สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน มูลกรรมฐาน แยกกายแยกจิต.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข9 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน มูลกรรมฐาน แยกกายแยกจิต _SMS วันที่ 27 กันยายน 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ) _นันท์มนัส กราบนมัสการค่ะ ชมจากครัว ชั้นลอย เฮือนบวร ผู้อพยพ รวมตัว กันฟัง ธรรมพ่อครูตามจุดต่าง ในราชธานีอโศก โปรดเมตตา อธิบายเพิ่ม แยกกายแยกจิต ด้วยค่ะ พ่อครูว่า…มันไม่ง่ายนะ เป็นมูลกรรมฐานของนักบวชศาสนาพุทธมาบวชเพื่อมุ่งนิพพาน หากไม่สามารถแยกกายแยกจิตอย่างสัมมาทิฏฐิ หมดสิทธิ์ไปนิพพาน กายกับจิตเป็นคำสองคำ กาย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กายเราหมายถึง จิต มโน วิญญาณ พลังงานที่เรียกว่าจิต กับพลังงานที่เป็นวิญญาณต่างกันอย่างไร จิต มโน วิญญาณต่างกันอย่างไร วิญญาณเป็นความหมายพลังงานรวมทั้งหมด เวทนาสัญญาสังขารทำงานร่วมกันเรียกว่าวิญญาณ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือธาตุผู้รู้ เรา เป็นเจ้าของเวทนา สัญญา สังขาร เราเป็นผู้มีความรู้ ความรู้อย่างนี้เรียกว่าเวทนาความรู้อย่างนี้ด้วยข้อสัญญา ความรู้อย่างนี้เรียกว่าสังขาร อย่างนี้เป็นต้น ก็แจกออกมาอีก เวทนา เป็นความรู้สึก พุทธเจ้าว่าเป็นตัวสำคัญที่ต้องเรียนรู้เป็นกรรมฐาน ท่านก็แยกเวทนาออกอย่างละเอียดเป็น 108 คนที่สามารถแยกจิตให้เป็น 1 เป็น 0 ได้ ไม่มีชีวะแม้แต่ 1 กลายเป็นอุตุไปหมดเลย ชีวะหายไป สูญจากชีวะ เหลือแต่อชีวะหรือดินน้ำไฟลม หรือจะพิเศษเหรือพีชะนิดหน่อยก็รวมกันไม่ติด ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวงมะม่วงเมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งที่ติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ฉันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพชาติแล้วก็เหมือนฉันนั้น ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต” แยกนามไม่ให้มีพลังรวมเป็นอัตตา ทุกอ

อ่านต่อ

ย่างก็แยกไปหมด เหมือนพวงมะม่วงแตกกระจายกลายเป็นอุตุไปหมด

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แยกได้เหมือนกันหมด เอาอันใดอันหนึ่งมาอธิบาย เอาเล็บมาอธิบายก็แล้วกัน อันอื่นจะละเอียดแยกยากกว่าเล็บ เล็บส่วนที่ยาวออกมาไม่มีจิตมาร่วมไม่ใช่กาย เป็นพีชนิยาม มีสัญญากับสังขารอยู่ เล็บส่วนที่ตัดออกไปแล้วเป็นอุตุ ไม่ยาวขึ้นได้อีก เล็บส่วนที่ไม่มีความรู้สึกไม่ใช่กายของสัตว์แล้ว ส่วนที่เป็นพีชะแล้วไม่เรียกกาย ไม่รู้สึกเจ็บปวด รัก ชัง ไม่มีวิบากผูกพันจองเวรไปถึงชาติหน้าได้ ไม่มีบาปไม่มีบุญ คนกินได้ไม่มีวิบาก ก็แยกกายแยกจิตอย่างนี้ เรื่องจิต มันจะผูกพันจองเวรจองกรรม รัก ชังได้ จึงอย่าไปสร้างวิบากกับจิตนิยาม สรุป จิตวิญญาณหากไม่รู้ก็อวิชชา โง่ ทั้งรักทั้งชัง สัตว์เดรัจฉานเราอย่าไปต่อวิบาก แค่คนนี่ก็มากแล้ว คนที่ห่างไกลไม่มีวิบากร่วมก็อย่าไปหาวิบาก แค่คนที่อยู่ใกล้กันนี้ก็ให้อโหสิกรรมกันเสีย รัก ชัง แค้น อย่างไรก็อโหสิกรรม จะรักจะชังกันอย่างไรก็วนเวียนเป็นล้านๆชาติแล้ว เมื่อยเสียที แค่พูดก็เมื่อยแล้วจะไปเป็นจริงอีกขนาดไหน เรื่องวิบากของจิต รัก ชัง จะรอจนกว่าใช้หนี้บาปหมดไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงให้เรียนรู้ แยกธาตุจิต ของเราให้เป็นอุตุ พีชะ มันก็เลิกไป คนที่จองเวรจองกรรมกับเรา ก็จองเวรกับดินน้ำไฟลมไม่ได้แล้ว ก็เลิกไปโดยปริยาย ใครจะไปล้างวิบากได้หมด เราใช้วิธีแยกธาตุอัตภาพเราเป็นอุตุไปหมด ดินน้ำไฟลม วิบากก็ตามไม่ได้ การจะรวมตัว ถ้าโง่ อวิชชามันรวม จองเวรจองกรรม จองเวรร้าย จองเวรรัก เป็นนิยายรักนิยายชังฆ่าแก้แค้นไม่รู้กี่เรื่องกี่ลีลามากมาย จนน่าเบื่อ วนเวียน สมบัติผลัดกันชม ผู้รู้แล้วมันน่าเบื่อจริงๆ จึงเลิก จะเลิกได้ต้องแยกกายแยกจิตเป็น แล้วแยกธาตุเป็นอุตุได้ คนแยกธาตุจิตเป็นอุตุไม่ได้ เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ คนที่เขายกกันว่าเป็นพระอรหันต์ ทุกวันนี้ เช่น อาจารย์มั่น มหาบัว ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่พระอรหันต์ ท่านทั้งหลายเป็นภันเตอาตมา ท่านก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่มิจฉาทิฏฐิไม่ถูกทางของพระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่ได้ผลของพระพุทธเจ้าที่เป็นพระอรหันต์แท้ เป็นพระอรหันต์ที่เข้าใจผิด อรหันต์เก๊ ไม่สามารถทิฐิไม่ถูกแบบของพระพุทธเจ้า อาตมาเอาคุหัฏฐกสุตตนิทเทส มาอธิบาย เรื่องวิเวก จะได้เข้าใจชัดเจนว่าอาตมาไม่ได้พูดเล่นอาตมาพูดจริง ตามคำของพระพุทธเจ้า แม้เป็นเรื่องที่ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) อาตมาพูดไม่ได้ชังท่านเหล่านั้น ท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นประโยชน์คุณค่า แต่ประเด็นเรื่องการเรียนรู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน ล้างกิเลสในตนให้ไม่เกิดไม่ตาย สูญไปเลยหรือแม้ไม่สูญก็มีแต่ดีถ่ายเดียวไม่ทำชั่วไม่ทำบาปอีกเลย มีแต่ดีถ่ายเดียว นั่นเป็นหลักประกัน และรู้วิธีเลิกจิตวิญญาณสูญได้ อันนี้เหนือกว่าเทวนิยม ไม่ได้ยกตน แต่ว่าเป็นสัจธรรม ใครสนใจมาเอาก็มา ใครไม่สนใจจะทำแต่ดี แล้วไปเป็นศาสดาเทวนิยมก็ตามก็ต้องวนเวียน ทั้งรักทั้งชัง อาตมาเคยผ่านมาหมดแล้ว ชาติก่อนๆก็เป็นมา บางครั้งก็พูดไปบ้างแต่ไม่อยากให้ไปงมงายให้เอาปัจจุบันนี้แหละดีกว่า อาจารย์มั่น ท่านเองไม่เข้าสัมมาทิฏฐิ คือ ภพชาติ ก็ยังไม่เข้าใจ จิตวิญญาณ ที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ภิกษุสาติ เรื่องวิญญาณล่องลอยจากร่าง แบบนั้นเรียนรู้ไม่ได้ ให้เรียนรู้จิตวิญญาณที่อยู่กับตาหูจมูกลิ้นกาย ทำให้กิเลสหมดตรงนี้ได้ แต่หากไปเรียนรู้วิญญาณนอกตัว เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย ก็ไม่รู้เรื่องกันได้หรอก ที่อาตมาว่าอาจารย์มั่นหรือมหาบัวไม่เป็นอรหันต์ ไม่ได้ต้องการยกตนข่มท่าน อาตมาก็เคารพนับถือบูชา แต่ความไม่ถูกต้องอาตมาก็ต้องบอกมันไม่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า เพราะว่าปล่อยให้คนไปงมงายอย่างนั้นไม่ดี หากคุณเลิกมาทำตามสิ่งถูกก็จะดี แต่ถ้าไม่เชื่อทำสิ่งผิดก็จมกับความผิดไปอีกนาน คุณมาลองดูอย่างที่อาตมาพูดบ้างแล้วคุณจะได้ 2 อย่าง ที่อาตมาพูดและพาทำ ไม่ต้องสงสัย คุณจะได้ผลและเปรียบเทียบดูทั้ง 2 อย่าง เมื่อเทียบเสร็จคุณก็จะตัดสินได้ว่าอย่างไหนที่น่าจะรับ น่าเอา ดีกว่ากัน คุณก็จะได้อันนั้น ที่สู่แดนธรรมเรียบเรียงมา ว่า...หากว่ามีอรหันต์เกิดแล้วมีองค์ไหนอธิบายสัมมาทิฏฐิ 9 ข้อได้ สัมมาทิฏฐิข้อแรกทาน มีใครอธิบายทานอย่างลดกิเลสได้ไหม เป็นทานที่มีผล หรือยิฏฐัง วิธีปฏิบัติศีลพรตที่ลดกิเลสได้ ข้อที่สามผลของทาน ศีล คือหุตัง เขาแปลว่าสังเวยที่บวงสรวงแล้วก็คือได้ผลจาก ทาน ศีล ที่เป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ สามข้อนี้เกิดจากกรรม สุกตทุกฎานังกัมมานังผลังวิปาโก คือสุข ทุกข์เป็นผลจากวิบากรรม แยกโลกนี้(โลกียะ) แยกโลกหน้า(โลกุตระ) โลกหน้าคือโลกอื่น คืออัญญะ เป็นโลกต่างดาวกันแล้ว เป็นความรู้ใหม่ แยกมาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา คำว่าแม่มีนี้ไม่ใช่แม่ที่คลอดลูกมาหรือแม่ออกไข่ หรือแตกตัวออกมาก็ไม่ใช่ แต่นี่เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ เปลี่ยนจากสมมุติเทพ เป็นอุปัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพ อธิบายแล้วปฏิบัติได้ตามนี้ อะไรเป็นคู่ มีศีลกับปัญญา ช่วยกันทำให้เกิดอธิจิตเป็นแม่เป็นพ่อ เหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้า หรือโพชฌงค์เป็นพ่อมรรค 8 เป็นแม่ ร่วมกันทำให้เกิดสัตว์โอปปาติกะเป็นอาริยะได้จริงๆ โดยมี สองนี้ได้ หรือมีสติปัฏฐาน 4 กับโพชฌงค์ 7 ทำให้เกิดจิตวิญญาณใหม่ได้ หรือปฏิจจสมุปบาท อวิชชา แล้วสังขาร มีกาย วจี จิต สังขาร เป็นสังขารโลกีย์ พอมาเป็นสังขารโลกุตระ เป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อธิบายแล้วคนเอาไปลดกิเลสได้จริงไหม ทำได้ก็ปัจจัตตัง เป็นคนเจริญ มาเป็นคนจนคือเจริญ ไม่ใช่คนรวยคือคนเจริญ เป็นคนรวยนั้นเป็นคนซวยไม่ใช่เจริญ รวยเอารวยเอา อย่างคุณเจริญอยู่ในโลกมีแต่ทำความฉิบหายให้แก่โลก เราไม่ส่งเสริม เป็นคำกดข่มจะว่าดูถูกก็ใช่ ไม่น่าไปสะสมความรวย แต่มาเป็นคนจนน่ายกย่องเชิดชู จนอย่างเป็นประโยชน์คุณค่าต่อคนอื่น แต่รวยแล้วไปเอาเปรียบเอารัดคนอื่นรวยอย่างชั่วรวยไปทำไม แต่อรหันต์ที่เขาประกาศกันทั่วไป แต่ไม่ได้ประกาศอธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 นี้ได้หรือว่าเป็นอรหันต์ยังไม่มีบารมีในข้อที่ 10 หรือพระในเมืองไทยไม่มีอรหันต์เลย นอกจากอรหันต์ในทำเนียบของชาวอโศก อาตมาประกาศแม้แต่ฆราวาสอโศกก็มีอรหันต์ ที่อื่นมีหรือไม่? ถ้าประกาศแล้วคนอื่นก็จะมาซักถาม หากซักถามแล้วตอบไม่ได้ก็หน้าแตกนะ กว่าจะรับรองก็ต้องรู้ว่าอธิบายได้นะ ต้องมีหลักฐานพอจะอธิบายได้ ประเทศไทย ตอนนี้กำลังพัฒนาการเมืองการศึกษาการเศรษฐกิจ มันก็คือมาทำให้คนเป็นคนเป็นนักการเมืองเป็นนักการศึกษา แล้วก็ต้องมีพฤติกรรมของการเมืองพฤติกรรมการศึกษาที่ทำให้คนได้เรียนรู้ ได้ร่วมปฏิบัติประพฤติเป็นผลต่อสังคม และเป็นผลดีเป็นผลการเสียสละไม่มีโทษภัย มีแต่ประโยชน์คุณค่า เป็นลักษณะการเสียสละ ไม่ใช่ลักษณะการไปเอาเปรียบกดขี่ ไม่ใช่ลักษณะแค่เป็นตรรกะปรัชญา เป็นสำนวนโวหารที่พูดกันเท่านั้นเดี๋ยวนี้มีมากมายที่ได้ยินกันมากๆ สายอนาคตใหม่เป็นต้นที่พูดกันอยู่ มีหลักการวิธีการแต่ไม่ได้ปฏิบัติจริงสักที ที่จริงก็อยากให้เขาลองแต่มันก็เสี่ยงให้เกิดความชิบหายวายป่วง ไม่ใช่ของน่าลอง พวกนี้มือเติบด้วย ที่จริงอนาคตใหม่ เขามีทุนรอนตั้ง 5,000 ล้าน เขาน่าจะเสียสละเอามาทำก่อน จะกล้าไหม เขาให้พรรคยืมก็ยังคิดดอกเบี้ยอีก 620930_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 71

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน