เกิดมาชาตินี้อาตมาจำเป็นต้องประกาศอรหันต์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เกิดมาชาตินี้อาตมาจำเป็นต้องประกาศอรหันต์ ฉะนั้นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ละเอียดลึกซึ้ง เป็นความจริงที่อาตมาก็ไม่รู้จะว่าไง เกิดมาชาตินี้อาตมาเป็นคนจริง เป็นสิ่งที่มีนามธรรมที่เอามาพูดนี้ ที่มีพยัญชนะ มีสมมุติเรียกว่าเป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีจิตวิญญาณนี่แหละเป็นตัวหลัก เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์อะไรก็เอามายืนยัน จริงใจนะอาตมาพูดด้วยจริงใจเป็นความจริง แล้วขอยืนยันด้วยว่าไม่ใช่สิ่งที่หลอกลวง และเป็นสิ่งที่เป็นความจริงด้วย นอกจากจริงใจแล้วสิ่งที่อาตมายืนยันเป็นความจริงด้วย นี่ก็พูดเอามายืนยัน ถึงวันนี้แล้วอายุย่างเข้า 90 ปี อายุ 89 ปี 9 วัน อาตมาก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายให้คนทั้งหลาย ก็พวกคุณนั่นแหละฟังแล้วรู้เรื่อง ฟังแล้วเข้าใจแล้วก็เชื่อถือเชื่อมั่นว่าจริงด้วย แล้วก็มาประพฤติปฏิบัติจนมาเป็น พวกคุณมาเป็นจริงๆนะไม่ใช่พวกคุณมาเป็นเล่นๆ พวกคุณมาเป็น มาเป็นสมณะ 4 เหล่า มาเป็นคนที่มีจิตมีกายแบบนี้จริงๆ แต่โลกมันเสื่อม มันไม่เข้าใจอาริยชน อาริยบุคคล มันไม่รู้ แล้วพวกเราเป็นอาริยชนของศาสนาพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ เขาไม่เชื่อ เขาไปเข้าใจอริยะเก๊ๆ อรหันต์เก๊ๆ แล้วเขาก็ไล่รายละเอียดอะไรไม่ได้ เขาจะไล่รายละเอียดสาธยายเรื่องจิตเจตสิกอย่างที่อาตมาอธิบายสู่ฟัง ขยายความสาธยายอย่างละเอียดลออ และไปจนกระทั่งถึงภูมิอรหันต์ หลายอรหันต์มีหลายขั้นชั้น หลายระดับนะอรหันต์ โพธิสัตว์ยิ่งมีมากกว่าอรหันต์อีก หลายขั้นอีก ที่อาตมาพูดยืนยันว่าไม่ใช่มาพูดภาษาเล่นๆแต่เป็นสภาวะธรรมจริงๆ อาตมาผ่านมาจริงๆ แม้ความเป็นอรหันต์ ผ่านอรหันต์มาหลายขั้นจริงๆ มาเป็นโพธิสัตว์นี่ยิ่งละเอียดกว่าอรหันต์อีก มาเป็นจริง ไม่ใช่พูดเล่นๆ ไม่ใช่พูดลอยลม ไม่ใช่พูดแต่พยัญชนะเท่านั้น แต่เป็นสภาวะที่อ

อ่านต่อ

าตมาเกิดมา ผ่านมา เป็นมา แล้วเอามาพูด ถ้าอาตมาไม่มีในตัวเอง อาตมาจะหยิบพวกนี้เอามาพูดได้อย่างไร แล้วคุณฟังรู้สึกไม่สับสนหรือ สับสน เอาแพะมาชนแกะ เอาแกะมาชนลา เอาลามาชนม้าอะไรหรือเปล่า ฟังแล้วพอรู้สภาวะบ้างไหม มันมีโครงสร้างเป็นรูปล้อกัน ถึงแม้ว่าคุณไม่มีทั้งหมดแต่คุณมีน้อยๆ ก็จะเข้าใจ หรือยังไม่ถึงแต่ก็เข้าใจเป็นโครงสร้างเป็นรูปแบบที่ อันนี้เป็นตัวขยายของที่เรารู้นะ เป็นตัวขยายที่เราพอจะติดมันเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าปรินิพพานปั๊บก็เริ่มนับ พ.ศ.1 ปรินิพพานมาได้ 2,566 ปีแล้ว เขาก็กำหนดหมายพยากรณ์ไว้ว่าในพุทธกัปของพระสมณะโคดมจะมี 5,000 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อตั้งแต่ปรินิพพานจนนับไปถึง 5,000 ปี ตอนนี้ 2566 ปี ก็อยู่ในระหว่างกึ่งกลาง ของพุทธกัปของพระสมณะโคดม มีอาตมาปรากฏตัวแสดงตนประกาศตน ถึงขั้นยืนยันตัวเองเลยยืนยันว่าตัวเองเป็นธัมมิกราษฏร์ มาถึงวันนี้ประกาศก่อนวันนี้แล้วเป็นจนกระทั่งถึงธัมมิกราษฎร์ปานนั้นเลย นี่อาตมาก็ทำจริง ประกาศความจริงนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเล็กนะมันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แล้วอาตมาก็ไม่ได้กลัวว่ามันใหญ่แล้วอาตมาจะประครองความใหญ่นี้ไป พวกคุณจะจับได้ว่าไม่ใหญ่จริง หรืออาตมาจะยืนยันใหญ่นี้ได้แข็งแรงมั่นคง อันนี้มันท้าทายให้พิสูจน์ มันจะใหญ่ไปได้ นานสักแค่ไหนจะหลอกได้กี่ปี ถ้าของจริงก็ยืนยันต่อการพิสูจน์ มิฉะนั้นคนจะมีอย่างนี้แล้วมายืนยันอย่างนี้ ยืนยันอย่างพระพุทธเจ้า ท่านก็ยืนยันว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ก็นานหลายล้านปีจะมายืนยันสักองค์นึง อย่างอาตมาก็ไม่ใช่น้อย ขนาดอาตมาก็ไม่ใช่ว่าคนจะมาลอกเลียนทำอย่างนี้ได้ง่ายๆ อาตมาพาทำกันมาตั้ง 50 ปี พูดได้ในเมืองไทย ยืนยันกันได้ในเมืองไทย มาประกาศให้คนไทยฟัง มีรู้กันอยู่ประมาณเท่านี้ ไม่ต้องพูดถึงเมืองนอกเลย เขาเป็นเทวนิยมทั้งนั้น ขนาดในเมืองไทยเป็นชาวพุทธก็เป็นเทวนิยมไปเลอะเทอะตั้งเท่าไหร่ จะมาฟังรู้เรื่องโลกุตรธรรม จนเป็นอเทวนิยมได้ไม่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้น นานๆจะมีใครมาประกาศอย่างอาตมาสักหนหนึ่ง ทีนี้ช่วงนี้ ช่วงกึ่งพุทธกาล 2,500 กว่าปีมานี้ มันจึงเป็นสิ่งประหลาดสิ่งแปลกที่อุบัติขึ้นมาในโลก มันไม่ใช่เรื่องสามัญ มันเป็นเรื่องที่เป็นอุบัติธรรม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมา เป็นธรรมะที่อุบัติที่เกิดขึ้นมา ที่มีทั้งกายมีทั้งจิต ที่อาตมาประกาศนี้มีทั้งกายทั้งจิตยืนยันเลย เป็นการอุบัติขึ้นมาอย่างครบถ้วน เป็นเหตุที่ถูกต้องครบ ปัจจัยที่จริงแท้ก็ยืนยัน มีทั้งเหตุมีทั้งปัจจัย เหตุครบ ปัจจัยก็ยืนยันด้วยกันอย่างแท้จริง ความจริงที่ยิ่งใหญ่สำคัญของความเป็นมนุษย์ เช่น มีทั้งเหตุทั้งปัจจัยยืนยันความเป็นอรหันต์ มันจึงไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาของ“อุบัติโลก”และไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาของ“อุบัติธรรม”อันมีทั้ง“กาย” และมีทั้ง“จิต”ที่จะต้องมี“การอุบัติ“ขึ้นมากันอย่างครบถ้วนทั้ง“เหตุที่ถูกครบ”-ทั้ง“ปัจจัยที่จริงแท้”ยืนยันได้ “ความจริง”ที่ยิ่งใหญ่สำคัญของความเป็นมนุษย์ เช่น ความเป็น“อรหันต์”ที่เป็น“ความเกิดของจิต(โอปปาติกโยนิ)”ซึ่งมันต้องมี“การเกิด”จริงๆ ที่ตรงตาม“พุทธสัจจะ”คือตรงตาม“ความจริงที่เป็นโลกุตระพระพุทธเจ้า” พวกเรานั้นรู้นรก รู้สวรรค์ ก็ตอนเป็นๆอยู่นี่แหละ ปัจจุบันนี้แหละ ไม่ใช่เป็นภพเป็นชาติที่จะต้องไปสิงสู่ ต้องไปอยู่ตรงนั้นตรงนี้ตามอุปาทานแล้วคุณก็จะไปเป็นจริงอย่างนั้น คุณก็เลิกแล้วภพชาติแบบนั้น ไม่ติดภพติดชาติแบบนั้น สำหรับอาตมาพูดนี้ ใครเป็นได้ที่อาตมาพูดไปแล้วคุณเป็นได้ตรง เราหลุดพ้นจากภพชาติ หรือว่าคุณยังติดอยู่ อย่างที่พ่อท่านพูดเรายังไม่หลุดเลย เรายังติดในนรกในสวรรค์อยู่ นรก สวรรค์ ที่มันเป็นภพเป็นชาติที่ตายไปแล้ว คุณชัดเจนแล้วมันไม่ต้องไปพูดอะไรอย่างนั้น มันเป็นจริงได้ แต่มันก็ไม่จริงถ้าเราไม่จำเป็นจะต้องให้มันเป็นไปอย่างนั้น ทำเสียเดี๋ยวนี้ เช่น เราจะต้องไปสวรรค์จตุมหาราช เป็นเทวดาสวรรค์จตุมหาราช คือเทวดาที่เขี้ยวยาว มีเขี้ยวโง้ง ตาโปน ดุเดือด เป็นเจ้ามหาอำนาจ เหมือนอย่างอเมริกา รัสเซีย จะต้องยิ่งใหญ่ พวกเราไม่เป็นแล้ว เขาหลงว่าเป็นสวรรค์ บอกแล้วสวรรค์กับนรกมันอันเดียวกัน มันเป็นแดนหลอก เราไม่เป็นแล้วจตุมหาราชอย่างนั้นก็ไม่เป็น หรือแม้แต่ดาวดึงส์ ตาวติงสา อาการที่ 33 ซึ่งเป็นอาการที่หลอก เป็นอาการหลอกลวง คือเสพสุขในแดนสุขของดาวดึงส์ มันเป็นแดนที่ไม่มีอาการจริง คนนั้นมันมีอาการ 32 เท่านั้นเพราะฉะนั้นอาการที่ 33 เป็นของเก๊ คุณก็ไม่ต้องหลงแล้ว แม้จะเหลือก็เหลือนิดๆหน่อยๆ ถ้าคุณเข้าใจด้านตายไปแล้วก็มี หรือยังมีในปัจจุบัน คุณสามารถที่จะรู้ความจริงได้ว่า ตายไปเราไม่รู้เรื่องหรอก มันจะเป็นหรือไม่เป็นเราเอาปัจจุบันนี้เถอะ เออ.. คนนี้ชัดเจน ถ้าคุณทำปัจจุบันได้อย่างไร ตายไปแล้วมันก็เป็นอย่างนั้น คุณทำปัจจุบันนี้เท่านั้นแหละ จะไปกังวลทำไม ในข้างหน้า เพราะว่าจิตมันจะเป็นตัวเดินทางเอง เพราะฉะนั้นทำจิตในปัจจุบันนี้ อย่าไปเสียเวลาคำนึง มันจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่ต้องส่งอันนั้นให้เจ้านั้นเจ้านี้ แล้วก็จะไปพึ่งจิตวิญญาณตอนตายแล้ว ทำเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ไม่ต้องเสียแคลอรี่ ไม่ต้องเสียแรงงาน เวลา กับสิ่งอย่างโน้นเลยนี่ทำปัจจุบันนี้ ปัจจุบันจริงๆคือความจริง ปัจจุบันแท้ๆนี่แหละคือความจริง นอกนั้นแฝง ปลอม อดีตหรืออนาคต เป็นเรื่องมันไม่ใช่กาละที่แท้ ไม่ใช่ ทิฏฐธรรมหรือทิฏฐกาละ ไม่ใช่ปัจจุบันชาติ เช่น พวกที่ไปนั่งหลับตาแล้วไม่มีปัจจุบัน พวกนี้เพ้ออยู่ในสิ่งที่เป็นความเป็นอดีตหรือไม่ก็เพ้อฝันไปในอนาคตบ้าๆบอๆ มันไม่มีความจริงเลย มันน่าสงสารจริงๆพวกหลับตาปฏิบัติ มันมีแต่อดีต 18 อนาคต 44 ที่พระพุทธเจ้าท่านสรุปไปแล้ว ไม่นอกไปกว่านี้เลย มันน่าสงสารจริงๆ ในพระไตรปิฎก พระสูตรเล่ม 1 เลยพระพุทธเจ้าท่านเปิดเผยเรื่องนี้ พระสูตรแรกในพรหมชาลสูตร เขาก็เข้าใจไม่ได้ อ่านพระไตรปิฎกเรียนเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์ก็แล้ว แต่ก็เข้าใจไม่ได้ เข้าใจความเป็นสัจจะไม่ได้ ซึ่งที่จริงอาตมาก็เข้าใจเห็นใจเขาว่า เขาภูมิไม่ถึง เขารู้ไม่ได้ เขายังเข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเรานี้ได้ฟังสิ่งที่เป็นสัจจะพวกนี้ ที่อาตมาพยายามเปิดเผยความจริงให้ฟัง พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นสัจจะเอาไว้ พูดผ่านพูดซ้ำไม่รู้กี่ทีแล้วว่า ศาสนาพุทธของท่านนี้เป็นโลกุตระ แล้วมันก็จะเสื่อมไป สัจธรรมไม่มีเสื่อมหรอกเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นจริงยังไงก็เป็นอย่างนั้น แต่คนรับไม่ได้คนก็เสื่อมจากธรรมะโลกุตระไป ท่านพยากรณ์ไว้ก็มาถึงยุคที่ชี้ชัดว่าเสื่อมจริงๆ อาตมาเกิดในยุคนี้ก็มาพูดอย่างนี้ ถ้าหากอาตมาเกิดในยุคเสื่อมกว่านี้อีกก็ยืนยันในยุคโน้น อาตมาพูดตัวเป็นๆยืนยันอยู่บัดนี้ พ.ศ 2500 กว่าปีนี้ในยุคนี้ อาตมาเกิด 2477 ก็พบเจอกับลิงลมอมข้าวพอง กว่าจะมารู้ตัวก็ปี 2513 เราเป็นผู้นี้มาที่จะมาทำงานนี้เอง ไปหลงระเริงทั้งโลกตั้ง 36 ปี เสียดายแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร มันเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา ก็ไม่เป็นไรก็มาทำ เมื่อรู้ตัวแล้วก็มาทำตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ แล้วค่อยๆขยายความจริง แล้วก็พยายาม นอกจากขยายความจริงแล้วก็ยืนยันตนเองกับความจริง แล้วก็ค่อยๆข่มความเก๊และกำลังทุบหัวความเก๊ อาการที่อาตมาทำมันหนักมันแรงถึงขนาดนั้น จะทยอยความเก๊ให้มากๆให้เขาที่มีของเก๊นั้นสะดุ้ง จะขยายความจริงว่าให้รู้ว่าคุณเป็นของเก๊ เป็นของเก๊จริงๆ อาตมาไม่ได้อยากได้ของคุณ ไม่อยากได้ชิงจะแย่งของคุณ ขออภัยอาตมาหมดโง่ที่จะไปเป็นอย่างนั้นแล้ว เลิกโง่เสียทีเจ้าประคุณ เห็นของจริงขึ้นมา มันมีความจริงอะไร มาศึกษาสิ อาตมาแสดงตัวเอง สาธยายตัวเอง แล้วก็ยืนยันสภาวะธรรม ว่า อาตมาเป็นอาริยชน เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เป็นธัมมิกราษฎร์ พาพวกเรามาเป็นสมณะ 4 เหล่า มาเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอาริยบุคคลจริงๆ ไม่ใช่ของเก๊นี่ของจริง ที่ สมณะ 4 เหล่า ที่จริงอยู่ในชาวอโศกนี้ เขาจะเชื่อไหม ยากสส์ สุดแสนยากที่เขาจะเชื่อง่ายๆ ที่เขาไม่เชื่อเพราะว่าความรู้ของคนยุคนี้มันเสื่อมจริงๆ เขาก็จมอยู่ในสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นความจริง ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกสงสารตัวเองนะ แล้วอาตมาจะทำไปทำไมนี่ แต่อาตมายังมีความหวัง เพราะยังมีคนที่ยังมีธาตุดีในจิตวิญญาณ คือไม่มีอคติมาก มีปรโตโฆษะ มีการมองอยู่ว่าคนอื่นน่าจะมีอะไรดีกว่านี้ ไอ้ที่เรายึดถือว่าดีเราก็รู้แล้ว จากครูบาอาจารย์ระดับนั้นระดับนี้ เราก็ศึกษาตามมันก็อยู่อย่างนี้แหละ อยู่ในวงตำราอันนี้ แต่เอ๊ อันนี้มาแปลกมาใหม่แปลกๆ เออ แล้วยืนยันว่าเป็นความจริงอีก ก็จะสะดุดใจว่าเราที่เรายึดถือว่าเป็นความจริงกับอันนี้อันใหม่ที่แปลก มันทวนกระแสกับที่เรารู้ เฮ้ย..จริงหรือเปล่าวะ เพราะฉะนั้นถ้าอาตมาไม่จริงอาตมาคือกบฏ คือโจรปล้นศาสนาเลย อาตมาไม่ได้เกรงกลัวว่าอาตมาจะถูกจับได้ว่าเป็นโจรปล้นศาสนา แล้วทำไมไม่กลัว เพราะอาตมาไม่ใช่โจร อาตมาเป็นตัวจริง แต่จริงๆแล้วพวกคุณต่างหากเป็นโจร จริงๆไม่ได้เป็นคนปล้นหรอก คุณรับถ่ายทอดจากอาจารย์ที่เป็นโจรที่ปล้นไปก่อน ไม่รู้องค์ไหนต่อองค์ไหน แล้วก็ถ่ายทอดมรดกเก๊ ลูกหลานโจรรับมา โอ้โห.. มันจึงยากมาก น่าสงสารมาก ที่จะแก้ไขเขาได้ ต้องขออภัยอย่างสูงอย่างมากยิ่งที่สุด ที่การพูดเปิดเผยในวันนี้ ต้องพูดเป็น“คำตรง”ที่ตรง“ความจริง” ชนิด ๑๘๐ องศา เหมือนคนอวดตน อย่างไม่มีอาการถ่อมตนในตัวเลย ซึ่งจะมองว่า ไม่มี“จริตแห่งความเป็นผู้ดีที่ควรมีในตน”ได้เลย คนเรามีปฏิภาณรู้ว่าการอวดตนมันไม่ดี น่าเกลียด จริง ในสภาวธรรมถ้าคุณมีจิต สาเฐยจิต พยัญชนะว่า สาเฐยจิต แปลว่ามีจิตที่อยากอวดอยากโอ่ การอวดการโอ่คืออะไร คือ การเอาสิ่งดีๆมาโชว์ว่าเป็นของตน เพราะฉะนั้นคนที่มีจิตอยากอวดอยากโอ่ว่าของดีๆนี้เป็นของตน เขาก็มีกิเลสอย่างนั้น แต่คนที่จริงนั้นไม่ได้มีตัวอยากอวดอยากโอ่ แต่เอาของจริงที่ตัวเองมีจริงๆนั้นมาเปิดเผย อันนี้น่ะ โดยสามัญคนเขาจะไม่เชื่อว่าของดีจริงนี้จะมีกันง่ายๆ และอีกทีก็คือ เขาเชื่อว่า ไอ้ที่จริงนั้นเขาไปเชื่อคนหลอกว่าจริงเป็นอย่างนั้น แล้วไอ้ที่มาบอกว่าเป็นตัวจริงนั้น มันแย้งกับที่เขาเชื่อว่าจริงด้วย นี่แหละคือตัวร้าย ที่ทำให้เขา ตราหน้าอาตมาว่ากบฏ และมีมวลมากด้วย มันก็ยิ่งยืนยันความจริงว่ายุคนี้เสื่อมจริงๆคือโง่ไปยึดถือสิ่งไม่จริงนั้นด้วยว่าจริง มันเป็นยิ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าเสื่อมจริงๆ เหมือนคนที่จะเอาความจริงที่มันค้านแย้งกับที่เขายึดถือผิดๆเอามาสถาปนาลงไปนี้ นั้นจึงยากมาก เพราะฉะนั้นที่อาตมาบรรยายก็แล้วสาธยายขยายความก็แล้วเอาตำราพระไตรปิฎก เอาคำบาลี เอาคำอะไรต่ออะไรมาขยายถึงเนื้อหาสภาวะ เขาก็เรียนบาลีมาแล้ว เขาก็ยึดถือคำแปลที่เพี้ยนๆนั้นไป ๆ พออาตมามาแปลถึงเนื้อหาสภาวะที่จริง มันก็เลยยิ่งทำให้เขาตัดสินเลยว่าอาตมามาทำลายทุกอย่าง ทำลายทั้งความรู้ที่เขาเรียนมาทำลายทั้งสภาวะเก๊ที่เขายึดอยู่ เพราะสิ่งที่เขาเรียนมามันผิดเพี้ยน แล้วเขาก็ได้มาตามที่เรียนมาเขาผิดเพี้ยน มันก็เลยเป็นของเก๊ เพราะที่เรียนมามันเป็นความรู้ที่ผิดเพี้ยนพ้นจากความรู้ที่ผิดเพี้ยน เขาก็ได้ผลที่เป็นของเก๊ ของผิดเพี้ยน แต่เขาไม่รู้เขานึกว่าจริง พอไอ้ที่มันไม่เหมือนมาปั๊บ มาแสดงแย้ง ซึ่งแน่นอนอาตมานี้จะยืนยันความจริงที่อาตมาเอามาเปิดเผย แม้ขัดแย้งกับผู้ที่มีมวลมากยึดถือกันเพราะพากันเสื่อมไปตั้งมากแล้ว อาตมาไม่มีทางที่จะไปเปลี่ยนไปหาคุณเด็ดขาดเลย ไม่ใช่อาตมาดื้อด้านดึงดันยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ มันต้องยืนยันความจริงเท่านั้นไม่ใช่ดื้อด้าน แต่ความจริงมีสิ่งเดียว มันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คุณไม่รู้ว่าสิ่งนี้ถูก เพราะคุณไม่รู้ 2 อย่าง แต่อาตมารู้ 2 อย่าง รู้ว่าอันนั้นไม่จริง อันนี้จริง อันนี้ยากนะ ทางเขาไม่รู้ 2 อย่าง ไม่รู้อันที่จริง เพราะมันเหนือกว่าความเก๊ เขาไม่มีสิทธิ์ เก๊จะไม่มีสิทธิ์รู้ความจริง มันยาก ต้องค่อยๆศึกษาว่าอันนี้จริง เราเก๊ ถ้ายอมรับเสีย รู้ความจริง เมื่อนั้นคุณจะละอายอย่างแรงกล้า ศรัทธาอย่างแรงกล้า หิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้า แล้วจะเคารพอย่างแรงกล้า จะรักเคารพและบูชาอย่างแรงกล้า เพราะไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นด้วยดูถูกดูแคลนสิ่งที่ถูกต้อง เราก็ไม่ดูถูกดูแคลน หลงไปจริงๆ อาตมาตั้งใจจะอธิบายไปถึงชั่วโมงครึ่ง เพราะอายุ 90 แต่อัชฌาสัยที่ทนไม่ได้ต่อความกรุณามีมาก ก็เลยคิดว่าไม่กระไรนะ อาตมาก็ไม่ถึงขั้นจะแย่ถึงขนาดนั้น ก็ยังทำได้อยู่ พวกคุณก็ยังตั้งใจฟังอยู่ ใครอยากหยุดแล้วยกมือขึ้น ไม่เห็นมีใครอยากให้อาตมาหยุดสักคน แล้วอาตมาทำผิดอะไร อาตมาไม่ได้ทำผิดนี่ ไปถึง 20:00 น ก็แล้วกัน มาไล่ดูอาริยบุคคลหรืออรหันต์ อรหันต์ก็จะต้องเป็นคนที่มีโลกุตรธรรมแท้ๆใช่ไหม ทีนี้ ผู้เป็นอาจารย์หรือเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธในยุคที่ผิดเพี้ยนไปแล้วคือยุคนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอมต้องเอา “ตนเอง”นี้แหละ“ตัวแท้” ที่จะยืนยันเป็นหลักฐานแห่ง “ความจริง” มันสุดวิสัยแล้วจริงๆ ไม่มีทางเลือกแล้ว

เพราะ“พระอาจารย์”หรือผู้เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธยุคนี้ได้เพี้ยนผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าชนิด “กลับตาละปัตร” หน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว จึงสอนผิด เข้าใจผิด เชื่อผิด หลงงมงายไปชี้คนผิดที่เป็น“อรหันต์เก๊”ว่าเป็น “อรหันต์” มันก็หลอกคนอยู่ ซึ่งเขากล้าหลอกกันได้ถึงขั้นกล้ายืนยันผิดเพี้ยนไปได้ถึงขนาดว่า ผู้บรรลุธรรมนั้น ครั้นบรรลุธรรมแล้วจะบอกใครว่า “ตนเองบรรลุธรรม”ไม่ได้เป็นเด็ดขาด ถึงกับพูดและเขียนว่า “ผู้บอกว่าตนบรรลุธรรมนั้นแหละคือผู้ไม่บรรลุธรรม” ...บังอาจกันปานฉะนี้! ซึ่งมันค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน โลหิจสูตร ว่า คนที่คิดแบบนี้คือผู้ที่มีคติไปนรกกับเดรัจฉานเท่านั้น เขาก็ตีความเข้าข้างตน อาตมาจึงจำเป็น-จำนน-จำยอม ไม่มีทางเลือกใดอีกแล้ว จำต้องใช้“ตนเอง”นี้แหละเป็น“เป้าให้ยิง”กันเลย เพราะว่ามันต้องเอาตนเองเป็นตัวประกันเลย เขาจับตัวประกันก็เอามีดมาจอกคอเอาปืนจ่อหัว เอาตัวเองไปเป็นเป้า ถ้าอาตมา“เป็นของเก๊”อาตมาถูกยิงถล่มหนัก ร่างแหลกกระจุยแน่นอน ไม่เหลือซากมาจนป่านนี้แน่ ถ้าเขาสุดทนยิงเปรี้ยง อาตมาก็ตาย ถึงวันนี้ผ่านมา ถ้าอาตมา“ไม่ใช่ผู้อยู่ยงคงกะพัน” แท้จริง อาตมาก็ตายสลายร่างแหลกไปเป็นผุยผงแล้ว ไม่ยืนหยัดยิ่งยงหนังเหนียวอยู่กันถึงวันนี้ ถึงวินาทีนี้หรอก อาตมายืนยันยืนหยัดตนเองว่า มี“ความจริง” เป็น “คนจริง” สาธยายและประพฤติตนเอง มาถึงพ.ศ. 2566 นี้อาตมาก็ทำงานศาสนามานานเกินครึ่ง 100 ปี คือ 53 กว่าปีมาแล้ว มี“ความจริง“ปรากฏสภาพทั้งตัวอาตมาเอง ทั้งคนผู้เข้าใจ-เห็นดี-เห็นด้วย และมาปฏิบัติกระทั่งบรรลุมรรคผลจริงมี“อาริยบุคคล”เกิดได้จริงมี“โลกุตรธรรม”แท้ ยืนยันว่าในชาวอโศก มีพระอริยบุคคลจริงมี โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริง ที่คุณไม่เชื่อไม่เข้าใจและคุณไปหลงแต่ของเก๊ แต่ของจริงอุบัติเกิดขึ้นมาในชาตินี้ คุณก็ไม่เชื่ออีก อาตมาก็เห็นใจเขาจริงๆ ถ้าเผื่อว่าความเสื่อมของศาสนาพุทธเจ้ามาถึงยุคนี้ ยอมรับเถอะว่าเสื่อม ถ้าไม่มีคนเอาของจริงของแท้มาสถาปนาเข้าไปในใหม่แล้วมันจะมีต่อไปได้ไหม ก็ไม่ได้ ใครจะมากล้ายืนยันอย่างอาตมา นอกจากยืนยันแล้วสาธยายเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาพูดอธิบายให้เข้าใจถึงจิตเจตสิกรูปนิพพานต่างๆเป็นอภิธรรมละเอียดลออทั้งภาษาและสภาวะ แล้วให้คุณมาศึกษาจนมีสภาวะอย่างนั้นอย่างนั้นตามจริงๆขึ้นมาจนเกิดสังคม สาราณียธรรม 6 อาตมาทำได้ถึงขั้นนั้น ทำได้ถึงขั้น สาราณียธรรม 6 มาอยู่ด้วยกันเป็นชุมชนชาวอโศก อยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม เป็นสาธารณโภคี ลภาที่ได้โดยธรรม ก็เป็น ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา จบกิจเรื่องเศรษฐกิจอย่างสบายเลยพวกเรา นอกจากพวกคุณมาอยู่ในนี้แล้ว รู้สึกไหมว่า เรามาอยู่ในนี้จะกลัวเราจะขี้เกียจรู้สึกไหม กลัวเราจะขี้เกียจเท่านั้น ถ้าเราจะขี้เกียจอย่างนี้เราเป็นหมาหัวเน่าเลยนะ นี่คือสัจจะชนิดหนึ่ง ความขี้เกียจจะหายไป มันจะไม่เป็นคนขี้เกียจ ขี้เกียจไม่ได้เป็นหมาหัวเน่าในนี้เลย เพราะฉะนั้นจะขยัน จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ ลึกๆมันเป็นอย่างนั้นสัจธรรม เพราะฉะนั้นในนี้จึงไม่ใช่สังคมคนขี้เกียจ เป็นสังคมคนไม่มีความขี้เกียจ เจริญแล้ว มีแต่ วิริยารัมภะ ตามวรรณะ 9 หลายคนบอกว่าไม่สั่งสมแล้ว อปจยะ จริง ไม่สะสม หลายคนยิ่งอยู่ไปนานยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งไม่ต้องสะสมหรอกสบาย นอกจากไม่สะสมแล้วไม่อดไม่อยาก บางทีมีคนเอาธนบัตรมาใส่มือให้ก็มี เราก็ไม่ได้ใช้อะไร หลายคนดีไม่ดี รัฐบาลให้เดือนละ 600 700 บาท เดือนละ 800 บาท ก็ไม่เอา เอามาให้อาตมา อาตมาก็เอามาเข้ากองกลาง เห็นไหมอายุแก่แล้วรัฐบาลให้ตั้ง 600 700 ทำไมไม่เอาไว้ใช้บ้างเล่า เขาก็ไม่เอาเพราะมั่นใจในสาธารณโภคี นี่คือเครื่องยืนยันสัจธรรม พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ไปว่าคนที่ไม่ได้เอามาให้นะ อาตมาพูดหว่านไปเท่านั้นเอง เกรงใจเหมือนกัน ไปกระตุกเขาที่เขาไม่เอามาให้ ก็ไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างนั้น ที่อาตมาพูดขึ้น อาตมาหยิบเอาความจริงของคนจริง มีสภาวะธรรมจริงมายืนยัน มันเป็นเรื่องของสังคมมนุษยชาติที่ประหลาด คนมี สาราณียธรรม 6 ประหลาด มี พุทธพจน์ 7 จิตวิญญาณจะมีความระลึกถึงกัน สาราณียะ ปิยกรณะ เคารพกันครุกรณะ เกื้อกูลกันสังคหะ ไม่วิวาทกัน อวิวาทะ สามัคคียะอยู่กันอย่างพร้อมเพรียงสบายเป็นเอกภาพแน่น เอกีภาวะ คนข้างนอกเขารับรู้ได้เลยว่าชาวอโศกมันแน่น เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เขาไม่กลัวตรงที่เรามีน้อย ถ้ามีมากกว่านี้เขาจะกลัวแล้วมันจะมีธรรมฤทธิ์เยอะ แต่มันก็คงได้ประมาณนี้แหละ มันคงไม่ได้มากกว่านี้เท่าไหร่ แต่มีคนผู้สามารถรับเอา“ความจริง”ที่เป็น“ของแท้ -ของจริง”นี้ได้นั้น ก็ยังมีน้อยอยู่ ยังไม่มีมวลมากพอ ยังน้อยกว่า“ของเก๊-ของปลอม”อยู่มากกว่ามาก แม้อาตมาได้ทำงานศาสนามาถึงวันนี้ได้พากันเรียนรู้ปฏิบัติกระทั่งบรรลุเป็น“อาริยชน”กันได้จริงปรากฏกลุ่มหมู่คนประชาชนขึ้นในสังคมประเทศไทย ที่เรียกกันว่า “ชาวอโศก” ที่มีความประพฤติดำเนินชีวิตตาม“พุทธคติ”อย่างเป็น“สัมมาทิฏฐิ”ที่ตนเข้าใจแล้วนำมาปฏิบัติจนบรรลุผลตาม“มูลสูตร 10” อันได้แก่ 1) “ความยินดี(ฉันทะ)”เป็น“รากเหง้า(มูลกา)”ของจิต เป็นต้นเหตุขั้นสำคัญสุดยอด คือ “ความยินดี(ฉันทะ)”นี้เป็นทั้งมาก่อนอื่นใด,เป็นทั้งหลักสำคัญที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ซึ่ง“ความยินดี”ที่บาลีว่า “ฉันทะ”นี้ จัดอยู่เป็น “อันดับ 1”ของ“มูลสูตร 10”เชียวนะ! จึงมีนัยสำคัญยิ่งๆ “รากเหง้า(มูลกา)”สุดสำคัญยิ่งทั้ง 10 ของ“มูลสูตร 10”นี้ พระพุทธเจ้าทรงประมวลมาด้วย“พระสัพพัญญุตญาณ”นำมาตรัสประกาศไว้ เป็น“หลัก”ขั้น“รากเหง้า”ที่บาลีว่า “มูลกา 10”นี้จึงเป็น“ต้นธาตุ-ต้นธรรม”แท้ๆแน่ๆ ดังนั้น เริ่มต้นความเป็น“อาการของจิต” คำว่า “ความยินดี”หรือ“ฉันทะ”ที่เป็น“ข้อที่ 1”ของ“ความรู้”ทั้งหลายก็ดี “ความจริง”ทั้งหลายก็ดี จึงเป็น“ขั้นต้น”ที่เป็น “จุดเริ่มต้นแห่งต้น”ของ“ความเป็นจิต-เจตสิก”ทั้งหมดกัน สุดสำคัญยิ่งยอด ยิ่งใหญ่แห่งใหญ่ยิ่งจริงๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ฉันทะ”นี้เป็น“เจตสิกสำคัญ”ที่มี“ฐานะทำหน้าที่”นำธรรมะหมวดอื่นๆ เช่นใน ใน“มูลสูตร 10”นี้เอง เป็นต้น หรือใน“อิทธิบาท 4” หรือใน“สุริยเปยยาล 7” และในที่อื่นๆอีกมากมาย พระพุทธเจ้าทรงประมวลมาเป็นรากเหง้าด้วยสัพพัญญุตญาณของพระองค์ เป็นต้นธาตุต้นธรรมที่แท้จริง 2) “การทำใจในใจ(มนสิการ)”เป็น“แดนเกิด(สัมภวะ)” ซึ่งชี้ชัดถึง“รากเหง้าแห่งต้นธาตุต้นธรรมของการเกิด”นั้นคือ ต้องทำให้“การเกิด(โยนิ)”กันที่จิตหรือที่ใจนี่เอง(มนสิ)” ต้องเป็น“การเกิด”ตรงนี้ๆ ที่บาลีว่า “โอปปาติกโยนิ”นี้ จะไม่ใช่“การเกิด”ที่เกิดเป็นเนื้อเป็นตัวมี“ร่าง” มี“สรีระ”เพาะตัวใน“มดลูก”ใน“น้ำคร่ำ” ที่บาลีว่า “ชลาพุชโยนิ” และไม่ใช่“การเกิด”ที่เกิดเป็น“ไข่”คลอดออกจากท้องแม่ก่อน แล้วค่อยมาฟักภายนอกท้องแม่อีกขั้นตอนหนึ่งจึงจะเป็น“สัตว์” ที่บาลีว่า “อัณฑชโยนิ”หรือ“ทวิชาติ(เกิด 2 ครั้ง)” หรือไม่ใช่“การเกิด”ที่เกิดแบบจุลินทรีย์หรือสัตว์ในน้ำเน่าน้ำครำในเหงื่อไคลซึ่งแตกร่างแตกตัวกันเอง ที่บาลีว่า “สังเสทชโยนิ”ทั้งหลายนั้น แต่เป็น“การเกิด”ซึ่งเกิดทางจิตในจิตโดยตรง ที่บาลีว่า “โอปปาติกโยนิ” “โอปปาติกโยนิ”เป็น“การเกิด”ที่เกิดแบบ“กรรมโยนิ” หมายความว่า “การเกิดนี้เกิดจากกรรมของตนเอง” คำว่า กรรม มันยิ่งใหญ่กว่า God พูดแล้วมันจะไปข่มเขา แต่พูดความจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้สงสัยเรื่องอัตภาพต่างๆ จัดการกับอัตภาพได้จนกระทั่งสลายอัตภาพเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเลย นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ยืนยันสุดเลยจะไปกลัวอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนั้นไม่ได้ไปดูถูกเขาแต่เราชัดเจน เขามีความรู้ประมาณนั้น จบ 660614 เกิดมาชาตินี้อาตมาจำเป็นต้องประกาศอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน