คณะสงฆ์เมืองไทย ใครได้ดอกไม้พลาสติก ใครได้มูลสูตร 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์728 KB
วันที่แก้ไข11 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

คณะสงฆ์เมืองไทย ใครได้ดอกไม้พลาสติก ใครได้มูลสูตร 10 อีกกวี ของอโศกสัมปวังโก คงจะพาดพิงไปถึงอันนี้ ชื่อบทกวี บทนี้ก็คือ ผู้ต้องการแก่นธรรม 5 เอามาจากจูฬสาโรปมสูตร ผู้ต้องการแก่นธรรม ๕ (จูฬสาโรปมสูตร) อันลาภ สักการะ อีกวาทะ สรรเสริญไซร้ นั้นเปรียบ ดั่งกิ่งใบ สุดจักไร้ ความสำคัญ สะเก็ด-ไม้สัตถา เทียบศีลหา ได้ยืนยัน ยอยก ผู้ยึดมั่น ศีลพรตขั้น จารีตนอ ผู้ทรงสมาธิ ก็ยังมิ สำคัญพอ เปลือกไม้ ที่ใช้ก่อ เปลวไฟบ่ สู้ขี้ชัน ญาณะ ทัสสนะ ก็ใช่จะ สุดสำคัญ กระพี้-ไม้ที่พัน รอบแก่นท่าน ทรงเปรียบแล เจโต วิมุตินั้น สุดสำคัญ ยิ่งจริงแท้ เปรียบดัง แก่นไม้แล เทียบเนื้อแท้ พระสัทธรรม ดูกร ชนชาวพุทธ อันวิมุติ ทรงค่าล้ำ อย่าหลง โลกธรรม ที่พาต่ำ บ่เจริญ อโศก สัมปวังโก ๙ พ.ย.๖๖ พ่อครูว่า... ดอกใบผลงามอร่ามสวย นกกาคนก็หลงอาศัยกินอยู่อย่างนั้นแบบโลกีย์เป็นธรรมดาๆของโลกีย์ธรรมชาติ สัตว์ก็ดี คนก็ดีใครก็ดีจมอยู่อย่างนั้น จมงมงายอยู่กับใบดอกผลนี่ ที่ยังไม่มีปัญญาก็ยึดติดอยู่แค่นั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่าให้ไปหลงใบดอกผลอยู่เลย ถ้าจะเอาแก่นของไม้จริงๆแล้วก็ อย่าไปหลงอยู่แค่นั้น จำไม่ได้ ไล่ลงมาอย่างแย่สุดท่านก็บอกว่าเป็นสะเก็ดของต้นไม้ มันมีเปลือกแล้วก็มีสะเก็ดเกาะอยู่ สะเก็ดไม้เทียบกับศีล จะหาศีลจากคณะใหญ่ศาสนาพุทธกระแสหลัก จะหาได้ยาก ก็ไปยกยอกันอยู่แค่ผู้มีศีลแบบจารีตประเพณี อันนี้ก็ซับซ้อนลึกซึ้งอยู่ ถ้าไม่ขยายความก็คงเข้าใจไม่ได้ เขามีศีลกันในประเทศไทยศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีศีลกันแค่เป็นจารีตประเพณี ยึดถือตามๆกันมา ไปถือศีลแล้วก็ไปได้ศีล ถ้าซื่อง่ายๆแค่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุรา ศีล 5 แต่ไม่ได้เข้าไปถึงเนื้อพฤติกรรม ไม่เข้าไปถึงเนื

อ่านต่อ

้อจิตวิญญาณ ถือศีลแล้วขัดเกลากิเลสไปให้เกิด อานิสงส์ 10 ประการ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

พ่อครูว่า... ไล่มา 10 ขั้นจนถึงวิมุตติญาณทัสนะ เขาไม่มีเลย ศีลของเขากั้นแค่กายวาจา ไม่ให้ประพฤติผิดตามศีล ก็พาซื่อยู่แค่นี้ มันไม่เป็นไปอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา ศีล แล้วปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 ก็จะเกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน 4 เกิดวิชชาอีก 8 สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นการปฏิสัมพัทธ์กันตั้งแต่ต้นจนปลาย ศีลก็ถึงวิชชา ขัดเกลากัน ๆๆ เจริญขึ้นไปจนถึงวิมุติเลย เขาไม่เป็นเลย ไม่มีอันนี้เลย จึงมีแต่แค่ศีล ตัดไว้ได้แค่กาย วาจา ประพฤติซื่อ เขาก็ได้นะได้อยู่บ้าง แต่มันไม่มีทางจะบรรลุธรรม นี่คือความลึกซึ้ง ทีนี้ผู้ทรงสมาธิ สมาธิก็ไม่ถูกต้องไม่สำคัญ ศีลคือสะเก็ด สมาธิก็คือเปลือก เพราะฉะนั้นได้เปลือกมาก็ไม่ได้เป็นท่าเลย เอามาทำเปลวไฟสู้ขี้ชันก็ไม่ได้ ญาณทัสนะก็ตามก็ไม่ได้เรื่องอะไร กระพี้ไม้ ท่านเปรียบเหมือนญาณทัศนะ เจโตวิมุติ เปรียบดังแก่นไม้ ก็พูดไปอีก ก็ไปว่าเถรสมาคมที่เป็นตัวอย่างอยู่นี่แหละ ศาสนาพุทธกระแสหลักก็จมกันอยู่กับลาภสักการะสรรเสริญเยินยอเป็นสุข ได้แค่โลกีย์ ได้แค่ใบดอกผล อันงามงดอยู่นั่นแหละ วิจารณ์ไปแล้วเมื่อกี้ว่า แม้แต่ศีลก็ไม่สัมมาทิฏฐิ สมาธิก็ไปนั่งหลับตาเอา ปัญญาก็เป็นเรื่องตรรกะ เป็นเรื่องของความรู้ผิวเผินข้างนอก ไม่ได้เข้าเนื้อเข้าหนัง ไม่ได้เข้าถึงขั้นถึงสาระอะไรของความเป็นปัญญาเลย อาตมานั้นเขียนปัญญา 8 ขยายความไปถึงเล่ม 2 เล่ม 3 แล้วอ่านกันให้ตาเหลือกตาลานก็แล้วกัน ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว พยายามจะเขียนให้ละเอียดให้มันง่ายเหมือนหงายของที่คว่ำ อาตมาก็พยายามใช้ความสามารถที่จะทำ ก็น่าสงสารจริงๆศาสนาพุทธยุคนี้ พูดไปแล้วคนเขาก็หาว่าอาตมานี่ไปข่ม ไปยกตนข่มท่าน ไปทำอะไรที่ คือเขาเข้าใจไม่ได้ เขาก็ไปหลงเลอะเทอะ เป็นต้นไม้พลาสติก ที่เขาหลงอยู่ทุกวันนี้ แม้เขาหลงดอกใบอะไรพวกนี้ แล้วต้นไม้ที่เขาหลงอยู่นั้น ไอ้ดอกใบเป็นของปลอม เป็นต้นไม้พลาสติก โอ้โห ต้นไม้พลาสติกเดี๋ยวขยายความ คนยุคนี้งมงาย หลงใหลว่าเป็นเมืองเจริญ เป็นเมืองใหญ่ เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ แต่งเพลงเอาไว้ ร้องเพลงนี้ วันนี้เดี๋ยวเปิดให้ฟัง เต๋อตายไปแล้วล่ะแต่งไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ 28, 29 มั้ง ตาย นานแล้ว เมืองใหญ่เมืองนี้เพลงหนึ่ง กับอีกเพลงหนึ่งดอกไม้พลาสติก เอาลองเปิดดูฟังกันดู (เปิดเพลง) _เนื้อเพลง ดอกไม้พลาสติก - เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ เพลง : ดอกไม้พลาสติก ศิลปิน : เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์

เวลาดู ดอกไม้ปลอมๆ บางดอก ดูสวยเกินใคร ดูๆไป มันไร้คุณค่า เพราะว่าเป็นพลาสติก ถึงแต่งเติม สีเข้าไป ไม่จับใจ เหมือนของจริง เวลาดู ผู้หญิง บางคน ที่แต่งเติม สวยเพียงอย่างเดียว ใครๆเจอ ก็เหลียว มอง เพราะ หน้าตา และรูปกาย อาจจะสวยจริง แต่เสียดาย ที่หัวใจ ไม่สวยเลย หลายๆ คนไม่รู้ ไม่เคยลอง คิด แท้ๆ เธอก็เหมือน ไม่มีชี วิต คิดๆ ดูจะเห็น เธอเป็นเพียง ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงดอกไม้ปลอม .ของแท้ ดูกี่ครั้ง ก็ดูดี นะ .ของแท้ มีชีวิต ชีวาดี นะ .ของแท้ แม้ไม่สวย ก็ดูดี แต่ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ ดูๆไป เธอนั้น ก็มีเพียง แต่ความสวย ที่แต่งเติม เป็นคนเดิม คนที่ไม่ เคยมี จิตใจ ให้ ใครๆ อาจจะสวยจริง แต่เสียดาย ที่หัวใจ ไม่สวยเลย หลายๆ คนไม่รู้ ไม่เคยลอง คิด แท้ๆ เธอก็เหมือน ไม่มีชี วิต คิดๆ ดูจะเห็น เธอเป็นเพียง ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ .ของแท้ ดูกี่ครั้ง ก็ดูดี นะ .ของแท้ มีชีวิต ชีวาดี นะ .ของแท้ แม้ไม่สวย ก็ดูดี แต่ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ

_เพลง เมืองใหญ่เมืองนี้ โดย เต๋อ เรวัต

เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของคนเมือง เห็นความรุ่งเรือง เห็นคนเมืองล้วนมากมาย เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน มองดูเพลิดเพลิน คนเดินมาแล้วเดินไป คนเดินเป็นใคร ไม่รู้จัก ไม่ทักทาย สายตาที่เห็น เห็นเพียงผ่านไป ไร้คนเข้าใจ ไม่มีใครเห็นความเป็นคน เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน คนคงลืมไป ลืมมองใจให้เห็นคน คนจึงลืมคน ใครหมองหม่น ก็ทนไป สายตาที่เห็น เห็นใครต่อใคร เห็นคนมากมาย แต่ในใจเหมือนไม่มีคน เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของคนเมือง เห็นความรุ่งเรือง เห็นคนเมืองล้วนมากมาย เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน

พ่อครูว่า... โอ้โห ขนาดโกด้าลงท้ายยาวซะ นี่ก็ของเก่า ปี 2528 2529 จัดจำหน่ายปี 2530 ก็เพลง 2 เพลง เมืองใหญ่เมืองนี้กับดอกไม้พลาสติก ความหมายของมันก็ดูเป็นเมืองใหญ่ เมืองใหญ่คนมากมาย แต่ในเนื้อความเขาก็ว่าไปตามความก็พอเข้าใจ มันไม่ได้ยาก ไม่ได้ลึกอะไรเกินไป แต่มันเริ่มมีอะไรต่ออะไรขึ้นมาในเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ศ.โน้น 28-29 มา แสดงให้เห็นว่าในศิลปะหรือในดนตรีการนี่มีอะไรไขพวกนี้ขึ้นมา ให้เห็นว่าคนเราไปหลงดอกไม้พลาสติก ดอกไม้พลาสติกที่พูดผ่านไปแล้วเมื่อกี้นี้ว่าเป็นต้นไม้พลาสติก ที่ เปรียบเหมือนศาสนาพุทธเป็นแค่ดอกพลาสติก แล้วก็ตามคำตรัสพระพุทธเจ้า ก็หลงแค่ดอกใบผลอะไรงามอยู่ข้างบนต้นยอด แต่หารู้ถึงแก่นถึงเนื้อถึงราก ไม่รู้เรื่อง หารู้เรื่องของสิ่งที่มันควรจะเป็นฐานต้น สิ่งที่จะก่อเกิดเป็นผล แล้วไปเป็นผลปลอมอีกต่างหาก นอกจากจะแค่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน จูฬสาโรปมสูตร มหาสาโรปมสูตร เขามีความยินดี ผู้ที่มีความยินดีมุ่งมั่น ผู้ที่รู้นะ ผู้ที่หลงระเริงก็ว่าไปเถอะ คนมาบวชแล้วมาทำงานศาสนาด้วยก็หมายถึงคนที่มีความยินดีที่จะพยายามมาเอา แก่นเนื้อแก่นแท้ของศาสนา เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมในลาภ แต่เขาไปยินดี ไปเต็มเปี่ยมอยู่ในลาภและความสรรเสริญลาภสักการะ เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่น แน่นอน ได้ลาภได้ยศได้สรรเสริญก็ข่มผู้อื่น เป็นธรรมชาติของเขา ยืนยันเลย อย่างมหาระแบบเป็นเจ้าคุณ สุดท้ายดูเหมือนจะเป็นเจ้าคุณชั้นเทพที่เสียชีวิตน่ะ นี่รบราฆ่าฟันอาตมาอย่างหนักเลย เขาก็บอกว่าเขานี่แหละ โพธิรักษ์มีอะไร เขานี่เป็นเปรียญ 6 นะ เป็นเจ้าคุณนะ อะไรอย่างนี้ โพธิรักษ์มีอะไร ก็พูดอย่างนี้มันก็ข่ม เขาก็ทำจริงๆ หลง ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็จะเห็นคนอื่นต่ำมีศักดาน้อย ภิกษุอื่นมีศักดาน้อย เขาจะมัวเมาถึงความประมาท นี่ก็เขาพูดเต็มๆก็แล้วกันอย่าหาว่าไปพูดว่าเลย มหาระแบบ หรือ เจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ ดูเหมือนจะเสียตอนเป็นชั้นเทพหรือยังไง เจ้าคุณมหาระแบบ พรหมพันธุ์ เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมในลาภและความสรรเสริญ เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่ปรากฏ มีศักดาน้อย. เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้วย่อมอยู่เป็นทุกข์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น. มหาสาโรปมสูตร ล.๑๒ ข.๓๔๗ ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ดอกใบผลเป็นลาภสักการะสรรเสริญ พ่อครูว่า... มาบวช มาต้องการแก่นไม้ ต้องการนิพพาน ต้องการวิมุต ละเลยแก่นกระพี้เปลือก ละเลยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต ไปตัดเอากิ่งใบดอกผล ถือไปสำคัญว่าแก่น อย่างนี้แหละ สิ่งที่เอามายืนยันเหล่านี้ไม่ใช่เอามาซ้ำเติม ไม่ใช่อาตมาจะเอามาพูดเพื่อซ้ำเติม แต่พูดเพื่อให้เห็นความจริง อาตมาก็ทำงานมาจนกระทั่งทุกวันนี้นี่ก็ จะว่าปลงอายุสังขารก็ปลงแล้ว ก็ว่าคงอยู่ไปอีกไม่นานเท่าไหร่ เพราะว่าสังขาร โอ้โห ต่ออายุ อาตมาก็ไม่พูดต่อแล้วมันก็พากเพียรไป มันก็ไม่เท่าไหร่หรอก จำเป็นต้องพูดให้ชัดๆพูดให้ครบๆพูดให้หมดๆ ไม่ได้ต้องการไปอวดตัวอวดตน เบ่งข่มหรือว่าไปทำอะไรต่ออะไรที่เรายิ่งเราใหญ่อะไร..ไม่ใช่ เพื่อเห็นว่าเสียดายผู้ที่จะมาบวชแล้วก็มาทำงานศาสนา จริงๆแล้วที่มาทำงานศาสนา มาบวช แต่จริงๆแล้วไม่เอาจริง นอกจากไม่เอาจริงแล้วเอาล่ะ ไม่มีคนสอนสัมมาทิฏฐิ เพราะในหมู่ใหญ่ไม่สัมมาทิฏฐิ อันนี้ไม่ได้พูดเล่น โพธิรักษ์สัมมาทิฏฐิ หมู่ใหญ่ไม่สัมมาทิฏฐิ หมู่ใหญ่จึงมาย่ำยีโพธิรักษ์ไง อาตมาไม่ได้โกรธนะ ไม่ได้โกรธเคือง แต่เห็นใจสงสาร เหมือนพ่อเห็นลูกมันโกรธ มันเป็นเด็ก ลูกมันมาทุบตีพ่อ อาตมาจะไปโกรธลูกได้อย่างไร เพราะมันไม่เดียงสามันไม่รู้เรื่อง ก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นเถรสมาคม เห็นเจ้าคุณโสภณคณาภรณ์หรือมหาระแบบนี้ก็ตาม _สู่แดนธรรม... ท่านได้ถึงขั้นชั้นพระธรรมครับ พ่อครูว่า... ไม่ถึงขั้นเทพนะเสียที่ชั้นธรรมมหาระแบบ แม้แต่ขออภัยเธอกล่าวพาดพิงไปถึงท่านสำเร็จพุทธโฆษาจารย์หรือท่านมหาประยุทธ์ก็ตาม ก็น่าเห็นใจท่าน อาตมาว่าท่านไม่ได้แกล้งนะท่านรู้เท่าที่ท่านรู้แล้วท่านก็ทำอย่างจริงใจ ท่านรักศาสนานะ ไม่ใช่ท่านไม่รัก แต่ศาสนาของท่านที่ท่านรักมันยังมิจฉาทิฏฐิมันยังไม่สมบูรณ์แบบ จึงมาเข้าใจผู้สัมมาทิฏฐิผิดว่าเป็นผู้ผิด แล้วท่านนึกว่าตัวเองสัมมาทิฏฐิก็มันชัดเจนมันแย้งกัน ป่านนี้ท่านจะได้คิดได้สำนึกได้เข้าใจหรือเปล่าก็ไม่เห็นสัญญาณส่งมา แต่ก็เห็นใจเหมือนกันมันก็คงจะยากมันน่าละอายที่จะมายอมรับซะตรงนี้ ที่จริงการปลงอาบัติด้วยการยอมรับความผิดของตัวเองมันเป็นความเจริญ ถ้าทำเสียได้มันก็เจริญแน่นอน แต่ถ้าปกปิดหมักหมมเน่าในมันจะเสียหาย อันนี้พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้หมด แล้วท่านก็เป็นปราชญ์เอก ไม่ต้องไปสอนจระเข้ว่ายน้ำหรอกนะ ก็พูดสัจจะอาตมาพูดสัจจะไป ก็ขออภัยเถอะขอพูดเถอะ อาตมาอายุ 90 แล้วเนาะ อย่างที่พูดไปแล้วจะบ่นไปอีก พวกคุณก็อาจจะไม่สบายใจว่ามันใกล้จะตายก็ไม่น่าจะพูดอะไรมากหรอก ก็ขอพูดไปด้วยสัจจะความจริง ถ้าอาตมาตายเสียแล้วก็ไม่ได้พูดความจริงอันนี้ ขอย้ำอีกว่าอาตมาพูดจริง ยุคนี้มันเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส พยากรณ์ไว้ว่าเป็นยุคเสื่อม เสื่อมจากโลกุตรธรรม แล้วคำว่า โลกุตรธรรมนั่นแหละธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าโลกีย์ซะ มันก็ไม่ใช่ มันก็มีระดับดีของโลกีย์นะไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ถึงแม้จะเป็นระดับดีของโลกีย์ มันก็ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น มันทวนกระแสโลกีย์ มันทิ้งโลกีย์ด้วยซ้ำ เห็นไหม อันนี้แหละมันยิ่งใหญ่ตรงนี้ ตรงที่ทวนกระแส ที่อาตมาได้เริ่มมาบ้างแล้วที่อธิบายในเรื่อง โลกทั้งโลกตั้งแต่หมอดู จนกระทั่งถึงนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ ทั้งปราชญ์เอกทั้งหลายแหล่ศาสดาก็ตาม ล้วนแต่อยู่ตามกระแสของจักรวาล กระแสของโลกกระแสของมหาเอกภพ เวียนจากซ้ายไปขวา ๆ ทั้งนั้นและทั้งนั้น มีแต่ พระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละเวียนจากขวากลับมาซ้าย จึงมาเจออดีต จึงมาเจอศูนย์ จึงมาเจอวิบาก จึงเจออดีตและจึงรู้อนาคตจึงรู้ปัจจุบัน นี่ก็ค่อยๆอธิบายไปกล่าวถึงพุทธนี้ก่อน วันนี้ก็คงลงลึกยังไม่ได้ขอขยายความอันอื่นไปก่อน เพราะฉะนั้นก็เลยมันไม่เข้าใจจริงๆก็หลงเพลิดไป ก็เลยกลายเป็นศาสนาดอกไม้พลาสติก ทั้งๆที่หลงดอกใบผลนั้นน่ะมันก็ผิดแล้ว แถมเป็นพลาสติกอีกต่างหาก โอ้เมืองใหญ่เมืองนี้ เอาล่ะถึงแม้จะเป็นเมืองไทยเมืองเล็กก็เถอะ โดยโวหารว่ามันเป็นเมืองใหญ่เมืองที่มันเจริญงอกงามนี่ ทำไมผู้คนถึงเป็นอย่างนี้กันไปหมดไม่รู้จักสัจจะ เหมือนคนไม่รู้เรื่องรู้ราว เหมือนคนโง่คนอะไรต่ออะไร สิ่งที่ดีที่งามกลับไม่รู้ ไปหลงสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งความเข้าใจระดับเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ก็เข้าใจของเขา ก็แสดงออกมา สื่อออกมา ซึ่งอาตมาเองสื่อออกไปก็ขอขยายความเพิ่ม คำว่า “เมืองใหญ่”ก็คือคุณธรรมใหญ่ คุณธรรมใหญ่ก็คือโลกุตรธรรม มันเปรียบเหมือนยอดปิรามิด มันมีคนไม่มากหรอก ใหญ่ในเรื่องของสัจธรรม มันไม่ได้ใหญ่ในรูปธรรม มันก็ต้องมีจำนวนน้อยเป็นยอดพีระมิดอยู่แน่นอน อาตมาก็ย้ำยืนยันมานานหลายครั้งหลายคราว ในโลกยุคนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเสื่อม แม้แต่ในแดนพุทธเองเมืองพุทธเอง เมืองไทยโลกยกให้เป็นจุดศูนย์กลางพุทธศาสนาเลยนะเมืองไทย หมู่ใหญ่เขายังเป็นแค่นั้น ขนาดนั้นโลกยังยอมรับเลย แต่จะให้โลกที่เป็นเทวนิยมข้างนอกเขามาเข้าใจโลกุตระนั้นน่ะหรือ เมินเสียเถิดอย่าคิดถึง เพลงเขาไม่ได้ว่าเมินเสียเถิดหรอก เขาว่าลืมเสียเถิดอย่าคิดถึง เพราะคนไทยที่โดยเฉพาะที่เป็นชาวพุทธ เป็นกระแสหลักสิ จะต้องยอมรับ จะเป็นผู้รับก่อน คนก็ต้องเอามวลปริมาณ เพราะชาวพุทธเองยังไม่ยอมรับโลกุตระ แต่ก็อย่างว่าน่าเห็นใจเพราะเขาไม่รู้ พูดแล้วมันซับซ้อนหลายชั้น เขาไม่เจตนาเลวร้ายหรอก เจตนาดีด้วย แล้วเขานึกว่าอาตมาจะมาทำลายศาสนา นึกว่าเป็นกบฏ นึกว่าเป็นผู้ทำลาย นี่อาตมาพูดได้เพราะทำงานมา 53 ปีแล้ว ดี โชคดีที่ยังมีพระไตรปิฎกเล่มนี้ แม้แต่คำเดียวกันอธิบายภาษาเดียวกัน คำเดียวกันกับของพระพุทธเจ้าอธิบายกันคนละนัยยะแตกต่างแล้วใครล่ะนัยยะไหนที่มันถูกต้อง เช่น อธิบายคำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่าสมาธิ คำว่าฌานอะไรพวกนี้เป็นต้น คำว่านิโรธหรือคำว่าปฏิบัติ อย่าไปหลับตา หลับตานั้นมันไม่มีเข้าๆออกๆฌาน ของศาสนาพุทธนั้นมันไม่ต้องเข้าต้องออกหรอกทำฌาน ซึ่งมันลึกซึ้งมันไม่ใช่เรื่องตื้นๆสามัญ มันเสื่อมไปเป็นเดียรถีย์ไม่ว่าจะเป็นฌานก็เป็นเดียรถีย์ วิมุตก็เป็นเดียรถีย์ เรื่องบุญเรื่องทานก็กลายเป็นโลกียะ เรื่องปัญญายิ่งไปกันใหญ่เลย อาตมาก็ยืนยัน ปัญญาว่าอาตมาเป็นผู้ สยังอภิญญา มีปัญญามีความรู้มาก่อน ที่พูดอย่างนี้อาตมาทำงานมา 50 กว่าปี อายุก็ 90 จวนตายแล้วพูดให้มันครบๆก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดเพื่อย้ำยืนยัน ๆ แล้วคาแรคเตอร์ของอาตมามันก็เน้นก็หนักก็เหมือนไปตีหัวเขาก็ขออภัย ไม่ได้แกล้งหรอก มันเป็นตัวเอง คาแรคเตอร์ของตัวเองมันเป็นอย่างนี้ อาตมาไม่ชอบเหยาะแหยะ ถ้าอยู่ธรรมดาก็สนุกสนานเบาๆ แต่ถ้าเขาหาธรรมะแล้ว เราก็ไม่เหยาะแหยะหรอก ไม่เหยาะแหยะ เพราะฉะนั้นเรื่องของความลึกซึ้งสุดยอดของธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ถ้าสายหลัก กระแสหลักไม่ว่าจะหลับตา สายหลับตา อาตมาก็ตำหนิว่ามันโมฆะเลยหลับตาไม่ได้ แล้วเขาก็นับถือกันว่าเป็นพระปฏิบัตินะ แม้แต่พระที่ศึกษาปริยัติเสียส่วนใหญ่ จบด็อกเตอร์มาจากมหาวิทยาลัยเทวนิยมทั้งหลาย ทางพุทธศาสนานะ ทั้งๆที่เราควรจะเป็นเจ้าของอะไรอย่างนี้คือความไม่รู้ มันก็เป็นเชิงอย่างนั้น ทั้งนั้น เปรียญ 9 ก็ดี ดร.ก็ดี ขออภัยพูดแล้วมันก็ขอคารวะจริงๆเลย อย่าหาว่าอาตมาไปดูถูกดูแคลนหรือว่าไปข่มเบ่งอะไรเลย ก็ต้องขออภัยจริงๆ มันพูดสัจจะ มันต้องพูดไม่รู้จะทำยังไง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่มาฟังทำสัจธรรม ที่อาตมาขอยืนยันว่าไม่ได้มาหลอกมาล่อ ไม่ได้มาปลอมมาแปลง ขอยืนยันว่ามันเป็นของแท้ของจริง เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรม อาตมาเป็นตัวจริงของ สยังอภิญญา ของผู้ที่มีมาเองไม่มีอาจารย์ไม่มีครูบาอาจารย์ในชาตินี้ก็พูดไปหมดแล้ว ไม่ใช่หยิ่งผยอง ไม่ใช่เบ่งข่มอะไร ไม่ใช่ ไม่ได้อยากพูดเลย แต่จำนนจำเป็นจำใจ อาตมาก็พูดไปแล้วก็ค่อยอ่านในหนังสือเกิดมาชาตินี้ สารภาพพูดไปมันจำเป็น จำนน จำยอม จำใจ จำต้อง ต้องพูดอย่างนี้ออกมา มันเป็นสิ่งที่สุดท้ายที่จะต้องไม่มีอะไรจะต้องพูดได้มากกว่านี้อีกแล้ว มันเป็นวิสัยสุดวิสัยเลย เพราะฉะนั้นใน ความเจริญกับความเสื่อม เราเป็นพวกอโศกนี่เป็นพวกที่กำลังพยายามพากเพียรให้เจริญ แต่ทางท่านทั้งหลายแหล่ทางกระแสหลัก หมู่ใหญ่ท่านเสื่อม ความเจริญความเสื่อม ก็ขออย่าให้ความเสื่อมมันเที่ยงแท้ถาวรเลย เลิกเสื่อมบ้าง เลิกเสื่อมเถอะ ตั้งจิตใหม่มี ปรโตโฆษะ ตามศึกษาดีๆฟังอาตมาบ้าง เปิดเสียงปรโต เปิดฟังเสียงอื่นเสียบ้าง จะได้สัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิคู่แรกเลยนะ ปรโตโฆษะ แล้วจะได้โยนิโสมนสิการ จะได้ทำใจในใจถูกฐาน ถูกต้อง นี่ไปทำใจในใจผิดทาง มนสิการผิดทาง เป็น อโยนิโสมนสิการ อย่างนี้เป็นต้น มันก็จะทำยังไง ปฏิบัติอย่างนั้นมันก็ผิด เพราะฉะนั้น ความเจริญงอกงามชาวอโศกก็ค่อยๆงาม แหม แต่ยากจังเลย โตช้าโตยาก มันแหม ไม่รู้จะขยายความอย่างไร อาตมาก็ไม่มีปัญญาจะขยายความต่อ มันถึงเจริญงอกงามไม่ได้ ขยายความต่อไม่ได้แล้ว แต่ท่านนั้นยังทนเสื่อมอยู่ ทำไมต้องรักษาความเสื่อมนั้นไว้ ไม่เข้าใจเลย จะว่าเห็นใจก็เห็นใจอยู่บ้าง เขาไม่รู้เขาก็ไม่ได้แกล้ง ก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อ นอกจากพูดว่าสุดสงสาร _สู่แดนธรรม... ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่มไม้ที่พ่อท่านสร้างยังไม่แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตไปครับ พ่อครูว่า... สู่แดนธรรม พยายามช่วยอาตมาว่า ที่ อาตมากำลังสร้างอยู่นี้ ต้นไม้ไม่ใช่ต้นพลาสติก แต่เป็นต้นไม้แท้ที่รากงาม รากงาม มีรากทั้ง 10 รากของพุทธเจ้าเรียกว่ามูลกา 10 ตั้งแต่ยินดี ฉันทะ เป็นมูลกา มีความยินดี เพราะฉะนั้นถ้าทางด้านเถรสมาคมมีจิตมายินดีในทางเราทางโพธิรักษ์ ทางอโศก เริ่มต้นรากข้อที่ 1 ในมูลสูตร 10 เล่ม 24 ข้อ 58 ข้อที่ 2 มีมนสิการเป็นแดนเกิด คือมาทำใจในใจ คือนั่งหลับตาปฏิบัติ เขาก็ทำใจในใจ แต่ทำผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็น อโยนิโสมนสิการ เขาก็มีแดนเกิด แต่เป็นแดนเกิดไปในทางนรก ในทางเสื่อม อีก 19 นาทีต้องเร็วหน่อย มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด นี่แหละตัวนี้ก็ยาก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ทำไมไม่เข้าใจ มันยากยังไง ยากที่อาตมาเข็นไม่ขึ้น แต่มันน่าจะง่ายที่เขาน่าจะเข้าใจ ไม่มีผัสสะมันไม่มีเวทนา ผัสสะเป็นเหตุเกิด อาตมาก็อธิบายมาแล้ว เวทนาเป็นที่ประชุมลง เวทนานี่แหละ เป็นที่ที่จะทำงานปฏิบัติเป็นกรรมฐาน เวทนาเป็นกรรมฐานหนึ่งเดียวของศาสนาพุทธ ไม่ใช่กสิณ 40 เป็นกรรมฐาน ไม่ใช่ ไม่ใช่ ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติคือเวทนา แล้วก็ศึกษาเวทนานอกเวทนาใน เดี๋ยวค่อยขยายกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีผัสสะ โมฆะเลย โดยเฉพาะผัสสะภายนอก ที่มี 5 ทวารกับใจ เพราะฉะนั้นนั่งหลับตานี่ปิดประตูเลย โมฆบุรุษเด็ดขาด สูญเปล่า _สู่แดนธรรม... เพราะท่านทั้งหลายเห็นตรงกันข้ามกับพ่อท่านใช่ไหมครับ ว่าการมีผัสสะทำให้จิตฟุ้งซ่านไม่สงบสักที พ่อครูว่า... ไม่เป็นลำดับ ไม่ปฏิบัติเป็นลำดับ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 แล้วก็มีผัสสะเป็นปัจจัย มีตื่นรู้แล้วก็กำหนดรู้มันถึงจะสร้างฐานของสติและปัญญาเป็นอธิปไตย เป็นอุตระอยู่เหนือมันได้ แล้วมีพลังอธิปไตยแข็งแรง ไม่เริ่มต้นมาตั้งแต่ต้น ไปนั่งกดข่ม ไปนั่งทำอะไรนั่นมันออกนอกทางหมดเลย มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ตรงคำสอนพระพุทธเจ้าเลย แล้วมันก็ไม่ได้มรรคผลของพระพุทธเจ้า ไปได้มรรคผลของเดียรถีย์ แล้วก็เอาอันโน้นมาแย้งอาตมา เพราะฉะนั้นมันไม่มีรากอย่างที่อธิบายหลัดมาถึงสติปัญญา เมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา เมื่อไม่มีเวทนาก็ไม่มีการปฏิบัติ ปฏิบัติเวทนา 108 อันนี้แหละเป็นกรรมฐานเป็นจุดกลางจุดสำคัญ ขอสรุปลงท้ายไว้ให้ฟังก่อนแล้วค่อยมาขยายความ ถ้าคุณไม่เรียนรู้ที่เวทนา ศาสนาพุทธทั้งหมด สโมสรณา รวมลงที่เวทนา เพราะเวทนาเป็นตัวธาตุ ธาตุความรู้สึกทุกข์สุข เป็นธาตุเวทนาความรู้สึกอารมณ์แห่งความรู้สึกสุขทุกข์ จะต้องรู้ความจริงว่าอาการและอารมณ์ที่มันเกิดทุกข์เกิดสุขของจริงตรงนี้ ต้องเข้าใจสภาวะธรรม ไม่ใช่มีแต่พยัญชนะว่าเวทนาคืออะไร ความรู้สึกหรืออารมณ์คืออะไร คุณต้องอ่านอาการเมื่อกระทบสัมผัสแล้วเกิดเวทนา เกิดความรู้สึก ความรู้สึกแล้วเป็นสังขารตรงมา คุณก็ต้องแยกให้ออกว่ามันมีกิเลสกับตัวความรู้สึกจริง เวทนาแท้กับเวทนาเก๊อธิบายมาหมดแล้ว ถ้าแยกอันนี้ไม่ออก ไม่มีทางปฏิบัติธรรมบรรลุธรรม ไม่มีทางบรรลุธรรม ปฏิบัติให้ตายก็ไม่มีบรรลุธรรม ถ้าไม่มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์แยกเวทนาในเวทนา เวทนาแท้กับเวทนาเทียม ถ้าแยกไม่ออกปฏิบัติให้ตายยังไงกี่ชาติกี่ชาติก็ไม่มีทางบรรลุ นี่ชี้จุดสำคัญให้ฟังแล้วนะ ภาษาก็ใช้ภาษาได้แค่นี้ แต่สภาวะคุณต้องมีทักษะจริง แค่ลืมตาปฏิบัติมีผัสสะจริงกิเลสเกิดจริงขึ้น จึงจะได้รู้จักกิเลสจริงๆเวทนามันมีนะมีกิเลสในเวทนา เวทนาในเวทนา เวทนาแท้อันหนึ่ง เวทนาเก๊เพราะกิเลสมันปรุงแต่ง แล้วคุณไปหลงกิเลสมันปรุงแต่ง ไปหลงเวทนาที่มันปรุงแต่งด้วยกิเลส ได้ลาภก็ปรุงแต่งติดมันได้ยศก็ปรุงแต่งติดมัน ได้สรรเสริญก็ปรุงแต่งติดมัน มันยิ่งละเอียดไปนะในลาภยศสรรเสริญ ได้เสพสุขก็หลงติด คุณก็เฉยเมยเลย ก็มันไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์ด้วยวิธีเดียรถีย์หลอกให้ไปกดข่มจิต เป็นวิธีทำจิตไม่ให้ทุกข์ด้วย เขาก็เลยหลงเชื่อว่านั่นแหละถูก ไอ้ที่อาตมาอธิบายไปนี้เขาบอกยาก อย่างที่ สู่แดนธรรมว่า ฟุ้งซ่านเห็นไหมมันสิริมหามายาอธิบายมามันซับซ้อนในนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ปฏิบัติถูกคำสอนตามพระอนุสาสนีจริงแท้สมบูรณ์แบบ ผัสสะไม่มีเป็นต้น เวทนาไม่เกิด เพราะฉะนั้นเขาทำให้เวทนารวมลงเป็นหนึ่ง แล้วก็จับทีละคู่ ๆโดยเฉพาะจับที่เวทนาในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )ล.10 ข.60 เพราะมันเป็นตัวสำคัญ สภาวะจุดหัวใจศาสนาเลยตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ 2 ทฺวเยน ในนอกหรือว่าเก๊กับแท้ แท้คืออย่างไรเก๊คืออย่างไร รู้เหตุจับแยกกิเลสได้ กิเลสมันเป็นมารเป็นมายา เป็นเรื่องเก๊ เห็นความจริงคือปัญญา ความรู้จริง ปัญญาคือความรู้จริงความจริง ไอ้ของเก๊เจอของจริง ของเก๊วิ่งหนีตูดแป้นเลย ไม่รอหน้าได้เลยนี่ก็พูดอธิบายมา อธิบายด้วยภาษาอันนี้ แต่คุณปฏิบัติจริงคุณเข้าใจสภาวะตรงกับภาษาที่อาตมาพูด คุณจะรู้ของจริงด้วยตนเองเป็นปัจจัตตังเลย ปัญญาเจอกับไอ้ผีมาร กิเลสนี่มันไม่รอหน้าอยู่หรอก กิเลสหรือมารมันเจอหน้าปัญญาเข้าแล้ว มันวิ่งหูตูบ หนียังไม่คิดชีวิตเลย นี่สัจจะมันเป็นเช่นนั้น ถ้ามันไม่จริงมันก็ไม่เกิดอย่างที่อาตมาว่า ถ้ามันจริงมันจะเกิดอย่างที่อาตมาว่า เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้สัจจะจริง กระทำเวทนาได้ชัด มันจึงเป็นจิตสะอาด เวทนาแท้เป็นจิตสะอาดตกผลึกลง เป็นจิตสะอาดจิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน