มารผู้มีบาปหายไปเพราะปัญญาของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
มารผู้มีบาปหายไปเพราะปัญญาของพุทธ พระไตรปิฎกเล่ม 15 เริ่มตั้งแต่ข้อ 416 มารสังยุต ปฐมวรรคที่ 1 ตโปกรรมสูตรที่ 1 [416] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงประทับพักผ่อนอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกแห่งพระทัยอย่างนี้ว่า โอ เราเป็นผู้พ้นจากทุกกรกิริยานั้นแล้ว โอ สาธุ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากทุกกรกิริยาอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้น โอ สาธุ เราเป็นสัตว์ที่บรรลุโพธิญาณแล้ว ฯ พ่อครูว่า... การรู้ตัวว่าเราได้พ้น ทุกรกิริยา เป็นคำที่บอกเรื่องกิริยา ทุกระ คือ ทุ กับ การ คือ ไปบำเพ็ญกิริยาแบบอุกฉกรรจ์ที่ต้องทรมานอะไรอย่างนั้นท่านพ้นมาแล้ว ได้รู้ และแค่นี้ก็ถือว่าเราเป็นโพธิสัตว์ที่บรรลุโพธิญาณแล้ว แต่ท่านเป็นผู้บรรลุโพธิญาณ ท่านตรัสได้ว่าท่านบรรลุโพธิญาณ แต่คนธรรมดาทั่วไปยังไม่ถึงขั้นโพธิ ยังไม่รู้ความตรัสรู้ในระดับที่ควรจะเป็น ที่จริงโพธิสัตว์หรือโพธิ ก็ควรจะนับตั้งแต่อรหันต์ จบอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ เป็นโพธิญาณ อาตมาอธิบายโพธิสัตว์ตั้งแต่โสดาบัน เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าขั้นที่ 1 อาริยธรรม สกิทาคามีเป็นโพธิสัตว์ระดับ 2 อนาคามีเป็นโพธิสัตว์ระดับ 3 อรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 นี่เป็นโพธิสัตว์ 4 ระดับแล้ว กว่าจะถือว่าเป็นผู้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่าสัพพัญญู ก็ไปอีกไกลเป็นอรหันต์ เป็นอรหันต์ถึงขั้นที่ 6 หรือเป็นโพธิสัตว์ขั้นที่ 9 ต่อไป เป็น อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์เป็นระดับ 8 พระพุทธเจ้าเป็นระดับ 9 ตามสัจจะของมัน ตามหลักสังขยาเลขเลย พวกนี้เป็นสัจจะ ในการอธิบายโพธิสัตว์ก็ดี อธิบายอรหันต์ก็ดี ระดับของอรห
อ่านต่อ
ันต์ระดับของโพธิสัตว์นี่ เราจะมีคนมาอธิบายอย่างนี้สู่กันฟัง ไม่ใช่เรื่องสามัญ เป็นเรื่องวิสามัญ เป็นเรื่องที่จะต้องมีคนที่มีความรู้อย่างอาตมามีความรู้ ก็ถึงจะมาอธิบายได้ ไม่เช่นนั้นพูดเลอะๆ เทอะๆไปไม่ได้หรอก พูดไปประเดี๋ยวเถอะเละ ถ้าไม่จริงก็เละ มันไม่ใช่เรื่องเล่น มันเป็นเรื่องละเอียดลออสูงส่งมาก แค่โพธิสัตว์กับอรหันต์แตกต่างกันอย่างไร มันใช่ง่ายที่ไหนที่จะพูด ยิ่งเมืองไทยเถรวาทไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์เลย นี่ยิ่งไม่มีใครรู้เรื่องโพธิสัตว์ อาตมาเอามาพูดนี่มันถึงยุคที่จะต้องพูด เพราะถ้าไม่พูดแล้วโลกุตรธรรมก็ไม่สมบูรณ์ พูดแต่อรหันต์นี่โลกุตรธรรมไม่สมบูรณ์หรอก ที่จริงอรหันต์ก็ต้องเป็นโลกุตรธรรม แต่มันเสื่อมจนกระทั่งไม่รู้ว่ามาเป็นอรหันต์ โลกุตรธรรมก็ไม่รู้เรื่อง ไม่พูดกันเลยโลกุตระ ที่ต้องเป็นอุตระ เป็นธรรมะที่เหนือชั้นกว่าโลกีย์ก็ไม่รู้เรื่อง แยกโลกียะกับโลกุตระไม่ออก อย่างคนในโลก เป็นเทวนิยมกันทั้งนั้น นอกจากศาสนาพุทธ ศาสนาเทวนิยมทั้งหมดเป็นโลกีย์ทั้งนั้น มีโลกุตระคือศาสนาพุทธศาสนาเดียว คิดดูสิคน 7 พันล้าน มีชาวไทย 95% ประมาณ 50 ถึง 60 ล้าน ที่ถือศาสนาพุทธ แล้วถือศาสนาพุทธที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวเลยอีก 70 ล้านนี่ สัก 69 ล้าน ถือศาสนาพุทธให้มากๆ 69 ล้านเป็นศาสนาพุทธ จะรู้เรื่องโลกุตรธรรมอยู่ รู้จริงๆจะถึง 900,000 ไหม ไม่ถึง ไม่น่าจะถึง 900,000 ก็ไม่น่าจะถึง รู้จริงๆอยากพวกเราก็ได้แล้ว 9,000 ตีขลุมเอานะ รู้โลกุตระจริงๆ 9,000 มาบรรลุได้จริงๆสักประมาณ 900 มาบรรลุเป็นอาริยะถือว่ามีประมาณสัก 900 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ 9,000 บรรลุธรรมของชาวอโศกก็ตาม จะถึงหรือเปล่า นับปุโลปุเลว่า โสดาบันบื้อๆหน่อย ก็อาจจะถึง อ้าว อ่านต่อ [417] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้ทราบความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคด้วยจิต จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า มาณพทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยการบำเพ็ญตบะใด ท่านหลีกจากตบะนั้นเสียแล้ว เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มาสำคัญตนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านพลาดจากมรรคาแห่งความบริสุทธิ์เสียแล้ว ฯ พ่อครูว่า...ที่จริงปริวิตกของท่าน หรือคุยกับเทวดา ก็เป็นการวิเคราะห์วิจัย [418] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า เรารู้แล้วว่า ตบะอื่นๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตบะทั้งหมดหาอำนวยประโยชน์ให้ไม่ ดุจไม้แจว หรือไม้ถ่อ ไม่อำนวยประโยชน์บนบก ฉะนั้น (เรา) จึงเจริญมรรค คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อความตรัสรู้ เป็นผู้บรรลุความบริสุทธิ์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว พ่อครูว่า... ฟังให้ดี ถ้าอ่านพระไตรปิฎกให้แตก ตบะต่างๆที่ยืนเดินนั่งนอนต่างๆ เป็นเรื่องนอกรีต เป็นเรื่องไม่ได้เรื่องทั้งนั้น ต้องมาสู่การศึกษา 3 จะเจริญ เจริญมรรคคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดูกรมารผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า... อันนี้ซ้อน มารเป็นผู้กระทำซึ่งที่สุด เหมือนอย่างมหาบัวบอก เราทำที่สุดในชาตินี้แล้วจะไม่เกิดอีกชาติต่อไป ไอ้ที่เข้าใจผิดๆนั้นพระพุทธเจ้ากำจัดเลย มันเป็นมาร มันเป็นความผิดเป็นความเข้าใจผิด ความโง่ มันซ้อนเห็นไหม ตัวมารนี่แหละตัวเข้าใจผิดเป็นอย่างนี้ เรากำจัดได้เสร็จแล้ว กำจัดความโง่ ความหลงผิดหลงตัวอะไรพวกนี้ คือครบเลย พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ก็คือรู้เท่าทันมารด้วยปัญญาด้วยพระสัพพัญญู ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ พ่อครูว่า... มาร พอได้ยินว่าพระพุทธเจ้าท่านรู้จักหมดว่า มารไม่ได้เรื่องสักอย่าง ไม่ถูกต้องสักอย่าง พระผู้มีพระภาครู้จักตับไตไส้พุงหัวใจมันสมองของมารหมดเลย จะเป็นกิเลส จะเป็นมาร จะเป็นความโง่ จะเป็นอะไรทั้งหมด เป็นตัวเลวตัวร้ายอะไรทั้งนั้น เจอความรู้ เจอความเข้าใจ เจอความเห็น อันยิ่ง ที่เป็นสภาวะธรรมโดยเกิดขึ้นมาแทน ขึ้นมาเผชิญกันเลยกับไอ้สิ่งที่ไม่ถูกไม่ดีเป็นมาร ไอ้ที่ถูกที่ดีที่เป็นสุดยอดแห่งปัญญาเผชิญมันไป ไอ้ที่มีนั้นหลีกหนีไป มันเป็นธรรมฤทธิ์ที่ใช้ภาษาที่ไม่มีภาษายิ่งใหญ่กว่านี้แล้ว หมายความว่ามันเด็ดขาดเลย ไอ้ตัวนี้ต้องหนี ถ้าปัญญาขึ้นมา มารตาย กิเลสตาย สรุปเข้าง่ายๆตื้นๆสั้นๆ ปัญญาเกิดกิเลสตาย ทำปัญญาให้เกิดเถอะกิเลสตาย ปัญญาพอเจอกิเลสปั๊บ ของเราเองนะเจอกัน มันเป็นของตัวเองทั้งคู่ มารก็ตัวเอง ปัญญาก็ตัวเอง กิเลสก็ของตัวเอง ปัญญาก็ของตัวเอง ปัญญาตัวนี้แหละคือบุญ คือเพชฌฆาตมือเด็ดขาด ที่อาตมาขยายความมา เป็นเพชฌฆาตที่เก่งยิ่งกว่าฌาน อาตมาเคยกล่าวพาดพิงถึงว่า ปัญญา มาร พอเห็นหน้ากันแล้วนี่ มารนี่วิ่งหนีหูตูบ พูดผ่านพูดอธิบายมาหลายทีแล้ว ก็เอาพระไตรปิฎกเล่มนี้มาขยายความ ตามภาษาของพระไตรปิฎก ภาษาอาตมาอธิบายเองหมดแล้ว แล้วจะมีรายละเอียดไปอีก อธิบายนัยยะต่างๆไปอีกและอีกหลายบท หลายสูตรมากเลย ในมารสังยุต แล้วก็สรุปตรงที่ว่า ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ พ่อครูว่า... สรุปอย่างนี้ทุกสูตรทุกบทเลย แสดงถึงว่า ต้องมา สร้างปัญญา สร้างพลังงานจิตให้มันเกิดพลังปัญญา ให้เกิดปัญญาให้ได้ พอเกิดปัญญาแล้วก็ นี่คืออาวุธใหญ่ ที่จัดการการตรัสรู้ จัดการการบรรลุธรรม ปัญญานี่ เพราะฉะนั้นความรู้ที่ใช้ภาษาเรียกว่าปัญญา จึงไม่ใช่ความรู้ของเทวนิยม ไม่ใช่ความรู้ของโลก ของโลกีย์อะไรทั่วไป เทวนิยมไม่มีปัญญามีแต่ เฉโก อาตมาก็ขยายความ มีแต่ เฉกะ เฉโก ไม่มีความรู้ทางปัญญา แต่ความรู้ทุกวันนี้ เขาไม่รู้เรื่องแล้วก็สับสน เอาปัญญาไปใช้แทนหมดไม่มีใคร เฉโก ที่หมายถึงความฉลาดนะ เขาไม่เอาด้วยมาว่ากู เฉโก นะ รู้เสียด้วยว่า เฉโก เป็นความฉลาดไม่ดี แม้แต่พจนานุกรมเขาก็แปลไว้ว่า เฉโก คือฉลาดแกมโกง ฉลาดมีเล่ห์เหลี่ยม ฉลาดชั่ว ก็ไม่มีใครอยากได้ แต่ความเป็นจริงเขายังเป็นคนที่ยังไม่มีภูมิปัญญาเลย ไม่มีภูมิที่จะเป็นปัญญา ไม่มี อัญญธาตุ อาตมาก็อธิบายมาหมดแล้ว ยิ่งคำว่า อัญญะ แล้วอาตมาใช้คำว่าธาตุ เติมเข้าไปเป็นธาตุจิต เป็นเจตสิก อัญญธาตุ และเป็นตัวลึกละเอียด จะไม่มีใครมาอธิบายได้ง่ายๆ ถ้าไม่รู้สัจจะความจริง ที่จะรู้จักว่า อัญญธาตุ ที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายเป็นปุคลาธิษฐานว่า โกณทัญญะ เกิด อัญญธาตุ ตัวนี้ขึ้นมาจนกระทั่งสามารถรับรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าหรือโลกุตรธรรมได้แล้ว อัญญธาตุ ไม่ได้หมายความว่ามีหนึ่งหน่วยเท่านั้นแล้วก็รับรู้ได้หมด ไม่ใช่ อัญญธาตุ จะเริ่มสะสมมา 1 หน่วย 2 หน่วย 5 หน่วย 10 หน่วย 20 หน่วย จนกระทั่งถึงขั้น 50 หน่วยได้ครึ่งหนึ่ง เกิน 50 หน่วยขึ้นไปจึงจะพอชื่อว่าเป็นผู้ที่ พอจะรับกันได้แล้ว พอจะรู้เรื่องแล้ว พอจะพูดกันไปได้แล้ว จนไปถึงขั้น 75 ส่วน 75 หน่วย ที่เข้าขั้น นิยตะ เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โกณฑัญญะรู้ได้แล้ว อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ แสดงว่า โกณฑัญญะนี้สามารถมี อัญญธาตุ เลย 75 หน่วยไปแล้ว อัญญาสิ วตโภ โกณฑัญโญ เพราะฉะนั้นจึงฟังธรรมะ ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตรอะไรต่อไป สูตรต่างๆ ได้เข้าใจ ไม่กี่สูตรก็บรรลุอรหันต์แล้ว ถ้าไม่เช่นนั้นก็อีกนาน เพราะฉะนั้นโลกุตระไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คำว่า อัญญะ ที่แปลว่าอื่น พยายามมาใช้ภาษาไทยคือ มันเป็นตัวอื่นที่แตกต่าง แล้วอื่น คำนี้มันไม่ใช่มีแต่อยู่ในโลกีย์ โลกียะทั้งหมดเท่าไหร่จะมีเท่าไหร่ก็ช่างมันเถอะ แต่ไอ้ตัวนี้มันแตกต่างจากโลกียะทั้งหมดเลย อื่น อันนี้ ฉะนั้นชาวโลกีย์ทั้งหลายแหล่ กว่าจะมีธาตุรู้ที่เป็นโลกุตระไปอย่างที่อาตมาแจกให้ละเอียดฟังให้ดี อัญญธาตุ ตั้งแต่ 10 หน่วย 20 หน่วย 50 หน่วย มันยังไม่กระเตื้องหรอก 60-70 จึงจะกระเตื้อง 75 ถึงจะเรียนรู้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าได้ แล้วก็เรียนได้ด้วยดีไปเรื่อยๆ อย่างพวกคุณมี อัญญธาตุ เกิน หลายผู้หลายคนอาจจะยังไม่เกิน 75 ไป มันก็เรียนรู้ไปได้เรื่อยๆ สัมโพธิปรายนะ ไปสู่ที่สุดที่สูงไป 100 ก็เป็นเรื่องละเอียดแล้วตรงนี้ จาก 75 ไปถึง 100 เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดซับซ้อนไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่อาตมาพูดขยายความเป็นภาษาไทย ขยายจากหลักฐานคำพุทธเจ้า แม้จะเป็นบาลีบ้างเอามาไปเป็นไทยในพระไตรปิฎก อาตมาเอามาขยายความเป็นภาษาง่ายๆให้พวกเราเข้าใจ เป็นการหงายของที่คว่ำ แสดงของที่ลึกให้ตื้นขึ้นมาให้ฟัง แล้วพวกเราเข้าใจสภาวะพวกนี้ได้จึงปฏิบัติได้ ถ้าไม่งั้นปฏิบัติกันไม่ได้หรอก แล้วก็ไม่มีมรรคไม่มีผล เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่ได้ แต่อาตมาเอาธรรมะพุทธเจ้ามาขยายความให้พวกเราปฏิบัติได้มาถึงขั้นนี้ มาเป็นพระ อาริยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กันจริงๆ แล้วพวกเราที่บำเพ็ญบารมีมาก็เป็นโพธิสัตว์กันจริงๆด้วย แต่ละคนแต่ละองค์ เป็นโพธิสัตว์อยู่ในพวกเรา อาตมาก็ไม่อยากไม่เก่งในการขยายว่าองค์นี้ได้ระดับนี้ระดับนี้ ไม่เก่งขนาดที่จะไประบุถึงขนาดนั้น อาตมาก็ไม่อยากจะทำเพราะผิดพลาดมันเป็นบาป เป็นกรรมที่ทำแล้วเป็นอันทำ พูดเป็นเล่นไป เพราะฉะนั้นจงฟังดีเถอะอาตมาจะเป็นคนระมัดระวังการพูดก็ดีการกระทำก็ดี ระวังไม่ให้มันผิด มันผิดมันเป็นการกระทำ พูดก็ตามกระทำทางกายแม้แต่คิด คิดผิด คิดไม่เข้าท่า มันก็เป็นของตัวเองทั้งนั้นก็ยังดี พูดออกไปแล้วคนอื่นรับฟังเป็นคนที่ 2 3 4 มันก็เป็นผลที่หนักขึ้นเสียขึ้นไม่ดี อาตมาก็ต้อง อันนี้แหละสังวรระวัง เพราะอาตมารู้จักกรรมแล้วก็เชื่อกรรมเชื่อวิบาก เชื่ออย่างระมัดระวัง เชื่ออย่างสังวรจริงๆไม่ทำเป็นเล่นเพราะกรรมเป็นอันทำ คุณเข้าใจไหม คำว่ากรรมเป็นอันทำ มันลึกซึ้งนะ คนที่ไม่กลัวกรรมไม่กลัววิบากอย่างทักษิณนี่น่าสงสาร ไม่รู้จะ ... นี่ยังเป็นๆ ถ้าแกตายแล้ว กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นคนอีก ทักษิณเอ๊ย.. สมณะฟ้าไท... แกถึงกลัวตาย พ่อครูว่า... กว่าจะได้พ้นนรกที่แกต้องไปตกอีก กว่าจะได้มาเกิดเป็นคนนี้อีกนาน ขออภัยทักษิณที่อาตมาเอามาพูดถึงเพื่อเอามาเป็นตัวอย่าง นานๆจะมีตัวอย่างที่แย่ๆมาให้ดูเป็นตัวอย่างสักทีหนึ่ง อย่าไปเอาอย่างเป็นอันขาด มันซับซ้อนนะที่เขาทำซับซ้อนที่เขาหลง นึกว่าเป็นเรื่องประเสริฐ นี่ดีนะ เขาสำนึกขึ้นมาจิ๊ดหนึ่ง ไอ้การสำนึกของเขานี้มันเป็นอาชญวิทยาชนิดหนึ่ง เขาสำนึกให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าเขาสำนึก แต่ถ้าจริงเขาชนะ เขาไม่ได้สำนึกจริง มันซับซ้อนอย่างนี้ อาตมาจึงเห็นว่าถ้าเขาสำนึกจริง เขาจะยอม ลดราวาศอกไม่มานั่งหาเหลี่ยมมุม ไม่ใช้อาชญวิทยาซับซ้อนเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างที่เขาทำ ขณะนี้นี่ใครรู้บ้างไหมว่าทักษิณอยู่ที่ไหน สมีธัมมชโยยังพอรู้ว่ายังอยู่ในธรรมกาย แต่ตอนนี้ใครรู้บ้างว่าทักษิณเก่งกว่าธัมมชโย สมณะฟ้าไท... มีเห็นภาพหลุดว่าอุ้มหลาน พ่อครูว่า... ได้อุ้มหลานด้วย เขาไปอุ้มที่ในโรงพยาบาล อยู่ในบ้านเลย โอ้โห เห็นไหม เหรอ ไอ๊หยา โอ้โห หลานคือเด็กเพิ่งเกิดใหม่นะ จะเป็นคนไหนก็เด็กเกิดใหม่ทั้งนั้น หลานคือลูกที่เกิดใหม่ จะคนไหนก็เกิดใหม่ทั้งนั้น แล้วอุ้มอยู่ในบ้านด้วย แล้วทักษิณไปอยู่ในบ้านได้ยังไง แล้วอุ้มหลานก็เป็นหลักฐานยืนยันที่เป็นปัจจุบันธรรม เฮ้ยประเทศไทย ขนาดนี้เลยหรือ ข้าราชการเอ๋ย _สู่แดนธรรม... ในยุคนี้เขาบอกว่าอย่าเพิ่งไปเชื่อสื่อมากครับ พ่อครูว่า... มันไม่น่าจะเป็นถึงขั้นนั้น มันน่าจะเป็นจริงนะ แต่เขาก็จะน่ารู้นะว่าเขาไปทำอย่างนั้นก็น่าจะประจานตัวเขาเอง คือเขาจะรู้สึกว่าไม่ประจานหรอก เขาจะรู้สึกว่าแสดงว่าข้าก็ทำได้ขนาดนี้ นี่ลองฟังการวิจัยทักษิณของอาตมาบ้าง คนอื่นเขาวิจัยทักษิณบ้าง สมณะฟ้าไท... แม้แต่ทนายก็บอกว่าป่วยหนัก จะมีคนเชื่อสักกี่คน พ่อครูว่า... ก็พูดไป อธิบายเอาธรรมะ เอาตัวอย่างที่มันไม่น่าเอาอย่างมายกประกอบ เพื่อที่จะให้เห็นความจริง ว่าคนเรามันทำได้ที่เป็นไปได้ถึงขนาดอย่างนี้ๆ อะไรอย่างนี้ ก็เหลือเวลาอีกประมาณ 6 นาทีนี้ก็ ขอสรุปในเรื่องที่ควรสรุป
คนที่ได้จิตนิยามเกิดขึ้นมาเป็นสัตว์ ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวก็ถือว่าเป็นสัตว์แล้ว พัฒนาสัตว์เซลล์เดียวไปอีกล้านๆๆๆปี กว่าจะมาได้ เป็นจิตนิยาม ผ่านอะไรต่ออะไรขึ้นมาจนกว่าจะเป็นจิตนิยาม ไม่ใช่เรื่องสามัญ ขออภัย สัตว์นั้นเป็นจิตนิยามแล้ว กว่าจะได้เป็นมนุษย์ มนุสโส เป็นผู้ที่มีใจสูง ท่านแปลไว้แบบนั้น เพราะฉะนั้นคำว่า ใจสูง คำนี้ มนุษย์สามารถเป็นได้ถึงพระอาริยะสามารถเป็นได้ถึงพระอรหันต์ เป็นได้ถึงที่สุดเป็นพระพุทธเจ้า เป็นมนุสโส เป็นผู้ที่มีธาตุจิตถึงขั้น มนะ มโน เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถมีธาตุ มโน มนะ ได้แล้ว พึงรู้ตัวเถิดว่า ยิ่งผู้ที่มีมโน มนะ มีความเฉลียวฉลาดมาฟังโลกุตรธรรมรู้เรื่อง มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา อย่างพวกคุณนี่ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นคนที่ได้รับความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาก็ไม่เชื่อว่าอาตมาจะเก่ง เทศน์โดยที่ว่าพวกคุณไม่มีภูมิโลกุตระแล้วได้มารับธรรมะได้ อาตมาไม่เชื่อว่าอาตมาจะเก่งอย่างนั้น มันเป็นที่พวกคุณมีบารมี มีธาตุรู้ที่จะรับรู้โลกุตรธรรมได้ไม่รู้เท่าไหร่แหละ จะว่าโกณฑัญญะเป็นผู้มี อัญญธาตุ รู้เกิน 75 ขึ้นไป พวกคุณก็เป็นพวกเดียวกันที่มีธาตุรู้เกิน 75 ขึ้นไป จึงมาฟังธรรมะโลกุตระได้ขนาดนี้ แต่บารมีอาจจะไม่สูงเท่าโกณฑัญญะ แต่ก็รับฟังไปได้เรื่อยๆ ยิ่งยุคนี้นี่มันแค่อาตมา ไม่ใช่ยุคพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสกับใครต่อใครอยู่ แม้แต่พราหมณ์ทั้ง 5 พระพุทธเจ้าก็สอนผู้ที่มีบารมีต่างๆ อย่างพวกคุณก็ในฐานของอาตมา บารมีแค่อาตมา อาตมาก็ยังไม่ใช่มหาโพธิสัตว์ซะด้วย แค่นิยตโพธิสัตว์แค่นั้นด้วย แต่พวกคุณก็มาฟังรู้เรื่อง มาฟังเข้าใจ มาเห็นเป็นความสำคัญ ในชีวิต แล้วก็มาพยายามเอา พากเพียรเอา ทั้งๆที่พวกเรานี่โลกุตรธรรมนี้มันไม่ได้เป็นไปเพื่อโลกียะ ไม่ได้เป็นไปเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณเอาความเป็นอโศกไปโชว์ในซุปเปอร์มาร์เก็ต คนเขาจะรู้สึกว่า โอ้โห แหม ยกมือไหว้เป็นทิว ใช่ไหม หรือ เขาจะไล่หรือเขาจะมอง ว่า อะไร? เขาจะเห็นว่าเป็นตัวอะไรมาเดินอยู่นี้ด้วยซ้ำไป เดี๋ยวนี้คนอโศกนี่ไม่ค่อยสังวรระวังตัวที่คนเขาจะมองอะไร คือมันชินชาซะแล้ว ไปอย่างมันเป็นชาวอโศกนี่ละวะ เดินลุยเข้าไปในดงชาวไฮโซเขาอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันจะเห็นความต่างเลย จะเห็นความต่างที่ชัดเจน แต่คนเขาก็รู้จักขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเมื่อก่อนแล้วยิ่ง โอ้โห.. มันยิ่งไกลห่างเลย พูดไปพูดมาปิดตัวเลขเวลาแล้วหรือ…พอ งั้น 660906 พ่อครูลากรูปขันธ์ต่อมา ให้ลูกๆเกิดปัญญากำจัดมารผู้มีบาป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก