อรูปฌาน 4 แบบพุทธกับแบบฤาษี.docx
เนื้อหาในไฟล์
อรูปฌาน 4 แบบพุทธกับแบบฤาษี _Emty (เอมที) : กราบนมัสการพ่อครูครับอรูปณาณ 4 มีอาการความรู้สึกอย่างไร (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... แต่ก่อนเขาว่าปฏิบัติศีลให้มาที่สันติอโศก จะมีปัญญาให้ไปที่สวนโมกข์ จะมีสมาธิให้ไปธรรมกาย แต่ที่จริงแล้วศีลจะทำให้เกิดสมาธิปัญญา พ่อครูว่า... ผู้ไม่เข้าใจก็ไปแยกแบ่ง ศีลก็ไปสันติอโศก ปัญญาไปที่สวนโมกข์ สมาธิไปที่ธรรมกาย ซึ่งก็เป็นภูมิของแต่ละคนเข้าใจอย่างนั้นก็ว่าไป ความจริงแล้วศีล สมาธิ ปัญญาแยกกันไม่ได้ ศีลก็ต้องพูดก่อน ต่อมาต้องพูดสมาธิ ต่อมาก็พูดปัญญา วิมุติไปตามลำดับ อาตมาก็ทำไปตามลำดับ คนเข้าใจไม่ได้ก็หาว่ามีแต่ศีล ก็ถูกแล้วเริ่มต้นต้องเป็นศีล ต่อมาก็เป็นสมาธิ ปัญญา วิมุติไปตามลำดับ อาตมาเองอาตมาไม่ได้สงสัย เพราะอาตมารู้ว่าทำอะไรอยู่ ผู้ที่มาตำหนิตามภูมิของท่าน อาตมาก็ไม่แปลกอะไรเราก็รับฟัง เราก็รู้ว่าท่านเข้าใจได้อย่างนี้ ก็ไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนท่าน ก็รู้กัน อรูปฌาน 4 นั้น อย่าว่าแต่อรูปฌานเลย รูปฌาน 4 ก็ไม่มี ไปนั่งหลับตานั้นเป็นแบบ ฌาน เดียรถีย์ นั่งสะกดจิตหลับตาให้หยุดนิ่ง ที่นี้พวกที่นั่งสะกดจิตหลับตาพอไปถึง ฌาน 4 เขาจะจบ จะไม่เป็นอุเบกขา แต่จะเป็นสมถะ เขาจะสงบแบบดับ สงบดำมืด เรียกว่ากิณหะ แล้วไปหลงความดำความดับ ความมืด ว่าเป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น เรียกสุภกิณหะ แล้วเขาไปได้ความมืด เขานั่งหลับดับมืด กัณหะ กัณหา ต้นตระกูลของ อัมพัฏฐะ มืดดับเป็นอสัญญีสัตว์ตัวที่ 5 ฌาน 4 ดับเป็นฌานฤาษี พอดับถึง ฌาน 5 เป็นอสัญญีสัตว์ เขาไปดับความกำหนดรู้เลยจะเข้าไปถึง ฌาน 6 7 เขาจะไม่ได้เลย เขาดับอสัญญี จะไปรู้จัก อากาศ วิญญาณัญจาฯได้อย่างไร เพราะดับสัญญาไปแล้ววิญญาณมันไม่มีอะไรเลย มันเป็นความเพ้อพก มันไม่มีเลย อากิญจัญยายตนะ หมายความว
อ่านต่อ
่า กิเลสนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่ได้หมายความว่าไม่มีแสงสว่าง อากิญจัญยายตนะ หมายความว่ากิเลสนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่มีกิเลสเลย ฌาน ของผู้ที่ตื่นรู้ของพระพุทธเจ้าจะจบที่ อากิญจัญยายตนะ ในวิญญาณฐีติ 7 ไม่ต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะจะปฏิบัติอย่างมีภูมิปัญญาถูกต้องมีสัมมาทิฏฐิ มาถึง อากิญจัญยายตนะ ก็จะรู้กิเลสหยาบกลางละเอียดก็จะหมดกิเลสได้สนิท เป็นนิโรธสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องใช้ สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะสัญญากำหนดอากาศ กำหนดวิญญาณ กำหนดความไม่มีกิเลส จบในตัวหมดแล้วด้วยการตื่นรู้เต็ม ใช้สติสัมปชัญญะ ทำใน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก จบในตัว จึงไม่ต้องมีอะไรรุ่มร่ามต่อไป ที่จะไป เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ต้องมี หรือมีก็ได้ ในวิโมกข์ 8 แล้วก็เข้าใจมาตามลำดับ ได้ เพราะฉะนั้นการรู้ อากาสานัญจายตนะ ในอรูปฌาน 4 เริ่มตั้งแต่ อากาสานัญจายตนะ ซึ่งเป็นความรู้ของวิโมกข์ 8 ของผู้ที่ชัดเจนในรูปนาม วิโมกข์ 3 ข้อ 1 2 3 เป็นวิโมกข์ที่รู้จัก รูปนาม วิญญาณอย่างชัดเจน ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอาหาร 4 ที่บอกว่าเรียนรู้รูปนามได้ก็เรียนรู้ได้ทุกอย่าง รูปนามในวิโมกข์ 3 ข้อ 1 ต้องมีนามมีรูป ต้องเห็นรูป แล้วตัวที่เห็นคือนาม 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ผู้ปฏิบัติจะต้องเห็นรูป เพราะผู้ปฏิบัติคือคน มีจิตวิญญาณ ก็ต้องเอาจิตวิญญาณ มาเห็นรูปอย่างมี ปัสสติ รูปี รูปานิ ปัสสติ ก็จะต้องปฏิบัติให้เห็นนะไม่ใช่หมายความว่าหลับใน เห็นจะต้องมีตากระทบรูป มีหูกระทบเสียง มีจมูกกระทบกลิ่น ต้องมีคู่มีรูปนาม นี่เป็นข้อที่ 1 ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ท่านแปลไว้สั้นๆ คำว่าเห็นคือปัสสติ ย่อมเห็น คือต้องปฏิบัติรู้รูปนาม มี นามเข้าไปรู้รูป เช่น คนตาบอดไม่สามารถเห็นรูป ปฏิบัติวิโมกข์ข้อที่ 1 ไม่ได้ เพราะคนตาบอดก็คือคนไม่มีรูป เพราะฉะนั้นเมื่อคนไม่มีรูป ก็ปฏิบัติให้เห็น เป็นผู้ปฏิบัติรูปานิ ปฏิบัติรูปนาม ให้นามเข้าไปเห็นรูปไม่ได้เพราะตาบอด พระพุทธเจ้าถึงมีบอกไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 14 [๘๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ (หลับตา) อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต (ปิดหูหรือหนีเสียงไปหาที่เงียบ) ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ พ่อครูว่า... จะมาพูดถึงคนหลับตาปฏิบัตินั้นปิดทางบรรลุธรรม ทำไมถึงไม่รู้ตัวกันสักทีว่าเป็นลูกศิษย์ของ ปาราสิย พราหมณ์ สอนให้ตาบอดหูหนวกจะไปได้ฌานอย่างไร ฌาน ต้องมีสติ เต็ม ตื่น รู้ สัมผัสกับสิ่งภายนอก แล้วเมื่อเกิดกิเลสก็สร้างพลังงาน ฌาน ให้เผากิเลสให้มันหมดไป ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่ก็ต้องพูดต่อไป น่าสงสารตัวเองที่ต้องพูดต้องบ่นทั้งๆที่เขาเสื่อมไปจากศาสนาพุทธหมดแล้ว เรียกว่าข่มก็แล้วบอกว่าผิดเต็มที่ก็แล้ว ก็พูดไปบ่นไป รายละเอียดต่างๆก็ว่าไป ทีนี้เข้าไปหาวิโมกข์ต่อ วิโมกข์ ข้อที่ 1 ต้องมีรูปนาม จะบอกว่า รูปี คือรูป รูปานิ คือผู้มีนามในตัว ก็จะต้องรู้รูปก็จะเห็นรูปได้ จะต้องเป็นคนมีรูปมีนามมีตาหูจมูกลิ้นกายใจครบ แล้วต้องมีการสัมผัสเห็นด้วยกันได้
2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) อัชฌัตตังคือภายใน อรูปสัญญี คือ การกำหนดรู้ตั้งแต่รูปไปถึงอรูป คือผู้นี้กำหนดรู้จากภายนอก รูป อรูป ผู้ไม่เข้าใจไปเอา อะไปใส่เป็น อสัญญี คือไม่กำหนดไม่สำคัญมั่นหมายกับรูปภายใน ทั้งที่มันเป็น อรูป กับ สัญญี คือ ต้องเป็นผู้กำหนดรู้ได้หมายสำคัญมั่นหมายใน อรูป รูป ทั้งภายนอกภายใน อันนี้ท่านไล่เป็นลำดับๆไปว่า เมื่อผู้มีรูปย่อมกำหนดรู้รูป ตั้งแต่รูปภายนอกเป็นกาม หมดกามก็เข้าไปกำหนดรู้ ภวภพ ภายใน เป็น รูป อรูป และต้องรู้ทั้งภายในและภายนอกกำหนดรู้ทั้งภายในและภายนอก เห็นรูปภายนอกอยู่อย่างปัสสติ มันยากเหมือนกัน ในขณะรู้รูปภายในทำรูปภายนอกแล้ว รูปภายนอกก็ยังอยู่ ทำกิเลสหมดภายนอกได้ก่อนแล้วไปทำลายกิเลสภายในจนหมดอรูป คือ หมดกามรูป รูปรูป อรูป หมดไปตามลำดับๆ นี่คือวิโมกข์ข้อ 2
3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 พ่อครูว่า... ท่านไปแปลอธิโมกข์ว่า น้อมใจ ที่จริงมันคือทิศทางของจิตมันโน้มเอนไปในทางที่เจริญ สุภะ งอกงามไพบูลย์ จิตมันก็ไปแล้วจิตมันก็เดินทางแล้วจิตมันก็เป็น สุภันเตวอธิมุตโต โหติ เจริญไปเป็น สัมโพธิปรายนะ ไปสู่ที่สุดที่สูง ตามลำดับๆ เป็นวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3
สรุปให้ฟังใหม่ วิโมกข์ 3 ข้อนี้คือทั้งหมดของ รูปฌาน ไม่ใช่ 4 บางคนยังงงว่า ทำไมท่านไม่เป็น 4 ข้อ ซึ่ง จากนี้ไปจะเป็นอรูปฌานอีก 4 ก็ทำไมไม่เป็น 4 ก็เพราะท่านเอาเนื้อหามาพูดมาบอกวิโมกข์ แต่เขาเข้าใจว่าเป็นเรื่องของฌาน 1 2 3 4 เขาเข้าใจสับสนว่า ฌาน สมาบัติ ต้องไปนั่งหลับตาหมดเลย อาตมาไปขยายความที่ท่านทำไว้เละยิ่งกว่าหญ้ามุงกระต่ายไม่ไหว อาตมาอธิบายเอง เขาก็หาว่าอาตมาอธิบายไม่เหมือนอาจารย์เก่าๆที่อธิบาย ก็จะไปเหมือนได้อย่างไรเพราะอย่างนั้นมันเละมันผิด เมื่ออาตมาพูดอย่างนี้เขาก็บอกว่าอวดเก่งชะมัด เขามีครูบาอาจารย์สอนๆกันมา แล้วเอ็งหาอาจารย์ก็ไม่ได้ สำนักก็ไม่มี แล้วบอกว่าตัวเองเสียด้วย ตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าหรืออย่างไร เราก็ไม่เคยพูดสักทีว่าเป็นพระพุทธเจ้า เราบอกว่าเราเป็นโพธิสัตว์ มาในยุคนี้สืบทอดต่อเอามาจากของเก่าจริงๆ เขาก็ไม่เชื่อ ทั้งๆที่เขาก็เรียนรู้กรรมวิบาก เป็นพระโพธิสัตว์สั่งสมบารมีมาเรื่อยๆ ก็เรียนนะอาตมาก็เป็นโพธิสัตว์อย่างนั้น เขาก็งง ไม่เชื่อ ไม่เชื่อน้ำหน้าอาตมา หน้าอาตมาไม่มีน้ำหรือไง ไม่เชื่อน้ำหน้า ไม่เป็นไร คนเชื่อน้ำหน้ามีเท่าไหร่ก็เอา สู่แดนธรรมว่า... ในคำถามของเขาคงอยากรู้ว่า อรูปฌานทั้งสี่ที่พ่อท่านอธิบายแบบพุทธ ผมขอถาม อรูปฌานข้อแรก แบบพุทธที่ว่า เป็นความว่างหาที่สุดไม่ได้เป็นคุณสมบัติข้อ 1 ของ อากาสานัญจายตนะ ถ้าอย่างพุทธที่เป็นสัมมาทิฐิจะต้องเห็นอย่างไร พ่อครูว่า... คำว่า อากาสานัญจายตนะ ก็เป็นพยัญชนะท่านแปลเป็นไทยว่าอากาศคือที่ว่างเป็นท้องฟ้า ก็นั่นแหละ เราจะต้องรู้สึกว่าจิตมันว่างๆ มันไม่มีอะไรติดขัด มองทะลุไปได้ ถ้าใครสามารถมองทะลุท้องฟ้า จะพยายามเห็นอากาศเป็นอวกาศ คือมันจะว่างและว่างและว่างๆทะลุไปเลย นั่นแหละคือคำว่าอากาศ ส่วน วิญญานัญจายตนะ ก็คือธาตุรู้ของจิตวิญญาณ ก็จะรู้ว่าความว่างเป็นอย่างนี้เอง มีจิตวิญญาณที่เป็นธาตุบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสมีจิตวิญญาณที่เป็นธาตุบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสผสมไม่มีกิเลสเจือปน สะอาดบริสุทธิ์เลย จึงเรียกว่าวิญญาณ เพราะฉะนั้น ก็มีสองอย่าง อากาศกับวิญญาณ อีกอันหนึ่งคือ ความมีกับไม่มี ก็คือภาษา คำว่า ถ้ามี กิเลสอยู่เหลือ มันก็ไม่ใช่วิญญาณ วิญญาณไม่สะอาด ไม่ว่างจากกิเลส อากาศหรือว่างคือมันหมด ไม่มี ว่างคือไม่มี เปล่าสูญแล้ว กับตัววิญญาณที่แท้สะอาดๆ อากิญจัญยายตนะ แปลว่า นิดนึงน้อยนึง ก็ไม่มี (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรมว่า... สรุปว่า กิเลสมันเคยเล่นงานเรา เมื่อเรากำจัดกิเลสได้ ไปถึง อากาสานัญจายตนะ ก็จะมีสัญญา 3 อย่าง พ่อครูว่า... ไม่ใช่ว่างจากสัญญา แต่สัญญาจะต้องรู้ว่าว่าง คุณว่างจากสัญญาก็เป็น อสัญญีสัตว์ มันก็ไม่ได้เรื่อง มันต้องสัญญาที่จะเห็นความว่าง สัญญาที่ตรวจสอบแล้ว ตรวจสอบอะไร ก็ตรวจสอบวิญญาณนั่นแหละ สัญญาที่ตรวจสอบวิญญาณว่าวิญญาณมันเป็นวิญญาณแท้ๆ ไม่มี สัญญาในรูปต่างๆ เป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยการดับล่วงพ้น ราคะ ปฏิฆะ ล่วงพ้นกาม ล่วงพ้นปฏิฆะ เพราะฉะนั้นเมื่อตรวจสอบสัญญากำหนดรู้ จิตวิญญาณแล้ว จิตวิญญาณมันว่าง อากาสานัญจายตนะ ว่างจากอะไร ว่างไม่มีกิเลส กิเลสมันไม่มี มีแต่วิญญาณสะอาด เพราะฉะนั้นอากาศกับวิญญาณก็เป็นตัวขยายความกัน วิญญาณเป็นอย่างอากาศ อากาศเป็นอย่างไร ก็อากาศที่ไม่มีวิญญาณ ต้องแยกให้ได้ว่าคุณต้องมีธาตุรู้กับวิญญาณ วิญญาณของคุณสะอาดโล่งโปร่งไม่มีกิเลส พูดเป็นนัยยะของการไม่มี พูดถึงสภาพที่มีก็คือมีความไม่มี คำว่าไม่มีกับความมีก็เลยกลายเป็นคำเดียวกัน ไม่มีกิเลสนั่นคือ อากิญจัญยายตนะ มันคือมีสภาพสมบูรณ์แล้ว อากิญจัญยายตนะ ไม่มีกิเลสนั่นคือสภาพที่มีสมบูรณ์แล้วของอากาศกับวิญญาณ อากาศกับวิญญาณคือ อากิญจัญยายตนะ พยัญชนะ อากาศกับวิญญาณคือ วิญญาณสะอาดไม่มีกิเลสคือว่างจากกิเลส ว่างจากกิเลสก็คือ อากิญจัญยายตนะ ไม่มีกิเลส วิญญาณนี้จึงมี 2 อย่างบอกภาวะปฏิเสธกับภาวะรับ อากาสานัญจายตนะ กับ อากิญจัญยายตนะ อธิบายไปจนเกินคำถามไปมากแล้ว 640728_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำไมพ่อครูเชียร์นายกประยุทธ์สวนกระแสกับคนอื่น