สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่พ้นอบาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่พ้นอบาย เข้าหาเนื้อหาของคนจนเป็นคนจนที่สุขสำราญ เป็นคนจนอย่างมีปัญญา ปัญญาไม่ใช่ความฉลาดแบบโลกียะ แต่เป็นความเฉลียวฉลาดอย่างโลกุตตระ มันเป็นทิศทางที่เข้ากระแส อธิบายถึงจิตที่เข้ากระแส เอาภาพหันหลังชนกันก็ได้ เข้ากระแส คนจะต้องมีภูมิปัญญารู้จริงๆว่าโลกุตระ (นาลมริยา) อีกทางคือ อลมริยา เส้นทางที่ไม่ใช่ อาริยะ จุดกลางคือจุดที่แบ่งโลก โลกียะกับโลกโลกุตระ ผู้ใดมีอัญญธาตุ เป็นธาตุที่ 4 ออกมา อย่างที่พระพุทธเจ้าอุทานว่าอัญญาสิ วตโพโกณทัญโญ มีธาตุจิตใหม่เกิดขึ้นแล้วหนอ พระพุทธเจ้ามีพุทธพิสัยของปัญญา6 ที่จะรู้ฐานะของบุคคล ของอาตมายังไม่เก่งขนาดนั้น ยังสะสมอยู่ สรุปแล้วจะมีจิตอันใหม่อันอื่นคืออัญญธาตุ เห็นว่าตนเองวนในโลกียะมานานแล้ว สุขๆทุกข์ๆมั่งมีร่ำรวยเป็นเศรษฐีเป็นยาจก แก้แค้นแย่งชิง ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ล่อเละ แล้วก็มีพยาบาทแก้แค้นไม่รู้จักจบ ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เมื่อทำให้สุจริตได้ก็สูงขึ้นแล้วก็ยังเป็นโลกีย์ ได้ผลเสวยเป็นกุศลยังไม่ได้บุญ ยังไม่ได้มีธาตุรู้ชำระกิเลส เมื่อเห็นแสงสว่างมากเข้าทางนี้แล้วเราควรจะเป็นเช่นนี้ ก็หันหน้ามาทางนี้ หันหลังชนกับโลกียะ เริ่มเดินออกมาทีละน้อยไปตามลำดับ ออกจากโลกเก่า สู่ปรโลก ที่เป็นปรโลกของโลกุตระ ไม่ใช่ปรโลกของเทวนิยมที่เป็นมโนมยอัตตา ลงนรกขึ้นสวรรค์ แต่ปรโลกของโลกุตระไม่ใช่ขึ้นสวรรค์ลงนรก แต่ ของโลกุตระจะดับนรกดับสวรรค์ เริ่มจากพ้นอบายมุข อติวินิบาต พ้น เดรัจฉาน คือพวกไม่รู้เรื่อง พ้น ปิติวิสยะ คือพ้นจิตเปรต ความปรารถนาใคร่อยากไปตามลำดับ คำว่าสัตว์นรก เป็นคำกลาง นิรยภูมิ มีความเดือดร้อนวุ่นวายไปตลอด นิรยภูมิขั้นต้นคืออบาย ก็มาเลิกละได้ ได้สุคติไปตามลำดับก็เป็นสุขของเดรัจฉา
อ่านต่อ
นคือยังไม่เข้าหานิพพาน จนเจริญเป็นผู้รู้ทิศทางโลกุตระ ทำจิตให้ดับกิเลสได้เป็นเนกขัมมะ แล้วมีจิตปีติซ้อนเป็นอุปกิเลส ปีติมีสองอย่าง คือปีติ โลกียะกับโลกุตระ เป็นวิสัยของเปรต ส่วนโลกียะนั้นทำเนกขัมมะไม่เป็น นี่คือกลางของนิรยะกับเดรัจฉาน นิรยะเป็นของรวม เดรัจฉานก็ค่อยๆรู้เจริญไปตามลำดับ เตระ คือสาม รู้จักสามเส้า สี่เส้าไปเรื่อยๆ ส่วนนิรยะคือไม่โงเงย เป็นคำกลางๆ แล้วค่อยๆรู้ว่าอบายภูมิเป็นอย่างไร จากเดรัจฉาน ไปเป็นอาริยบุคคลก็ยังมีภูมิ ปีติ ของอาริยบุคคลไปตามลำดับซ้อน เป็นวงวนไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น ถ้าเรารู้โลกุตระ เนกขัมมะเป็นตั้งแต่พ้นสังโยชน์ 3 พ้น องค์ประชุมของรูปนามเรียกว่าการปฏิบัติธรรมมะต้องปฏิบัติทีละ 2 กาย จะปรุงแต่งกันเป็นสังขาร ก็เรียนรู้กันในสังขารตามลำดับ ทำให้สังขารเป็นอภิสังขาร ถ้าสังขารโลกีย์ก็วน ลดสังขารโลกีย์ได้ก็เป็น อาริยบุคคลไปตามลำดับ อาตมาอธิบายยังไม่เก่ง ถ้ามันง่ายนะ เราจะมากราบเคารพคนที่มีอาริยะได้อย่างไร ใครทำเอาก็ได้ แต่เพราะว่ามันยากจึงต้องกราบเคารพผู้ที่บรรลุอริยบุคคล ยิ่งถ้าบรรลุสูงสุดจนเป็นผู้ที่เป็นที่พึ่งมาช่วยกอบกู้มาช่วยหรือขนสัตว์ ช่วยตนเองรอดแล้ว อย่างอรหันต์รอบแรก ช่วยคนไม่ได้เท่าไรหรอก ต้องเป็นพระอรหันต์สูงขึ้นไปในระดับถึงขั้น ที่จะช่วยคนได้มาก ต้องเป็นขั้น 7 ขึ้นไป ก็จะช่วยได้มากหน่อย อาตมาก็ช่วยได้มากหน่อย เป็นร้อยเป็นพัน จึงมีลูกจำนวนพันเป็นเอนก โพธิสัตว์ที่มีลูกจำนวนพันเป็นเอนกก็คือโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นต้นไป โพธิสัตว์ที่ยังไม่ถึงระดับ7 ก็มีลูกไม่ถึงพันเป็นอเนก เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 นิยตโพธิสัตว์ก็จะเจริญขึ้นไปจนกว่าจะเป็นระดับ 8 9 เขตมหาโพธิสัตว์ ก็จะยาวไปอีกมากเลย จนกว่าจะไปถึงขั้นเข้าเขตของ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ พวกเราก็ฟังเอาไว้เท่านั้น เพราะว่ายังไม่มีภูมิถึงขั้นระดับโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ใช่ดูถูกนะ ถ้าพวกเราถึงก็มาช่วยอาตมาแล้ว นี่มันยังไม่มี7ไม่มีอะไรเลย ก็มีโพธิสัตว์ระดับต่างๆช่วยกันทำบ้าง สรุปอีกที เข้าเป้าว่า คนจนซึ่งเป็นเรื่องสุดยอดประเสริฐสำหรับผู้ที่จะจนได้แล้วมีความสุข คนจนก็คือคนเอาไว้แต่น้อยมีแต่น้อย แต่ทำได้มาก ได้มากเท่าไหร่ตนเองก็เอาไว้แต่น้อยแต่ก็อยู่อย่างรอดและอยู่อย่างดีทำงานได้กว้างขวาง ขยายงานได้ดี ไม่ใช่ว่า ยิ่งแคบ คนที่มีความรู้ประโยชน์สูงประหยัดสุด หรม.ครน.อย่างดี แล้วจัดสัดส่วนได้อย่างพอเหมาะ ปโหติ ๆไปเรื่อยๆ แล้วจะทำให้เกิดพลวัต สร้างสรรไปได้เรื่อยๆ อยู่ในโลกอยู่ในมนุษยชาติ เป็นการทำงานช่วยคนเพื่อให้ช่วยคน ให้เป็นคนที่มีประโยชน์คุณค่าเป็นคนที่ล้างทุกข์ลดความทุกข์ ให้อยู่กันอย่างสงบสุขอยู่กันอย่างดี ไม่มีทฤษฎีไหนที่จะสมบูรณ์เท่ากับทฤษฎีที่ศาสนาพุทธซึ่งพระพุทธเจ้าค้นพบแล้วเอามาขยายให้เห็น ในยุคนี้ต่อจากนี้ไป คนในโลก ขณะนี้ในจักรวาลนี้ มีประเทศประมาณ 200 ประเทศนี้ ก็เริ่มจะเรียนรู้กันแล้ว ความรู้ทางด้านนามธรรม ความรู้ทางด้านธรรมะทุกวันนี้ ธรรมะที่เป็นอเทวนิยม มันมีอยู่ที่หลายประเทศ แต่ว่าประเทศที่เด่นที่สุดก็คือประเทศไทย ส่วนประเทศที่มีความรู้ศาสนาเทวนิยมนั้นมีเยอะ ศาสนาที่เป็น อเทวนิยม แต่มีความหลงเป็นเทวนิยมในตัวเอง ก็เป็นเทวนิยมอยู่เยอะ มันยังมีมาก ศาสนาพุทธก็ยังมีเทวนิยมผสมอยู่พอสมควร แต่มี อเทวนิยมมากกว่าใครเขาใน 200 ประเทศนี้ มีเชื้อมีต้นรากของพุทธแบบอเทวนิยมนี้ รู้จักอาริยะ รู้จักความเป็นบุญรู้จักสร้างส่วนบุญ ปุญญภาคิยา ส่วนบุญคือส่วนที่ล้างกิเลสได้ไม่มีสมบัติมีแต่วิบัติ บุญนี่มีแต่วิบัติ ทำลายกิเลสจนตัวเองสะอาดขึ้นได้ด้วย กว่าจะเข้าใจสภาวะ แล้วเอาพยัญชนะมาเข้ากับสภาวะได้เช่นคำว่าบุญ คำว่า กาย เป็นคำหลักที่จะมาพยายามขยายความ คำว่า กาย อย่างสักกายะ สักกะแปลว่าตัวตน ถ้าไม่รู้สิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป ตัวธาตุรู้ของเราไปสัมผัสอันนี้แล้วรู้ มีประธานเข้าไปรู้สิ่งที่ถูกรู้คือรูป ต้องชัดเจนในความเป็นรูปงามที่จะต้องใช้ หนึ่งมีสิ่งที่ถูกรู้เป็น object สองเราจะต้องมีธาตุรู้คือ subject แล้วจะแยกธาตุได้เป็นภาวะสอง รูป เริ่มต้น รูป 28 คือ ดินน้ำไฟลม ดินน้ำไฟลมคือธาตุวัตถุ มหาภูตรูป 4 จาก 4 นี้เป็นรูปอีก 24 เมื่อมีประสาท มีการทำงานของประสาทกับพฤติกรรม เรียกว่าโคจระหรือวิสยะ เริ่มทำงานมีสัมผัสเป็นปัจจัย ปราสาทของเราไปกระทบรู้อะไรขึ้นมาก็เกิดสิ่งที่ 3 เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เรียกอันนี้ว่า ผัสสะ 3 ผัสสะ 3 คือ มีสิ่งที่ถูกรู้ กับมีธาตุรู้ของเราเข้าไปกระทบสิ่งที่จะต้องรู้ ก็เกิดองค์สังขาร ก็ต้องมีประธานรู้สังขาร พวกสังขารที่ไม่รู้เรื่องเป็นอวิชชา ก็จะปรุงแต่งเป็นโลกีย์ไปหมด 601013_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่สุขสำราญตามรอยพ่อ