610813_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 5 ที่ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
610813_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 5 ที่ ปฐมอโศก อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1YiU7wKZY5MlsX325NdHW2wLND1BFte4hLP6K-LjLSzg/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1B6P7rYVyw5Db8vcd-fp80ptdlHQVddQb พ่อครูว่า... วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2561 ที่บวรปฐมอโศก _ดญ.ว่านน้ำถาม หลวงปู่สบายดีมั้ย พ่อครูว่า … สบายดีเพราะหลวงปู่ไม่ซน คนซนๆไม่สบายหรอก
สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน พระอานนท์ดื้อหรือไม่ _ทิดคู่ฟ้า...สมัยที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ก็ไป 2 คนกับพระอานนท์ เพื่อจะไปปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ระหว่างทางพระพุทธเจ้าเกิดกระหายน้ำ ก็เลยบอกพระอานนท์ว่า อานนท์เรากระหายน้ำ เธอไปตักน้ำให้เราดื่มหน่อย พระอานนท์ไปที่ลำธาร แล้วกลับมาบอกพระพุทธเจ้าว่า เกวียน 500 เล่มเพิ่งผ่านไป น้ำจึงขุ่น พระอานนท์จึงกลับมา พระพุทธเจ้าก็บอกว่าให้ไปอีก พระอานนท์ก็บอกว่า เกวียน 500 เล่มเพิ่งผ่านไป น้ำจึงขุ่น เป็นครั้งที่ 2 และเป็นครั้งที่ 3 พระพุทธเจ้าก็ตรัสคำเดิม ว่าเรากระหายน้ำจริงๆเธอไปตักน้ำมาเถอะ ผมจะหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน ผมจะเล่าเรื่อง พระพุทธเจ้าไปหาพระนางพิมพาไปโปรด แต่ก็ไม่ได้ไปสักที แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ไป ก่อนจะไปบอกให้พระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตรเป็นปัจฉา องค์อื่นไม่ไป พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ให้เธอคือพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตรไม่ต้องยุ่งอะไร เมื่อไปแล้วก็เกิดเหตุการณ์ ต้องปล่อยให้พระนางพิมพาทำอะไรก็ปล่อยให้ทำ พอมาแล้วก็เกินคาดคิด คือมากอดเท้าพระพุทธเจ้าแล้วร้องไห้ พระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตร เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและขวา จะเข้าใจได้ ย้อนกลับมา ที่พระอานนท์ พระพุทธเจ้าให้ไปตักน้ำถึง 3 ครั้ง พระอานนท
อ่านต่อ
์ก็เลยไป แล้วก็ตักน้ำกลับมาได้ คำถามของผม...ถามพวกเราทุกคนว่า..นิทานเรื่องนี้มีแง่มุมไหนเราจะได้ประโยชน์ ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ใครดื้อกว่ากัน .. .มีคนตอบว่า พอๆกัน กราบนิมนต์ พ่อท่านเลยครับ เราจะได้ประโยชน์อะไรจากนิทานนี้ พ่อครูว่า...คำถามนี้แทบจะจนแต้ม หาบาปมาให้เรา ให้เราว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอานนท์ดื้ออีก ใครจะไปตอบได้ว่า ใครดื้อกว่าใคร คุณอยากจะว่าพระพุทธเจ้าดื้อก็บาปไปเอง คุณจะบอกว่าพระอานนท์ดื้อก็บาปไปเอง จบ เป็นคำถามที่หาแง่มุมในสิ่งที่ขัดแย้ง แล้วก็จับมาเป็นประเด็นปัญหาหมด จะถามไปหมด แล้วจะตอบหมดที่อย่างไร มันเป็นเหตุที่จะต้องเป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างต่อ เช่น เรื่องน้ำ ที่ดื่มไม่ได้สักทีเพราะเกวียนผ่าน พระพุทธเจ้าก็อธิบายเป็นเรื่องอจินไตย อย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านจะแสดงอะไรออกมาเพื่อจะให้เกิดประเด็น เมื่อประพฤติขึ้นก็จะมีประเด็นมาอธิบาย อธิบายเป็นธรรมะได้หมด เหมือนอาตมาอธิบายได้หมด แต่มันไม่ได้ดีเท่าพระพุทธเจ้าหรอก ยิ่งมาเป็นประเด็นที่จะมาตอบรายละเอียดของธรรมะที่ควรจะสาธยายออกไป เพราะทุกอย่างมันอะไรอันนึง คำพูดคำหนึ่งเกิดขึ้นมา มันก็จะมีอะไรที่มีความหมาย พ่วงไปหานั้นแล้วอธิบายไปมันก็ได้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นเป็นกรรมกิริยา ที่เราพูดนี้ก็คือวาจา แล้วก็ใช้กรรมกิริยาทางวาจาเป็นตัวนำ ในการที่จะเรียนรู้ ในการที่จะศึกษา เพื่อที่จะได้เกิดการพัฒนาชีวิต เพราะฉะนั้นการแสดงออกเป็นสามัญชีวิตธรรมดาก็ตาม เจตนาอธิบายเป็นธรรมะก็ตาม ก็เป็นประโยชน์ในการพัฒนาชีวิต ถ้าเราเป็นผู้ฉลาด ทุกอิริยาบถสัมผัสอะไรแล้วเราก็กำหนดพิจารณาทำความเข้าใจ เอามาเป็นครูเราก็ได้ประโยชน์ไปทั้งนั้นในชีวิต อะไรๆก็เป็นบทเรียน
_คุณอำนาจ ขอให้พ่อครูช่วยอธิบาย สำมะปี๋ซีวิต คืออะไรครับ พ่อครูว่า..สำมะปิ คืออะไรต่างๆนานา สำมะปี๋ซี่วิตก็คือชีวิตอะไรต่างๆนานา ทุกเรื่องราวบทบาท ปนกันมากมายก่ายกอง
_ใจกลั่น ตอนใจกลั่นเข้าวัดปี 2534 ปี 2536 เกิดวิกฤต ตนเองสอนเด็กจนเกิดความเครียดขึ้นมาทางปฐมอโศก ตอนที่พ่อครูมาใจกลั่นก็กราบพ่อครูว่า..ไม่มีใครเข้าใจดิฉันเลย พ่อครูเลยบอกว่า คุณนั่นแหละฟังเพื่อนๆบ้าง เราก็ตั้งสติ บางทีใจกลั่นมีเพื่อนว่าผอม พ่อครูก็ว่า ไม่ผอมหรอกหุ่นนางแบบ แต่พออ้วนขึ้นมา พ่อครูก็ว่า ไม่อ้วนหรอก แข็งแรงบึกบึน ที่จะถามคือ คุณต้องฟังเพื่อนๆบ้าง สมัยนั้นก็จะมีหินกลั่น กลั่นฟ้า กลั่นกรอง ใจกลั่น มี 4 กลั่น วันหนึ่งพ่อครูก็บอกว่า พวกกลั่นๆนี้มีแต่ดันทุรังทั้งนั้นเลย คือดื้อ อยากถามพ่อครูว่า...ที่ตั้งชื่อ ว่าใจกลั่นและพวกกลั่นๆ ต้องการให้กรรมฐานอะไร แล้วพ่อครูทราบได้อย่างไรว่า ...เพื่อนฝูงบอกอะไรให้ฟังบ้าง ให้ฟังที่ประชุมบ้าง พ่อครูว่า...ที่คุณสงสัยว่าอาตมารู้ แล้วอาตมารู้อะไร… _ใจกลั่นว่า...พ่อครูแสดงธรรมแล้วมันตรงพอดีค่ะ พ่อครูว่า...อาตมาไม่รู้อะไรแต่แสดงออกไป มันก็ตรงพอดี ก็แสดงว่า อาตมาไปแสดงทั้งๆที่ไม่รู้นี้เป็นสารพัด มันไปตรง ก็คือคุณมีสารพัดนั้น ทั้งที่อาตมาไม่รู้เลย แสดงออกไปก็ไปทุกอันนี้ แสดงว่าคุณก็มีอันนี้ ก็แสดงว่าสารพัด _ใจกลั่นว่า...ดีไหมคะ พ่อครูว่า...ถ้ามันตรงก็ได้ประโยชน์ก็ดีไหมล่ะ _ใจกลั่นว่า.. มีครั้งไหนที่พ่อครู เจตนาจะเทศน์ให้คนนี้ พ่อครูว่า...มีหลายที ตั้งใจจะมาเทศน์ให้คนนี้ แต่บังเอิญคนนี้ไม่มาฟังอีก ก็หลายที คนที่เราจะอธิบายจะสอนให้ดันไม่มาอีก _ใจกลั่นว่า..แล้วเขาไม่มาแล้วพ่อครูทำไงคะ พ่อครูว่า...ไม่รู้จำไม่ได้แล้ว บางทีก็เทศน์ไปเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น บางทีก็รอให้คนนั้นมาก่อน
_กำชับ ... .อยากจะถามเรื่องผู้ใหญ่ที่ว่ายากสอนยาก และเด็กที่ว่ายากสอนยาก พ่อครูเหนื่อยกับเด็กมากกว่าหรือเหนื่อยกับผู้ใหญ่มากกว่าครับ พ่อครูว่า..ตอบ มันเหนื่อยกว่ากันทั้งคู่ ผู้ใหญ่ก็เหนื่อยกว่าเด็ก เด็กมันก็เหนื่อยกว่าผู้ใหญ่มันก็เลย กันทั้งคู่ ถ้าลงมันไม่ค่อยจะฟังก็เหนื่อยทั้งนั้น มันต้องจ้ำจี้จ้ำไช บางทีก็ต้องปรุงแรงหน่อย อะไรต่ออะไรก็หนัก เท่านั้นเอง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ
_ปลูกขวัญ..เรามีบรรพชนที่เคยเป็น ผอ.โรงเรียนสัมมาสิกขา ณ บัดนี้มีบ้านอยู่ข้างทาวน์เฮ้าส์ที่วัด ตอนนี้อาจารย์อายุมากขึ้น เดิน 3 ขา เวลากลับบ้านก็อยู่คนเดียว ศิษย์เก่าทั้งหลายก็อยากให้อาจารย์ท่านนี้ มาอยู่ที่นี่แล้วก็ดูแลกัน แต่ทีนี้ อาจารย์จะเป็นคนเกรงใจมาก อยากจะกลับบ้าน เราจะทำอย่างไรให้อาจารย์ได้คลายใจตรงนี้ อาจารย์เคยสอนลูกหลานมา ทำอย่างไรจะให้ลูกหลานได้ตอบแทนบุญคุณบ้าง พ่อครูว่า...อาจารย์ไม่ออกมาให้เราได้ดูแล เราก็เข้าไปสิ ไปบ่อยๆเดี๋ยวอาจารย์ก็จะเกรงใจว่าคนมาหาบ่อยๆเราก็เลยต้องออกมา เป็นการแก้เคล็ด _ปลูกขวัญว่า...ตอนนี้อาจารย์ยืนยันว่าจะกลับบ้าน พ่อครูว่า..ต้องกลับบ้าน แต่เราก็ไปให้มากๆบ่อยๆ จนท่านคิดว่าเราทำให้คนต้องมากันเยอะ เดี๋ยวท่านเกรงใจท่านก็ออกมาเอง นี่คือคำตอบ คำตอบนี้ไม่ได้ปิดบัง ท่านจะได้ยินเองหรือไม่ได้ยินเองก็ไม่เสียหาย
_ปลูกขวัญว่า...อาจารย์บอกว่าจะกลับบ้านที่กรุงเทพฯ พ่อครูว่า...ก็ตามไปดูที่กรุงเทพฯเลย ต้องพูดถึงธรรมะอันนี้ อันลึกอันนี้ ความเกรงใจนี้ดี แต่ถ้าเกินขอบเขตก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะเป็นประโยชน์ มันไม่ใช่เรื่องแกล้ง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เราก็ควรจะต้องทำให้เกิดความพอดี ถ้าเราออกมาแล้วเกิดประโยชน์อย่างนี้ ลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นลูกหลาน ให้เขาได้มาเป็นคนกตัญญูกตเวที มันก็เป็นกรรมกิริยาที่เป็นประโยชน์มีคุณค่า ถ้าคนใดแสดงออกความกตัญญูกตเวทีก็จะเป็นกิริยาเป็นอาการเป็นพฤติกรรม คนก็จะเห็นก็จะเกิดประโยชน์ ที่นี่เขาดีนะ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่ ดูแลช่วยเหลือเป็นพฤติกรรมมนุษย์ซึ่งมันจะสวยงามเสมอ ว่าชาวอโศกเรามีพฤติกรรมที่สวยงามอย่างนี้เยอะ พฤติกรรมที่ดี เพราะฉะนั้นถ้ามีพฤติกรรมจริง ถ้าไม่เกิดพฤติกรรมจริงมันก็จะเงียบหาย มันก็จะไม่เกิดผลประโยชน์อะไร ถ้ามีพฤติกรรมสิ่งที่เป็นพฤติกรรมดี ก็แสดงพฤติกรรมดีต่อสังคมขึ้นไป ก็เป็นประโยชน์ให้คนได้รู้ได้เห็น อย่างเช่นพฤติกรรมของคนที่ช่วย 13 หมู่ป่า ก็เลยเกิดเป็นคุณค่าในโลกขึ้นยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ พฤติกรรมของคนแม้จะเล็กน้อย มีความละเอียดลึกซึ้งก็เป็นธรรมชาติของความละเอียดลึกซึ้ง ก็ดี
_อาจารย์อุทิน...ดิฉันรู้สึกสุดแสนซาบซึ้งกับจิตวิญญาณทุกท่าน ไม่มีอะไรจะเหนือกว่านี้แล้ว แต่ที่ดิฉันจำเป็นต้องออกไปข้างนอกเพราะมีวิบากกรรมที่ต้องใช้หนี้ จนตอนนี้ 2-3 เดือนนี้ อยู่ดีๆจะไปไหนก็ยกขาไม่ขึ้นเลย ก็เลยต้องเดินสามขาสี่ขา เหมือนมีเชือกรัดเอาไว้ พยายามรักษาตัวที่โรงพยาบาล ลูกก็ทำงานที่โรงพยาบาล ไปหาหมอเขาก็ให้แต่วิตามินบีคอมเพล็กซ์เสมอ ผลสุดท้ายหมอนัดอีกทีวันที่ 6 ก็เลยบอกว่าจะไม่ไป มาที่นี่ดีกว่า ดิฉันเตรียมตัวแล้วว่ามันคงถึงเวลาแล้ว กำลังเขียนหนังสือหนังหา เรามีเต็มบ้านหลายพันเล่ม เราจะรักแค่ไหนก็ไม่มีโอกาสนั้นก็ต้องหาวิธีระบาย ที่ดิฉันไปก็ไปรักษาตัว จิตวิญญาณของเรา อย่างไรเราก็หวังจะถึงขั้นนิพพานไม่อยากจะมาเกิดอีก แต่เวลามันน้อยเหลือเกิน ทำได้นิดเดียวก็ใกล้เวลาเข้ากองฟอน ตายเมื่อไหร่ก็ไม่มีปัญหา ขอว่าเท่าที่จะมีแรงมาที่นี่ ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งมาก รู้สึกเป็นภาระแก่ผู้อื่นเขา พ่อครูว่า...ให้เขามีภาระบ้าง ถ้าไม่มีภาระก็จะไม่มีกรรมกิริยาการกตัญญู ให้คนได้เห็นได้รู้ได้เป็นพฤติกรรมให้เขาศึกษา เป็นครูก็ต้องทำอะไรให้คนเห็นคนเข้าใจ คนได้รับรู้ว่าอันนี้เป็นของดี เป็นพฤติกรรมที่ดี ไม่อย่างนั้นไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร มันก็ไม่เกิดอาการอะไรที่จะเห็น เพราะฉะนั้นต้องมีเหตุปัจจัยมีรูปนาม เป็นพฤติกรรมธรรมะ 2 ถึงจะเกิด ไม่อย่างนั้นมันก็มีพฤติกรรม 2 มันก็ไม่เกิด เป็นครูวิทยาศาสตร์ก็คงจะเข้าใจนะที่พูดนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน วิบากกรรมเรื่องดื่มน้ำของพระพุทธเจ้า _อาจารย์อุทินว่า..เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่กระหายน้ำ พระพุทธเจ้าตอนที่ทำวิบากไว้ ก็ยังหวังดีที่จะทำ แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณของ ผูกไว้หรือ ทำไมผูกไว้นานเหลือเกินจนเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังตามมาอีก ก็ไม่เข้าใจตรงนี้เหมือนกันต้องทรมาน พ่อครูว่า...ก็เพราะอย่างนี้แหละ จิตวิญญาณของสิ่งที่เป็นวัว กับจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า เป็นกรรมวิบากที่ท่านได้สร้างไว้ จึงเป็นเรื่องกรรมวิบากที่แก้แค้นกันด้วยอวิชชา วัวมันก็มีอวิชชา ตอนยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าก็ยังมีอวิชชา แม้แต่จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม วิบากนั้นก็เดินบทบาทอยู่ มันก็มีเป็นธรรมดา แม้พระพุทธเจ้าจะมีวิบากไม่ดีนี้ ไม่เป็นไปตามที่ควรเพราะน้ำมันขุ่นไม่ได้กินน้ำ กรรมวิบากก็ต้องออกผลจริงๆ จะไปห้ามได้อย่างไร พระพุทธเจ้าแม้ว่ากรรมวิบากมาถึงท่าน แต่มันไม่หนักหนาใหญ่โต เป็นเศษวิบากเบาๆ ขนาด พระพุทธเจ้าก็ยังมีวิบากตามมา เพราะฉะนั้นอย่าประมาทในวิบากต่างๆ อย่าไปสะสม ยิ่งสะสมก็เป็นวิบากหนัก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อกุศลกรรม แม้นิดแม้น้อยอย่าทำเสียเลย ไปสงสัยว่าทำไม ก็มันต้องมีถ้ามันไม่มี กรรมจะเป็นอันทำได้อย่างไร มันต้องเกิด Action Reaction เมื่อถึงเวลาวาระ เป็นแต่เพียงว่ายังไม่ถึงเวลา กาละ Action Reaction ก็ยังไม่ปรากฏ เมื่อถึงเวลาวาระ Action Reaction นั้นก็ต้องปรากฏ
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์ด้านบุญและกุศล _ปะฝนฟ้า...1.การเพิ่ม coefficient ให้แก่ตัวเองมีทั้งด้านกุศลบุญใช่ไหมคะ ( พ่อครูว่า..ใช่) การจะเพิ่ม พ่อครูว่า.. ถ้าแค่ระดับ + ยังไม่ใช่ ต้องเป็นระดับคูณจนถึงยกกำลัง ...อยากให้พ่อครูยกตัวอย่างบุญกับกุศล พ่อครูว่า...คุณยกตัวอย่างไกลไป เอาบุญต้องคู่กับบาป กุศลต้องคู่กับอกุศล บุญยังเป็นโลกุตระเป็นการลดกิเลส ส่วนกุศลนั้นเป็นเรื่องโลกียะ เป็นเรื่องความดี เป็นเรื่องกุศลกับเรื่องไม่ดีคืออกุศล ดีคือสิ่งควร ดีกับไม่ดีจะวนเวียนกลับไปกลับมาไม่สูญหาย นอกจากไม่สูญหายแล้วยังสะสมอีกด้วย คุณสะสมแต่ดี เวลากรรมของคุณก็ต้องมีหนึ่งหน่วย คุณทำกุศลก็ไม่ได้ทำอกุศล กาละทุกกาละ จุดหนึ่งของ กาละเร็วกว่าวินาที จุดหนึ่งคุณทำกุศลก็ไม่ได้ทำให้อกุศล กุศลอกุศลก็ออกฤทธิ์เป็นผลกรรม ก้อนของกรรมไม่หายไป จะสะสม แล้วมีอยู่ว่าความดีจะออกฤทธิ์ได้ช้าและไม่แรงเท่าอกุศล อกุศลจะวิ่งมาเล่นงานเร็วแรงกว่ากุศล กุศลไม่แรงเท่าไหร่ อกุศลเหมือนผู้ร้ายที่คิดจะทำงานตลอดเวลา แต่ผู้ดีคือกุศลจะเฉื่อย ส่วนบุญคือพลังงาน ความรู้นี้มีเรียนแต่ในอโศกเท่านั้น อาตมาเป็นคนอธิบาย บุญเป็นพลังงานของจิตนิยาม ไม่ใช่พลังงานอุตุ พีชนิยามไม่มีเวทนา แต่จิตนิยามมีเวทนามีวิญญาณ แล้วมันก็สะสม รัก ดูด กับ ชัง ผลัก คนที่มีวิชชา จึงแก้ไขไม่ให้แรงผลักแรงดูดทำงาน แม้ที่สุดเป็นพระอรหันต์ก็อยู่เหนือแรงผลักแรงดูด ทำให้พลังงานบวกกับลบนี้เป็น Neutron เป็นพลังงานกลางไม่ผลักไม่ดูดได้ นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ทำให้พลังงานจิตนิยามให้เป็น Neutron ได้ โดยเฉพาะตัว ผลัก ดูด ที่เป็นเหตุให้ผลักหรือดูดก็สลายตัวนี้ไปได้ แม้มันเกิดก็ห้ามได้ อนาคามีก็ได้ แรงจากภายนอกไม่ทำอะไรได้ จะเกิดแต่ในใจ มันก็จะค่อยๆ ผู้ที่ศึกษาเป็นเจ้าของพลังงานจะจัดการได้ อภิสังขารจัดการได้ _แล้วที่เป็นยกกำลังสอง จะยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร พ่อครูว่า...ยกกำลังคือคูณมากทับทวีเป็นชั้นๆ เป็นอัตราทางวิทยาศาสตร์ นามธรรมแม้จะเป็นพลังงานทางจิตก็วัดหน่วยได้ จะจับหน่วยอย่างไรก็นับเอาจากทับทวียกกำลัง _คือเราต้องทำกุศลให้มากขึ้นๆ พ่อครูว่า...พลังงานบุญไม่ใช่กู พลังงานบุญต้องจับกิเลสได้ 2. ต้องทำให้กิเลสลดได้ ทำกิเลสลดได้ หน้าที่บุญก็เลิกไป อันนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นไม่มีนิพพาน จะเกิด Action Reaction ตลอดเวลา กุศลอกุศลเกิดตลอดเวลา แก้ไม่ตก แต่บุญไม่ใช่กุศลอกุศล บุญทำลายกิเลสไม่เหลือที่จะออกมาทำ Action reaction เป็นวิบากต่อกันไม่มี มันหมดวิบากเลยนะ บุญ ดับบาปได้ อกุศลก็ได้ คือจิตไม่ดีหมดไป ล้างตัวเหตุแห่งอกุศลแห่งว ิบา กได้มันก็จบ มันก็ไม่มีอะไรเป็น Action Reaction เป็น Neutral เป็นศูนย์ ถ้าจัดการบุญได้แค่หยุด มันก็ไม่ได้นิพพานสิ มันต้องถอนอาสวะอนุสัยหมด พลังงานมันสูญจริง ก็นิพพาน ไม่มี Action Reaction อีกแล้ว ถ้ายังไม่หมดไม่สูญ เมื่อไหร่จะหมด Action reaction บุญเป็นพลังงานที่รู้จักกิเลสแล้วทำกิเลสให้หมด หมดกิเลสให้ทำแล้วบุญก็หมด บุญเกิดในปัจจุบันเท่านั้น ผู้ที่สร้างพลังงานนี้ พลังงานบุญก็ต้องมีเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยนี้เป็นเรื่องนี้ ไม่ใช่อยู่ๆก็หาเรื่องให้เกิดบุญแล้วก็ฆ่าอะไรไม่รู้ มันไม่เกิดโดยไม่มีเหตุ ต้องมีผัสสะ เรามีกิเลสกับตัวนี้ ถ้าหากผัสสะแล้วเราไม่มีกิเลส บุญก็ไม่โผล่ บุญก็ไม่มา มันชัดเจน บุญก็ไม่เกิด บุญมันดับกิเลสสูญได้จริง มันหมดหน้าที่แล้ว มัน สูญสนิทไม่เกิดอีก พลังงานนี้ไม่เกิดอีกในมหาจักรวาล แล้วบุญจะเกิดอีกทำไม มันก็เป็นเศษขยะเท่านั้นเอง
_สืบเนื่องจาก ท่านเดินดินท่านเทศน์เมื่อเช้านี้ มีคนถามว่า มีคนพยากรณ์พ่อท่านหรือยังว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แล้วพ่อท่านตอบว่ามี แล้วเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อจากสมณโคดมหรือไม่คะ พ่อครูว่า...ไม่ใช่หรอก จะไปถามเรื่องอจินไตยพวกนี้เดี๋ยวจะเป็นบ้า
สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรนิทัสสน์) ตอน ความหมายอักขระยโสธราพิมพา _สมณะเสียงศีล...เมื่อวันแม่ ได้ยินพ่อครูพูดถึงเรื่องของพระนางสิริมหามายา ทำให้รู้สึกเข้าใจที่ดีขึ้น อยากให้พ่อท่านอธิบายชื่ออื่นๆบ้าง อย่างเช่น พระเจ้าสุทโธทนะหมายถึงอะไร เจ้าชายสิทธัตถะหมายถึงอะไร พระนางยโสธราพิมพาหมายถึงอะไร พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระเทวทัต พระอานนท์ ถ้าชื่อเป็นภาษาธรรมะจะทำให้เข้าใจธรรมะได้ดีขึ้น พ่อครูว่า...ชื่อของเจ้าชายสิทธัตถะ สิทธะ แปลว่า สำเร็จ อัตถะ แปลว่าเนื้อหา สิทธัตถะคือผู้มีเนื้อหาแท้ อัตถะคือ essence แก่นเนื้อหา เป็นผู้ที่เกิดมาจะต้องสำเร็จเนื้อหา ในแก่น เป็นเจ้าของเนื้อหาเลย ทำให้เกิดอันนั้นได้ ยโส คือยศ ธร คือทรงไว้ ทรงไว้ซึ่งยศ ยโสธรา ยโส สูงสุดแล้ว มีสระที่พลังงานสูงสุดแล้ว โอ ธรา คือทรงไว้ (พหูพจน์) พิมพา คือลักษณะของ พ.พาน หรือพฤติ พ.พานคือตัวบทบาท ป ผ พ ภ ม เป็นตัวจิตการงานตั้งแต่เริ่มต้น ป ลงท้าย ม คือจิตทำงาน พฤติกรรม พ คือทำ แล้วทำขึ้นมา พิม คืออะ อา อิ คือสามเส้าทำงานเป็นวงวนแล้ว ถ้ามีแค่ 2 ก็เป็นแนวระนาบ พอ 3 ก็เกิดวงวน เกิดปฏิกิริยาพลังงานหมุนที่ครบรอบทั่วถึง สามเส้า อะ อา อิ นี้ พิม คือ จิต ม.ม้า แล้วพออีก คือ พา คือพหูพจน์ เกิดมาเป็นบทบาทโดยพลังงานของผู้หญิงผู้ชาย พลังงานผู้หญิงคือพลังงานไดนามิค ผู้ชายคือพลังงาน Static เพราะฉะนั้น ตัวพลังงานคือตัวพิมพา เป็นคู่ที่พาไม่ให้หยุด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเกิดพิมพาก็ต้องเกิดเพราะจะให้ทำงาน ถ้าไม่มีพิมพาก็จะไม่มีตัว ผู้ที่จะให้เกิดทำไง พวกคุณพอรู้เรื่องบ้างที่อาตมาพูดไปให้คุณเรียนรู้ สามเส้า ในวัฏสงสารนี้มันมี 3 1. สัตว์ 2. ของ 3. รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ข้อที่ 1 กระทบกับสัตว์ที่เป็นจิตนิยาม ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของที่เป็นอุตุนิยามพีชนิยาม เกี่ยวกับสัตว์แต่ละตัว คนละอัตภาพ ก็คือตัวของเขา เราก็คือเรา ทุกคนก็มีวิบากของตัวเอง สัตว์แต่ละสัตว์ ก็มีวิบากของมัน พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า เราอย่าไปเนื่องต่อ ที่เราสัมพันธ์กันมาในอดีตก็เยอะแล้ว สัตว์มันก็อยู่ของสัตว์ ถ้าจะมีอะไรสัมพันธ์กัน เราก็ทำการเกื้อกูลกันเราหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง ช่วยมันเพราะเหตุปัจจัยอาจจะช่วย ถ้าอยู่ดีๆเราอย่าไปเกี่ยวข้อง ถ้าเกี่ยวข้องก็จะเกิดสัมพันธภาพ เกิด Relation เกิดติด ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ต้องทดแทนคุณ ชั่วก็จะมาทำร้ายกัน ดีก็จะมาสนับสนุนกัน เกิดกาละยาวยืดไปอีก คุณก็จะต้องยาวยืดไปอีก เพราะฉะนั้นสัตว์ทุกตัวเกิดมาคุณก็อย่าไปยุ่งกับมัน คุณก็ตัดวัฏฏสงสารของคุณส่วนหนึ่ง จะได้ไม่ไปนัวนังกับมันอีก ไม่ว่าจะเชื่อมทางดีหรือชั่ว ก็ทำภาระให้แก่ตัวเองลดลง อันนี้คือละเอียดมากเลยนะ เราเข้าใจเรื่องนี้แล้ว เรื่องที่จะไปทำร้ายต่อกัน ฆ่ากัน ให้ละเว้น ในศีลข้อที่ 1 ไม่ใช้อาวุธไม่ใช้อะไรจะไปทำร้าย มีจิตเอื้อเอ็นดูกรุณาหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง แม้แต่ศัตรูคู่อาฆาตนานเท่าไรก็ตาม ก็ต้องหวังประโยชน์แก่เขาอยู่ เป็นจบเลย สูงสุด เป็นต้น อย่างของนี่ ก็ต้องอาศัยใช้สอย เป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม หากไม่ใช่ของๆเราก็อย่าไปเอามามันจะเป็นหนี้ เราก็ใช้แต่ของเรานี้ให้พอ ไม่พอก็สร้างขึ้นใหม่ จะได้ไม่เป็นวิบากอีก ไม่เป็นหนี้ ถ้ายิ่งไปทุจริต ไม่ใช่ของๆเราก็ไปปล้นเอามาแย่งเอามา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ก็เลยแย่ใหญ่ เป็นวิบากหนักหนาสาหัส วิบากร้าย จะไปทำมันทำไม คุณเชื่อว่ากรรมมีผลจริง มันก็จะอยู่อย่างนั้น หากเป็นพระอรหันต์สลายอัตภาพได้ แต่ตราบที่ไม่สลายอัตภาพ แสดงว่า ท่านไม่ทำชั่วก็ไม่เพิ่มอกุศลกรรม มีแต่กุศลก้าวหน้า ตัวร้ายที่จะวิ่งตามทันก็จะห่างไปไม่ได้ กรรมแต่ละกรรมนั้นมีวิบาก ให้ทำแต่กรรมดีแล้วจะได้หนีกรรมวิบากที่ไม่ดี แล้วมันก็ตามเล่นงานเราไม่หยุดหรอก กรรมไม่ดีนี้ กรรมไม่ดีนั้นอย่าทำเสียเลย เป็นสุดยอดพระพุทธเจ้าห้ามไปแล้ว พวกเรานี้ดี ไม่ทำกรรมชั่ว หรือทำกรรมไม่ดีให้น้อยลงจนบาง ในหมู่ของเราสบาย สังคมของเราเป็นสังคมที่สงบสบาย ไม่เกิดความรุนแรงแม้แต่ ปากหอก พวกเราก็ไม่รุนแรงเหมือนข้างนอกเขา เรื่องกรรมกิริยาทางกายเราไม่มีตบตีทำร้ายทำลายกัน สังคมของเรา ยืนยันได้ สังคมชาวอโศกไม่มีหยาบแรงอย่างนั้น กรรมสุจริตที่จะเอาของๆเขามาเป็นของเราก็จะน้อย อาตมาว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้ดี เพราะอาตมาได้สร้างพฤติกรรมกิริยาของคนดี แล้วก็เกิดรวมกันอยู่เป็นรูปธรรม เป็นแบบอย่างให้แก่โลก คนตาดี ก็จะรู้ว่า สังคมที่ดีที่สุดในแกนโลกมีอยู่ เมืองอื่นเขาไม่ได้มีความรู้แบบนี้ ไม่ได้มารวมกลุ่มรวมกันแบบนี้ในถึงขั้นสาธารณโภคี ประเทศไหนก็ทำไม่ได้ มีทำได้ประเทศไทย แล้วประเทศไทยทำได้ในกลุ่มคนชาวอโศก คนอื่นเอาแบบให้ได้ จ้างก็เสียเงินเปล่าทำไม่ได้ มีเงินก็ทำไม่ได้ สุดยอดทั้งนั้นจริงๆ พวกเราทำสิ่งที่เป็นสุดที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ เป็นที่สุดแห่งที่สุดแล้ว มันได้อย่างนี้ก็ดีที่สุดแล้ว
_กรักเพียงแก้ว...เรียนถามว่า ถ้าเรารู้สึกผิด เราไม่อยากจะรู้สึกผิดไปนานๆ เรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันเกิดมีความสนใจที่จะปั่นน้ำผัก แล้วเครื่องปั่นจะต้องมีคุณภาพมีแรงม้าสูง ราคาแพง ดิฉันปรารภ ก็มีน้องที่อยู่ในนี้ซื้อให้มาตั้ง 7000 บาท ก็ยังไม่ได้ปั่นคุ้มค่าราคาเลย ก็เลยรู้สึกว่ามันผิด ความรู้สึกนี้จะล้างอย่างไรดีคะ พ่อครูว่า...ก็หาคนที่จะทำมันมีอยู่เยอะไป ให้เขาไปทำ แต่คุณหวงของก็ไม่ได้ทำ
_ดิฉันต้องซักผ้าขี้ริ้ว ทำไมต้องเอาไปใช้เช็ดของสกปรก พ่อครูว่า...มันถูกแล้วผ้าขี้ริ้วต้องใช้เช็ดของสกปรก คุณก็ต้องซักให้สะอาดเพื่อจะเอาไปใช้เช็ดอีก คุณไปติดใจอะไร ต้องการให้ผ้าขี้ริ้วไม่เปื้อนอีกเลยก็ต้องใส่หิ้งบูชาไว้ มันก็ไม่ใช่ผ้าขี้ริ้ว มันเป็นผ้าบูชา
_วรรณะ 9 พระพุทธเจ้าทรงสอนใคร พวกเรามีโอกาสได้เรียนและปฏิบัติไปสู่วรรณะ 9 ยังไม่ได้ยากเย็นเลย ท่านสอนใคร ที่มาที่ไป พ่อครูว่า...อาตมาแค่ฌานวิสัย อย่าให้พูดถึงพุทธวิสัยเลย สรุปได้ว่าพระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่ไม่มีใครรู้เท่าถึงท่าน ท่านรู้สิ่งที่สุดยอดจริงๆ แล้วท่านก็เอามาเปิดเผยมาไขให้คนเรียนรู้แล้วทำตาม พระพุทธเจ้าท่านตรัสห้ามหรืออนุญาตสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น ก็จะได้สิ่งที่ดีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคุณจะไปสงสัยไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าจะต้องเป็นผู้รู้สิ่งนี้ ถ้าไม่รู้สิ่งนี้ก็ไม่รู้สิ่งที่เป็นที่สุดแห่งความเป็นคน ในความเป็นคน ท่านรู้ที่สุดแห่งที่สุดถึงได้เป็นผู้นี้จริงๆ ท่านไม่ใช่ของปลอม แล้วท่านก็มาบอกคน จนคนสามารถเป็นอรหันต์ได้ หรือจะต่อไปถึงที่สุดเป็นพระโพธิสัตว์เป็นพระพุทธเจ้าได้อีก พระพุทธเจ้าสอนที่จบให้แล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว จะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ แยกธาตุ ตัวตนก็หายไป หมด H 2 O เหลือแต่ธาตุน้ำด้วยไฮโดรเจน ไม่มีอัตตานั้นแล้ว กลายเป็นอุตุนิยามไม่เป็นแม้แต่ พีชนิยาม อรหันต์ที่เลิกจบแล้วสลายธาตุเดิมได้เลย กลายเป็นอาโปธาตุที่สลายตัวไป
_ดิฉันติดใจมานานแล้วว่า...ในเมื่อพระพุทธเจ้าหิวน้ำขนาดนั้น ดิฉันเคยกินน้ำรอยเท้าควาย ทีนี้ ก็ในเมื่อพุทธเจ้าหิวขนาดนั้น สมมุติว่าพระอานนท์เอาน้ำขุ่นมาถวายพระพุทธเจ้าจะบาปหรือไม่ พ่อครูว่า...ก็บาปสิ เอาน้ำขุ่นมาถวายพระพุทธเจ้าได้อย่างไร คนขี้สงสัยก็เป็นอวิชชาของเรา คนที่อวิชชาก็ต้องถามด้วยความสงสัยต่อไป
_ทิดคู่ฟ้า...สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าเล่าให้ภิกษุฟังว่า ก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้าท่านพบพระพุทธเจ้ามาเยอะ ในสัมภาระวิบากก็บอกว่า คนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าก็จะพบพระพุทธเจ้ามาหลายแสนพระองค์ พ่อครูก็มาไกลมาก จะไปเป็นพระพุทธเจ้าแล้วบอกได้ไหมว่าพระพุทธเจ้ามาแล้วกี่พระองค์ พ่อครูว่า...ไม่รู้
_ในบรรดาพระพุทธเจ้าที่เกิดมา พ่อท่านก็คงทราบบ้าง ถามว่า จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าที่มาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า มีสายเจโตกี่ % พ่อครูว่า...ตอบไม่ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน แรงจูงใจกับแรงพอใจ _มีคำที่ท่านจันทร์สรุปจากพ่อครูเทศน์ว่า อย่าใช้แรงพอใจในการดำเนินชีวิต แต่จงใช้แรงจูงใจในการดำเนินชีวิต พ่อครูว่า..คำว่าพอใจกับจูงใจ ก็มีน้ำหนักต่างกัน จูงนี้ลากกันไปเลย พอ นั้นเป็นพลังงานทางจิตเท่านั้น พอใจ คำว่าพอนี้ มีความหมายสองนัย หากพอใจ หมายถึงลักษณะที่ดูดดึง ถ้าพอตัวเดียว มันกลางแล้ว พอ หยุด พอ เพราะฉะนั้นคำว่าพอใจ จะต่างกับคำว่าใจพอ อาตมาพยายามแปลสันตุฏฐิว่าใจพอ ไม่ได้แปลว่าพอใจ ถ้าใจพอนี้จะหยุดแต่ถ้าพอใจนี้ยังจะต่ออยู่ ภาษาจะเชื่อมเป็นความหมายสภาวะอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพอใจกับจูงใจ พอยังมีการหยุดได้ แม้จะยังผูกต่อไปอีกก็ยังไม่แรงเท่ากับ จูง จูงนี้มันจะต้อง ถ้าเป็นรูปวัตถุก็จูงกันเลยนะ จูงควายจะต้องมีเชือกผูกและจูงไปเลยนะ หรือว่าจูงใครก็ต้องไปลากมือมาเท่านั้นเอง ภาษามันคือสภาวะ ก็รู้ความหยาบและละเอียดต่างกัน มากน้อยต่างกัน แล้วก็ใช้ให้มันถูกต้อง ก็เท่านั้นเอง ในทางดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีแล้วเราพิจารณาว่าไม่ดีก็ไม่ต้อง จูงใจเป็นทางดีก็ได้ จูงใจในทางไม่ดีก็ได้ เราก็วิจัยเอาเอง ทำสิ่งที่พยัญชนะว่าควรทำอย่างนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน สมัยพระพุทธเจ้าต้องใช้ลำโพงฟังธรรมกันไหม _สมัยพระพุทธเจ้ามีลำโพงไหมคะ แล้วทำไมฟังธรรมแล้วรู้เรื่องกันเยอะ พ่อครูว่า...เป็นเรื่องของบรรยากาศ ในอากาศสมัยนี้มีทั้งคลื่นต่างๆวิทยุต่างๆ หนักหนามากมาย คลื่นวิทยุก็ยังทำงานได้ยากเลย ในยุคพระพุทธเจ้ามันบางเบา มันเร็ว ก็อธิบายตามประสาอาตมานะ นาซ่าเขาอาจจะคำนวณได้ดี แม้แต่ตอนนั้น เสียงเบาๆก็ไปได้ไกลแล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive