ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น อกาลิโก นำหน้าโลกียะเสมอ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น อกาลิโก นำหน้าโลกียะเสมอ _อ๋อย เอื้อมพร. กราบนมัสการค่ะ วันนี้ตอนฟังเทศน์ พอได้ยินพ่อครูปรารภว่าจะหยุดเทศน์เพราะกายขันธ์ น้ำตาเอ่อเลยค่ะ พ่อครูว่า...คงไม่ใช่น้ำตาเอ่อเพราะซาบซึ้งใจเนาะ _ถอดหัวใจเห็นความเมตตาของพ่อที่ต้องทน เพื่อลูกๆๆ สาธุ พระคุณของพ่อครู ลูกจะตอบแทนอย่างไรก็ไม่เท่าเทียม ขอก้มลงกราบแทบเท้าพ่อ ลูกจะพยายามปฏิบัติธรรมต่อไป และต่อไปค่ะ หากพ่อครูจะหยุดเทศน์เพื่อถนอมกายขันธ์ ลูกก็ขออนุโมทนาค่ะ เพื่อให้พ่อครูอยู่ดูความเจริญของชาวอโศก พ่อครูได้เทศน์ไว้มากมายแล้ว พวกเราฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ทุกวันนี้ลูกยังฟังธรรมที่พ่อครูเคยเทศน์ไว้เมื่อ 30 - 40 ปีก่อน ยังไม่ล้าสมัยเลย อกาลิโกจริงๆ กราบมาด้วยความเคารพอย่างที่สุดค่ะ พ่อครูว่า...พูดถึงอกาลิโกก่อน อกาลิโก แปลว่า ไม่ล้าสมัย แปลง่ายๆ อกาลิโก ทุกกาละ ธรรมะพระพุทธเจ้าทันสมัย-ใหม่เสมอ ไม่มีล้าสมัย เพราะอะไร? เพราะว่าธรรมะพระพุทธเจ้านำหน้าไม่เคยมีใครทัน นำหน้าไม่เคยมีใครทัน โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีโลกียะใดที่จะไปขับไล่เดินทางไปทันเลย ตลอดกาลนาน ไม่มี ยุคไหนสมัยไหนเมื่อไหร่ก็ไม่มีทัน โลกียะไม่มีทางเดินทางทัน ในโลกุตรธรรมมันมีโลกียะสมบูรณ์แบบครบถ้วน เช่น โลกียะว่าเขาเขาประพฤติดี ทำดี ไม่ทำชั่ว โลกุตระก็มีเช่นเดียวกัน ในโลกสมมุติ ในโลกสมมุติ เช่น ชาติๆหนึ่งเขามีสมมุติในชาติเขาว่าอย่างนี้ดีอย่างนี้ชั่ว แม้แต่กฎหมาย คนทั้งชาติก็ต้องถือกฏเดียวกัน อย่างนี้ดีอย่างนี้ชั่ว เหมือนกันหมดทั้งประเทศ เหมือนกันหมดทั้งลัทธิในชุมชนนั้นๆ เขาก็ยึดถือกันอย่างนั้น พระพุทธเจ้าเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ไอ้ดีๆชั่วๆอย่างชาติแต่ละชาติ มีในยุคหนึ่งๆ ไม่ถึงพันชาติ ไม่ถึงพันประเทศ แม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่ถึงพันชาติพันป

อ่านต่อ

ระเทศ ขณะนี้ในโลกมีประมาณ 200 ประเทศ ใช่ไหม เอาละ ให้ประเทศหนึ่งมี 5 ภาษา ภาษาเขาก็สื่อสภาวะ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่สภาวะ จะภาษาอะไรก็แล้วแต่ ดีมันก็คือดี อาจจะพูดกันคนละภาษา เพราะฉะนั้นถ้าภาษานี้ ชาตินี้ เผ่านี้ เขาใช้ภาษาอย่างนี้ว่าไอ้นี่ดี มันก็แบ่งเป็น 2 นัยยะคือ ดีกับชั่ว เพราะฉะนั้นความหมายดี ไม่ชั่ว มี 2 นัยเสมอ สรุปลงมาที่ เทวะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เทวะสมบูรณ์แบบ จบ ชัดหรือยัง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เทวะ 2 สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้น 2 ของดีและชั่ว จบแล้ว แล้วทีนี้ก็มา 2 ของโลกียะกับโลกุตระ อันนี้แหละโลกียะไม่มีความรู้ในโลกุตระ แต่โลกุตระมีความรู้ทั้งโลกียะและโลกุตระ พูดไปแล้วเหมือนไปยกตนข่มโลกียะ แต่ที่พูดนี้ไม่ได้ไปยกตนข่มท่าน แต่เป็นเรื่องของสัจธรรม เป็นเรื่องของสัจจะ-ความจริง มันเป็นเช่นนั้น ก็อธิบายบอกความจริงกันไป โลกยุคนี้มันใกล้กลียุค มันเสื่อมต่ำแย่แล้ว มันฆ่าแกงกัน โอ้โห แล้วมันก็ไม่รู้สึกรู้สา อาตมาเองอาตมาพูดถึงเรื่องของชีวะ ธาตุจิต ลงไปถึงขั้น สัตตะ ปานะ ภูต ชีวะ แล้วก็แยกเป็น 7 แยกเป็น สัตตะ ปาณะ ภูตะ ภูตะก็แยกเป็น 3 ในภูตะ เป็นธาตุรู้ขั้นเริ่มคือ เจตสิก ธาตุรู้ขั้นเจตสิกในธาตุของจิตนิยาม เริ่มมาเป็นภูตคาม มันเป็นธาตุรู้ที่ยังไม่เป็นสัตว์ เป็นธาตุรู้แค่พืช พืชก็แบ่งเป็น 2 คือ ภูตคามกับพีชคาม ภูตคามก็แบบ static ส่วนพีชคามก็แบบ dynamic ภูตคาม พืชเป็นราก พืชหัว พีชคามเป็นราก เป็นกิ่ง เป็นใบ อย่างนี้เป็นต้น มหาภูต เป็นดินน้ำลมไฟ แล้วก็มาเป็นพืช มาเป็นภูตคาม พีชคาม แล้วมาเป็นเจตภูติ เริ่มมาเข้ามาเหลื่อม overlab มาหาธาตุจิตวิญญาณ ธาตุสัตว์ จากปาณะถึงเจริญมาเป็นเจตสิก มาเป็น เจตสิก แล้วมาเป็นสัตตะ รวมแล้วก็เป็นจิตนิยาม รายละเอียดพวกนี้อาตมาอธิบายนี้อธิบายจากสภาวะ ที่อาตมามี แล้วก็พยายามอธิบายเป็นพยัญชนะ แล้วอาตมาก็เข้าใจพยัญชนะคำบาลีต่างๆ เข้าใจอย่างแบบของอาตมา ซึ่งท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ท่านก็พูดเสียดๆ กระแนะกระแหนอาตมาอยู่ว่า ท่านโพธิรักษ์ท่านว่าท่านรู้ได้ด้วยญาณ ไม่ได้อาศัยภาษาอย่างที่อื่นเขาเรียนกัน ที่เขาเรียนกัน ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ที่เขาเรียนกันเป็นตำราสากล จริง อาตมาไม่ได้เรียนอย่างนั้นจริง แต่อาตมาเข้าถึงตัวความเป็นสภาวะแท้ แล้วก็มาอาศัยภาษา ส่วนผู้ที่อาศัยภาษาเหตุผลของภาษานั้น มันก็เจริญแต่ภาษา มันเจริญออกนอกกรอบ เขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นถึงวาระความเสื่อม ภาษาเป็นภาษาสวย เป็นภาษาวิจิตร ดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน อาณีสูตร (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 672-673) กลองอานกะหรือตะโพนอานกะ เป็นภาษาสวยที่อาจารย์เขาร้อยเรียงไว้วิจิตร แต่มันเป็นของใหม่ มันไม่ใช่ของแท้ มันไม่ใช่ของเดิม ของกลองอานกะหรือตะโพนอานกะ ดังที่พระพุทธเจ้าท่านหมาย มันจึงเกิดความเสื่อมเพราะไปยืนยันผิดกับพยัญชนะผิด ภาษามันก็ต้องผิด ยืนยันจากพยัญชนะผิด เขาอาจจะอธิบาย คำว่า กาย เป็นต้น ง่ายๆ โดยเพี้ยนผิดไปหมดเลยว่า กายคือภายนอกอย่างเดียว มิจฉาทิฏฐิแล้ว เข้ารกเข้าป่าเลย หรือเขาไปอธิบายเรื่องของฌาน โอ้โห ฌาน ไปใหญ่เลยนะ ฌานเป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย ไม่รู้กันหรอกไม่มีใครเห็นของใคร แล้วต่างคนต่างก็พูดไป แล้วต่างคนก็บอกว่า เออ ตรงกัน พูดรู้เรื่องกัน เข้าใจกัน ต่างก็สมมุติไป เอารูปเป็นอย่างไร เอากายเป็นอย่างไรที่ในการสมมติ กายพิเศษนะ กายปั้นเอง กายเก๊ๆ กายไม่มีภายนอกจริง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่มีจริง เพราะพวกหลับตาเขาไม่ใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นตัวกำหนดหมายด้วยเลย เขาก็ปั้นรูป ปั้นอะไรก็ได้ใช่ไหมล่ะ แล้วเขาก็มาพูดอธิบายให้เข้าใจมุมเหลี่ยมกัน สมมุติกันไป เหมือน Star Wars เห็นไหมล่ะตัวละครของเขา เขาปั้นรูปนั้นรูปนี้สารพัดใช่ไหม คุณว่าจริงไหมใน star wars ใครดูหนังเรื่อง Star Wars กันบ้าง อาตมาก็ไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ แต่ก็พอดูผ่านๆ ก็เห็นตัวละคร หู เหมือนท่านด่วนดีนี่ก็มี ชื่ออะไร เจได ปากอย่างโน้นหูอย่างนี้ เขาก็ปั้นไป แขนขาก็ทำไปสารพัด มันเป็นรูปธรรมที่คล้ายกันกับนามธรรม แล้วนามธรรม มันทำได้สารพัดพิลึกกว่านี้ที่ไปปั้นมา เขาก็บอกว่านี่แหละอธิบายคนที่มีพยัญชนะหรือมีโวหาร อธิบายสภาพรูปธรรมนามธรรม มันวิจิตรประหลาดพิเศษอะไรต่ออะไรไป คุณภาพของหู คุณภาพของจมูก ของตาเบี้ยวๆ มี 3 ตาบ้างอะไรบ้างอธิบายวิจิตรกันไป คนก็เพ้อไปตามฝันเฟื่อง มันก็ยิ่งออก ยิ่งอธิบาย ยิ่งมีอะไรตกแต่งปรุงแต่งเข้ามา มันก็ยิ่งออกนอก นอกสัจธรรมไปใหญ่ ทั้งๆที่สัจธรรมของพระพุทธเจ้านี้จะต้องสรุปเข้ามาให้ได้ ไปหา 1 ไปหา 0 นี่มันก็บานเป็นโลกจินตา เป็นโลกแห่งความคิด โลกจินตา ไป บานทะโร่ไปหาที่สุดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดหาที่สุด หาเรื่อง หาฐาน หากรอบของความจบ กรอบของความพอดีของความจบ หาไม่ได้ก็ไปไม่ออก ไม่มีทางบรรลุ อาตมาเทศน์ไว้มากแล้วฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ คนที่ฟังธรรม ฟังเทศน์ไม่เบื่อ คือธรรมะที่เป็นโลกุตระ เป็นธรรมรส เป็นวิมุตติรส พระอรหันต์ก็ฟังไม่มีเบื่อ บรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่มีเบื่อ เพราะถ้าว่าอรหันต์แล้วนะ มันยังไม่จบง่ายๆ อรหันต์มีตั้ง 6 ขั้นที่อาตมาขยายความมา มีตั้ง 6 ขั้น ที่อาตมาพูดนี้ไม่ใช่เพ้อเจ้อนะ เพราะอาตมานี้ขั้น 7 ซึ่งขั้น 7 นี้นับโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มีถึง 9 ขั้น 1, 2, 3, 4 นี้อรหันต์ 1 แล้วบวกอรหันต์อีก 5 ขั้น ก็เป็น 9 ขั้น ถ้า 10 ท่านก็หายไปเลยหมดความเป็นพุทธะ พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่ขั้นที่ 9 เป็นขั้นที่ 9 ของโพธิสัตว์ ถ้าพ้นโพธิสัตว์ไปแล้วก็เป็นทางศาสนาพราหมณ์เขาเรียก กัลกิริยาวตาร คือเป็น 0 ถ้าจะหมายความ กัลกิริยาวตาร ก็คือ เป็นอาการของอวตาร จะอวตารมาเป็นอะไรก็ได้ เหมือนอมตะบุคคล พราหมณ์เขาก็ไปเข้าใจเอาตรงโน้น อ้าว เดี๋ยวจะมากเกินไป เอาล่ะพอแล้ว จะเฟ้อไป เราไม่ต้องไปคำนึงอย่างพราหมณ์ ที่เขาแถมมา มันก็เป็นเพียงการรู้เพิ่ม เราก็ไม่ได้ใช้อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็เฟ้อเปล่าๆ ความเจริญของชาวอโศก อาตมาต้องรับรอง อาตมาต้องกอบกู้ อาตมาต้องนำพา เพื่อให้ความจริงของพุทธที่เป็นโลกุตระนั้น สืบทอดต่อเนื่องไปจนครบ 5,000 ปี อันนี้เป็นสัจจะ ผู้ไม่จริงไม่มีความรู้ จะไม่มีอะไรมาพูดอธิบายอย่างอาตมา อาตมาอธิบายธรรมะไม่ได้อธิบายอย่างภาษาฟังแล้วก็ไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างต่อเนื่องกัน ที่จริงคำอธิบายธรรมะของอาตมาต่อเนื่องกันได้หมด ทุกเรื่องทุกอันเอามาเชื่อมโยงกันได้ บางอันก็ใกล้กัน บางอันก็ไกลกันหน่อย บางอันใกล้กันมาก แต่อธิบายได้ต่อเนื่องถึงกันได้หมด มันเป็นสัจจะที่ การเกิดมาเป็นคน ชีวิตที่ได้ร่างกาย-จิตวิญญาณ หรือจิตนิยามเป็นสัตว์ที่เรียกว่า คน นี้ภาษาไทย ส่วนภาษาบาลีเรียกว่า มนุสโส เป็นภาษาสันสกฤตก็คือ มนุษยะ มนุษย์ก็เป็นผู้ที่จะผันตัวเองให้เจริญสูงสุดได้ที่สุดจึงเรียกว่าจิตสูง ถ้าไม่สามารถผันให้ตัวเองสูงสุดได้ก็ผันให้ตัวเอง..ขออยู่ในร่างมนุษย์เหมือนกัน ผันตัวเองให้ต่ำสุดไป จนกระทั่งต่ำกว่าเดรัจฉาน ต่ำกว่าสัตว์นรก ต่ำกว่าสัตว์ชั้นต่ำมหาอเวจีไหนๆก็ได้ เฉพาะจิตวิญญาณก็ทำให้ต่ำ ไม่มีกำหนดต่ำอย่างหาที่สุดไม่ได้เหมือนกัน เลวร้ายอย่างหาที่สุดในความต่ำ เขาก็เป็นไปได้ จิตของเขาเป็น อย่างคนในยุคนี้ปางนี้สมัยเดียวกัน คุณก็นึกเอาเองก็แล้วกัน คนที่เขาเป็นอย่างนั้นได้ พูดให้ชัดขึ้นอีก เอาตัวบุคคลมาอธิบาย คุณว่าธัมมชโยจะรู้ความจริงไหมว่าตัวเองนี้หลอกคนอื่น ทักษิณจะรู้ไหมว่าตัวเองนั้นหลอกคน มหาบัวจะรู้ไหมว่าหลอกคน กินหมากนี่บอกว่าไม่มีกิเลสมันไม่เป็นกิเลส เราก็เชื่อไม่ไหวนะว่าท่านไม่รู้ เราก็ให้เกียรติท่านว่าท่านเป็นผู้ฉลาดอยู่ รู้ ท่านรู้แต่ว่าท่านหลอก อันนี้แหละเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่ชัดที่สุดและก็จริงที่สุด ผู้ที่โกหกทั้งๆที่รู้ ตนก็รู้ว่าคำนี้เป็นการโกหก แล้วก็โกหกมันออกไป โกหกผู้อื่นทั้งๆที่รู้ว่าตนเองโกหก ไม่แก้กลับ ยังดันทุรังโกหกต่อไปให้คนอื่นเข้าใจผิดอย่างนั้น คนนี้เลวหาที่สุดไม่ได้ เสื่อมหาที่สุดไม่ได้ มันเป็นเช่นนั้น น่ากลัวสัจธรรมนี่ ฟังสัจธรรมดีๆ ที่อาตมาหมาย (พตปฎ ล.25 ข้อ 203 สัมปชานมุสาวาทสูตร การกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่) 660911 พ่อครูเล่าความหลังเมื่อตอนอยู่ในวงการบันเทิง รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #40 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน