ฌานปัญญาของคนเจริญจริงคือทำจิตให้เป็นมหาภูตได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานปัญญาของคนเจริญจริงคือทำจิตให้เป็นมหาภูตได้ พ่อครูว่า... ไม่เป็นไร พักเรื่องนั้นก็มาต่อเรื่องนี้ไม่ยาก เรื่องฌาน ช.กะเชอ สระอา น. หนู เป็น อจินไตย ฌานวิสัย เข้าใจของพระพุทธเจ้าไม่ได้ง่ายๆ ไปเข้าใจว่าฌานเป็นเรื่องของการเพ่งจิต เป็นเรื่องของการจับให้จิตมันอยู่นิ่งๆ ผลของฌานคือ เป็นสมาธิ เขาว่างั้น ผลของฌานเป็นสมาธิ แล้วสมาธิของเขาคืออะไร สมาธิของเขาคือให้จิตเป็นอสัญญีมันหยุดคิด จิตเป็นอสัญญี ความรู้สึกไม่มีเวทนาไม่มีสัญญา สัญญาเวทยิตนิโรธ เขาก็แปลว่า นิโรธคือดับทั้งเวทนาและสัญญา เขาก็แปล สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นอสัญญี และเป็นการตัดสัญญาซึ่งมันไม่ใช่ เวทยิตะ คือ อารมณ์ต่างๆ สัญญาเวทยิตะ สัญญาคือเจตสิกตัวที่กำหนดรู้ ก็ให้กำหนดรู้เวทนาต่างๆให้เคล้าเคลียอารมณ์ เคยมีผู้แปลว่าเคล้าเคลียอารมณ์ อารมณ์ก็คือเวทนา ซอกแซกไปรู้อารมณ์ว่ามันนิโรธไหม นิโรธอะไร นิโรธจากกิเลส กิเลสมันดับไปจากเวทนา กิเลสมันดับไปจากจิตเจตสิก สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสได้ เพราะฉะนั้นจิตยิ่งบริสุทธิ์ผ่องใส จิตยิ่งแข็งแรง ยิ่งปราดเปรียว แคล่วคล่อง ยิ่งเต็มที่ ไม่ใช่ยิ่งไปเฉื่อย ยิ่งไปหนัก ยิ่งไม่รับรู้ มันตรงกันข้ามกันเลย เขาเข้าใจคำว่า ฌาน ยิ่งเป็นสมาธิการตั้งมั่น ตั้งมั่นด้วยความหยุดเป็นอสัญญีสัตว์ มันคนละเรื่องเลย ตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าคือสมาหิโต กายยิ่ง กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา อภิปโมทยังจิตตัง เหมือนอย่างโพธิรักษ์นี่สุดยอดแล้ว จิตยิ่งเป็นฌานยิ่งเป็นสมาธิปราดเปรียว แคล่วคล่อง เปิดรู้ทุกอย่าง รู้แจ้ง รู้ครบ รู้สว่าง รู้เบิกบาน ซึ่งเขาเข้าใจผิดกันไปหมดเลย ฌาน ได้แปลว่าเป็นความเพ่งความหยุดนี่คือความเสื่อมที่ชัดเจนไปเป็นแบบเดียรถีย์ เดียรถีย์ก็คือพวกนอกรีตศาสนาพุทธ เป็นพวกอวิชชา เป็นพวกไม่รู้เรื่อง เป็
อ่านต่อ
นพวกโง่ปฏิบัติผิดไปคนละน้อยสองน้อยสามน้อย ผิดมากๆต่างกันไปก็เป็นกายต่างกันสัญญาต่างกันเต็มไปหมดเลย กำหนดรู้อะไรก็รู้กันไปว่าสัตว์เป็นอย่างนั้น มนุษย์เป็นอย่างนั้น เทวดาเป็นอย่างนั้น พระพรหมเป็นอย่างนั้นก็ว่ากันไป บัญญัติเทวดา พระพรหม เป็นมนุษย์เป็นมาร อะไรก็เป็นภาษา บัญญัติ อารมณ์อย่างนั้นเป็นอารมณ์ไม่ดี มาร อารมณ์ดีก็เป็นเทวดา ก็เป็นโลกีย์ มีตัวมีตน เป็นสภาพอารมณ์ ของพระพุทธเจ้านี่ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วไม่มีหรอก เทวดงเทวดา มาร แน่นอนอยู่แล้วไม่มี เทวดา 6 ชั้น พรหมอีก 20 ชั้น เป็นภพเป็นชาติ เป็นความมีทั้งนั้น พระอรหันต์ไม่มีหรอกพระพรหม 16 ชั้น 20 ชั้น แม้แต่เทวดาก็ไม่มี แต่รู้จัก แต่รู้จักคนที่เขายังติดภพชาติเหล่านี้ อย่างอาตมาไม่รู้ หรือว่าคนเขายังติดภพติดชาติอยู่นะ เข้าใจว่าเขายังติดภพติดชาติอยู่เลย เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพานที่ท่านย่อไว้เป็นสุดยอด แยกจากจิตเป็นส่วนย่อยเป็นเจตสิกต่างๆ ไปเป็นเจตสิกละเอียดแม้แต่เวทนาก็ไปถึง 108 อย่างนี้ เป็นต้น แม้แต่เจตสิก ในสวนอื่นก็ตาม สัญญา สังขาร ก็แล้วแต่เข้าใจรายละเอียดของอาการของจิต มันเป็นอาการอย่างนั้นอย่างนี้ มันแสดงบทบาทของจิต ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นยิ่งตื่นเต็ม ไม่ใช่ไปหรี่หลับมุด ยิ่งเปิดสว่าง เป็นพลังงานเต็มที่ ฌานคือปัญญา ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น เป็นธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะรู้ด้วยเป้าหมายสำคัญ เป้าหมายสำคัญก็คือรู้จักกิเลสในจิต หยาบ กลาง ละเอียด แล้วทำออกจนจิตเราไม่มี กิเลสนี้เข้าไม่ได้ อย่างหยาบ เข้าไม่ได้แล้ว อย่างกลางเข้าไม่ได้อีก อย่างละเอียดสุดหมด ไม่มีแล้วในจิต จิตผ่องใสสะอาดตลอดกาลนาน เรียกว่าอุเบกขา อุเบกขา แปลว่า ความบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เพราะฉะนั้นจึงเป็นฐานจิตของพระอรหันต์แท้ พระอรหันต์มีแต่อุเบกขา มีแต่เมตตาทำงาน เมตตาก็คือร่วมกับผู้อื่น ช่วยเหลือเกื้อกูล ต้องการให้เขาพ้นทุกข์ ต้องการให้เขาพ้นสุข ต้องการให้เขาบรรลุธรรม ต้องการให้คนเป็นเหมือนที่เราเป็นได้ ให้เขาเจริญ คนที่เขาเจริญตามที่เราเป็นได้หรือตามฐานะไปตามลำดับก็ตาม ผู้บรรลุแล้วก็ช่วยผู้อื่นต่อ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ที่จะเป็นโพธิสัตว์นี่ก็ยังไม่ค่อยขยันนัก ก็เป็นโพธิสัตว์บ้าง แล้วก็ทำประโยชน์ ผู้ที่ไม่ได้ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์เลย พอเป็นพระอรหันต์แล้วจิตก็มีฌาน 4 ฌาน 4 ไม่ได้เกิดจากการหลับตา เป็นฌานของพระอาริยะ ของพระอรหันต์ จิตสะอาดแล้วก็เป็นฌานทั้งนั้น ฌาน ปกติมีตลอดเวลาไม่ต้องมีเวลาพัก ฌานมีตลอดเวลาเพราะที่มันไม่เป็นฌานเพราะมันมีกิเลส พระอรหันต์ไม่มีกิเลสเกิดในจิตแล้วมันก็เป็นฌานตลอดเวลา จะทำงานหรือไม่ทำงานเท่านั้น ฌาน 1 ทำงานก็มีวิตกวิจารณ์ ฌาน2 วิตกวิจารณ์ก็ทำงานอยู่แต่ทำงานได้ผลดีก็เป็นปิติ ทำงานได้ผลดีก็คือเกิดเป็นสุขสงบ เป็นฌานที่ 3 เสร็จจบเป็นอุเบกขาเป็นฌานที่ 4 ก็ทำงานด้วยฌาน 1 2 3 4 โดยไม่ยากไม่ลำบาก เพราะฉะนั้นพระ อรหันต์คือตัวฌาน พระอรหันต์ที่ยังอยู่มีชีวิตอยู่ เป็นโพธิสัตว์ก็คือฌานแท้ๆ อย่างอาตมานี่คือตัวฌาน ทำงานอยู่นี่ทำงานด้วยฌานทั้งนั้น ไม่ต้องเข้าต้องออก ได้แล้วมันก็เป็นฌานเป็นความลดกิเลสได้แล้วกิเลสดับสนิท ไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา เที่ยงแท้แล้วมีแต่เป็นที่สูงอย่างเดียว สัมโพธิปรายนะ ไม่ต้องไปวนเวียนเข้าๆออกๆ ทำแล้วทำอีก..ไม่ ทำให้เห็นเป็นปัจจุบันธรรมนี้เลย อ่านจิตอ่านใจอ่านอะไรออกหมด มีโพชฌงค์ 7 หรือมีโพธิปักขิยธรรม 37 รู้ลักษณะของเจตสิกต่างๆของตน แล้วก็ทำออก เนกขัมสิตะ ไม่ต้องเข้าต้องออก ที่ไปนั่งหลับตาเข้าๆออกๆฌาน นั้นเป็นของเดียรถีย์ ต้องไปหาสถานที่ทำฌานไม่ใช่ ฌานของผู้ปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออกทุก อานา อาปานะ แล้วก็เป็นสมาธิทุก อานาอาปานะ ไม่ต้องไปเพ่งจิตหยุดอยู่ตรงนั้นตรงนี้..ไม่ใช่ อ่านสัมผัสเมื่อเกิดแล้วอาการกิเลสเกิดให้รู้ แล้วก็รู้มันชัดเจนจนกระทั่งเกิดพลังของปัญญาที่มีธรรมฤทธิ์ พอปัญญาตัวฌานมันเห็นหน้ากิเลส กิเลสมันเห็นตัวฌาน มันจะรู้เลยว่านี่ไอ้ปัญญา มันจะวิ่งหนีเลย นี่พูดเป็นภาษา สภาวะมันเป็นอย่างนี้ ไอ้กิเลสนี่มันไม่รอหน้าปัญญาหรอก ปัญญาเห็นมัน มันวิ่งหนีหูตูบเลย พูดมาหลายทีวนเวียน พูดภาษานี้มา มันเป็นอย่างนั้นของมันจริงๆ มันเป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นฤทธิ์เดช มันเป็นธรรมฤทธิ์ เป็นพลังงานอย่างนั้นจริงๆ มันไม่ได้ไปต่อสู้รบรากันเหมือนอย่างการฟันดาบ..ไม่ใช่หรอก มันเป็นธรรมฤทธิ์ มันเป็นพลังงานนามธรรมพลังงานจิต เพราะฉะนั้น คำว่าฌานคือปัญญาของคนเจริญ โลกียะคือผู้ที่ยังไม่รู้จักก็จะหลงเป็นทาสโลกียะ โลกุตระคือหลุดพ้นจากความที่ยังโง่ ยังเป็นคนเถื่อน ยังเป็นคนไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจความเป็นอาริยชนหรืออริยกชน ยังเป็น มิลักขชน อย่างพวกที่คิดอาวุธเพื่อที่จะฆ่าคนทำให้มันมีฤทธิ์เดชรุนแรง อย่างคิมจองอึน เป็นต้น ก็คิดแต่จรวดมันระเบิดปรมาณูที่ทำร้ายมีฤทธิ์แรงเท่านั้นเท่านี้ แล้วก็มาลากโชว์ข่ม ใครๆอยู่ หรือแม้แต่อเมริกาหรือรัสเซียก็ตาม ประเทศไหนก็แล้วแต่ที่คิดอาวุธอยู่ พวกนี้เป็นคนเถื่อนทั้งนั้น พวกมิลักขชนทั้งนั้น แต่เขา ไปยกย่องว่ามันเป็นความฉลาดเฉลียว ทำแล้วมีฤทธิ์มีแรงขายราคาได้ดีตีตลาด ว่าของดี ราคาถูก รับรองซื้อแหลกเลย เพราะคน มิลักขชน คนเถื่อนพวกนี้จะหลงไปซื้อวัตถุไปฆ่ากันเขาจะเห็นการฆ่าคนไม่ได้เป็นเรื่องประหลาด เป็นเรื่องไม่ได้มีกรรมมีวิบาก ไม่ได้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไร..ฆ่าคน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ฆ่าคนและไม่ฆ่าแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อย อย่างศาสนาพระพุทธเจ้านี้มันสุดยอดแห่งการรู้จัก ธาตุที่มันเกิดมา จิต เจตสิก ที่อาตมา ได้อธิบาย ยังเอาของพระพุทธเจ้าอธิบายแยกเป็น สัตตะ ปานะ ภูตะ ชีวะ ตรงๆ แยกละเอียดให้ฟัง กว่ามันจะมาบำเพ็ญ กว่ามันจะพัฒนาตัวเอง มันเป็นจาก มหาภูต ดินน้ำไฟลมมาเป็นภูตคาม พีชคาม เจตภูต มาเป็น ปาณะ ใครฟังตามเข้าใจไหมที่อาตมาพูด มันมีลำดับขั้น ใครฟังเข้าใจยกมือขึ้น หลายคนเข้าใจ เข้าใจแล้วอ่านอาการของตัวเราเอง สักกะ ตัวเราเองอ่านอาการของเรา เรารู้อาการของเราละเอียดขั้นนี้นะ อ่านแล้วก็เดาไป เอาพยัญชนะพวกนี้ไปใส่อาการของจิตตน ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ พีชคาม น่าจะเป็นภูตคาม อันนี้น่าจะเป็นมหาภูต ถ้าคุณอ่านจิตทำจิตให้เป็นมหาภูตได้ มหาภูต คือดินน้ำลมไฟก็เป็นอรหันต์ทำจิตให้เป็นมหาภูต มันไม่มีสภาวะจะเกิดเป็นชีวะแล้วก็เป็นอุตุธาตุ คุณก็ทำธรรมนิยาม 5 ได้ ทำจิตเป็นมหาภูตได้ คนที่มีฌานสามารถกำหนดให้มันเป็นมหาภูต เป็น วสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ จะให้เป็นมหาภูต..ทำได้ จะให้เป็นภูตคาม เป็นพีชคามได้ เป็นเจตภูตได้ ให้เป็นปาณะ ปาณะ เป็นขีด ที่เริ่มเรียกได้ว่ากำลังจะเป็นสัตว์ เป็น 6 ธาตุ ถ้าเป็นธาตุที่ 7 เป็นสัตตะ อย่างนี้เป็นต้น เราอ่านอาการจิตของเรา อันนี้น้อยเล็กขนาดนี้ มันน่าจะอยู่ในระดับ อาการอย่างนี้เป็น มหาภูต จิตของคุณ ถ้าคุณอ่านออก จิตของคุณทำได้ คุณก็เป็นจริงทำจิตให้เป็นมหาภูตได้ คุณก็เป็นอรหันต์น่ะ แล้วคุณก็ทำให้มันเป็นนั่นน่ะ คุณก็มีธาตุจิตอื่นอีก เจตสิกอื่นอีกตั้งเยอะ คุณก็อาศัยสิ่งที่มันเป็นชีวะ อันนั้นไม่เป็นชีวะแล้วก็ทิ้งไปทำให้เป็นมหาภูตได้ก็ทิ้งมันไป ไอ้ที่ยังทำอยู่ต่อ อาศัยมันบ้าง ให้มันเป็นแค่ ภูตคาม พีชคาม เจตภูต อันนี้เป็นปาณะอยู่ อันนี้เป็นสัตตะ สัตตะ ที่เรารู้เท่ารู้ทัน รู้อาการของเจตสิกต่างๆที่มันทำงานครบ 7 เป็นพลังงานที่เราอาศัยมันให้เป็นกุศล ให้มันไปทำเป็นกรรมกิริยา เป็นพลังงาน ใช้พลังงานทำประโยชน์ เราต่างหาก เป็นเจ้าของพลังงานต่างๆ เป็นวสวัตตี เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ เราก็ทำมันไป สั่งให้มันเป็นอย่างนั้นนี้เป็นอย่างนี้ ก็เป็นผู้ที่เป็นพระเจ้าแท้ๆ เราเป็นพระเจ้าที่สั่งการจิต เจตสิก รูป นิพพาน ของเราเองหมดเลย ละเอียดลออขึ้นชัดมั้ย จบ 660904 ฌานปัญญาของคนเจริญจริงคือทำจิตให้เป็นมหาภูตได้ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #39 ราชธานีอโศก