สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานมีแต่ในการปฏิบัติจรณะ 15.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานมีแต่ในการปฏิบัติจรณะ 15 พ่อครูว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2562 ที่บวรสันติอโศก แรม 14 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน วันนี้เริ่มต้นงานเจ พวกเราก็ไปเตรียมงานเจกันพอสมควร ก็มีอยู่ที่นี่พอสมควร จริงๆแล้วอาตมาอยากจะเอา คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 มาอ่าน ขยายความให้หลายๆรอบ มันชัดเจนดี เพื่อให้รู้รายละเอียดของคนที่ติดยึด ในโลกนี้ เห็นแล้ว อาตมาทำงานมา 50 ปี เหนื่อยกับคนติดยึด พูดอย่างไรก็เฉยๆ ดูท่าทางมีความรู้มีปฏิภาณปัญญานะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) มีความรู้ แต่ก็ทำไมดูๆแล้ว ก็ว่ารู้แต่รู้แล้วอาตมาก็ว่ามันยังไม่ใช่ ก็มารู้อย่างที่อาตมาว่าควรจะรู้แบบโลกุตระหรือแบบนี้ ซึ่งประเด็นชัดๆคือทวนกระแส เขาก็พอเข้าใจทวนกระแสเขารับได้ แต่เขาไม่เปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติ ที่ไม่เปลี่ยนก็คือไปนั่งหลับตานี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นการยืนยันเด็ดขาดเลยว่า มันจะไม่ได้ครบ จะบอกว่าไม่ได้เลยก็ไม่ใช่ มีบ้างได้บ้าง อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้บ้าง อาจจะได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ถึงขนาดที่ว่าจะไม่ได้เลย อาจจะได้บ้างแต่ไม่มีทางที่จะได้ถ้วนรอบ ไม่มีทาง หลับตากับลืมตา 2 แบบ แบบที่มีทฤษฎีที่ปฏิบัติโดยหลับตา กับแบบที่มีทฤษฎีปฏิบัติลืมตา หลับตาแล้วมันก็จะเกิดจิตเป็นฌานเป็นสมาธิ อย่างหลับตานี่มันก็ไม่มีอินทรีย์ 6 ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่มีชาคริยานุโยคคะ ซึ่งเป็น 3 ข้อเป็นหลักปฏิบัติสำคัญ ถ้าไม่มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตาไม่มีชาคริยานุโยคะ ก็ผิดหลักการปฏิบัติของศาสนาพุทธในหลักใหญ่ คือวิชชาจรณะสัมปันโน ในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพุทธคุณ 9 มีจรณะและวิชชา มันไม่มี เพราะฉะนั้นความเฉลียวฉลาดที่เกิดอยู่ในภพหลับตา แล้วเขาก็มั่นใจว่ามันจะเกิดเองได้ หลับตาปฏิบัติให้สนิทด

อ่านต่อ

ีและปัญญาจะโผล่มา แล้วการปฏิบัติหลับตานี้ไม่มีจรณะข้อ ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ศรัทธาก็คือความรู้ความเชื่อถือ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก มันจะเกิดซับซ้อนขึ้น จากการปฏิบัติ 3 ข้อหลักถ้าหากปฏิบัติได้ถูก มันก็จะยิ่งมีศรัทธา จิตใจก็จะยิ่งมีความละอาย ละอายต่อศีลที่ห้ามไว้ ละอายต่อสิ่งที่ไม่ดีงาม โดยเฉพาะปฏิบัติไปตามหลักศีล แล้วละอายสูงไปเป็นโอตตัปปะ จะกลัวเกรงไม่ทำผิด เป็นเครื่องชี้บ่งความเจริญของจิต ที่เป็นคุณสมบัติคุณธรรมที่มันยิ่งใหญ่ขึ้น มันจะเป็นเครื่องประกันเลยว่าจะไม่ทำบาป มันละอาย กลัว ไม่ทำ หิริโอตตัปปะ ยิ่งทำก็มีมากขึ้นเป็นพหูสูต การเป็นพหูสูตไม่ได้หมายถึงเป็น learned man ผู้รู้มากอะไรอย่างนั้น แต่นี่คือความรู้ที่มันมีมากขึ้นจริงๆ แล้วจะมีธาตุรู้ที่เป็นปฏิภาณปัญญา ว่าเป็นความรู้ที่ได้นี้ดีจริงๆ มันควรจะได้สูงกว่านี้มีอีกไหมอย่างนี้ มีอีกก็จะทำการวิริยะสติปัญญาที่เป็นจริง ซับซ้อน วิริยะ สติ ปัญญา ความเพียร สติตื่นมารู้ปฏิบัติแล้วจะเกิดปัญญา สำทับด้วยปัญญา มันเป็นปัญญินทรีย์ที่เพิ่มขึ้น ศรัทธาก็เป็นศรัทธินทรีย์เพิ่มขึ้น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา มาถึงปัญญาก็เป็นข้อ 11 ปัญญาคืออะไรก็เอาทั้ง 11 ข้อนี้ไปจำกัดความ ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 จะต้องมีปัญญาเรื่องอะไร ก็คือเรื่องของสัตว์ เรื่องศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของเกี่ยวกับวัตถุ พีชะและอุตุ ข้าวของ ที่ไม่ใช่สัตว์ เรายืนยันแต่ละหลัก ไม่ได้พูดเลอะๆหลวมๆ แต่เป็นเรื่องที่อธิบายได้ถูกบรรลุถึงขั้นไหนจนถึงที่สุดได้เลย ความรู้เหล่านี้เกิดจากการปฏิบัติธรรมะทั้ง 11 ข้อนี้ มันเป็นความจริงที่เราได้รู้ความจริงนี้จากแต่ก่อนมันคลุมเครืออำพรางมืดมัว หรือมันเข้าใจไปคนละเรื่องแต่มันเปลี่ยนมาเป็นอย่างนี้แล้วไม่ใช่อย่างมืดมัวและคลุมเครือ แต่มันชัดเจนจริงๆเพราะว่ามันเป็นฤทธิ์เดชของฌาน ทำให้เกิดความชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นเนื้อตัวของความจริง ล่อนจ้อนขึ้นๆ ไม่มีอะไรบังไม่มีอะไรปิดอำพราง มีแต่เนื้อสดๆแท้ๆของความจริงที่จริงขึ้นด้วยอำนาจของฌาน ทั้ง 4 ฌานคือไฟ เผาตัวพรางคือกิเลส ตัวที่ทำให้คนอวิชชา โง่หลงผิดยังไม่จริงแท้เต็มสมบูรณ์ ฌานจะมีคุณสมบัติอย่างนี้ ฌานที่ 1 ก็ต้องตรวจแล้วตรวจอีก วิตกวิจาร ดูแล้วดูอีกทบทวนซ้ำปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก ตรวจแล้วตรวจอีก ปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีกจนให้ถึงที่สุดแห่งที่สุดให้ได้ จุดหมายอยู่ตรงนี้ เราก็ทำไป ฌาน1 วิตกวิจาร อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จนกระทั่ง ยิ่งปฏิบัติก็จะยิ่งปิติ มันก็ยิ่งเป็นความจริง พอใจยินดี แล้วจะกลายเป็นความสงบสุข สุขคือด้วยความจะหยุด ก็จะค่อยๆสงบลงไม่ต้องไปทำอะไรอีก พอ เบาได้แล้วหยุดได้แล้ว สุขสงบลงไป เรียบร้อยไปเรื่อยๆ เพราะความจริงปรากฏเพราะสิ่งที่เราได้ปฏิบัติประพฤติจนเป็นจนมี มันมีมันเป็นขึ้นมาแล้วจริงๆแล้ว เพราะฉะนั้นตัวกิเลสตัวที่กวนไม่สงบมันหมดๆๆ จนตรวจสอบถึงขั้นอรูป อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญญา เนวสัญญานาสัญญาฯ บางเบาละเอียดจนสุดละเอียดลงไปเรื่อยๆจนหมด จะว่าไม่จริงก็ไม่ได้ จะว่าไม่ได้ตรวจสอบก็ไม่ได้ ตรวจสอบกันจนกระทั่งจะไม่ใช่ก็ไม่ใช่ไม่ได้ จะว่าใช่มันสุดจะใช่แล้ว เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันสุดยอดสมบูรณ์แบบพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ การสำคัญมั่นหมายลงไปในสิ่งนั้นจนสมบูรณ์แบบ สัญญาทำงานเต็มที่นิโรธ แน่นอน ซึ่งดูได้จากการตรวจสอบจากเวทนา คือ ความรู้สึกซึ่งเป็นตัวกรรมฐานแท้ ตัวปฏิบัติแท้ของพระพุทธเจ้า เวทนา เป็นกรรมฐานเดียวด้วย ไม่ใช่มี 40 กรรมฐานที่เป็นเรื่องนอกรีต ที่อรรถกถาจารย์ได้เติมขึ้นไป อย่าว่าแต่ 40 อย่างเลย จะเป็นร้อยก็ได้ เอาอะไรก็ได้มาเป็นกรรมฐานเป็นเครื่องจดจ่อ พวกสะกดจิตเพ่งแบบนี้ สมถะ เหมือนกับเพ่ง ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือพุทโธแต่ในกสิณ 40 ไม่มีคำว่าพุทโธ ก็เป็นบัญญัติเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติหลับตากับลืมตา ลืมตาปฏิบัติจึงรู้ชัดเจนอาการกิเลสที่เป็นนามธรรมแล้วเราก็รู้ว่าได้ปฏิบัติให้กิเลสลดลง จนกิเลสมันตายมันหมด ขณะที่สัมผัสอยู่กับปัจจุบันก็รู้เลยว่ากิเลสไม่มียังลืมตานี่แหละเป็นปัจจุบันธรรม เป็นธรรมะที่จริงที่สุดยิ่งกว่าอดีตยิ่งกว่าอนาคต ปฏิบัติลืมตาหลัดๆนี่แหละ แล้วก็ทำให้มันลดลงไปได้เลย เป็นปัจจุบันทันสมัยที่สุด เป็นความเจริญศิวิไลซ์ หรืออาริยชน ที่ได้คุณสมบัติเป็นธรรมะที่บรรลุ เป็นความรู้สึกพ้นเป็นนิพพานเป็นวิมุติ จะเรียกด้วยบัญญัติภาษาก็ได้ นิพพานก็ได้ หลุดพ้นจากโลก หลุดพ้นจากอัตตา โลกก็มี กามภพ รูปภพ อรูปภพหรือเรียก โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ซึ่งบัญญัติเอานี้มันหมายถึงสภาวะธรรมอย่างไร ก็สามารถดับได้จนหมดเรียบร้อย เป็นสภาพของจิตที่ล้างกิเลสออกได้หมดสะอาดบริสุทธิ์แล้ว จึงเป็นจิตตัวที่เราถือว่าเป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์ ที่เราได้ล้างกิเลสออกไปแล้วก็สะอาดบริสุทธิ์จริง ตรวจสอบแล้วแล้วอีก ที่อธิบายไปอันนี้แหละเป็นสุดยอดของจิตสะอาดที่ตกผลึกลงเป็นของเรา มีกิเลสอีกกี่เรื่องก็ตกผลึกไป คุณก็เป็นพระอาริยะที่อยู่ในโลก เขาตกเป็นทาส แต่เราก็หลุดพ้นจากความเป็นทาสเหล่านั้นออกมาแล้ว จิตตกผลึกตั้งมั่นจิตเป็นสมาธิ จึงไม่ใช่เรื่องพื้นๆ จิตนั้นพ้นจากจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นจิตที่สิ้นอาสวะ เป็นจิตสะอาดที่ตกผลึก จิตที่พ้นจรณะ 15 วิชชา 8 คุณสมบัติของจิตก็เชื่ยวชาญชำนาญขึ้น ทั้งปริมาณก็มากขึ้นรวมกันขึ้นมาเป็นจิตบริสุทธิ์ ปริโยทาตา เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ มีทั้ง 2 ด้าน ทั้งสมรรถนะความสามารถ quality and quantity ฟังอีกที คำว่าสมาธิที่บอกว่าเป็นการสะกดจิตให้หยุดนิ่งนั้นเป็นสมาธิแบบเด็กๆ กับสมาธิที่อาตมาอธิบาย มันไปไกลเลย เพราะฉะนั้นเป็นสมาธิของนายป่องเอี้ยม เด็กๆ ขออภัยที่พูดดูข่มแต่สื่อให้เห็นชัดเจน ฌาน ลืมตาปฏิบัติกับหลับตาปฏิบัติ มันจึงต่างกัน หรือเป็นสมาธิหลุดพ้นวิมุติ ชัดเจนว่า สมาธิแบบไหนที่มันควรได้มากกว่ากัน ลืมตาทำมันเป็นปกติ แต่หลับตาทำมันเสียเวลาต้องไปหาสถานที่ ไม่หาสถานที่ก็แล้วแต่ คุณไม่เกี่ยวอะไรกับใคร แต่การลืมตาปฏิบัติเกี่ยวข้องอยู่กับคนอื่นอย่างอื่นทันทีทันใดอย่างมีปกติสามัญชีวิต 620927_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฌานวิสัยในวิชชาจรณะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน