ประชาธิปไตยของพุทธอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ประชาธิปไตยของพุทธอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ มีคนต่างประเทศ คุณเราโน่ เขามาเป็นชาวบ้านราช เขาอยู่ที่นี่เป็นชาวฟินแลนด์ แสดงความเห็นมา ฟังธรรมะอาตมามา เขาก็สรุปมาว่า _กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ เราโน่ได้ติดตามการแสดงธรรมของพ่อครูผ่านทางการอธิบายของดิฉันในเรื่อง ประชาธิปไตย เขามีข้อสรุปตามแนวทางของพ่อครู ดังนี้ค่ะ Buddha’s Policy: To live for; นโยบายของพระพุทธเจ้า คือ มีชีวิตเพื่อ ... 1. Well-being of Mankind (body) ความอยู่ดีของมนุษยชาติ (ด้านร่างกาย) 2. Happiness of Mankind (soul) ความเป็นสุขของมนุษยชาติ (ด้านจิตใจ) 3. Serving the World รับใช้โลก These are the main elements of ‘Prachaathippatai’ in accordance with Buddha’s aspect. นี่คือ สาระสำคัญของประชาธิปไตย ตามแนวทางหรือนโยบายของพระพุทธเจ้า Due to the third policy, “Serving the World” Buddha cared for animals including all plants and non-beings, such as soil, water, air and fire. ในนโยบายข้อที่ 3“ รับใช้โลก” พระพุทธเจ้าทรงรวมถึงการอาทร พืช สัตว์ และสิ่งไร้ชีวิต ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ When all are in balance. This is “Prachaathippatai”. เมื่อทุกสรรพสิ่งได้สมดุล นี่คือประชาธิปไตย …………………………….. 2 main aspects which Buddha teaches Buddhists พระพุทธเจ้าทรงสอนชาวพุทธใน 2 ประเด็นหลักคือ To develop yourself by learning Self-sufficiency การพัฒนาตน โดยการเรียนรู้ที่จะพึ่งตน (อัตตาหิ อัตโน นาโถ) To develop your society by helping each other to reach the 3 kinds of Buddha’s Policy. การพัฒนาสังคม โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามนโยบายสามข้อ ดังกล่าว (พหุชนหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ)(สิร

อ่านต่อ

ิมา เติมภาษาบาลี) …………พ่อครู seriously implement Buddha’s Policies. พ่อครูได้นำนโยบายของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติอย่างจริงจัง อนึ่งเราโน่ได้พิสูจน์จากประสบการณ์ของตนแล้วว่า การมีเกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งทางสังคมสูง และมีฐานะทางเศรษฐกิจดีนั้น หากมุ่งมั่นด้วยตัวเองก็ประสบความสำเร็จได้ ทว่า การพัฒนาจิตวิญาณ จำเป็นต้องมีผู้นำที่รู้จริง ทำได้จริง และมีหมู่กลุ่มเกื้อหนุน อยู่เป็นปัจเจกชนไม่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณได้ .....ฟินแลนด์ ที่ยกย่องกันในประชาคมโลก ว่า ประชาชนมีความสุขที่สุด มีการศึกษาดีที่สุด มีฐานะทางเศรษฐกิจดีที่สุดนั้น เป็นเพียงภาพลวงตา เด็กชาวฟินน์ที่เกิดมาในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาจะต้องใช้หนี้ที่รัฐบาลกู้มาอย่างมหาศาล พวกเขาจะมีความสุขได้อย่างไร .. นี่คือผลของประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมากของประชาชน..เราโน่ยินดีขยายความเรื่อง.. ความสุขปลอมๆของชาวฟินน์ในฟินแลนด์ เชิญมาสนทนาได้ที่เฮือนข่อยหว้าแหล่ว ราชธานีอโศก ...พ่อครูมีความเห็นต่อวิธีคิดของเราโน่เรื่องประชาธิปไตยตามหลักการของพระพุทธเจ้าอย่างไรคะ กราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูงยิ่ง สิริมา ศรสุวรรณ (หายโง่) 12 มิถุนายน 2566 พ่อครูว่า... อยู่ดีๆฟังให้ดี ใครอยู่ข้างนอก มีผู้นำมีหมู่กลุ่มที่ดีแล้วไม่เข้ามาจะยาก แต่เราโน่ เขาเข้าใจ คำว่า ประชาธิปไตย ตามความหมายสมัยนี้ ที่เขาเข้าใจกัน อาตมาเคยอธิบาย คำว่าประชาธิปไตยเป็นศัพท์ภาษาไทยยุคนี้ ในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีคำศัพท์คำนี้ มีแต่คำว่าอธิปไตย อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย แล้วก็เป็นพลังอธิปไตยนั่นแหละ มันมาเป็นประโยชน์ มาเป็นอายะ 3 ที่อาตมาเอา 2 หมวดนี้มารวมกัน คืออธิปไตย 3 กับอายะ 3 อธิปไตยคือพลังอำนาจของโลก พลังอำนาจของตน แล้วก็เป็นอธิปไตย 3 แล้วก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เรียกว่า อายะ 3 และเพื่อ พหุชนะ ก็คือประชาชน มวล ก็คือ พหุ จำนวนมาก หิตายะ คือ ประโยชน์ หิตาคือประโยชน์ อายะคือ ที่ได้ก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน อันที่ 2 เพื่อความสุข พหุชนสุขายะ และ อันที่ 3 คือ โลกานุกัมปายะ เกื้อกูลโลก รับใช้โลก ช่วยโลก ทำประโยชน์ให้แก่โลกทั้งมวล เป็นการหมดตัวหมดตน เสียสละเพื่อจะทำให้แก่โลก เป็นผู้รับใช้โลกเลย ยิ่งใหญ่ นี่คือความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสาระสภาวะ แต่ไม่ได้มีศัพท์คำว่าประชาธิปไตยในยุคสมัยพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็ทำประชาธิปไตยอยู่ในสังคมยุคนั้นไม่ได้ ก็พูดมาไม่รู้กี่ทีแล้ว เขาทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้ เพราะว่าเป็นยุคของคนในยุคโน้น คนเป็นทาส แล้วก็เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคที่ไม่รู้เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิอะไรในตัวคนๆหนึ่ง ไม่รู้เลย สิทธิในข้าวของ สิทธิในความเป็นชีวิต สิทธิในศักดิ์ศรี ในตัวตน ที่จะพูด จะคิด จะทำ ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นมันจึงทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าทำได้เฉพาะผู้ที่มีภูมิปัญญาโลกุตระ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่อาตมาพูดมันเป็นประชาธิปไตยโลกุตระ ไม่ใช่ประชาธิปไตยของสังคมเทวนิยม สังคมที่มีความรู้เรื่องธรรมะเรื่องจิตวิญญาณแค่แบบพระเจ้า มันเป็นความรู้ที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นความรู้ยิ่งกว่าจิตวิญญาณที่อยู่ในกรอบของโลกีย์เท่านั้น มันครบในโลกีย์ที่สมบูรณ์ ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด แล้วก็เลิก ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความดีที่สูงสุดว่าเป็นเราเป็นของเราด้วย มันสุดยอดถึงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้อยู่อย่างยึดมั่นถือมั่นอะไร แต่อยู่อย่างมีประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นผู้ที่รู้จักจิตวิญญาณที่เป็นอัตภาพ สามารถจะอยู่กับโลกอย่างไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข และเป็นประโยชน์ต่อโลก ไม่มีโทษใดๆเลย และสามารถที่จะตายจากสิ่งทุกอย่างไปหมดเลย แต่เทวนิยมหมดสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้จักจิตวิญญาณ แล้วก็ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากจิตวิญญาณที่เป็นอัตตา จำนนต่อความเป็นอัตตานิรันดร แล้วหลงสุข ซึ่งสุขนั้นมันคือมายาของทุกข์ คนยึดสุขไม่มีทุกข์ไม่ได้ คุณทำเก่งที่จะให้จิตวิญญาณได้เสพสุข อารมณ์ เป็นเรื่องปลอม เป็นเรื่องมายา เป็นเรื่องผีหลอก ซึ่งอาตมาพยายามใช้ภาษาแทนสภาวะเหล่านี้ คนฟังเองจริงๆเข้าใจภาษาได้ แต่ไม่ใช่จะเข้าใจสภาวะที่ตนเองหลงถูกมายาผีหลอกนั่นหลอกเอา จนไปเป็นทาสของผี เขาก็ไม่รู้ตัว แล้วก็ยอมตนเป็นทาสของผี เป็นทาสของมายา หรือผู้ยืนยันว่าตัวเองเป็นเจ้าของสุข หรือเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือผู้ที่เขาสมมุติว่าคือพระเจ้า แต่จริงๆแล้วพระเจ้าไม่มี มีแต่อุปาทาน เป็นนิรมานกายอย่างหนึ่ง ว่าเป็นเจ้าของสุข ที่จะประทานให้ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ บางครั้งเขาก็ทุกข์ บางครั้งเขาก็สุข เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะทำให้ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ทั้ง 2 อย่างได้ เขาจะทำไม่ได้ไม่มีวิธี และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าสุขทุกข์นี้มันไม่มีจริง แต่เขาอยากได้สุข แต่ความทุกข์มันก็มาแซม จะรวยมากที่สุดก็ยังมีทุกข์ในบางครั้ง จะมีเกียรติมียศมากที่สุด ก็มีทุกข์ในบางครั้ง จะมีอะไรที่โลกเขามีเขาหลงเชื่อกันว่า อันนี้ถ้าได้แล้วมันสุข เขาก็จะได้แล้วก็จะมีสุขในสิ่งที่ได้ มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้เรื่องสุขทุกข์ ไม่เรียนรู้เรื่องสุขทุกข์ เข้าใจไม่ได้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เขาศึกษาแต่ความดีและความชั่ว ซึ่งอาตมาเทศน์ไม่รู้กี่ครั้งมาแล้ว ดีชั่วเป็นสมมุติของโลกเป็นโลกีย์ เขาก็จะต้องทำดีก็ดีล่ะไม่มีปัญหา ยืนยันในสมมุติของโลกแล้วก็ตาม กาละ เทศะ ฐานะ ตามเวลา สถานที่ บุคคล สถานที่ ไม่ได้เที่ยง ไม่ได้อยู่คงทีเลย เพราะฉะนั้นจะเอาคำสอนตามคำสอนของพระเจ้าหรือพระศาสดา ว่าจะต้องขึ้นอยู่กับคำสอนอันนั้น ที่ยืนยันว่าอย่างนั้นอย่างเดียวไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ มันก็ผิด เพราะ กาละไม่เที่ยง ไม่ได้อยู่อย่างเดิม เทศะไม่เที่ยง ฐานะก็ไม่ได้อยู่อย่างเดิม มีองค์ประกอบต่างกันไป มันก็เลยเป็นความหลอกความปลอมอยู่ตลอดเวลา พวกเรามาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็บอกตัวเอง อ่านตัวเอง เข้าใจตัวเองให้ได้ ผู้ที่มีอาริยธรรม มีโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจริง คุณก็อยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ของโลกแต่ก่อนคุณไม่รู้คุณก็หลง อาตมาก็เคยหลงมา ใครๆก็เคยหลงกันทั้งนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็ยังหลง ถูกลิงลมอมข้าวพองเอาไป อาตมาก็ยังเคยหลง พวกคุณแต่ละคนก็เคยผ่านมาทั้งนั้น กว่าจะรู้ตัว โอ้โห.. บางคนอายุตั้งเท่าไหร่มา บางคนมาได้ตั้งแต่อายุไม่มากก็ดี เด็กๆพวกนี้ก็ยังไม่ค่อยรู้ ทั้งๆที่เรียนไปก็เข้าใจแต่เดี๋ยวเขาก็ไป สักวันหนึ่งเดี๋ยวเถอะอายุมาก หลายคนเด็กๆ ก็จะรู้ตัว ใครรู้ตัวเร็วก็มาเร็ว ใครรู้ตัวช้าก็มาช้า หลายคนก็อาจจะไม่รู้ตัวเลย โดนโลกเขาดึงไป หลงไปกับโลกเขาเลย ก็เป็นธรรมดา เพราะสิ่งที่มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นสุดยอดของมนุษย์ ประเด็นหลักๆเลยคือ พระพุทธเจ้าพาคนมาบรรลุธรรม คือ 1.อยู่กับโลกเขา เป็นคนไม่มีโทษ ไม่มีภัย ไม่มีพิษ ไม่ทำเสียหายอะไรให้แก่โลกเลย 2.รู้จักจิตวิญญาณ จะอยู่ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือไม่อยู่จะสลายไปเลยก็ได้ นี่คือจบเรื่องจิตนิยาม จิตวิญญาณสูงสุดแล้วไม่มีอะไรจะสูงสุดเท่านี้อีกแล้ว เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เทวนิยมไม่มีสิทธิ์ค้นพบ วิทยาศาสตร์เทวนิยม วิทยาศาสตร์ตะวันตก วิทยาศาสตร์ศาสนาพระเจ้าไม่มีทางมาพิสูจน์โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า หรือพิสูจน์จิตวิญญาณจนสมบูรณ์แบบเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้พิสูจน์มาแล้ว ไม่มีสิทธิ์ บอกเลยว่าปิดประตู คุณต้องมาศึกษาทางนี้ แล้วบรรลุอรหันต์ คุณจึงจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้เรื่องศาสนา ถ้าไปเรียนรู้จากเทวนิยมจากต่างประเทศ ปัดโธ่เอ๋ย ไม่ใช่พูดเล่นนะ เขาจะมาบรรลุอย่างศาสนาพุทธไม่ได้ เขาก็ไปรู้อย่างศาสนาเทวนิยมเขา แล้วไม่เหมือนกัน ศาสดาศาสนาแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน เขาก็ยังขัดแย้งกัน ดีไม่ดีรบกันด้วย มีศาสนาพุทธเท่านั้น อันนี้เข้าใจยาก ศาสนาพุทธที่อยู่ในพุทธกัปอยู่ในยุคไหนก็แล้วแต่ ถ้าเป็นพุทธแล้วมันจะอันเดียวกันหมดเลย มันจะไม่มีศาสดาของศาสนาพุทธเป็นพระพุทธเจ้า 2 องค์ซ้อนกัน ในยุคไหนๆก็ไม่มี ถ้าเป็นพุทธนั้นพระพุทธเจ้าก็องค์เดียวกัน มีใครจะบอกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า ไม่มี นอกจากคนบ้า แล้วก็เป็นคณะอะไรไม่ได้ บางคนบ้าหนัก จนกระทั่งถูกจับเป็นผีบุญ ถูกประหารชีวิตไปก็มี นึกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ก่อเกิดหมู่กลุ่มขึ้นมา เขาก็จับไปเขาก็เรียกว่าผีบุญ ถูกประหารด้วยข้อหาเป็นกบฏ เพราะสั่งสมมวลมนุษย์เขาก็จับไปจัดการ มันก็มีมาแล้ว 660614 เกิดมาชาตินี้อาตมาจำเป็นต้องประกาศอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน