มีฉันทะ มีโยสิโสมนสิการ มีผัสสะ ก็เป็นพระโสดาบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.57 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

มีฉันทะ มีโยสิโสมนสิการ มีผัสสะ ก็เป็นพระโสดาบัน (ต่อ)จรรยา ประเสริฐ _ทำกุศล ให้ถึงพร้อม เท่าที่ตา กาย ใจ เราได้เห็น ทั้งหยาบ กลาง ละเอียดค่ะ ไม่มีคำพูดใด ๆ นอกจากกราบนมัสการพ่อ ลูกจะลด ละ กิเลส ให้มาก ถึงมากที่สุด เพื่อให้ได้มรรค ได้ผล เป็นโสดาบันค่ะ เพื่อตอบแทนพระคุณที่พ่อได้จ่ายพลังงานออกมา กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... ฐานโสดาบันนี่ มันไม่ใช่ฐานที่ใหญ่ที่โตอะไรเลย มันมีเนื้อแท้ของจิต 1. ยินดี ตามมูลสูตรข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ทำใจในใจเป็น มนสิการ 3. มีสัมมาทิฏฐิ ที่ต้องรู้ว่าตัวเองต้องผัสสะ เป็นมูลสูตรข้อที่ 3 ต้องมีผัสสะในการปฏิบัติธรรม (มูลสูตร 10 : พคปฎ. เล่ม ๒๔ "มูลสูตร" ข้อ ๕๘) เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีฐานข้อที่ 1 2 3 นี้เป็นโสดาบันแล้ว ต่อจากนั้นคุณก็ปฏิบัติให้เพิ่มโสดาคุณ มากขึ้นด้วย มันก็จะเติมเวทนาให้เจริญขึ้นๆๆ เวทนาขึ้นได้ขีดหนึ่ง ก็เป็นสมาธิ สมาธิยิ่งแข็งแรงเป็นอินทรีย์ เป็นพละได้เท่าไหร่ สติปัญญาก็จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ วิมุติ ก็เป็นผลตามมา เมื่อคุณถึงขั้นวิมุติ คุณก็เป็นอรหันต์ทุกคน เป็นอมตะบุคคล เป็นวิมุติจบแล้ว จบกิจ จิตหมดกิเลสวิมุตหลุดพ้นหมดกิเลส คุณก็เป็นอมตะบุคคล เพราะฉะนั้นคุณจะเกิดหรือคุณจะดับคุณก็ทำได้เอง วิธีดับสูงสุดก็ดับอย่าง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ถือว่าจบกิจแล้วเบื้องต้น อรหันต์เบื้องต้นต้องปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ เพราะฉะนั้นคุณตาย..สุดท้ายคุณก็ตายด้วย นิพพาน 3 สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปปนิหิตตนิพพาน ทำสูญ จิตสูญ ไม่เกาะนิมิตใด ไม่ตั้งจิตใหม่อีกเลย..สูญ ธาตุจิตก็แยกไปหมด สลายกลายเป็นดินน้ำไฟลม นี่ก็อธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วก็รู้สภาวะ เราก็นึกถึงขณะเป็นๆ นี้แหละ ไอ้ที่เราแต่ก่อนนี้เคยวนเวียนไป อย่างผู้หญิงนี้มีเยอะ อบายมุข ฉัน โอ้โห เฟอะฟะต่างๆ ใช่

อ่านต่อ

ไหม อบายมุขแต่ก่อนนี้เลอะเทอะเยอะแยะผู้หญิง โอ้โห..แต่ก่อนนี้เราหลงมันว่าเลิศเลอ แต่เดี๋ยวนี้เห็นแล้ว โธ่ เราไปติดไปยึดมันมาได้ แต่เดี๋ยวนี้เราก็ไม่แล้ว ถ้าเราไม่แล้ว เราปล่อยวาง เราไม่ยินดีแล้วด้วย คุณอย่าไปยินร้ายกับคนที่เขาติดอยู่ อันนี้เป็นภาวะซ้อน มันน่าสงสารเขา เราอย่าไปยินร้ายกับเขา ถ้าบอกเขาได้ ปรารถนาดีกับเขา ก็บอกเขาบ้าง ช่วยเขาด้วย ไม่ใช่ไปยินร้าย แล้วก็ชิงชังผลักไสกัน..ไม่ใช่ ต้องเข้าใจเขาเห็นใจเขา ต้องรู้ว่าเราเองเราก็เคยเป็นอย่างนั้นมา ตอนนี้นี่เราไม่เป็นแล้ว ส่วนคนที่ไม่เคยเป็นอย่างนั้นมา ก็จะเข้าใจมันเกินกว่าที่เราเป็นนะ เกินกว่าที่เราเคยเป็นเคยมี เขาทนได้ยังไงนะ น่าสงสาร ไอ้อย่างนี้ก็ไม่กระไร แต่ถ้าเราเคยเป็นมา แล้วเราก็ไปเหยียดหยามเขา เธอทิ้งไม่ได้ ฉันยังทิ้งมาได้เลย มันก็ไม่ดี ลักษณะของจิต โสดาบันมันไม่มากไม่มาย ศีล 5 คุณได้สมบูรณ์แบบ ศีล 5 ยังไม่ละเอียดอะไรมากมายหรอก ยังหยาบ คุณก็ไม่เป็นแล้ว หรือเมื่อกี้ก็บอกแล้ว 3 อย่าง อะไรบ้างล่ะ ๑. มีจิตยินดี แล้วก็ ๒.ทำใจในใจได้ แล้ว ๓. มีผัสสะ ในมูลสูตร 3 ข้อแรก อย่างนี้มันเป็น อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติไม่ผิด คุณปฏิบัติมีความยินดี แล้วก็ทำใจในใจของคุณ พวกนั่งหลับตา เขาก็ทำใจในใจของเขา เราลืมตาปฏิบัติเป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้ โดยมีผัสสะเป็นปัจจัย หลับตาเขาไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย มูลสูตรเขาแค่นี้เขาได้แค่ยินดีกับมนสิการ ผัสสะ ไม่มีแล้วพวกหลับตา เพราะฉะนั้นก็โมฆะไปเลย มูลสูตรอีก 8 ข้อ..ไม่มี ผัสสะ เวทนา เมื่อไม่มีผัสสะกับเวทนา ก็ไม่มีสติสัมปชัญญะ ปัญญาเขาก็อยู่ในภพในชาติหมด เพราะฉะนั้นวิมุติ อมตะ อะไรนี่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ต้องฝันถึงเลย ใช่ไหม อาตมาไม่ได้ไปว่าเขานะ ไม่ได้ไปลงโทษเขานะ น่าสงสารที่เขาเองมิจฉาทิฏฐิ เห็นไหมมิจฉาทิฏฐิ น่าสงสาร สรุปตรงนี้แล้วตีหัวตะปูย้ำ นั่งหลับตานั้น เข้าใจว่ามันมีอานิสงส์ แต่มันไม่ใช่หลักปฏิบัติเพื่อบรรลุอาริยธรรม บรรลุอรหันต์ มันไม่ใช่ มันมีอานิสงส์ช่วยอุปการะ ก็เคยอธิบายแล้ว 1.พักผ่อน 2. ทบทวนธรรม 3. ทำเตวิชโช 4. เอาไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช บ้าๆบอๆ อันที่ 4 ทิ้งไปเลย 3 อันแรกยังใช้ พักผ่อนทบทวนธรรม แล้วก็เตวิชโช 3 อย่างนี้ ใช้การหลับตาเป็นอุปการะมาก อาตมาก็ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ พัก ทบทวนธรรรม เตวิชโช ทุกวันนี้อาตมาก็ยังใช้ เป็นอุปการะมาก ไม่ใช้แต่เรื่องเล่นฤทธิ์เดชอะไรต่างๆ ไม่ทำ ไม่ได้ก็ไม่เคยสงสัย เคยมีฤทธิ์เดชพวกนี้ เคยมีเคยเล่น เล่นมานิดหน่อยก็ชัดแล้ว อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้ว มันไม่ได้สงสัยอะไรมากมาย ในเรื่องฤทธิ์เดช ฟื้นขึ้นมาได้บ้างนิดๆหน่อยๆก็รู้แล้วว่า..ไม่ใช่ อาตมาเล่นไสยศาสตร์ 8 ปี กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ มันต้องสะสมพลังงานนะฤทธิ์เดชพวกนี้ พลังงานไม่พอไม่ได้ พลังงานทางจิต แล้วเสื่อมง่ายด้วย ไม่เที่ยง บางครั้งบางคราวก็พลาด เพราะฉะนั้นตายไปด้วยความอวดดีทางฤทธิ์เดชนี้เยอะ ก็ตามตำนานมีว่าฤาษีเหาะได้ เหาะผ่านสระอโนดาตของพระราชา เห็นนางสนมทั้งหลายแหล่โป๊เปลือยกัน กามขึ้นปั๊บ ก็ตกปุ๊บเลย ทีนี้เหาะไม่ได้เลย ต้องเดินกลับกุฏิ ใครเคยได้ยินไหมตำนานนี้ มันเป็นจริ งมันเป็นเรื่องจริง 660911 พ่อครูเล่าความหลังเมื่อตอนอยู่ในวงการบันเทิง รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #40 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน