สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อจินไตยของปัจเจกพุทธเจ้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อจินไตยของปัจเจกพุทธเจ้า เข้าสู่คำว่าบุญคำว่าบาปเป็นสาระที่จะพูดกันวันนี้ เรื่องบุญเรื่องบาปเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด อาตมาก็พูดแล้วว่าบุญเป็นคำของพระพุทธเจ้า ปุญญะ เป็นของศาสนาพุทธศาสนาเดียวแต่คนอื่นเอาไปใช้ ศาสนาอื่นก็เอาไปใช้จนกระทั่งนักบวชของเขาได้ชื่อว่านักบุญ ทั้งที่เขาไม่มีความรู้คำว่าบุญ คำว่าบุญเป็นเรื่องลึกซึ้งสูงสุดเข้าใจไม่ได้ครบง่ายๆ มันมีมิติสำคัญเยอะมากในคำว่าบุญ คนที่ไม่มีฉันทะในการตั้งใจฟังจะไม่เข้าใจเลย แม้เขาจะมีฉันทะในการตั้งใจฟังยังจะเข้าใจได้ยากเลย อย่างพวกเรามีฉันทะเจตนาอยากจะเข้าใจมันยังยากเลย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีฉันทะถ้าไม่อยากจะเข้าใจก็ไม่มีทางได้เลย ถ้าไม่มีฉันทะเป็นมูล ก็ปิดประตูตลอดกาล ถ้าคุณไม่มีฉันทะจิตของคุณจะปิดตลอดกาล ฉันทะเป็นมูลจึงเป็นข้อที่สูงสุดในมูลสูตร 10 มีต้นที่สุดกับปลายสุด ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นของพระพุทธเจ้าหรือปัจเจกพระพุทธเจ้า หรือสยังอภิญญา หรือปัจเจก ปัจเจกมีสองอย่าง ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ คือรู้ได้ด้วยตน แม้แต่มีอันแรกเป็นอัญญาก็สะสมความรู้ที่เป็นโลกุตระ จนกระทั่งมีจำนวนหนึ่งก็เรียกว่าปัจเจก จากปัจเจกมากขึ้นเกิน 50 เปอร์เซ็นต์เป็นต้นไปก็เป็น สยังอภิญญา สยังอภิญญาก็เป็น 7 เลย 7 เป็น 8 เป็น 9 ก็เป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ปัจเจกนี้เป็นอุทธัมภะ คือส่วนที่สูงขึ้น ส่วนปัจเจกที่เลยจากปัจจัตตังเป็นปัจเจกเป็นโอรัมภาคิยะ ปัจเจกที่ไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปัจเจกบุคคลเท่านั้น เป็นปัจเจกที่มีปัจจัตตังสะสมสูงไปเป็นสยังอภิญญา อย่างอาตมาเป็นสยังอภิญญา ยังไม่ถึงปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า สูงกว่านั้นก็เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ที่มีสัพพัญญูเท่าก
อ่านต่อ
ับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะมีสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แต่ไม่ประกาศศาสนาขึ้นในโลกเท่านั้น แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ไม่ประกาศ ก็ไม่มีในทำเนียบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัปป์ไหนก็แล้วแต่หายสาบสูญไปเลย สมณะเพาะพุทธว่า...จำนวนของปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าน่าจะมีมากกว่าสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ก็ยังตอบไม่ได้ ผมไม่อยากพูดในสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าถูกหรือเปล่า หากเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า หากไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เกิดมาอีกได้บางองค์เกิดมาในยุคใด ประกาศศาสนาแล้วมันก็เสียของก็ไม่ประกาศศาสนา แต่ก็กลับมาเกิดอีกได้ แต่ผู้มีภูมิเท่ากันจะมาเกิดพร้อมกันเป็นไปไม่ได้ เพราะท่านก็รู้กันแล้ว จะเกิดมาซ้อนกันทำไม ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ให้ประกาศว่าฉันเป็นเจ้าของศาสนาพุทธ ในประดาทำเนียบมนุษย์โลก ท่านไม่ได้ประกาศศาสนาแล้วก็ปรินิพพานไป แต่มีสัพพัญญุตญาณเท่ากับพระพุทธเจ้า สิกขมาตุสัจฉิกตา … ที่บอกคำว่าประกาศ หมายความว่าการประกาศตนว่าเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายถึงว่า บอกกล่าวคำสอนแก่ผู้อื่น ปัจเจกก็สามารถสอนได้ เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น พ่อครูว่า...ได้ นัยนี้เข้าใจนะ ท่านมีภูมิเป็นสัพพัญญูเท่ากับพระพุทธเจ้า แต่มันจะแย้งว่า ผู้ที่มีสัพพัญญุตญาณ จะมาเกิด 2 องค์ซ้อนกันไม่ได้ เป็นสิ่งบ่งว่า ภูมิที่มีความสูงส่งขนาดสัพพัญญุตญาณนั้น ไม่มีใครจะไล่ทันได้ ถ้าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า จะประกาศศาสนาได้ ก็ต้องมีภูมิเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ท่านไม่ประกาศ
สู่แดนธรรมว่า..พระปัจเจกฯท่านเกิดมาหลายครั้งได้เพราะอาภัพเรื่องบารมีเรื่องคน ประกาศศาสนาไม่ได้เพราะไม่พร้อม ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลยดีกว่า พ่อครูว่า...อันนี้สู่แดนธรรมว่าได้ละเอียดกว่าอาตมา ผู้ที่จะประกาศศาสนาต้องมีบารมีที่มีพระอัครสาวกครบพร้อม ก็เป็นของตัวเองบำเพ็ญบารมีมาร่วมกัน พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องมีมวลจำนวนนั้น ไม่ได้มาเกิดพร้อมกันในยุคนี้ท่านก็ประกาศไม่ได้ อันนี้เป็นนัยที่สู่แดนธรรมพูดอันนี้ก็ถูก ละเอียดไปอีก สมณะเพาะพุทธว่า...ภูมิของพระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่ากัน แต่บารมีผู้ที่เป็นองค์ประกอบบริวารจะไม่เท่ากันในยุคนั้น ท่านก็รู้แล้วว่าจะไปแข่งไม่ได้ มวลบริวารไม่เท่ากัน ท่านต้องรู้แล้วมีภูมิ ขนาดผมก็ยังรู้เลย
สู่แดนธรรมว่า...พระเทวทัต มีพยากรณ์ว่าจะได้เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต แต่ท่านมีอนันตริยกรรม แม้ท่านจะมาเกิดอีกหลายครั้ง แต่ไม่มีบารมีมีสาวกที่จะเกิดศาสนาได้ ก็เลยปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย พ่อครูว่า..เป็นอาภัพ อย่างอาตมาชาตินี้ก็ไม่พร้อม แต่ไม่เหมือนพระเทวทัต อาตมายังสามารถสร้างบารมีต่อได้ แต่พระเทวทัตสร้างบารมีต่อไม่ได้สูงสุดได้แค่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อไปเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นอจินไตย เหมือนผู้หญิงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งไม่ได้ ก็อาภัพ สู่แดนธรรมว่า...ปัจเจกพระพุทธเจ้าจะมีที่เป็นผู้หญิงได้ไหม พ่อครูว่า...ก็อย่างเจ้าแม่กวนอิมไงล่ะ เขาเลยบอกว่าเป็นปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเกิดก่อนเป็นพี่พระสมณโคดมเสียด้วย แล้วเจ้าแม่กวนอิมเขาเป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวร จะว่าไปก็ใหญ่กว่าพระสมณโคดมอีก
พ่อครูว่า...ฟังเรื่องอจินไตยแล้วชอบพวกเรามันเข้าใจได้ สมณะเพาะพุทธว่า..ทำให้เข้าใจปัจเจกกับสัมมาสัมพุทธะ ได้ดีเพิ่มขึ้นฟังเรื่องพระเทวทัตก็ทำให้เกิดกำลังใจแม้ใครจะเคยทำเรื่องไม่ดี แต่ก็สามารถบำเพ็ญบารมีขึ้นไปได้ พัฒนาชีวิตได้ ตัวหนอนที่น่าเกลียดยังสามารถเป็นผีเสื้อที่น่ารักได้ น้ำเน่าข้างถนนยังสามารถเป็นฝนได้ จอมโจรองคุลีมาลยังสามารถเป็นพระอรหันต์ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(จิตว่าง) ตอน วิเวก 3 คืออะไร เมื่อกี้ไขความเชิงบวก ตอนนี้ไขความเชิงลบบ้าง ก็ต้องขออภัยต่ออ.มั่น ภูริทัตโต สมณะเพาะพุทธว่า...พระอาจารย์มั่นภูริทัตโต ได้รับการยกย่องจาก UNESCO มาเป็นบุคคลสำคัญของโลก ชาวไทยก็ยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง พ่อครูว่า...อาตมาจะพูดในเชิงลบ ไม่เช่นนั้นก็จะเข้าใจผิดกัน เข้าใจไม่ทะลุเข้าใจไม่ละเอียดเข้าใจไม่สมบูรณ์ แล้วมันจะกลายเป็นเรื่องคาราคาซัง เพราะเป็นการแยกส่วนระหว่างเทวนิยมกับอเทวนิยม ชัดมาก อาตมาชัดก็อยากให้ผู้ไม่ชัดได้ชัดตาม ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นภันเตอาตมา ท่านเกิดมาเมื่อ 150 ปีแล้ว อาตมาย่าง 86 ปี
คอลัมน์บอกว่า...พระอรหันต์ พระอาจารย์มั่นภูริทัตโต เป็นตอนที่ 9 แล้ว เขียนโดยนายแพทย์วิชัย เทียนถาวร ในปีพศ. 2458 หลังจากท่านอาจารย์มั่นได้จำพรรษาที่กรุงเทพฯในปีนั้น ว่าเราควรจะได้แนะนำสั่งสอนธรรมะปฏิบัติที่เราได้รู้ได้เห็นมา ซึ่งเป็นธรรมะที่ยากนักจะรู้ได้ พ่อครูว่า...เป็นนิรมาณกายคือไม่มีจริง ปั้นเองเอง แล้วก็บริโภคร่วมกันเป็นสัมโภคกายในอาทิสมานกาย คือไม่มีจริงหรอก เป็นแต่ของตนเองเท่านั้น คนอื่นสัมผัสของคนอื่นไม่ได้ เพราะต่างคนต่างไม่เห็นของใครอาทิสมาณกาย คุณเห็นของคุณคนเดียว สัญญายนิจจานิ ซึ่งเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิ แต่สัญญายนิจจานิที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นของพระพุทธเจ้า ในจูฬวิยูหสูตร ข้อ 419 พระอาจารย์มั่น ยังไม่ใช่พระอรหันต์ การตำหนิจะดูแรงก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า… พระอาจารย์มั่นใช้ฐานหลับตาปฏิบัติเป็นหลัก เกือบจะเท่ากับพระมหากัสสปะ อยู่ในป่าเป็นหลัก จนกระทั่งถือว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ของสายพระป่า คำว่าพระป่านี้มันใช่ของศาสนาพุทธ เพราะว่าพระป่าแปลว่า เถื่อน ผู้ใดที่ไปยึดติดไปข้องอยู่ในป่า โคนต้นไม้ เขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้าป่าชัด ที่แจ้งลอมฟาง แล้วเป็นผู้ที่สงัดด้วยกายอยู่ คือเดินผู้เดียว อยู่แต่ผู้เดียว (บาลีว่าเอกะ) นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยวอยู่ เปลี่ยนอิริยาบถอยู่ประพฤติอยู่รักษาให้เป็นประโยชน์ เรียกว่าวิเวก คำว่า วิเวก ปัสสัทธิ สมถะ สามคำนี้มีนัยต่างกัน วิเวก ในพระไตรปิฎกแปลว่าความสงัด ไม่ได้แปลว่า ความสงบเสียทีเดียว แต่สมถะ บางทีก็แปลว่าความสงบ ส่วนปัสสัทธิ แปลว่าความสงบอย่างเดียว เอาแต่สามคำนี้ก่อนว่ามีลิงคะ ต่างกันอย่างไร
สมถะหมายความว่าเป็นความสงบสงัด ที่แน่นอยู่ในจิตอย่างเดียวแล้วดิ่งไปอย่างตั้งมั่นสมถะ เข้าไปหา ถะ ตัวถ.ถุง เข้าไปอยู่ในถ้ำในที่มืดอย่างเดียวในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ส่วนคำว่าวิเวกนั้น เป็นคนเหมือนใจกว้าง หมายถึงโลกหมายถึงป่า หมายถึงอะไรต่ออะไรด้วยแล้วหมายถึงจิตลึกๆด้วย รวมหมดเลยวิเวก แต่มีความหมายว่า อยู่ผู้เดียว สงบสงัดคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร สมถะก็ไม่เกี่ยวกับใครแต่อยู่ในจิต แต่วิเวกนี้เกี่ยวกับโลกหาที่สุดไม่ได้และเกี่ยวกับจิตตัวเองด้วย วิเวกสุดทั้งลึกสุดทั้งกว้าง กายวิเวก เขาก็หมายถึงว่าผู้ที่ข้องส้องเสพ ท่านใช้คำว่า ทูเร วิเวกา แปลว่า ไกลจากวิเวก คนไกลจากวิเวกนี้แหละ ถ้าไกลจากสมถะ ก็เหมือนอย่างพระอาจารย์มั่น ไม่ใช่ผู้วิเวก เพราะไม่ได้เอาทางโลกหาที่สุดมิได้ แต่ไปเอาทางจิตเข้าไปในๆ อย่างเก่งรู้แต่ป่า ป่าช้าป่าชัฎ เขา ถ้ำ ที่แจ้งลอมฟาง กายวิเวกก็หมายแค่เอาการไปออก ในป่า โคนต้นไม้ เขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้าป่าชัฎ ที่แจ้งลอมฟาง แล้วไปอยู่แต่ผู้เดียวแป๊บเดียวก็จะบรรลุอรหันต์ ทั้งๆที่อยู่แต่ผู้เดียวนี้พระพุทธเจ้าหมายถึงจิตไม่มีเพื่อนสอง ไม่มีเพื่อนสองคือจิตไม่มีกิเลส กิเลสหมด จิตเป็นหนึ่งอย่างเดียว แล้วมีประสิทธิภาพสูงสุดจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับใครต่อใครต่างๆหูจมูกลิ้นกาย จิตของคุณก็เป็น เป็นเอกัคคตตา กามไม่เข้าอัตตาก็ไม่ไป เป็นจิตใจที่แข็งแรง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาจารย์มั่น ถ้าใช้คำว่ากายวิเวกอย่างที่ว่า อย่างในคุหัฏฐกสูตรนี้ ก็หมายแค่รู้แค่แวดวงพระป่า แวดวงของโยมที่มีทิฏฐิว่า จะต้องไปปฏิบัตินั่งหลับตา แล้วจะบรรลุเพราะการนั่ง สมาธิหรือฌานก็บรรลุด้วยการนั่งหลับตา ฌานลืมตาไม่ได้ สมาธิลืมตาไม่ได้ ต้องเกิดผลจากการนั่งสมาธิ วิธีนี้ต้องนั่งหลับตา และต้องมีฌานสมาธิในภวังค์ บรรลุธรรมแบบลืมตาไม่ได้ แบบลืมตาคือมีสัมผัสเป็นปัจจัย แยกเวทนาในเวทนา ขอยืนยันว่าอาจารย์มั่นจะไม่รู้หรอก จะไม่รู้มโนปวิจาร 18 เนกขัมมะ 18 เคหสิตะ 18 แล้วทำเวทนาให้เป็นเนกขัมมะ ในส่วนปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่ 0 จนอนาคตก็ 0 ตลอดกาล อาจารย์มั่นจะไล่สภาวะแบบที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ เพราะจะไม่รู้จักสภาวะของจิต เจตสิก รูป นิพพานสมบูรณ์แบบ หรือแม้แต่ท่านพุทธทาสก็ตาม อาจารย์มั่นทำอานาปานสติแบบหลับตาได้เก่งกว่าท่านพุทธทาส แต่อานาปานสติแบบลืมตาอาจารย์มั่นสู้ท่านพุทธทาสไม่ได้ เท่าที่สัมผัส อาจารย์บูรพา ผดุงไทยอธิบายได้ละเอียดกว่าอาจารย์มั่นอีก เป็น นิรมาณกายสัมโภคกายอาทิสมานกาย ได้ละเอียดกว่าอาจารย์มั่นอีก ที่มีลูกศิษย์ลูกหาไม่ใช่น้อย แม้แต่คุณเปลว สีเงิน อาตมาก็เหมาไปนะ ขออภัยหากไม่ใช่ ก็ขออธิบายขยายความอีกนิดนึง จากกายวิเวก กายวิเวกของสายนั่งหลับตาหรือพระป่า พระป่าคือผู้ที่มีความข้อง คำว่าข้อง ข.ไข่ นี้เป็นภาษาที่แปลจากบาลีว่า คุหายังสัตโต แปลว่าสัตว์ผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คุหายัง แปลว่าถ้ำ สัตโต แปลว่า สัตว์ แปลว่าสัตว์ผู้ยังข้องอยู่ในโลกียะ ถ้าเป็นอาริยะ ก็จะรู้จักความเป็นสัตว์ที่เจริญขึ้น เป็นเทวสัตว์ พรหมสัตว์ ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพไปตามลำดับ พ้นจากสมมุติเทพไปแล้ว
กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก กายวิเวกของชาวพระป่าพระที่ยังข้องอยู่ในป่าก็จะเอนเอียงออกป่าเขาถ้ำ แล้วปฏิบัติ ส่วนของพระพุทธเจ้าไม่ต้องออกป่าเขาถ้ำ ไม่ต้องหลับตาปฏิบัติ หรือจะออกป่าเขาถ้ำก็ได้แต่มันไร้ประโยชน์แล้วมันจะช้า ออกป่าเขาถ้ำไม่มีผัสสะ จะรู้จักกามโลกีย์ รู้จักวัตถุ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขที่โอฬารฯคุณจะไม่รู้เรื่อง ไม่รู้โอฬาริกอัตตา จะรู้แต่มโนมยอัตตาในจิต โอฬาริกอัตตาคืออัตตาที่เกี่ยวกับข้างนอกเต็มๆ แต่มโนมยอัตตา คืออัตตาในจิตที่เกี่ยวกับข้างนอกด้วย แต่เน้นในจิต ต้องใช้จิตวิญญาณที่เป็นธาตุรู้เรียนรู้ตามไป พวกหลับตาเอียงเข้าไปในทาง มโนมยอัตตา เป็นรูปภพ อรูปภพ แต่กามภพไม่รู้เรื่อง จะเสพติดอย่างมหาบัวเสพติดหมากก็ยังไม่รู้จักความหยาบของสิ่งเสพติด ที่ธรรมดาๆ ผู้ฟังธรรมะของอาตมาเป็นฆราวาสหญิงฆราวาสชาย ก็เลิกหมากพลูได้ ฉลาดกว่ามหาบัว ฆราวาสที่อาตมาไปพาเลิกมาได้เยอะ แล้วพวกเราก็ไปสอนให้เลิกอย่างท่านพรหมจริโยท่านก็ไปสอนให้คนเลิกหมากพลูได้เยอะ กายวิเวก คือผู้ที่ยังจะต้องปฏิบัติในป่าเอนเอียงไปเข้าป่า ถือว่าเป็นพระป่าอย่างในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีพระมหากัสสปะ เป็นตัวอย่าง 1 องค์ ที่พระพุทธเจ้าก็ยกให้ ที่จริงเป็นเอตทัคคะ องค์หนึ่งที่ติดป่าเขาถ้ำ ก็มีบริวาร เป็นผู้มีจริตแบบพระมหากัสสปะ กลุ่มหนึ่งไม่มาก ลูกศิษย์ของพระสารีบุตรมีมากกว่าพระมหากัสสปะหลายเท่า อย่างลูกศิษย์พระมหากัสสปะ เช่น ยกตัวอย่างที่พอจะพูดถึงได้เช่น พระโพธิธรรม ตั๊กม๊อ ไปสอนที่จีน เก่งเดินบนน้ำเลย หันหน้าเข้าถ้ำไม่หันหน้าออกมาเลย เล่นฤทธิ์เดช นี่คือพระป่าสายพระมหากัสสปะ จึงมีลูกศิษย์สายพระมหากัสสปะมอบบาตรมอบจีวรให้ สุดท้ายก็ไปเอาเชิงปัญญาก็กลายเป็นพระเซน กายวิเวกก็คือ เป็นผู้ที่ยังรู้องค์ประกอบภายนอก กายคือเอาภายนอกเป็นหลัก แต่ไม่ได้ขาดจากจิต กายคำนี้ขาดจิตไม่ได้ กายต้องเป็นสองขึ้นไป กายนี้ไม่ใช่แค่สองแต่เป็นหมวดหมู่ก็ได้ กายคือหมวดของเวทนา หมวดของสังขาร หมวดของวิญญาณ วิญญาณเป็นองค์รวมของเจตสิก 3 กาย เอียงโต่งมาข้างภายนอก ส่วนจิต เอียงโต่งมาทางภายใน ส่วนอุปธิ หมายถึง 1. กิเลส หรือ 2. ขันธ์ หรือ 3. อภิสังขาร อุปธิวิเวกเป็นไฉน กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี อภิสังขารคือการปรุงแต่งอย่างโลกุตระ ล้างกิเลสจากรูปขันธ์ นามขันธ์ ล้างกิเลสจาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อภิสังขาร คือปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งอย่างยิ่ง ปรุงแต่งอย่างเป็นพลังงานบุญ จึงกำจัดกิเลสออกจากขันธ์ได้ ใช้พยัญชนะขันธ์ หรืออภิสังขาร อย่างนี้เรียกว่าอุปธิ เพราะฉะนั้นเมื่อมาทำแล้วก็จะมีส่วน ลดกิเลสได้ เป็นปัสสัทธิ ไปตามลำดับ กิเลสก็ลดลง ขันธ์ก็สะอาดขึ้น อภิสังขารก็เก่งขึ้นจนจบเรียกว่า อมตะ หรือ นิพพาน พูดจบแล้วก็มีนิพพานหรือเป็นอมตะบุคคล เรียกว่าอุปธิวิเวก
อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพาน เรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้น ตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก.
สมณะเพาะพุทธ สรุปจบ620929_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก อจินไตยของปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า และวิเวก 3