610812_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก คอร์สสอนความเป็นแม่ผู้สืบเชื้ออาริยธรรม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

610812_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก คอร์สสอนความเป็นแม่ผู้สืบเชื้ออาริยธรรม อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1Bixa49heYBgFQw3bj7uhFaRe9a1mAmgv6m0fPnPdsUA/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1aiAh4xHHM17QfRoAQ1LyB7GUKXxDKHy- สมณะเพาะพุทธว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2561 ที่บวรสันติอโศก วันนี้เป็นวันแม่ ลักษณะเอกลักษณ์ของพุทธศาสนาคือโลกุตระ เป็นไปเพื่อความเหนือโลก หลุดพ้นจากโลกเป็นนิพพาน เป็นอาริยธรรม อาริยธรรม จริงๆแล้วเป็นคำในอนาคต เพราะคำว่าอริยะนั้นได้ผิดเพี้ยนไปแล้ว คำว่าอริยะนั้นคนจะหมายถึงผู้วิเศษต่างๆนานา เป็นความหมายที่ผิดเพี้ยนไปจากความหมายแท้จริงของอริยะ เข้าใจว่าอริยะคือพวกเอาตัวรอดปลีกตัวเข้าป่า อรหันต์คือพระอริยะระดับสูงสุดที่จะต้องอยู่ป่า ทำให้ความหมายคำว่าอริยะเสียไป และอารยะที่หมายถึงการช่วยเหลือผู้อื่นแต่ก็ขาดการบำเพ็ญตน เป็นอารยะ พ่อครูจึงใช้คำว่าอาริยะเพื่อทำตนให้พ้นทุกข์และช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์ตาม เป็นคำที่รวมคำว่าอริยะกับอาริยะเข้าด้วยกัน วันนี้รายการวิถีอาริยธรรม วันนี้พ่อท่านตั้งใจอธิบายคำว่าสิริมหามายา พ่อครูว่า...วันนี้มีแม่ที่นอนมาฟังธรรมด้วย(ป่วยนอนติดเตียงแต่ก็มาฟังธรรม) ใส่สายยางด้วย มีรุ่นลูกคอยมาดูแล ความเป็นแม่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้หญิง แต่หมายถึงภาวะที่เป็นหญิงผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณโลกุตระ อเทวนิยม

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สิริมหามายาคือทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งได้อย่างชำนาญ พ่อครูว่า...มาพูดกันถึงเรื่องแม่ในวันแม่ มีผู้ส่งไลน์มา บอกว่า วันแม่แห่งชาติปีนี้ สมเด็จพระสังฆราชได้อัญเชิญพุทธภาษิตมาเป็นกถาว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร มารดาบิดาเป็นพรหมของบ

อ่านต่อ

ุตร แปลความอย่างนั้น กราบรบกวนพ่อครู อธิบายความหมายในพุทธภาษิตนี้ในแง่มุมของศาสนาพุทธ ที่มีสัมมาทิฏฐิด้วยค่ะ นิมนต์พ่อครูให้โอวาทผู้มีแม่ด้วยค่ะ ฟังต่อไปก็จะพูดอยู่ดีๆแล้วมีคนอาราธนามาด้วย ก็อ่านของsms ก่อน ที่ท่านเพาะพุทธเกริ่นถึง พระพุทธเจ้าไปเทศน์โปรดพุทธมารดา คนฟังแล้วก็เข้าใจเป็นตัวเป็นตนเป็นรูปเป็นร่างว่าหายตัวไปอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วก็ไปเทศน์ให้แม่ฟังที่ดาวดึงส์ การเทศน์นี้ก็มีเรื่องราวมีพลความต่อว่า พระพุทธเจ้าเทศน์ให้แม่ฟัง เสร็จแล้วก็มีพระสารีบุตรนั่งอยู่ที่ตีนภูเขาสิเนรุ พระสารีบุตรแอบฟังคำสอนที่พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดพุทธมารดา แล้วการที่เทศน์หรือคำเทศน์ทั้งหลายคือพระอภิธรรม เทศน์พระอภิธรรมคือธรรมะอันยิ่ง การเทศน์ธรรมะอันลึกซึ้ง จิต เจตสิก รูป นิพพาน เหมาหมดเลย ก็เทศน์ถึงเรื่องของจิต เรื่องของเจตสิก เรื่องของรูปทั้งหลาย จนกระทั่งขยายความหรือว่าอธิบายสาธยายให้ถึงขั้นนิพพาน เป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เทศน์ตั้งแต่เรื่องของจิตไปจนกระทั่งถึงนิพพานให้ฟัง ธรรมะของพุทธก็มีเท่านี้แหละมีจิต เจตสิก รูป นิพพานเท่านี้แหละ แล้วก็เรียนรู้ปฏิบัติให้ถึงนิพพาน นิพพานก็ต้องทำที่จิต จะทำจิตให้เป็นนิพพานได้ต้องรู้จักรูป เช่น รูป 28 เป็นต้น แล้วก็ต้องมีจิตหรือนามของเราสามารถไปสัมผัสรูปต่างๆเหล่านั้น รู้ความเป็นสภาวะของรูปต่างๆ ดินน้ำไฟลมเป็นมหาภูตรูป จนมาเป็นพีชะ ก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกตัวเราทั้งนั้น เสร็จแล้วคนที่เป็นเจ้าของจิต ก็จะมีจิต ที่มีปสาทรูป มีโคจรรูป ปสาทรูปคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จะทำงานก็คือโคจระดำเนินไป จะไปสัมผัสอะไรก็แล้วแต่ ที่ตากระทบสัมผัส สัมผัสแล้วก็เกิดเป็น ภาวรูปให้เห็น ภาวรูปที่สัมผัสแล้วจะมีลักษณะ 2 เรียกว่า เทวฺธัมมา เทวฺ แปลว่า 2 หรือเรียกอย่างไทยว่า เท-วะ เทวฺธัมมาแปลว่าสอง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ทำให้ความเป็นสองเปลี่ยนไปให้เป็นหนึ่งได้ จึงเรียกว่าไม่เป็นธรรมะที่อยู่แค่ 2 ศาสนาเทวก็คือศาสนาที่มี 2 แล้ว 2 ให้เป็นหนึ่งไม่เป็น โดยเฉพาะทำ 2 ให้เป็น 0 ไม่ได้ ศาสนาเทวนิยมคือศาสนาที่ทำให้ธรรมะเป็นหนึ่งไม่ได้ เป็น 0 ไม่ได้ อเทวะ ไม่มีแล้ว 2 ไม่มีแล้ว 1 ก็ 0 ได้เลยสูงสุด 0 เลย หรือยังไม่ถึง 0 ก็เป็น 1 เป็นเอกธรรม หรือเอกัคคตา หรือเอกัคคตาจิต จิตเป็นหนึ่งได้ ศาสนาพุทธทำเอกัคคตาจิตให้เป็นหนึ่งได้อย่างอัคคะ อัคคะคือเลิศ เยี่ยมยอด ประเสริฐสุดเลย ทำให้เกิดสภาพนั้นได้สำเร็จจริง จนกระทั่งเป็นศูนย์ไม่มีนิรันดร ส่วนเทวนิยมนั้นไม่รู้จักจิต ทำให้จิตเป็นหนึ่งไม่ได้ หรือ 0 ไม่ได้ ก็เลยเป็นจิตอยู่อย่างนั้นนิรันดร ศาสนาเทวนิยมก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่ก็จะมีจิตนิรันดร ส่วนของพุทธนั้นแยกหรือแจกรายละเอียดออกไปจนกระทั่งถึงอาการของจิต ทำอาการของจิตให้พ้นธรรมะ 2 มีสุขมีทุกข์เป็นต้นนี่เป็นธรรมะ 2 ทำให้ไม่มีทุกข์เหลือแต่สุข แล้วก็เป็นสุขอย่างเนกขัมมะ เรียกโสมนัสเนกขัมมสิตโสมนัสเวทนา จนเป็น เนกขัมมสิตอุเบกขาได้ คือทำให้เป็นเนกขัมมะได้ พระพุทธเจ้าจึงให้มาเรียนรู้ที่เวทนา 108 เวทนาตรงที่จะปฏิบัติจริงๆ ก็คือ มโนปวิจาร 18 แยกแยะอันนี้ได้ แยกเป็นจิตโลกียะ แล้วทำจิตโลกียะให้ดับให้ลดให้หายไป เรียกว่าเนกขัมมะ จนหายไปหมด หมดเลย ไอ้ที่หายไปนั่นคือจิตที่ไม่ดี เรียกว่า กายกลิ กาลีหรือกลิ มันคือความเป็นโทษที่อยู่ในองค์ประชุมธรรมะ ธรรมะนี่แปลว่า 2 ความเป็น 2 เป็นรูปเป็นนาม ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็จะสามารถ รู้จิต แยกจิต ที่เป็นกิเลส กับ จิตที่เป็นจริง แยกออกได้จริงๆ นี่คือความสามารถในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเรา ผู้ที่ทำให้ดับได้ จิตอกุศลดับได้ ก็คือ ผู้ที่ทำให้เกิดได้ ฟังให้ดีๆนะ กำลังจะไขความสิริมหามายา ทำเกิดได้ ทำดับได้ ผู้ที่สามารถทำให้จิตของเรา จิตเราดวงนี้ลักษณะนี้ จิตของเรา 1 นี่ แต่แยกเป็น2 แล้วทำ 2 ให้เป็น 1 ได้ จิตเป็นสองหายไป ไปเป็นหนึ่ง แล้วก็ทำจิตให้กลายเป็นสองได้อีก จึงกลายเป็นนักเล่นกลนักมายากล ทำให้เป็นสองก็ได้ ทำให้เป็นหนึ่งก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ทำให้มีอยู่ก็ได้ เคยเห็นนักแสดงกลไหม ควักนกพิราบมา หรือทำให้หายไป ควักไพ่ออกมาทำให้ไพ่หายไป ควักไข่มีขึ้นมา ควักไข่หายไป มายาแปลว่านักเล่นกลความลวง ทำไมต้องเอาคำว่ามายามาใส่ในชื่อแม่ของพระพุทธเจ้าเลยนะ พระมารดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมเป็นแม่ของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ต้องชื่อมายา คำว่ามายานี้เป็นความหมายที่ค่อนข้างไม่ดี เป็นความหลอกลวง ส่วน สิริมหานี้ดี ดีใหญ่เลย มหาใหญ่ สิริ ดี ดีที่ยิ่งใหญ่เลย ไม่ใช่ดีน้อยๆ ใหญ่เลยไม่ใช่น้อยไม่ใช่เล็กเลย ที่บอกว่าเป็นมายาเพราะว่า ต้องเป็นผู้ที่ให้ความเกิด ศาสนาพุทธนั้น เน้นนิพพาน นิพพานคือความดับ ศาสนาพุทธเน้นนิพพานนิโรธคือความดับ แต่มีความเกิด เราทำจิตของเราให้อกุศลจิตดับ จิตเราก็เกิดใหม่ไม่หายไป นี่มันซ้อนเป็นธรรมะ 2 ซับซ้อน จิตที่เหลือเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ คือวิสุทธิเทพ เรียกเป็นภาษาไทยว่า วิสุทธิเทวะ เทวะ แปลว่าความเป็นสอง สองที่วิสุทธิ์ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องเทพเทวนี้มี 3 อย่าง สมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ ผู้สามารถทำให้จิตเป็นวิสุทธิเทพได้ สะอาดบริสุทธิ์ได้ จะใช้คำว่า ดับ มันก็ดับไปอันหนึ่งเหลืออันหนึ่ง ใช้คำว่าวิสุทธิ์คือ จิตที่มันดับไป จิตที่ต้องการให้ดับคือจิตที่เป็นกิเลส จิตที่เป็นอกุศลจิตดับไป ก็เหลือแต่จิตที่สะอาดบริสุทธิ์ จิตที่สะอาดบริสุทธิ์นี้ อธิบายกันไปลึกซึ้งเลยว่า จริงๆแล้วจิตก็ไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นจิตที่สะอาดคือจิตที่ไม่มีตัวตน จิตที่สะอาดบริสุทธิ์แล้วเป็นจิตวิสุทธิเทพเป็นจิตที่ไม่มีตัวตน ใช้ภาษามาแทนว่าไม่มีตัวตน ตัวตนเป็นภาษาบาลีเรียกว่าอัตตา จะเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องเรียนรู้คำว่าตัวตนความเป็นตัวตนคืออัตตา พระพุทธเจ้าก็สอนให้กำจัดความเป็นอัตตาในจิตของเรา ความเป็นอัตตาก็เป็นลำดับ ท่านให้เรียนตั้งแต่ ลำดับแรกเรียกว่าหยาบ เรียกโอฬาริกะ ความหยาบความใหญ่ จะจับสภาวะได้ง่าย เป็นเบื้องต้น เป็นลำดับ ต้องเรียนรู้ โอฬาริกอัตตา เกิดจากการผัสสะ สัมผัสแล้ว เช่น เราสัมผัสกับลูกสาลี่นี้ เมื่อสัมผัสแล้ว โอฬาริกอัตตา หยาบภายนอก สัมผัสแล้ว มันก็คืออันนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่ที่เราจะต้องเรียนรู้เมื่อสัมผัสแล้วคือสภาวะจิตที่รับรู้ มันรับรู้เรียกว่าเวทนาเป็นความรู้สึกเป็นอารมณ์ แล้วมันปรุงแต่งเร็ว ว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ หรือ มันแปลงร่างไปเรียกว่าสุข ไม่ชอบหรอกเรียกว่าทุกข์ มันเร็วแป๊บๆ เร็วยิ่งกว่านักมายากลอีก แล้วคนที่อวิชชาก็จะยึดว่ามันเป็นสุข ไม่ชอบใจก็เป็นทุกข์ก็จะทำลาย โยนเข้ากองไฟให้มันละลายไปเลย หรือทำลายทุบทิ้ง อะไรก็แล้วแต่ คนก็มีพฤติกรรมจากอารมณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบอยู่อย่างนี้ อธิบายแค่วัตถุแค่พีชะ วัตถุตัวอย่าง หยิบมาอธิบาย ไม่ชอบ ก็คือเป็นดินน้ำไฟลม เป็นพืชพรรณธัญญาหาร เป็นตัวสัตว์บุคคล สัมผัสแล้วชอบหรือไม่ชอบ ชอบก็เอามาเลยไม่ชอบก็ทำลาย ตัดหัวฆ่าทิ้ง ไปอย่างนั้น นี่คือพฤติกรรมต่างๆของความเป็นมนุษย์ที่อวิชชา ไม่รู้ว่ามีความต้องทำเช่นนั้น ทำโดยมีตัวต้องการ ชอบหรือไม่ชอบ บงการเราเอง แล้วก็ทำ ทำให้ดับหรือทำให้เกิด ทำให้มันพ้นไปไม่มีกับทำให้มี คำว่ามีหรือไม่มีเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เมื่อคุณเกิดมาเป็นคน มีอัตภาพเรียกว่าตัวตน ตัวตนที่ปราศจากความโง่อวิชชา ปราศจากความหลงผิด โมหะ มีแต่ความรู้ วิชชา มีแต่ความรู้ ปัญญา สามารถอ่านอาการของจิตได้ แล้วเราก็แยก ตัวที่มันไม่เป็นปัญญา มันไม่เป็นวิชชาไม่เป็นความรู้ที่ถูกต้อง มันโง่ แยกว่าโง่ไปได้สารพัด เป็นอกุศลเจตสิก เมื่อไปสัมผัสอะไรก็แล้วแต่พระพุทธเจ้าให้เริ่มต้นตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา สัมผัสแล้วก็ แยกให้ออก กิเลสหยาบ กำจัดกิเลสนี้ได้ จนโอฬาริกอัตตา ที่สัมผัสภายนอกนี้หมดไป สัมผัสอะไรก็ไม่เกิดแล้ว กิเลสชอบหรือไม่ชอบ เป็นพระอนาคามี สัมผัสอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นดินน้ำไฟลม พืชพรรณธัญญาหาร สัตว์บุคคล สัมผัสแล้วพระอนาคามีจะไม่เกิดอาการ ชอบหรือไม่ชอบ จนถึงกระทั่งโกรธหรือรัก รักก็ไม่มี โกรธก็ไม่เกิดในจิตของอนาคามี สำหรับการสัมผัสภายนอก แต่อาการรักหรือชอบอยู่บ้าง มันยังมีระริกระรี้ในจิต เรียกว่ารูปราคะ อรูปราคะ อรูปราคะละเอียดกว่ารูปราคะ มันก็มีระริกระรี้ในจิต คนอื่นไม่รู้กับเราด้วย พระอนาคามีจะเหลืออยู่อย่างนี้ เราก็เรียนรู้อันใน เป็นภวตัณหาล้างกำจัดไปเป็นขั้นๆ เป็นขั้นรูปหมดไป เหลืออรูปก็ดับให้หมดอีก ก็เป็นอรหันต์ พยัญชนะที่หยิบเอามาอธิบายนี้ ผู้ที่เรียนรู้แล้วพูดถึงพยัญชนะตัวไหน สภาวะในจิตของตัวเองก็รู้เลย ขานชื่อคนนี้ อ๋อ นี่รูปราคะ อยู่ข้างในเป็นอรูปราคะ อันนี้กามราคะที่เกิดอยู่ภายนอก ขานชื่อตัวไหนก็รู้สภาวะจิตเจตสิกตัวนั้นๆได้ อย่างน้อยขานชื่อมาแล้วเราก็เอาสัญญาไปกำหนดความจำได้ว่าจิตตัวที่เป็นกามราคะเราเคยมี แม้คุณจะเคยเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเคยมีพอพูดถึงก็เคยจำได้ ตอนนี้ไม่มีในตัวเรา ปัจจุบันใดก็ไม่เกิด อดีตมันก็เคยเกิดเราเรียนรู้กำจัดมันได้แล้ว มันไม่เกิดอีก อนาคามีกามราคะไม่เกิด สัมผัสอะไรกามก็ไม่เกิด เหลือระริกระรี้ อยู่ภายในเป็นรูปราคะอรูปราคะเท่านั้นเอง พยัญชนะที่อาตมาเอาไปประกอบกับสภาวะจิตเจตสิกต่างๆ คนเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วพูดถึงตัวพยัญชนะแล้วก็เรียนรู้วิธีปฏิบัติ วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ง๊ายง่าย พิจารณาให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ จริงๆ มันไม่เป็นตัวตน เท่าเนี๊ยะ สามคำเท่านี้ ง่ายจะตายธรรมะพระพุทธเจ้า พิจารณาเห็นว่ามันไม่เที่ยงมันเกิดได้เดี๋ยวมันก็ดับได้ บางทีมันอยู่กับเรานานๆได้ เราโง่ให้มันอยู่นานก็ทุกข์นาน ถ้าอาการอกุศลจิตเหล่านี้มันไม่มี ไม่เกิดในจิตเราแล้ว อย่างกามก็ไม่มีพยาบาทก็ไม่มี ละเอียดไปกว่านั้น เป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาก็หมด พระอรหันต์ไม่มีจิตเหล่านี้ จิตจะเป็นอุเบกขากลางๆ ไม่มีไม่เกิดในจิตอีกเลย จิตเป็นอุเบกขามีคุณสมบัติ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริสุทธาก็บริสุทธิ์ ปริโยทาตาก็คือยังบริสุทธิ์ ยังสะอาดบริสุทธิ์อยู่แม้จะกระทบสัมผัสกับอะไรต่างๆอย่างแรงอย่างเบา มาลีลาต่างๆอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่เปื้อน ไม่มีมลทินเกิดอีก สะอาดบริสุทธิ์อยู่อย่างเก่า ทำได้อย่างเร็วก็คือ มุทุ ทำได้อย่างแคล่วคล่อง ทำได้อย่างแววไว รู้ก็ไว เชิงปัญญา ทำได้ก็ไว เรียกมุทุภูตธาตุ กระทบสัมผัสกับอะไรอีกในโลกก็มีจิตไว นอกจากไวแล้ว เป็นนักมายากลด้วย นี่แหละคือสิริมหามายา ทำให้มีขึ้นมาก็ได้ รับว่ามีอยู่ก็ได้ แต่มีนี้ร่วมกับผู้อื่น ผู้เป็นอรหันต์แล้ว ตนเองมีร่วมอยู่กับผู้อื่นโดยคำว่ามี นี้ไม่ได้เป็นตัวเราของเรา มีร่วมที่จะทำงานกับคนอื่น เช่น พูดกับคนอื่น มี พูดเหมือนกับพ่อแม่เล่นกับลูกๆ เล่นหม้อข้าวหม้อแกง อันนี้ขนมครกเยี่ยวใส่ทรายก็ตักมาเป็นขนมครก ใครเคยเล่นบ้าง อาตมาเคยเล่น มันเป็นเรื่องเล่นๆแต่พ่อแม่เล่นกับลูกอย่างสนุก ลูกก็เป็นจริงเป็นจัง คือร่วมมีเป็นสัมโภคกาย เหมือนสนุกสนานแต่จิตท่านบริสุทธิ์ พระอรหันต์แล้วท่านไม่มีหรอกแต่ท่านก็มีได้ ถ้าเรายังเป็นคนเรายังไม่ตายเรายังมีชีวิตเราก็ร่วมกับคนอื่น อนุโลมเล่นกับเด็กก็เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นขนมครกเยี่ยวใส่ทรายแล้วตักมาเป็นต้น มันชัดดี ก็เหมือนเรามีกับโลกเขา อนุโลมตัวนี้ แล้วค่อยๆแทรกซึม เรียกว่าแทรกโอสถเข้ารูขุมขน แทรกยาทิพย์เข้ารูขุมขน ค่อยๆให้ความรู้ แต่อาตมาให้ยาแรง แต่ท่านบอกว่าแทรกยาทิพย์เข้าขุมขน ค่อยๆซึมซับเข้าไป แต่อาตมาว่าทุกวันนี้หนังคนไม่มีรูแล้ว หนังมันด้านหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจะไปใช้วิธีเบาๆแทรกโอสถเข้าขุมขน มันไม่มีขุมขนที่จะให้เข้า ก็ต้องแทงเข้าไปจิ้มเข้าไปให้เกิดรูหยดโอสถเข้าไปมันถึงจะเข้าได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆในยุคนี้เป็นยุคหนังด้าน ด้านทั้งหมดหน้า ตัวตนก็ไม่มีขุมขนเลย หน้าไม่มีเลย แต่ก่อนนี้ก็ยังมีขุนขนหน้าบาง ตัวขุมขนหยาบ แต่เดี๋ยวนี้หน้าแข็งไม่มีขุมขนเลย ก็เลยต้องจิ้ม จิ้มด้วยเข็มก็ยังไม่เข้า ต้องหอก พูดให้มันถูกสภาวะความเป็นจริงเพราะหน้ามันแข็งมากเข็มหักหมด ต้องหอก แหลมๆใหญ่ๆทิ่มเข้าไปๆ จึงจะแทรกยาเข้าไปได้บ้าง ต้องใช้นัยยะเปรียบเทียบ พูดอะไรน่าเกลียด แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงในยุคสมัยนี้ อาตมายกตัวอย่างเช่น อาตมาพูดถึง การทำฌาน ทำสมาธิ ศาสนาอื่นใดเขาทำฌานและสมาธิจะต้องนั่งเพ่งทำการสะกดจิต เพ่งอย่างไรก็แล้วแต่เพ่งข้างนอกหรือเพ่งข้างใน เพ่งนอกแล้วค่อยเข้าไปข้างใน ทำให้นิ่งอยู่เฉยๆหยุด อย่างนั้นเป็นวิธีที่ตื้นและง่าย ทั่วโลกเขาทำกันอย่างนี้ แต่ไหนแต่ไรเขาก็ทำอย่างนี้ วิธีการทำฌานและสมาธิอย่างนี้ทั่วโลก แต่ฌานของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ ไม่ใช่มานั่งเพ่งอย่างนี้ ฌานของพระพุทธเจ้าต้องทำงานทำการให้เกิดฌาน ฌานนี้คือไฟ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเพาะพุทธว่า..พ่อท่านอธิบายสิริมหามายา เป็นวิธีการทำให้เกิดจิตวิญญาณใหม่ โดยปกติลักษณะของพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้นนิพพานคือความดับ แต่สิริมหามายานี้ทำให้เกิด ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องสวนทางกัน แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะในการทำความดับก็เป็นการทำความเกิด ดับกิเลสในจิต จึงเกิดความเป็นเทพจนถึงวิสุทธิเทพ ก่อนจะถึงวิสุทธิเทพก็เป็น สมมุติเทพ พัฒนามาเป็น อุปัติเทพ กระทั่งถึงวิสุทธิเทพ สิริมหามายา พ่อท่าน พยายามเชื่อมโยงให้พวกเรารับรู้ว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าเน้นความดับ แต่ความดับที่ว่านี้ไม่ใช่การดับที่เรียกว่าไม่ดูดำดูดี แต่เป็นความดับที่ก่อให้เกิดความเกิดจนถึงขั้นวิสุทธิเทพ พ่อท่าน อธิบายว่าจิตที่สะอาดบริสุทธิ์คือจิตที่ไม่มีตัวตน นั่นแปลว่า ความไม่มีนั่นแหละเป็นความมี เป็นความไม่มีตัวตน ให้ถึงจิตสะอาดบริสุทธิ์ การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาคือการปฏิบัติธรรมให้เห็นไตรลักษณ์ พ่อท่านพูดให้เห็น ความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ความไม่มีตัวตน จนเข้าถึงจิตอุเบกขา โดยยกตัวอย่าง กรณีพ่อแม่เล่นกับลูก นักปฏิบัติธรรมอนุโลมเพื่อโลกไม่ได้อนุโลมเพื่อเรา เป็นสิริมหามายาเป็นการแทรกโอสถทิพย์เข้าในรูขุมขน ตอนแรกพ่อท่านว่าทุกวันนี้คนไม่มีขุมขน หมอเอายาเข้าก็ใช้ขุมเข็ม แต่พ่อท่านก็ว่าแม้แต่เข็มก็แทงไม่เข้าต้องใช้หอก คนจะมีความสามารถใช้หอกใช้ทวน ต้องฝีมือระดับกวนอูนะครับพ่อท่าน ใครที่ยังไม่มีความสามารถในการใช้อาวุธ ให้ระมัดระวังรายการใช้อาวุธจนถึงขั้นอย่าพึ่งใช้อาวุธ รอให้มีคู่มีกระบวนท่าอาวุธใช้ก่อน ก็ปล่อยให้ผู้นั้นเป็นผู้ทำหน้าที่ไป ผมก็ฟังพ่อท่านมาประมาณนี้ พ่อท่านให้อ่านมโนปวิจาร 18 จัดการกับกายกลิ คือองค์ประชุมของจิตที่ไม่ดีให้หายไป การหายตัวคือทำให้กายกลิหายไป เป็นวิธีการหายตัว แบบอิทธิปาฏิหาริย์ในเชิงพุทธแบบหนึ่งเหมือนกัน พ่อครูว่า...อาตมาอธิบายไปก็เป็นธรรมะไป อาตมาได้พูดเรื่องแม่ก็อธิบายว่าแม่เรามีจะต้องตอบแทนบุญคุณ ต้องเคารพยกย่องเชิดชูอะไรก็แล้วแต่ ที่มีคำบอกว่า ช่วยขยายความว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร มารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร เป็นพุทธภาษิต พรหม คือความบริสุทธิ์สะอาด เป็นวิสุทธิเทพ คำว่าแม่นี้ ที่ท่านเรียกสิริมหา มหาแปลว่าใหญ่ เป็นแม่ที่ดีเป็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่าคำว่าแม่คำนี้ หมายได้ถึงเป็นตัวตนบุคคลธรรมดา เป็นแม่ที่ดี เป็นแม่โดยโลกีย์ธรรมดา เป็นผู้ที่เลี้ยงดูบุตรหลานให้เป็นคนดี ถ้าแม่ไม่เป็นคนดีไม่เลี้ยงลูกปล่อยปละละเลยทิ้ง อย่างที่เคยได้ยินได้ฟัง คลอดลูกออกมาเอาไปทิ้งถังผงเป็นต้น เอาไปทิ้งตรงนั้นตรงนี้ ปล่อยทิ้ง มันไม่ไหวแล้ว แม่จะต้องมีน้ำใจ สัตว์เดรัจฉาน เมื่อคลอดออกมาแล้วมันรักลูกของมันทุกตัว อย่าให้ใครมาทำร้ายเลยมันเอาตายนะ แม่ที่มันมีลูกอ่อนอย่าเข้าไปใกล้มันนะสำหรับสัตว์ มันสู้ตายเลย มันระวัง กลัวลูกของมันถูกทำร้าย มันมีสัญชาตญาณด้วย แม้แต่คน นอกจากคนมันวิปริตแล้วมันไม่รักลูก ไม่ดูแลลูก ลูกของสัตว์นี้คลอดออกมาแล้ว สัตว์หลายอย่างคลอดแล้ว พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงเลย มันโตของมันเองด้วยตัวของมันเองเลี้ยงตัวมันเองได้เลย แต่สำหรับลูกคน คลอดออกมาแล้วแม่ไม่เลี้ยงก็ตายลูกเดียว คนนี่ ถ้าแม่ไม่เลี้ยง ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่มีมา สัตว์ที่มันต้องเลี้ยงมันก็เป็นสัตว์ที่ดี หรือสัตว์ที่คลอดลูกแล้วมันไม่ต้องเลี้ยง เอาเถอะ มันเป็นไปตามลำดับ สรุปแล้วแม่ มาถึงธรรมะพระพุทธเจ้า การเกิดมันมีการเกิดอยู่ 4 อย่าง 1. ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์) 2. อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ - ทิชาชาติ) 3. สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดจากการแบ่งตัว) เช่นแบคทีเรีย 4.โอปปาติกโยนิ (เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณเปลี่ยนภพทันที เกิดนิโรธ ไม่มีอะไรมาคั่น เกิดแทนสิ่งดับโดยไม่มีซาก) (พตปฎ.เล่ม 11 ข้อ 263)

โอปปาติกะคือจิตวิญญาณ คนจะเรียนรู้การเกิดทางจิตวิทยานี่แหละสำคัญ ถ้าผู้ใดไม่มีความรู้เรื่องความเป็นสัตว์ ที่เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ เรียกว่าสัตว์โอปปาติกะ โอปปาติกะคือทางวิญญาณ สัตว์ พระพุทธเจ้าท่านสอน สัตตาวาส 9 ต้องเรียนรู้กายเรียนรู้สัญญา กำหนดรู้กายต่างๆ แล้วรู้ว่ากายมันปรุงกันเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นสัตว์อันนี้ตั้ง 9 อย่าง ผู้ที่สามารถรู้สัตว์ทั้ง 9 แล้วดับความเป็นสัตว์ของสัตว์ทั้ง 9 ได้ จนไม่เหลือความเป็นสัตว์เป็นวิสุทธิเทพ ก็คือ วิสุทธิเทวะ เทวะแปลว่าสอง ไม่เหลือ 2 เลย วิสุทธิสะอาดบริสุทธิ์เหลือ 1 หรือ 0 ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวในโลกที่รู้จัก ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ที่สามารถทำให้สอง เทฺว ธมฺมา ให้เป็นหนึ่ง เป็นเอกสโมสรณา ทำให้เป็นหนึ่งสำเร็จได้ ภวันติ จุดประเด็นสำคัญก็คือเวทนาของคน ศาสนาพุทธสอนให้รู้ทุกข์ ความทุกข์ความสุขอยู่ที่อารมณ์ของจิต เพราะฉะนั้นต้องเรียนที่อารมณ์ของจิตเรียกว่าเวทนา ไม่ต้องไปสเปะสปะเรียนอื่น มันไม่จบหรอกมันมีเยอะแยะ จะแยกเป็น 2 ตั้งแต่นิวเคลียสก็ต้องมีบวกมีลบ จะโตขึ้นมาก็จับคู่เป็น 2 หลากหลายไม่รู้กี่คู่ นับคู่ไม่ถ้วน เยอะ ทางดินน้ำไฟลม พืชพรรณธัญญาหาร สัตว์ มนุษย์ เป้าสำคัญคือจิตของมนุษย์ เป้าสำคัญอีกก็คือ เวทนาของมนุษย์ คืออารมณ์ แล้วก็สอนเรื่องทุกข์เรื่องสุข ศาสนาพุทธสอนเรื่องทุกข์เรื่องสุข ถ้าแก้ปัญหาเรื่องทุกข์เรื่องสุขหมดไป ไม่มีทุกข์มีสุขแล้ว เป็นอรหันต์แล้ว อยู่กับโลก ก็รู้ธรรมะ 2 ทั้งหลายแหล่ ทำให้เป็นศูนย์ได้ ทำให้เป็นหนึ่งได้ จึงอยู่กับทุกอย่างเลย ทั้งสัตว์ บุคคล พืชพรรณธัญญาหาร ดินน้ำไฟลมได้หมด แม้แต่ดินน้ำไฟลม ธาตุสสารพลังงาน มันก็มี Nuclear Fusion กับ Nuclear Fission หรือมีบวกกับลบ เป็นธรรมะ 2 เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้นี้ก็จะรู้แจ้งจนกระทั่งถึง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วก็ทำได้ด้วยกรรมนิยาม ของพระพุทธเจ้าจึงรู้ครอบโลกเลย นักวิทยาศาสตร์ใหญ่ขนาดไหนก็สู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ วิทยาศาสตร์ก็เรียนรู้แค่อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม นิดหน่อย มีแต่พุทธที่เรียนจิตศาสตร์ทะลุทะลวงหมดเลย จนกระทั่งทำให้เป็นหนึ่งได้ จึงไม่ทุกข์ไม่สุขอยู่กับโลกและไม่เป็นภัยอะไรกับโลกเลย คนที่บรรลุธรรมแล้วชัดเจนในเรื่องจิต เป็นหนึ่ง ไม่ต้องเป็น 2 ไม่ต้องไปรบไปราอะไรกับใคร จิตหนึ่งนี้เป็นจิตธาตุรู้ ทำจิตให้ไม่มีผลักไม่มีดูดไม่มีโกรธไม่มีโลภ มันรู้ความจริงตามความเป็นจริง กระทบอะไรก็ไม่โกรธไม่โลภ นิดหนึ่งก็ไม่มี รู้ความจริงตามความเป็นจริง คนอื่นยังมีก็รู้ว่าเขามีก็ช่วยให้เขาไม่มี เราไม่มีแล้วความโลภความโกรธความหลงทำได้แล้วชัดเจนทุกอย่างแล้ว ทำให้จิตเป็นอรหันต์ได้แล้ว เราจึงเป็นผู้ช่วยโลกอยู่ทั้งหมด ไปช่วย ดินน้ำไฟลม ทำพืชพรรณธัญญาหารมากิน รู้จักพลังงานสสาร ก็ทำให้พลังงานสสารที่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่ดี อย่าเอาไปทำปืนระเบิดไม่เข้าท่า มันส่อความเหี้ยมโหดต้องไปทำร้ายไปฆ่า เพราะว่าอาวุธทำขึ้นมาเพื่อฆ่าคนทั้งนั้น มันเลวร้าย ผู้รู้ก็เอาแต่ความรู้ไปสร้างสิ่งที่ดีมีประโยชน์ คนที่ถูกฟอกกิเลสร้ายออกไปหมดแล้วมีแต่จิตที่ดีมีธาตุรู้ที่ดี คนนั้นปลอดภัย คนนั้นมีประโยชน์คุณค่าอยู่ในโลก พระพุทธเจ้ามีหน้าที่สอนเรื่องนี้ ทำคนให้เป็นคนอย่างนี้ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่ สุด ถ้าห ากอาตมาไปเป็นคน ชาติอื่นชาติไหนก็ตามก็จะมาสอน แน่นอนอยู่ชาติไหนก็ต้องใช้ภาษาชาตินั้น ชาตินี้แม้ว่าอาตมาไม่ได้เป็นคนชาติลาว แต่รู้จักภาษาลาวเกิดใกล้ประเทศลาวก็สอนลาวได้ พูดภาษาอะไรก็ไปสอนชาตินั้นได้ สอนให้คนเป็นคนประเสริฐเป็นคนไม่มีพิษภัย เป็นคนมีแต่ประโยชน์คุณค่าในโลก เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีงานใดเทียบเท่า อาตมาจึงเลือกงานนี้ ทำจนตาย จนกระทั่งมาเห็นว่าคนน่าสงสาร จะพยายาม อีลากอีเลือไป ภาษาอีสานแปลว่ากระเสือกกระสน ไม่ยอมตายง่ายๆ เพราะเห็นว่าคนไม่รู้เยอะคนเป็นโทษเป็นภัยกันเยอะ คนเป็นโทษในการสร้างอาวุธ เป็นโทษหนัก คนที่มันรวยไม่จบ ก็เป็นโทษยิ่งกว่าผู้ที่สร้างอาวุธอีก เพราะฉะนั้นคนที่รวยนี้ มันเกิดอยู่มากคน คนที่ไปสร้างอาวุธแล้วใช้อาวุธมีจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่คนโลภรวยๆนี้มันใช้เกือบทุกคน มีพระอรหันต์นี้ไม่ใช้ หรือผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่ใช้เพื่อไปแย่งโลก นอกนั้นมันโลภแย่งหมด ถึงร้ายกว่าพวกสร้างอาวุธ สร้างอาวุธมันก็มีพักยก แต่คนที่จะเอามาให้รวยนี้ไม่พักยกเลยนะ จะกินจะนอนจะเดินจะหลับมันก็จะเอาตลอด จึงร้ายยิ่งกว่าพวกอาวุธ ก็คนมีโทษทั้งนั้น อาวุธก็โทษ ไปแย่งชิงลาภยศสรรเสริญโลกียสุขจากมนุษย์ จากผู้อื่นเขามันก็เป็นทุกข์โทษภัย เพราะฉะนั้นจึงช่วยคนพวกนี้ นี่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ที่มนุษย์ ควรรู้และควรทำ อาตมารู้ก็เลยทำ เลิกงานหาเงินทองลาภยศกับเขาอยู่ อาตมาก็ยังเผลอไปตั้ง 36 ปี เสียดายชีวิต 36 ปี มาทำทางนี้ทำมาได้ 36 ปี จึงพยายามจะกระเสือกกระสนไปให้ได้อีกหลาย 36 ปี นี่ก็ได้มา 36 ปีหนึ่งแล้ว อายุถึง 72 ปี ยังไม่อยากหยุดเพราะเห็นหน้าตา ตาดำๆแป๋วๆน่าสงสารทั้งนั้นเลย ที่ยังไม่มาไม่รู้ตัวเอง ว่าจะชวนมาศึกษาอันนี้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง ให้เขามาเอาเถอะก็ไม่มาก็ช่างเถอะ คนไม่มีฉันทะไม่อยากได้ไม่อยากมี จะให้มันก็ไม่เอา ขนาดสนใจยังเอายากเลย จะไปเสียเวลาคนที่ไม่สนใจ คนสนใจก็พยายามให้เขา เพื่อจะได้สืบสานสิ่งประเสริฐที่สุดในความเป็นมนุษย์ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่สุดยอด มีสิ่งที่ประเสริฐในความเป็นมนุษย์และเอามาให้คนไว้ เพื่อช่วยตนและช่วยโลก เป็นงานที่ดีที่สุดเป็นงานหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาตมาเห็นอย่างนั้นจริงๆที่พูดไป งานอื่น ช่างศีรษะเถอะ เราทำงานนี้ อาตมาพูดไพเราะสุภาพนะ ก็ช่างศีรษะมันเถอะ ไปว่าหัวมันจะหยาบ ทุกวันนี้อาตมายังชีพอยู่ได้เป็นไปได้ เพราะความสงสารเพราะความเมตตา เห็นความทุกข์เห็นความลำบาก เห็นความไม่รู้ของคน เต็มไปหมด ผู้ใดที่สามารถมีความรู้ รู้เพิ่มขึ้นว่าชีวิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน