแต่เป็น เณร แล้วก็ได้เป็นนาคหลวงท่านแรก ในสมัยรัชกาลที่9 ก็ได้นำพระไตรปิฎกมาเผยแพร่ ในรูปแบบของพุทธวจนะจากธรรมบท เป็นที่ลือลั่นมากเลยทีเดียว ซึ่งเอามาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 เป็นการแปลที่สละสลวยมาก มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย พ่อท่านเคยเทศน์ว่า จะแก้การศึกษาพุทธที่ผิดพลาด ต้องเปลี่ยนจากเรียนจากอรรถกถา มาเรียนจากพระไตรปิฎกโดยตรงโดยตรง ซึ่งพ่อท่านเห็นว่า พระไตรปิฎก ยังใช้ได้อยู่ คนที่เขาเรียนพุทธศาสนาเมืองไทย จะนับถือพระพุทธโฆษาจารย์มาก บางทีนับถือวิสุทธิมรรคแบบมีอิทธิปาฏิหาริย์เลย กสิณ 40 ก็มีคำอธิบายอยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งไม่มีในพระไตรปิฎก พ่อครูว่า...ขอยืนยันว่ากฐิน 40 ท่านพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้หยิบเอามาบรรจุเข้าไปเอง ว่าเป็นกสิณ จริงๆแล้วคำว่ากสิณนี่เป็นคำอธิบายของศาสนาเดียรถีย์ อธิบายเป็นเครื่องประกอบในการปฏิบัติสมถะ ปฏิบัติจิตให้เป็นสมถะ ซึ่งเขามีมาตั้งแต่โบราณตั้งแต่ศาสนาเดียถีย์ ซึ่งไม่ใช่เนื้อแท้ของศาสนาพุทธเลยคำว่ากสิณ แต่เขาเอามาเป็นเรื่องหลักว่า ผู้ปฏิบัติธรรมะจะต้องมีกสิณ กสิณที่ดังมากคือพุทโธ ของธรรมกายก็สัมมาอะระหัง ของวัดมหาธาตุ เจ้าคุณโชดก ก็บอกว่ายุบหนอพองหนอ ซึ่งให้จิตไปเกาะยึดกับอะไรอันหนึ่ง ให้จิตมันหยุดมันนิ่งไม่ซัดส่าย เป็นวิธีสมถะ แล้วถือว่าจิตที่หยุดนิ่งไม่ซัดส่าย เป็นสมถะอย่างยิ่ง ว่าจิตที่ทำได้อย่างนั้นจะเกิดความเป็นฌานจะเกิดความเป็นสมาธิ ซึ่งออกนอกทางไปไกลจากศาสนาพุทธลิบล

อ่านต่อ

ิ่ว คำว่าฌาน สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้หยุดนิ่งเลย คำว่า ฌาน พระพุทธเจ้าเป็นคำที่หมายถึง พลังงานที่เป็นอุณหธาตุ แรงเร็ว มีฤทธิ์มีอำนาจมีคุณสมบัติสูงส่ง ที่จะสลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ และไม่ใช่สภาวะที่จะหยุดนิ่งๆ มีแต่แรงเร็ว ไว นั่นคือ อธิบายคร่าวๆ ยิ่งสมาธิแล้วเขาบอกว่า นั่งสะกดจิตหยุดนิ่งเข้าได้แล้ว เรียกว่าสมาธิ ดีไม่ดีเรียกว่าเป็นสมาธิก่อนฌาน จิตนิ่งเป็นสมาธิแล้วจึงเกิดฌาน 1 2 3 4 สมาธิก็แปลว่านิ่งก็แปลว่าหยุด ความจริงแล้วไม่ใช่ คำว่า จิตหยุดจิตนิ่ง กับคำว่าจิตตั้งมั่น เขาแปลพยัญชนะสมาธิถูกอยู่ ที่แปลว่าจิตตั้งมั่น แต่จิตตั้งมั่นคือจิตที่สะสมจากการปฏิบัติ ปฏิบัติให้เกิดการล้างกิเลสออกจากจิต จิตก็จะสะอาดๆๆๆๆ แล้วตกผลึกลงๆ เป็นจิต กองของสมาธิ เรียกว่าสมาธิขันธ์ตั้งลง แข็งแรงตั้งมั่น เป็นจิตตั้งมั่น แล้วจิตที่แข็งแรงตั้งมั่น เป็นจิตที่แข็งแรงสูงสุด จิตที่เป็นฌาน อยู่ที่ฐานอุเบกขาเป็นฌานที่๔ แข็งแรงคือ เมื่อเป็นฌาน แล้วก็มาเป็นสมาธิ ล้างกิเลสด้วยไฟฌานเผากิเลสออกไปและจิตใจตกผลึก ลงเป็นผลที่บริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เขาแปลคำว่ามุทุว่า อ่อน อันนี้น่าสงสาร มันไม่ภาษาจะแปล อาตมาก็เห็นใจ จิตมันไม่แข็งกระด้าง จิตมันเร็วแววไว จิตมันปรับได้เร็ว เป็นเชิงเจโตจิตก็ปรับได้เร็วไวมาก ยิ่งกว่านักมายากล จะรู้ก็รู้ได้เร็วไวมาก เชิงปัญญาเป็นมุทุภูตธาตุ นี่คือจิตหัวอ่อน อาตมาแปลว่าหัวอ่อน ภูตะคือจิตวิญญาณ เป็นธาตุของจิตวิญญาณที่มีคุณสมบัติวิเศษ จิตที่มีคุณสมบัติมุทุธาตุนี้จึงสามารถทำกรรมได้ดี กัมมัญญา แล้วก็ยังประภัสสร ใส สว่าง ไม่มืด ฌานไม่มืด ฌานไม่ได้อยู่ในภพ สมาธิของพระพุทธเจ้ายิ่งสว่างยิ่งประภัสสรทั้งนั้นเลย ถ้าหากเขาจะเข้าฌาน เป็นฌานที่4 นะ เขาจะอยู่ในภพ ดิ่งนิ่งไม่รู้เรื่องกับใครไม่รับสัมผัสอะไรเลยนะ มันคนละเรื่องเลย มันคนละทิศทางเลยกับศาสนาพุทธ มันน่าสงสารที่เข้าใจผิดกับของพระพุทธเจ้าทั้งพยัญชนะและสภาวะ

พระสารีบุตรก็ได้ตรัสกับพระธรรมทินนา ท่านก็พูดว่า ฌาน ไม่มีเข้าไม่มีออก สมาธิ สมาบัติ ก็ไม่มีการเข้าไม่มีการออก แม้แต่นิโรธก็ไม่ได้เข้าไม่ได้ออก คือ ฌานนี้ ปฏิบัติลืมตา เพื่อที่จะรับรู้รูปนามต่างๆแล้วก็มาสังเคราะห์สังขารเอากิเลสออกมา แล้วก็กำจัดชำระกิเลสทำลายกิเลส ให้มันหมดไปจากจิตให้ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องสร้างพลังงานฌาน ล้างไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะให้สูญไปจากจิตได้ นั่นคือผล เพราะฉะนั้น จิต แบบลืมตาไม่ใช่จิตอยู่ในภพหลับตามืดตื๊ดตื๋อ แต่จิตเป็นชาคริยา ในอปัณกปฏิปทา การปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่างของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติอย่างตื่น แต่เขาไปปฏิบัติอย่างผิดเป็นการหลับตา เป็นปัณกปฏิปทา ต้องมีทั้ง 3 อย่างนี้จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด เป็นอปัณกปฏิปทา ถ้ามีแต่ไม่ตื่นมีแต่หลับตาปฏิบัตินี่มันผิดแล้ว ถ้าเผื่อว่าศาสนาพุทธถ้าไม่กระเตื้องตื่นขึ้นมาจากการไปหลับตา อาตมาว่า ดิ่งออกนอกเป็นเดียรถีย์ ออกนอกรีตนอกราวของศาสนาพุทธทั้งหมด เขาไปยึดมั่นถือมั่นกัน อาตมาก็อาภัพ มาพูดแล้วเขาก็ไม่ได้ให้ค่า ก็มีพวกคุณนี่แหละมาฟังมาเชื่อถือมาปฏิบัติได้ ซึ่งมันก็เหมือนกับยุคพระพุทธเจ้าสมณะโคดมที่ท่านตรัสรู้ พอท่านรู้ว่าท่านจะต้องมาเปิดเผยศาสนาจะต้องมาประกาศศาสนา ในพุทธุปาทกาล ตรวจดูว่าคนจะรับธรรมะพระพุทธเจ้าไหวไหม ถ้าเผื่อว่ามันไม่ไหวประกาศไปก็เสียของพระพุทธเจ้าหมดเลย ประกาศแล้วคนมาฟังไม่กี่คนนะรับได้ไม่กี่คน มันไม่มีจำนวนมากพอ มันก็เสียของ มันไม่คุ้ม ขนาดในยุคพระพุทธเจ้า 2 พันกว่าปีแล้ว คนในยุคนั้นถือว่าพอฟังได้ เมื่อผ่านมาในยุคนี้ 2 พันกว่าปีแล้วมันจะเหลือพอฟังรู้เรื่องเท่าไหร่ อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าอาตมาไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องอย่างนั้น เราก็เริ่มต้นปลูกฝังไปเลย ของท่านประกาศมาแล้ว 2,500 กว่าปีมีเชื้อมีหลักฐานอะไรอาตมาก็เหมือนมาชุบมือเปิบ อาตมาก็ไม่ต้องไปกังวลหรอก ว่าจะน้อยหรือมากเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหามันจะต้องน้อยกว่าแน่ที่รู้เรื่อง เพราะ 1.ไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า 2.เพราะว่าคนได้ออกนอกลู่นอกทางไปเกือบหมดแล้ว ไปตามเถรสมาคมที่ไม่ได้รู้เรื่องศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธก็อยู่กับผลใบและดอกของต้นไม้ ไม่มีแม้แต่สะเก็ดคือศีลของต้นไม้ เปลือกคือสมาธิ กระพี้ก็คือปัญญา แก่นก็คือวิมุต ไม่ต้องพูดเลยไม่มีแล้ว มีศาสนาพุทธอยู่แต่มีด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นดอกใบผล ไม่มีลำต้น สะเก็ดที่เป็นศีลก็ไม่มี มีแต่วินัย 227 พูดก็เหมือนปากจัด ก็จะไม่ให้ว่าอย่างไร ก็มันแย่จริงๆ อาตมาพูดชัดขึ้นเยอะเพราะอายุจะ 85 ปีแล้ว อาตมาก็เกาะพระไตรปิฎกพระบาลี มายืนยันกับอาตมา เปิดพระไตรปิฎกใส่กันเลย จะว่าจริงๆแล้วอาตมาถ่อมตนแต่เขาหาว่าอวดดี ก็เป็นภาษาที่ย้อนแย้ง อาตมาอวดดีจริงๆแต่อาตมาถ่อมตน อวดดีว่าอาตมามั่นใจว่าที่พูดนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องที่ควร อาตมาก็ต้องอวดโชว์แสดงสิ่งนี้ อาตมาไม่อวดขี้กะโล้โท้ โดยเฉพาะอาตมาจะพูดโลกุตระซะหนักพูดโลกียก็น้อยจะเน้นโลกุตระเพราะมันไม่มีเวลามาก อาตมาจึงจะต่ออายุตัวเอง จะถึงไม่ถึงก็ช่างมัน 151 ปีตั้งตัวเลขเอาไว้ ใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ยกมือขึ้น..มี ตามดูนะ อาตมาว่า อาตมาเองก็จะลากสังขารไปถึง 151 จริงหรือ ถ้าอาตมา 151 คุณเท่าไหร่ (ถามส.เดินดิน) บวกไปอีก 66 (ส.เดินดินว่า ตอนนี้ 66บวกไปก็ 132 )ก็ทำลายสถิติเหมือนกันนะ คุณว่าคุณจะถึงไหม (ส.เดินดินว่าจะตามดูพ่อท่านก่อน)

ที่พูดไปนี้อาตมาต้องพูดให้สนุก เพราะอาตมาพูดโลกุตระส่วนใหญ่ก็ต้องแวะไปบ้าง อันนี้เป็นสิ่งที่คนเขาถือว่า เป็นพระอรหันต์เป็นพระโพธิสัตว์ จะแสดงธรรมะพูดเล่นพูดหัวพูดตลก ได้อย่างไร อาตมาว่าอาตมามีเจตนาที่จะให้เบาให้สนุก มีความรื่นเริงในธรรมอะไรบ้าง ส.เพาะพุทธว่า ในพระไตรปิฎกบอกว่าให้สมาทานให้อาจหาญให้ร่าเริงในธรรมีกถา พ่อครูว่า...อาตมามีความจริงจังอยู่ในตัวแต่ก็ต้องมีความร่าเริงเบิกบานใช้ศิลปะในการแสดงออก 620628_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนรู้กายให้เข้าถึงหัวใจของศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน