สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8_สำรวมอินทรีย์) ตอน อินทรีย์สังวรที่เป็นอริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
อินทรีย์สังวรที่เป็นอริยะ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าคือมีศีล เป็นข้อแรก ข้อต่อมาต้องมีการสำรวมอินทรีย์ นี่คือสามัญญาผลที่จะเกิดผลเป็นสามัญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่การนั่งหลับตาปฏิบัติแบบเจโตสมาธิ อันนี้คือ สัมมาสมาธิ มีบุคคล ๔ คือ ๑. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ ๒. บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ ๓. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ ๔. บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ พตปฎ. เล่ม ๓๖ ข้อ ๑๐, ข. ๑๓๗, ข.๕๒๕ คนในนี้ก็มีที่มีแต่โลกุตระไม่มีเจโตสมถะก็เยอะ อาตมาก็มีบ้างที่บางทีมีงานเยอะ ก็จะกว่าจะไม่ปรุงก็ต้องใช้เวลาในบางครั้งเพราะบางเรื่องสำคัญที่จะต้องปรุงต่อ พระไตรปิฎก ล.๙ อินทรียสังวร [๑๒๒] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต(ตัวแก่น) ไม่ถืออนุพยัญชนะ (ตัวองค์รวมที่ประกอบ) เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌา และ โทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่า รักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอิ
อ่านต่อ
นทรีย์ทั้งหลาย.
พ่อครูว่าอย่างอาตมาถูกปลุกปล้ำ เสร็จเรื่องแล้วทำไมอาตมาเฉยๆ มันหลั่งก็เฉยๆไม่มีรสชาติอะไร พูดด้วยหลักวิชาไม่ได้โกหกเป็นเรื่องจริง อาตมาก็มารู้ชัดเจนว่า ตอนนั้นอาตมายังไม่ได้ปฏิบัติธรรม ยังเป็นลิงลมอมข้าวพอง อยู่ในโลกีย์ แต่มาถึงขั้นนั้นแล้วเราก็งงสงสัยว่า เรากลายเป็นคนกามตายด้านหรือเปล่า เป็นอย่างนั้นเลย นี่ก็อธิบายให้ละเอียดละออ จริงๆเรื่องนี้ไม่ต้องไปลอง ทุกคนไม่จำเป็นต้องไปลอง มันหยาบ ลองแล้วมันไม่ดี ถ้ายิ่งเราติดมากแล้วไปใหญ่เลย เป็นสิ่งไม่สมควร มีอินทรีย์ของมนะ แล้วก็มีอารมณ์เรียกว่าธรรมารมย์ ไม่เรียกว่าธัมมินทรีย์ ก็เรียกว่าธรรมารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ทรงอยู่เกิดจากชีวะของจิตยังมีพลังงานของสัตว์ อาการนั้นๆเป็นสัตว์โอปปาติกะ คือสัตว์ภายใน อาการภายในเป็นมนะ คือส่วนในที่ไม่สำรวมแล้วเกิดอกุศลกรรมลามก ครอบงำ ชี้ลงไปว่าผู้ที่ทำอย่างนั้นได้ชื่อว่า รักษามนินทรีย์ สังวรอินทรีย์อันเป็นอาริยะ ผู้ไม่ติดในนิมิตในอนุพยัญชนะแล้ว ไม่ติดในสิ่งที่เป็นอาการของรูปแล้ว ตั้งแต่กาม ที่ถูกกำหนดรู้ จนกระทบภายนอกอย่างไรก็ไม่เกิด แต่มีระริกระรี้อยู่ภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะ พอหมดรูปราคะก็เหลือแต่อรูปราคะ ก็มีแต่ชีวิตินทรีย์ที่ทรงในตัวเราเรียกว่าธัมมารมณ์ เป็นชีวิตของโอปปาติกะตัวปลายตัวภายในสุด มโนเป็นตัวในสุด วิญญาณก็ประกอบกับภายนอก เป็นอาการของจิต แล้วก็ผ่านไป เมื่อปฏิบัติก็มารวมที่จิตปรุงแต่งในจิตก็ทำกายสังขาร เกิดวิญญาณ พอเริ่มเข้ามาข้างในก็จิต สังขารในจิต โดยโยงจากภายนอก รวมทั้งหมดก็คือจิต ปฏิบัติหยาบให้หมด จนเหลือแต่จิตภายในคือมโน เหลือแต่ธรรมะ จะเรียกว่าอารมณ์นิพพานหรืออุเบกขารมณ์ เป็นอารมณ์นิพพาน ไม่มีชีวิตินทรีย์ของสัตว์โอปปาติกะตัวนั้น เช่นตัวติดเนื้อสัตว์ หรือตัวติดมะละกอ หรือส้มตำที่เคยติด ชีวิตนี้หากไม่ได้กินตำส้มก็แห้งเหี่ยว 590104_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน ๔