บุคคล 3 ประเภทแรกในบุคคล 7 ของศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
บุคคล 3 ประเภทแรกในบุคคล 7 ของศาสนาพุทธ _พ่อครูว่า... อาตมาตั้งใจจะอธิบายเรื่องบุคคล 7 ล.36 _[๔๖] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉนสัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้ เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารีบุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าสัทธาวิมุต
_[๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต พ่อครูว่า... แม้แต่สัทธาวิมุติ ต้องมาปฏิบัติมีปัญญาลืมตาเห็นแสงสว่างมีผัสสะ ไม่อย่างนั้นก็มุดอยู่กับมิจฉานิโรธ พระพุทธเจ้าตรัสว่าท่านตรัสรู้ด้วย จักขุ (ในพระไตรปิฎกเล่ม 1 ) ท่านระลึกชาติไปว่าท่านเป็นสัมมาสัมพุทโธมาแล้วแต่ชาติก่อน คนไม่รู้สภาวะตรงทุกอย่างที่อาตมารู้นี้มีนี้เขาพูดอย่างนี้ไม่ได้หรอก ก็มันทั้งสับสนจะพูดไม่รู้เรื่อง แต่อาตมาพูดได้รู้เรื่อง _[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉนปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล
อ่านต่อ
ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ พ่อครูว่า... เป็นตระกูลพุทธิจริต สัทธานุสารี หากมิจฉาทิฏฐิจะไปจมกับสัทธาวิมุติอีกนาน นั่งหลับตามีแต่สัญญากำหนดทวนอยู่ในภพชาติไม่ได้ออกมาเห็นความจริง ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ทวาร 5 กระทบภายนอก แล้วเกิดสภาพปัจจุบันชาติ ปัจจุบันธรรม เมื่อกระทบจริง มีกิเลสมันก็เป็นกิเลสจริงๆไม่ใช่กิเลสที่เกิดจากความจำในทิฏฐิ 62 ในอดีต 18 อนาคต 44 ไม่ใช่เลย ถ้าฟังอันนี้เข้าใจจะรู้ว่าเราเคยจมอยู่ในทิฏฐิ 62 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ค้นพระสูตร สูตรที่ 1 เลย ก็อยู่กับชาละ ข่ายแห ข้องอยู่เหมือนลิงติดแห พรหมชาลสูตรคือพระสูตรว่าด้วยข่ายแห ติดอยู่อย่างนั้น ไม่ออกมาง่ายๆ สำหรับพวกสัทธาวิมุตที่ติดอยู่อย่างนั้น กว่าจะมีปัญญาขึ้นมาก็ต้องลืมตา หลับตาไม่มีปัญญา ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูตร พระพุทธเจ้าท่านยืนยันชัดเจนในข้อ 258 ปัญญาจะเกิดได้ ต้องปฏิบัติมี 1. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ 2. สัมมาทิฏฐิ 3. มัคคังคะ แล้วถึงจะเกิดปัญญาปัญญาอินทรีย์ปัญญาผล ด้วยการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีการทำอาชีพ การ กระทำ การพูด การคิด คนมีตาก็ต้องลืมตาทำสิ หลับตาทำไม่ได้หรอก ไม่ได้เกิดสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะสัมมาวาจาอะไรได้เลย อธิบายชัดๆอย่างนี้ เขาก็ยังเข้าใจไม่ได้ ทำไมมันปึกมันหนา มันเป็นตาเหลือใจแท้ๆ (ภาษาอีสาน) เพราะฉะนั้นมาฟังดีๆ จะเป็นตระกูลสัทธาจริตหรือพุทธิจริตก็ตาม สายปัญญาหรือสายศรัทธาก็ตามฟังดีๆ 3 บุคคลแรก สัทธานุสารี ธัมมานุสารีและศรัทธาวิมุต กว่าสัทธานุสารีจะออกจากกองวังวนที่จมอยู่ใน ความติดยึดในวังวนของสมถะ ก็อีกนานแสนนาน ศรัทธาวิมุติ ถ้าไม่ได้ปัญญาเข้ามา จิตก็ยังจะเป็น เฉโก เป็นโลกียะต่างจากปัญญาที่เป็นโลกุตระ ยังไม่มีความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกุตระ มีแต่ความรู้ความฉลาดที่เป็นเฉโก มันก็วนอยู่ในนั้นจมไปอีกนานมาก เพราะศาสนาพุทธไม่ได้มีหลับตาปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ก็ยืนยัน มรรคมีองค์ 8 ก็ยืนยัน จะเอาอะไรมายืนยันอีกมีอีกเยอะ ก็ตรวจตราดู พระไตรปิฎกก็ยังมีให้อ่านให้ตรวจกัน อ่านพระไตรปิฎกให้แตกฉาน อย่าอ่านอย่างโง่ๆ ไม่รู้ก็หาผู้รู้ปรึกษา ขออภัยหากไม่เข้าใจบทไหน ก็มาถามอาตมาก็แล้วกัน ไม่ใช่ท้าทาย แต่เห็นใจสงสาร อาตมาจำเป็นที่จะต้องไขความอีกเยอะ อีกลึก แล้วเทียบเคียงผู้นั้นผู้นี้ว่าผิดว่าถูก เพื่อยืนยันปรากฏการณ์จริง ไม่ใช่ว่าเป็นการพูดลอยลมไม่มีอะไรอ้างอิงเลย พระพุทธเจ้าก็ให้พูดอย่างมีหลักฐานอ้างอิงยืนยัน ถ้าหากพูดอย่างหลักลอยไม่มีอะไรอ้างอิงนั้นไม่ถูก ในหนังสือที่อาตมาเขียนจึงมีวงเล็บว่ามาจากหนังสือเล่มไหนอย่างไร อ้างบาลีกำกับ จนคนรำคาญ แต่อาตมาก็ต้องยอมให้คนรำคาญเพราะเป็นการยืนยันว่า อาตมาไม่ได้พูดเองแต่พูดยืนยันตามพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก มีหลักฐาน ธัมมานุสารี ไปเป็นทิฏฐิปัตตะก็ง่าย เพราะมีเป็นสายปัญญามีปัญญานำ ทิฏฐิปัตตะคือ ผู้บรรลุด้วยความเห็นความรู้ความเข้าใจหรือผู้บรรลุด้วยทิฏฐิ เพราะสัมมาทิฏฐิได้เร็วได้ง่าย ฟังธรรมะไม่ช้าไม่นาน ก็เข้าใจและปฏิบัติเป็นสัมมาทิฏฐิได้ ก็บรรลุมรรคผลไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังเป็นสัทธานุสารี สัทธาวิมุต กว่าจะปีนกรอบของวังวนที่มันช้านาน ใช้เวลา 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ปัญญานั้นปฏิบัติ 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ส่วนศรัทธาจริตนี้ ทำเต็มที่เหมือนกันต้องใช้เวลาถึง 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ส่วนผู้ที่เป็นวิตักกะจริตง่อกๆแงกๆ เดี๋ยวก็กลับไปกลับมามีวิจิกิจฉาไม่ชัดไม่สรุปผลตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปตามลำดับ ต้องให้มันถูกเรื่องถูกราวก็ไม่ทำ มีแต่รู้มากรู้ๆเต็มหัว เป็น ปทปรมะบุคคลยังไม่พอ ยังไปเก็บอจินไตยต่างๆ ของอาจาริยวาทก็เอามาศึกษาตาม นี่คือประวัติศาสตร์ศาสนา เออ ทำหน้าที่นี้ ที่จริงมันก็ดีแต่มันเสียเวลาเปล่าๆนะ เป็นผู้รู้เป็นปราชญ์เอกที่มีอยู่ในศาสนาพุทธทุกวันนี้ ก็น่าสงสาร เป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์เอกที่มีอยู่ในศาสนาพุทธทุกวันนี้ก็น่าสงสาร เมื่อไหร่จะหยุดแล้วจะหันมาปฏิบัติธรรม ท่านก็อาจจะเชื่อว่าท่านปฏิบัติ ท่านสงบ ไม่โวยวายเหมือนโพธิรักษ์ ท่านเงียบ ท่านไม่ตอบโต้ไม่ว่าใคร ใครบอกว่าอรหันต์ไม่ว่าใคร พระพุทธเจ้าท่านยังตำหนิแล้วตำหนิอีก เพราะเป็นผู้รู้จริงจึงต้องตำหนิได้ ด้วยความแกล้วกล้าอาจหาญ ไม่ได้ย่อหย่อนเหยาะแหยะอะไร ก็มั่นใจรู้จริงจึงเกิดความกล้าหาญจริงๆ มันเป็นสัจธรรมนั้นเลย มันลงตัวโดยไม่ต้องเอาตัวไปลง มันเป็นของมันเองแล้ว ตถตา มันก็เป็นอย่างนี้ ผู้ปฏิบัติตามธรรมะของพระพุทธเจ้าจริงๆแล้วไม่ต้องเอาตัวไปลง แต่มันลงตัวไปตามลำดับ ไปตามธรรม ของพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิ เป็นสัจจะจริงๆ ก่อนจะเอาตัวไปลง มันต้องสัมมาทิฏฐิจริงๆ เอาตัวไปลงที่ไม่สัมมาทิฏฐิ ไปลงบ่อนที่ผิดๆก็พากันลงนรกอเวจีอย่างที่เห็น อาตมาไม่ได้พูดใส่ไคล้ใส่ความ หรือว่าตำหนิผิดๆ หาเรื่องหาราว อาตมาไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้เลย อาตมาทำความจริงทำความถูกต้อง กอบกู้โลกุตรธรรมให้แก่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้นมีโลกุตรธรรมเป็นเอก เป็นหนึ่งเดียวในโลกซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตรว่า โลกุตรธรรมเสื่อมไปในอนาคต แล้วเขาจะไปนิยมผู้ที่เรียบเรียงเองให้ไพเราะไม่ได้เป็นไปตามแบบพระพุทธเจ้า มันเป็นจริงในยุคนี้ เห็นจริงเลย ยืนยันความจริงของคำพยากรณ์พระพุทธเจ้า แน่นอน พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ย่อมไม่ผิด ไม่มีผิด แล้วก็ยุค 2500 กว่าปีนี้มันหมดไปจริงๆ จนอาตมาต้องมายืนยันความจริงว่า อาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้รู้โลกนี้โลกหน้าเอามาขยายความให้ฟังว่า โลกหน้าที่ในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร โลกหน้าคือโลกโลกุตระที่ขยายความให้ฟัง แล้วคนสามารถเข้าโลก หลุดโลก ดับโลก ได้ 650715 คำสอนโลกุตระที่เกิดเป็นมรรคผลพิสูจน์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ