สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) การปฏิบัติกับ นาม 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.82 KB
วันที่แก้ไข23 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) การปฏิบัติกับ นาม 5 _นาม 5 กับนาม 4 ที่เราไม่รู้ทันทำให้คนรับวิบากความบกพร่องมากข้ามภพชาติ แต่พ่อครูบอกให้จับเวทนาเป็นกรรมฐาน อยากถามว่า เมื่อเรายังอ่านผัสสะ เวทนาไม่ชัด ควรตั้งหลักไม่ให้เกิดเวทนาเทียมเข้ามาแทรกได้อย่างไร พ่อครูว่า...นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นาม 4 มี เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ นาม 5 คือส่วนที่ต้องเอาไปปฏิบัติเป็นหลักเกณฑ์การปฏิบัติ มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็ต้องขยายความว่า มนสิการคือการทำใจในใจคือการปฏิบัติธรรม โยนิโสมนสิการ จึงเป็นหัวใจแท้ๆของการปฏิบัติธรรม ยิ่งใหญ่มาก แต่ศาสนาพุทธเสื่อมมาก จนกระทั่งไปทิ้งเลย ไม่เข้าใจว่ามนสิการคืออะไรแล้วไม่ทำ เอาแต่โยนิโสเป็นความเฉลียวฉลาดถ่องแท้แต่ไม่ปฏิบัติใจ มีแต่ความฉลาดที่แยบคาย นักรู้ผู้รู้ก็แปลโยนิโสมนสิการว่า รู้โดยละเอียดของแท้หยาบคาย แต่ไม่ได้ทำใจในใจ ใจเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องไปเกี่ยวมัน หรือแปลไปว่าไม่ต้องใส่ใจในการทำใจในใจเลย นี่เพี้ยนไปไกล เลอะเทอะไปหมด ตัวทำใจในใจคือตัวจริง ตัวทำคือตัวจริง ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิทำใจในใจก็ผิด ถ้าสัมมาทิฏฐิทำเถอะ ถ้าจะทำให้เกิดต้องมีสัมมาทิฏฐิ หากไม่สัมมาทิฏฐิก็ไปนรก นาม 5 ถ้าไม่ใช้การทำในใจเป็นหลัก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเวทนา คุณไม่ได้ทำใจในใจเพราะว่าเวทนาก็คือส่วนหนึ่งของใจ จะทำใจในใจได้ก็ต้องมีผัสสะ หากไม่มีผัสสะคุณก็ไม่มีเวทนาจริงในผัสสะ มีแต่เวทนาในสัญญาลมๆแล้งๆ ต้องมีผัสสะจึงเกิดของจริง มีอารมณ์อาการแล้วก็จับเหตุที่มันทำให้เกิดอาการสุขกับทุกข์ หรืออาการไม่สุขไม่ทุกข์ หรือที่มันเกิดแต่เป็นเคหสิตะ ก็ต้องรู้ละเอียดว่าอันนี้เป็นเนกขัมมะ อันนี้เคหสิตะ แล้วแบ่งเป็นสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ของทั้งสองฝั่งนี้ ก็ต้องชัดเจนในสั

อ่านต่อ

จจะนี้ ในอาการของจิต ไม่เช่นนั้นก็ทำอย่างผิดเพี้ยน ปนเปสับสน ต้องชัดเจน คมแม่น ตรง จึงจะชัดเจนถูกเนื้อถูกตัว ของมันแท้ๆ เมื่อมีผัสสะ คุณก็ชัดเจนในเวทนา เวทนาเกิดจากผัสสะมาให้คุณปฏิบัติ ตัวที่ทำให้เวทนาเกิดมีเหตุในเจตสิก ที่เป็นอกุศล ก็ต้องอ่านเหตุในเวทนาซ้อน สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็มีสองฝั่งเคหสิตะกับเนกขัมมะ เมื่อทำให้ถึงไม่สุขไม่ทุกข์ เนกขัมมะ จึงเป็นฐานนิพพาน แต่ต้องชัดเจนว่าอย่าไปหลงไม่สุขไม่ทุกข์ที่มันพักยกชั่วคราวเป็นโลกีย์ เคหสิตะ ก็ต้องรู้ชัดว่า ไม่สุขไม่ทุกข์แบบโลกียะ หรือไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอุเบกขาแบบเนกขัมมะ อย่างนี้เป็นต้น ก็ขอแถม ในขณะที่เป็นอุเบกขา สามารถทำให้มั่นคง เที่ยงแท้ แน่นอน ยืนนานตลอดกาล นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ด้วยการ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ให้เป็นอเนญชาอย่างที่ทำได้ ภาวนานี้แหละที่เคยทำให้ได้มากๆ เรียกว่ารักษาผล จึงจะตกผลึกเป็นอเนญชาๆ หรือสมาธิ ตกผลึกแข็งแรงตั้งมั่น เป็นการถาวรยั่งยืนมั่นคงไม่เป็นอื่นนิรันดร คุณสมบัติก็แยกไปอีกเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสรา มุทุคือจิตเรารู้เร็วไว ปรับได้ง่าย ปรับเจโตจริง ๆได้ อ่อนง่าย ไม่ดื้อ ไม่แข็ง ไม่กระด้าง ไม่ดันทุรัง เร็วไวทั้งเจโตปัญญาเรียกว่่ามุทุภูตธาตุ ผู้ที่มีสภาวะพอตามได้หรือมีครบแล้ว ก็ไปรอด ผู้ไม่มีก็เห็นใจ นอกจากไม่มีแล้ว ปฏิภาณปัญญาที่จะเข้าใจก็ยังยากอยู่ ก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็จำนน จำเป็นเพราะว่าเขามีฐานจิตแค่นั้น ก็สงสารเมตตากันไป ถ้าคุณยังอ่านเวทนาไม่ชัด ผัสสะก็ไม่ชัด แต่ที่จริงผัสสะนั้นง่าย ก็ต้องสัมผัสจริง มีสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง สองสิ่งสัมผัสกัน มันก็ต้องชัด จึงจะเกิดอาการของจิตเรียกว่าเวทนา ก็หัดอ่านเวทนา มันเป็นการปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ก็ต้องชัดเจนให้ได้ แล้วอาการสองอย่างมันต่างกันเรียกว่าลิงคะ เพศ มันเป็นความแตกต่างก็ต้องอ่านอาการให้ชัดเจน แล้วก็ทำให้มันเป็นสภาพที่ไม่เป็นอาการอย่างนั้น เป็นสุขก็ไม่เอา เป็นทุกข์ก็ไม่เอา จริงๆก็ต้องเอาทุกข์นั่นแหละ สาเหตุที่มันทำให้ทุกข์ มันโง่บำเรอจิตให้สุขมันก็เป็นทุกข์ ความสุขเป็นของหลอกแท้ๆเลย ใครไปหลงสุขก็คือความโง่ที่ซ้อน ไปหลงโง่อยู่ทำไม มันมีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มันไม่มีสุขหรอก สุขมันเป็นผีหลอก มันเป็นของปลอมมันไม่มีของแท้เลย มีแต่ของปลอม ตอบชัดเจนในภาษาที่บอกอาการ เราก็ต้องชัดเจนในสภาวะของเรา คุณก็ไม่ต้องสุขเลย มีแต่ลักษณะที่ทุกข์น้อย ทุกข์น้อยลงๆๆๆ จนกระทั่งตัวสุดท้ายที่ทุกข์น้อยที่สุดเรียกโดยภาษาพยัญชนะว่า ทรถ ทรถ ถ้า ถ มันเหมือนมันนิ่ง ท นี่เหมือนคะนอง ท.ทหาร แต่ถ.ถุงนี่นิ่ง ท.นี่ออกแรงออกท่าทาง ตัว ร คือตัวกลาง เป็นลักษณะพลังงาน ย ร ล ตัว ร.นี้ตัวเกิดจาก ย.ที่เป็นเศษวรรคพยัญชนะ ท่านเรียกว่า อย(อะยะ) นี้เป็นพลังงานแม่เหล็ก ย เกิดมาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นมันจะต่อหรือไม่ต่อก็อยู่ที่ อย แปลว่าพลังงานแม่เหล็ก พลังงานดูด อ นี่เป็นสระ จริงมันไม่ก็ได้แต่มี ย ก็ดูด ถ้า ย ไม่หยุดก็เป็น ร ย ร ตัว ล เป็นเส้าที่สามเป็น กลละ ต่อไปสามเส้าตัวนี้พากันเกิดใหญ่ เป็นปัญจสาขาต่อไป รายละเอียดสภาวะที่ต้องเข้าใจพยัญชนะที่ทดแทนสภาวะ ก็อธิบายนำไปก่อนยังไม่อยากขยายความ ก็ขอสงวนท่าทีไปก่อน สรุปที่คุณถามมา ที่ว่า เวทนา ผัสสะที่คุณไม่ชัดเจนก็ต้องเอาให้ชัดตรง มันเป็นต้นทางของการปฏิบัติจริง ผัสสะ เวทนา หากไม่มีก็ไม่มีกรรมฐานที่จะปฏิบัติได้ หากไม่รู้ก็ไปก่อน อาตมาไม่ไหวหรอก อาตมาไม่ไหว คุณไปตามที่ชอบ ๆ ก่อน พูดอย่างไรมันก็จะวน ขนาดคนที่พูดกันรู้เรื่องก็ยังพากันไปส่งไม่ได้เท่าไหร่แล้ว ถ้าอาตมาไปเสียเวลาก็ตายเลยไม่ไหว ยอมรับแล้วว่าสังขารนี้มันฝืนไปไม่ได้เหมือนกัน มันจะต้องตาย ขอสารภาพจริงว่า อาตมาไม่คิดจะตายง่ายๆเลย แต่ทุกวันนี้ยอมจำนนว่ามันถึงเวลาจะตายไม่ยอมไม่ได้หรอก ขนาดนี้มันยังทุกข์ขนาดนี้ฝืนไปไม่ได้ ก็ยอมจำนน แต่ก่อนไม่ได้ยอมจำนนนะอาตมาว่าไม่ได้แก่อะไร แต่ก็จำนนจริงๆตอนนี้ 601015_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน