ครบรอบ 53 ปี โพธิกิจ งานมหาปวารณาครั้งที่ 41.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข5 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ครบรอบ 53 ปี โพธิกิจ งานมหาปวารณาครั้งที่ 41 นี่ก็กวี ครบรอบ 53 ปีโพธิกิจ ของอโศก สัมปวังโก ในยุคกึ่ง พุทธกัป อัปมรรคผล พุทธชน ช่างออก นอกวิถี หมู่มิจฉา อาสัตย์ อลัชชี เดียรถีย์ อาธรรม นำสังคม (พ่อครูว่า..แม้แต่ผู้มีหน้าที่ดูแลสั่งสอนก็ตาม ก็ออกนอกวิถี ผิดพลาดมิจฉาทิฏฐิไปจากธรรมะของพระพุทธเจ้า) _สิ้นสามัญ- ญผล ทางพ้นทุกข์ ซ้ำหลงสุข ลวงไซร้ ใฝ่เสพสม ฌานโลกีย์ ลวงจิต ให้ติดจม ทุนนิยม ครอบงำ สัมปทาน พ่อครูว่า... อันนี้ก็น่าเห็นใจเพราะฌานโลกุตระ ฌานวิสัยของศาสนาพุทธนั้นเป็นอจินไตย เป็นเรื่องไม่ใช่ง่ายๆ อาตมาก็พยายามจะอธิบายให้เข้าใจ อาตมาก็ไม่เก่งกว่านี้ ก็พยายามอยู่ที่จะให้เข้าใจ แต่ก็ฟื้นได้ อาตมากล้าพูดแม้ชาวอโศกเราจะเข้าใจฌานของพระพุทธเจ้าอาตมาก็กล้าพูดได้ว่า ยังไม่ดีพอหรอก ยังรู้จักฌานของพระพุทธเจ้า ฌานวิสัย เป็นลักษณะของฌานพระพุทธเจ้าบริบูรณ์เต็มๆ ถูกต้อง เช่น ไม่ได้จากการหลับตา หลับตาไม่เป็นฌาน ไม่ได้สร้างฌานให้ศาสนาพุทธเลย หลับตาเป็นฌานของเดียรถีย์ทุกอัน ไม่ว่าคุณจะไปตีขลุมเอาว่า คุณหลับตาทำฌานเสร็จแล้วคุณก็พิจารณาธรรมะหรือคุณเตวิชโชได้ ในขณะคุณนั่งหลับตาทำเตวิชโชพิจารณาธรรมะได้ แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดฌานที่เป็นเหตุ มันไม่ใช่ เพราะการจะให้เกิดฌานของพุทธนั้น ต้องลืมตาต้องมีศีล มี อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 และเป็นฌาน 1 2 3 4 เจริญไปได้ตามลำดับ ฌาน 1 ก็เริ่มได้ ฌานที่ 2 ก็เจริญยิ่งขึ้น ฌาน 3 เจริญยิ่งขึ้นฌานที่ 4 เจริญยิ่งขึ้น และก็มีความรู้มีวิชชา 8 มีวิปัสสนาญาณ 8 ที่เป็นตัวสร้างความรู้ให้แก่ผู้ปฏิบัติ เอาไว้ค่อยๆอธิบายเรื่องนี้อีกเพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ตั้งแต่เรื่องที่อาตมาหยิบมาอธิบายในศาสนาพุทธที่มันเสื่อมแล้วมันผิด เพราะผิดแล้

อ่านต่อ

วมันไม่ได้อะไร ตั้งแต่เรื่องคำว่ากาย คำต้นเลยกายมิจฉาทิฏฐิคำแรก หมด เริ่มต้นเดินทางผิดเลย จะปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ไม่มีวันบรรลุธรรมพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น กาย คำแรกจึงเป็นคำต้น ที่ต้องสัมมาทิฏฐิให้ได้ ว่าในสังโยชน์ข้อที่ 1 เลย เสร็จแล้วก็ไปพิจารณาปฏิบัติในสติปัฏฐาน 4 กายในกาย ปฏิบัติไปนั่นแหละ แล้วก็ปฏิบัติ เป็นต้นทางแห่งการปฏิบัติ คือต้องเรียนรู้ปฏิบัติทุกกาย ที่คุณมีกายปฏิบัติกาย มีกายนอก-กายใน กายต้องมีนอกใน ข้างนอกอย่างเดียวไม่มีใจร่วมด้วย ผิด มิจฉาทิฏฐิ ใจอย่างเดียวไม่มีข้างนอก มิจฉาทิฏฐิ ก็พูดไม่รู้กี่ที่แล้วไม่ง่ายนะแค่นี้ กายต้องมี 2 เสมอ นอกใน ขาดไม่ได้ ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ คำว่ากาย นี่คือสัมมาทิฏฐิที่สำคัญ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาไม่มีกายข้างนอก ก็เข้าป่าไปแล้ว เลอะเทอะไปเลย ออกนอกรีตนอกทางเดียรถีย์ไปหมด พูดขนาดนี้แล้วยังเต็มอยู่เลยในวงการศาสนาพุทธ ท่านจะฟังอาตมาบ้างไหม แล้วเอาไปพิจารณาไตร่ตรอง อาตมาไม่ได้ลงโทษไม่ได้ด่าไม่ได้ว่าหรือจะบอกว่าไม่ได้ตำหนิก็ไม่ได้ตำหนินะ แต่บอกสิ่งผิดให้รู้ตัว ท่านเป็นเช่นนี้ไหม ถ้าท่านไม่ได้เป็นอย่างที่อาตมาว่า ท่านไม่ได้ไปยึดอย่างที่ว่าเอาการหลับตาเป็นการปฏิบัติ ท่านเข้าใจปฏิบัติฌานของศาสนาพุทธต้องมีศีล อปัณณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 และสัทธรรม 7 ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าไม่เกิดตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ตาม พระอนุสาสนี แล้วมันจะไปถูกยังไง เอาสิก็ดันทุรังไป ไม่ถูกก็ไม่ฟังล่ะ โพธิรักษ์เป็นใคร อะไรจะเอาอะไรมา ทำให้เชื่อถือก็ช่วยไม่ได้นะ เขาไม่เชื่อ เขาไม่ได้ยอมรับอะไรเลย ไม่มีปรโตโฆษะเลย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่สงสารกันเท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่ได้สมน้ำหน้าหรอก อาตมาสงสาร ไม่มีนะจิตที่จะไปสมน้ำหน้าอะไรอย่างนี้ ไม่ ขออภัยเถอะ อาตมาเคยพูดคำว่าสมน้ำหน้าอยู่บ้าง แต่พูดว่าใครหนอ จำไม่ได้ เคยพูดกับพวกเราแต่ไม่ได้พูดกับคนข้างนอก _สู่แดนธรรม... ถ้าพวกเรานี้ไม่แปลกครับ หลายคนที่ผมเคยได้ยิน พ่อครูว่า... ใช่ ไม่แปลกในพวกเรา เป็นคำกระแทกให้กระเทือนให้เข้าใจ แต่ข้างนอกนี่ดูเหมือนไม่ได้ว่าใคร อ้าวต่อ เดี๋ยวจะไม่จบ ทุนนิยมเป็นภาษาใหญ่อาตมาก็ใช้เป็นคำคู่กับบุญนิยม ทุนนิยมไม่รู้ใครเป็นคนตั้ง แล้วเขาก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไรทุนนิยมก็เป็นภาษาองค์รวมมีความหมายถึง สภาพไหน อะไรอย่างไร เขาก็รู้กันหมด เป็นคำนิยามของทุนนิยม นิยามลักษณะนั้น ยึดกันเลยครอบงำกันไป ยึดเป็นสัมปทานไปเลย _จึงนั่งคู้- บัลลังก์ คลั่งดับจิต จึงเสพติด ภวังค์ ช่างวิตถาร จึงคลั่งบ้า อาถรรพ์ อันธการ จนเป็นมาร ศาสนา ค้าเครื่องราง พ่อครูว่า...ใช้คำว่าคลั่งใส่เข้าไปเลย ให้รู้ถึงความแรง คลั่งอะไร คลั่งดับจิต เข้าใจคำว่าดับจิต ดับจิตคือดับจิตไม่ให้รับรู้แต่ไม่ได้ดับกิเลสให้จิตหมดหน้าที่ ให้จิตไม่ทำงาน จิตมันก็หยุด ก็ดับจิตดับสัญญา ดับเวทนา ดับเจตสิกของมันต่างๆ ให้ไม่คิดไม่นึกไม่ทำอะไร บื้อ นี่แหละมันไร้สาระ ไร้ประโยชน์จริงๆ ออกนอกศาสนาพุทธ แล้วก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนกันนะ ทำให้มันดับได้นานๆ โอ้โห มีสำนักที่ร่ำรวยเพราะสอนสมาธิสมถะ สมาธิแบบสำนัก มีเยอะเลย คนตะวันตกคนทางที่ยังไม่เข้าใจศาสนาดีนัก มันวุ่นวายฟุ้งซ่านแบบโลกีย์ แบบทุนนิยม พอมาให้พักดับจิตนี่ โอ้โห..สบาย ติดใจชอบใจ โอ้โห ร่ำรวยกันใหญ่ มีเท่าไหร่ทำทานบริจาคช่วย อู้ฟู่ๆๆ เลย สำนักแต่ละสำนัก ได้รับทั้งชื่อเสียง ได้รับทั้งเงินทอง ได้รับทั้งบริวารเยอะ มีมากมายสำนัก เดี๋ยวนี้ก็ยังเยอะอยู่ นี่เราไม่ได้มีเลย ชาวอโศกเราไม่ได้ทำสำนักแบบนี้เลย เอาภาษาแต่ละคำมาต่อได้เนื้อความ เสพติดภวังค์ก็คืออยู่ในภพภวังค์ของจิตไม่ได้ออกมาข้างนอกไม่มีกาย ก็ไปเสพไปติดฌานหลับตาฌานในภวังค์ เป็นเรื่องวิตถาร คำว่า “ช่าง”คำนี้หมายความว่า คุณมากมายเป็นในเรื่องนั้น ช่างเป็นอย่างนี้ประจำเลย ทำไมช่างทำอย่างนี้จังเลย หมายความว่าสิ่งนั้นมากมายอะไรมากมาย วิตถาร ช่างวิตถาร ก็เลยกลายเป็นวิตถารหนักหนาสาหัสไปเรื่อยๆ คลั่งคือมันไม่ดี มันปั่นป่วน มันเป็นอาถรรพ์ มันไม่ใช่เรื่องเจริญ ไม่เข้าท่า มากมายในความมืดมน จนเป็นมารศาสนาค้าเครื่องราง อาตมาก็คิดตอนนี้มีในสังคม คุณเปลว สีเงิน กำลังโปรโมทเรื่องสร้างหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ อาตมาก็นึกไม่ออกว่าจะมีคนสร้างหลวงพ่อทวดองค์เล็กไหม ไม่ได้ดู อาตมาไม่รู้ นึกไม่ออกว่าเขาจะมีสร้างองค์เล็กไหม ถ้าพวกที่มีไหวพริบในการจะแสวงประโยชน์คงมี คงแอบสร้าง แล้วก็เอามาจำหน่ายกันในงานนี้ รวยเละเลย ขออภัยเถอะขอพูดอย่างตรงๆ เลย พระเครื่องนี่คืออุปาทานธรรมด๊าธรรมดา อุปาทานมีผลไหม มี เช่น คุณเล่นไสยศาสตร์ มีอุปาทาน หนังเหนียว คุณเหนียวจริงๆ ลุยไฟได้ไม่ร้อน คุณลุยไฟได้ไม่ร้อนจริงๆ อย่างนี้ เป็นต้น แล้วมีอีกมากกว่านี้ อุปาทานนี้ ทำให้เกิดเหมือนอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชอะไร ไม่ใช่เหมือนหรอก เขาเรียกว่าเป็นอิทธิฤทธิ์และเป็นจริงด้วยนะ ซึ่งมันเป็นเดรัจฉานวิชา เป็นวิชาที่ขวางทางนิพพาน พระพุทธเจ้าไม่เอา ก็ไม่ได้ไปว่าของเขาไม่จริง ไม่เกิดผลแต่ก็เกิดผล อาตมาก็เคยเล่นมาทั้งนั้น ไสยศาสตร์พวกนี้ในชาตินี้ ปางนี้ เป็นโพธิรักษ์นี่แหละ ตั้งแต่เป็นรัก รักพงษ์โน่น เล่นมาปฏิบัติ เล่นไสยศาสตร์มาก่อนมาบวชตั้ง 8 ปี ก็ทำ ไสยศาสตร์ก็เป็นวิชาการเดรัจฉานวิชาพวกนี้ เพราะฉะนั้น ใครไปติดใจไปจมอยู่ก็อยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องที่จะเป็นอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ถ้าไม่ใช่ไปแฝงเรื่องอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชก็แล้วไป ควรจะนึกถึงหลวงพ่อทวด ก็นึกถึงว่า คำสอนอะไร ของท่าน ที่ตรงสอดคล้องเป็นไปเพื่อนิพพาน ตามพระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่เพื่อโลกีย์ง่ายๆ เช่น ร่ำรวย หรูหรา เจริญทางลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข อยู่แค่นั้น แล้วก็มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชว่า ขลัง หลวงพ่อทวดขลัง ระวังแฝง หลวงพ่อไหนก็ตาม แม้แต่ไปหลงพระพุทธรูป พระพุทธรูปคือ ตัวแทนพระพุทธเจ้า แล้วหลงว่าพระพุทธเจ้าจะช่วยแบบนั้น จะช่วยให้ขลัง ให้ร่ำให้รวย ให้เจริญด้วยโลกียะอะไรต่ออะไรพวกนี้ ไม่มี แม้คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วนี่ คุณไม่ทำความเข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติ ให้ตรงตามคำสอน แล้วมรรคผลถึงจะเกิด คุณก็ผิดแล้ว คำสอนพระพุทธเจ้านี่แหละ เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาให้ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติให้ตรง ทำความเข้าใจให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติให้เป็นสัมมาปฏิบัติ จึงจะเกิดสัมมาปฏิเวธ จึงจะเกิดมรรคผลที่ถูกต้องแทงทะลุเลย บรรลุรู้สุดยอดจบได้ ไม่ใช่ความขลังของพระพุทธเจ้า ที่มาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าแล้วศรัทธาเต็มที่เข้าใจปฏิบัติแต่ผิด ผิดอย่างไรก็ไม่บรรลุ ก็ได้ผลไปออกนอกรีตนอกทาง ไม่ใช่ทางบรรลุนิพพาน นี่คือนัยที่ลึกซึ้ง ไม่ง่าย ฉะนั้นจะเป็นฌาน นิยามตัวหนึ่งของฌานคือพลังงานจิต ที่กำจัดกิเลส พลังงานจิตคุณต้องทำพลังงานจิต พลังงานจิตตัวนี้ประกอบไปด้วยปัญญาเป็นหลัก ฌานคือปัญญา ปัญญานี่แหละคือธรรมฤทธิ์ ที่อาตมาพูดย้ำอธิบาย กิเลสเจอหน้าปัญญา มันวิ่งหนีหูตูบ นี่ก็พูดมาใช้สำนวนเก่า พูดซ้ำพูดซากหลายที มันมีฤทธิ์เป็นเช่นนั้นจริง ขอให้มันเกิดธาตุปัญญาที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ที่อาตมา ขออภัยอันนี้เป็นหนังสือคนจนที่มีแบบเล่ม 2 นึกว่าหนังสือปัญญา 8 ถือโอกาสโฆษณาตรงนี้เลย หนังสือคนจนที่มีแบบเล่มใหม่ออกวางตลาด อาตมาเพิ่งได้รับ ยังไม่ว่างพอจะอ่านทวน ใครต้องการหนังสือคนจนที่มีแบบก็ติดต่อหาเอาไปอ่านได้ ถ้าคิดว่ามันเป็นหนังสือที่ควรอ่านก็เชิญ ถ้าใครไม่สนใจก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่สนใจก็ไม่ขวนขวายหาหรอก ยังไม่มีมาก _สู่แดนธรรม... หนังสือคนจนที่มีแบบที่พ่อท่านเขียน ก็เป็นผลของปัญญา พ่อท่านกำลังอธิบายเรื่องปัญญาที่ชำระกิเลสได้ต้องมีคุณภาพขนาดไหน พ่อครูว่า... ก็ถูกต้องออกจากปัญญา ถ้ายังไม่อธิบายตอนนี้ ปัญญาทำให้เกิดคนจน ปัญญาของพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดความจนทำให้เป็นคนจน ไม่ใช่ให้ไปเกิดเป็นคนรวย ปัญญาของพระพุทธเจ้านี่เป็นความรู้ที่ทำให้คนมาจน คนมาจนเป็นคนประเสริฐ คนไปรวยนี่คือคนซวย คนมาจนคือคนประเสริฐ อันนี้เป็นสัจจะที่ยากจะเข้าใจเป็นอจินไตย ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าเขาฟังแล้วไม่เข้าใจหรือไม่ เอ็งอย่ามาหลอกให้ยากเลย ข้าก็จะรวยของข้า ข้าไม่เชื่อเอ็งหรอก เขาจะไม่เชื่อเราเลยเขาจะไม่เห็นคุณค่า ของการมาจนเลย เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ที่สอนอย่างนี้มีนักเศรษฐศาสตร์ที่สอนอย่างนี้ในโลก ดูเหมือนจะมี ถ้าไม่ใช่อาตมาก็มีในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สอนให้มาจน ซึ่งคำนี้ออกมาก็ทวนอีกทีพูดหลายทีแล้วและมีหลักฐานยืนยันด้วย มีรัฐมนตรีของประเทศเกาหลี เขาเป็นเพื่อนกับนายกรัฐมนตรีฝากมาถาม ว่าจะบริหารประเทศบริหารมนุษย์ บริหารแบบไหนดี ท่านก็ไม่อยากจะตอบ เขาก็ถามหลายที ท่านก็บอกว่าให้ตอบก็ตอบได้ บริหารแบบคนจน ไอ้คำว่าคนจนเขาก็ต้องรู้แล้วความหมายตามภาษาที่เป็นอังกฤษ แบบคนจน เขาก็เข้าใจกันแหละ เขาก็งง ต้องการทราบอีก ท่านก็อธิบายให้ทราบอีก แต่ว่าผู้รับคงไม่ง่ายที่จะรับความรู้รายละเอียดอันนี้ แม้ในหลวงท่านก็เป็นสายเจโต ถ้าเป็นโพธิรักษ์ก็คงจะใส่ให้นิ่งอยู่ตรงนั้น นั่งไม่มืดก็สว่างอยู่ตรงนั้น ก็คงจะอธิบาย เพราะคนอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ควรอธิบายให้รัฐมนตรี เขาก็จะไปอธิบายสู่เพื่อนที่เป็นนายกรัฐมนตรีฟังอีกที มันก็จะได้ประโยชน์ในการให้มนุษยชาติได้รับความรู้ที่น่ารับไปอันนี้ เรื่องนี้จะต้องพิสูจน์กันต่อไป วรรคไว้ก่อนเรื่องความจน

พ่อครูว่า... พูดถึงพระเครื่องราง ขออภัยขออาตมาพูดนิดหนึ่ง อาตมามีพระที่เขาไปหล่อเป็นเหรียญ เหรียญโพธิรักษ์มีนะ หล่อโลหะมา กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เขาเป็นเจ้ามือ หล่อขึ้นมาในตอนนั้น ฉลองตอนกี่ปีไม่รู้ เขาก็เลยหล่อออกมา กี่ร้อยกี่พันเหรียญไม่รู้ เขาก็ให้อาตมามาอยู่ อาตมาก็ไม่อยากแจก เขาสร้างมาเลย 10 กว่าปีมาแล้วจะถึง 20 ปีแล้วมั้ง เขาสร้าง สร้างมาอย่างเก่งก็พันเหรียญคงไม่ใช่หมื่นเหรียญ คงเป็นขั้นต่ำของโรงงานเขา เป็นเหรียญโลหะ ยังอยู่ที่อาตมายังเหลืออยู่เลย ไม่ค่อยอยากแจก แล้วก็มีคนอยากได้แม้แต่พวกเราก็หลงความขลัง แต่พวกที่เข้าใจไม่หลง ในภาพที่ insert มาเป็นที่ล็อกเก็ต เป็นภาพถ่ายแล้วพิมพ์ลงไปใน วัสดุ พ.ศ 2554 มีบางอันชุบทองคำด้วย ไม่ใช่ทองคำแท้ แต่เป็นทองคำแท้ก็มี แต่ที่พูดถึงนี้มันเป็นเหรียญเป็นโลหะหล่อ พิมพ์ออกมาเป็นแบบ เป็นเหรียญกลมๆ เป็น Bas-Relief เป็นนูนๆ ไม่เต็มรูปไม่เป็น Round Relief ปั้นขึ้นมาแบบแบนๆ _สู่แดนธรรม... เดี๋ยวคนไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อท่านให้ทำเหรียญ พ่อครูว่า... อาตมาไม่ได้เป็นคนให้ทำเหรียญ ดีแล้วทักมา อาตมาไม่ได้เป็นคนคิดอ่านอยากจะให้เป็นอยากจะให้เกิด อาตมากลัวมันจะกลายเป็นของขลังด้วยซ้ำ เสร็จแล้วไปค้าขายไปตีราคากันอีก อาตมาเสียหายหมดเลย ไม่อยากให้ทำ ให้มาขลังให้มานับถือแล้วค้าขายกัน โอ้โห หลงนิยมกันไป มันก็งมงายกลายเป็นเทวนิยมกลายเป็นเรื่องไสยศาสตร์กลายเป็นเรื่อง มันง่ายนะที่จะเป็นไสยศาสตร์ จะให้มาเป็นพระเครื่องที่อย่างเคารพบูชา อาตมายังภูมิใจตัวเอง หลวงพ่อพุทธโต หลวงพ่อพุทธาภิธรรมนิมิตของพวกเราสูงใหญ่ที่บ้านราช ไม่ได้รกไปด้วยคนหลงบูชา จุดธูปเทียนบูชา เอาอะไรมาสังเวย ไม่มีเลย เราทำได้สะอาดบริสุทธิ์หมดเลย ไม่เกิดเรื่องไสยศาสตร์ เดรัจฉานวิชาอะไรเลย อันนี้อาตมาก็ภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นคนมาที่นี่ไม่กล้าทำอะไร ไม่มีใครนำทำ นอกจากไม่นำแล้วยังจะโดนอีก ไม่ให้ทำ เราอุตส่าห์ทำป้ายใหญ่ วิธีการเคารพนับถือบูชา จะกราบไหว้บูชาอย่างไร ทำเป็นแผ่นหินแกรนิตใหญ่เบ้อเร่อติด ตอนนี้ก็ชักจะมาอยู่ข้างหลัง ไปอยู่ในอาคารบวร แผ่นเบ้อเร่อเลย อันนั้นตั้งหลายแสนนะ แผ่นนั้น ทำแล้วก็สลักกันออกมา เพื่อให้รู้ว่าการบูชาเคารพพระพุทธรูปหรือพระพุทธเจ้าแบบพระพุทธรูปนี่แหละ เคารพอย่างไร ถึงจะถูกต้อง ตามสัมมาทิฏฐิ Insert เหรียญรูปอาตมา ไม่ค่อยเหมือนอาตมาเท่าไหร่อาตมาตัวจริงหล่อกว่านี้เยอะ เป็นที่ระลึก พ.ศ 2557 9 ปีมาแล้ว เอาล่ะประเดี๋ยวจะเกิดราคาขึ้นอีก ไม่เข้าท่า

_อันว่าทาน การให้ ก็ไร้ผล ศีลก็ปน จารีต สิ่งกีดขวาง ภาวนา วิปริต ผิดแนวทาง บุญต้องสร้าง ด้วยทรัพย์ ช่างอับปรีย์ พ่อครูว่า...เมื่อไม่สัมมาทิฏฐิแล้ว เรื่องทานเป็นเรื่องแรกคุณธรรมของมนุษยชาติเป็นเบื้องต้นสำคัญ เพราะฉะนั้นเพราะมิจฉาทิฏฐิในเรื่องทาน ก็ไม่มีมรรคผล ทุกวันนี้ก็ไปหมดเลอะเทอะ ทำทานก็ทำเพื่อภพเพื่อชาติ ทำเพื่อการค้าการขาย ทำเพื่อการหลอกล่อกันเรื่องทานนี่ มันก็เลยยิ่งเสียหายใหญ่เลย ก็ไร้ผล ศีล ก็ปนจารีตสิ่งกีดขวาง เพราะฉะนั้นปฏิบัติศีลก็กลายเป็น สีลัพพตุปาทาน กลายเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องปัจจัยที่ประเพณี ไปเข้าวัดก็วันนี้มาบำเพ็ญถือศีลกินเจ แล้วก็ถือศีลตามจารีตที่เขาทำเคร่ง ถือศีล 5 ส่วนมากไปวัด ก็จะเป็นการถือศีล 8 ถือศีล 8 เคร่ง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่ดื่มน้ำเมา โอ้บริสุทธิ์ศีล 5 เป๊ะก็ดี ดีอยู่แต่มันนิดเดียวได้ผิวเผินได้แค่นั้น ค่อยๆ ว่ากัน เพราะอาตมาจะเอาศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละเป็นหัวใจศาสนา การศึกษาของศาสนาพุทธเรียกว่าไตรสิกขา มาขยายให้ครบ จบกิจ 1, 2, 3, 4 แถมจบกิจที่ 5 จะขยายความให้ฟัง อาตมาขยายความมาแล้วนะจบกิจข้อที่ 1 ,2 ,3 คืออะไรพูดมาบ้างแล้วเอาล่ะผ่านไปก่อน ศีลก็เป็นจารีตประเพณีกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางนิพพานด้วย ไปหลงแบบจารีตประเพณี ภาวนาคือการทำให้เกิดผล ปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล ก็ไปปฏิบัติผิดภาวนาผิดไป ปฏิบัติเป็นคนละเรื่องคนละราว วิปริตไปผิดแนวทางไป บุญต้องสร้างด้วยทรัพย์ช่างอัปรีย์ ที่จริงภาษาบาลีไม่ได้หยาบอะไรเลย อัปปรีย์ ปรียะ แปลว่าอันเป็นที่รัก ซึ่งอัปรีย์มันไม่ได้เป็นที่รักเลย แต่พอมาเป็นภาษาไทยแล้ว เจ็บแสบ คนอัปรีย์ ก็จริงอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่จะทำ ก็มันผิดทางแล้ว บุญก็ไปสอนกันผิด บุญก็ต้องใช้ทรัพย์ใช้เงิน คุณทำทานจะเกิดบุญหรือไม่เกิดบุญ ก็อธิบายได้ และก็จริงด้วยสัจธรรมของพระเจ้าก็ต้องปฏิบัติ ทานเป็นพฤติกรรมทางกาย วาจา ส่วนใจคุณจะทานหรือไม่ จะให้ทานแปลว่าให้ ดีไม่ดีเป็นเครื่องติดสินบน เป็นเครื่องต่อรอง เป็นอำนาจบาตรใหญ่ เป็นสิ่งที่คุณจะได้สิ่งตอบแทนกลับคืนมายิ่งใหญ่กว่าทาน 5 บาท ใส่บาตร 1 ทัพพี โอ้โห นั่งพนมมือ ขอให้ได้นู่นได้นี่ จะเอาหมดบ้านหมดเมืองเลยนะ เสร็จแล้วค่อยตักข้าวทัพพี 1 ใส่บาตร พระยืนรอตั้งนานกว่าจะได้ใส่ข้าว 1 ทัพพี ขอ นี่แหละเป็นเรื่องที่ออกนอกรีตนอกทาง เป็นทางที่ยิ่งทำให้ทำให้กิเลสยิ่งหนา กิเลสยิ่งหนักยิ่งหยาบ ต้องการผลประโยชน์ตอบแทนทับถมหนาหนักเข้าไปเป็นกิเลสหนา ปุถุชน _คฤธรราช อาจอง ทรงวิภพ กู้ขนบ ชินวร ย้อนวิถี จรณะ สิบห้า พาให้มี สังคมศรี อาริยะ ธรรมบาล พ่อครูว่า... คฤธร แปลว่าแร้ง ก็เป็นตัวแทนอาตมา อาตมาใช้แร้งเป็นสัญลักษณ์ วิภพ คืออาตมาไม่มีภพชาติแล้ว กลับมากอบกู้ธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วมันก็ย้อนวิถีกับการปฏิบัติของชาวพุทธส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติผิดไป เอาจรณะ 15 มาให้มันมีจรณะ 15 กัน ก็เป็นสังคมของพระศรีอาริยะ เอาธรรมะมาอภิบาล มาบริหารปกครองดูแลอุ้มชู _ห้าสิบสาม ปีผ่าน สู้งานหนัก กอบกู้ศักดิ์ ศรีศาสน์ อย่างอาจหาญ สร้างคนจน จริงใจ ใฝ่ศีลทาน เพื่อสืบสาน สัทธรรม นำสู่ไท พ่อครูว่า... ทำมา 53 ปีแล้วผ่านมาสู้งานหนัก พยายามที่กอบกู้ศักดิ์ศรีของศาสนาพุทธขึ้นมาอย่างอาจหาญ มาสร้างคนจนจริงๆ ไม่ได้พูดเล่ห์เหลี่ยมไม่ได้พูดเอาโก้ ไม่ได้พูดมีอะไรแฝง พากันมาจนจริงๆ จนหมายความง่ายๆ คือ ที่มีสตางค์มาก ก็ให้เอาสตางค์ออกแจกให้คนอื่นให้ตัวเองมีน้อยลง สูงสุดคนจนสูงสุดก็คือ 0 ไม่นับนะว่าคนจนคือมีหนี้ไม่เอา คนจนคือคนมีหนี้มันออกนอกทางพระพุทธเจ้าสอนแล้ว คนจนที่สูงสุดบริบูรณ์สุดคือ ศูนย์ ไม่สะสมเงินทอง อปจยะ ไม่ต้องมีสักบาท แล้วอยู่ได้ยังไง พิลึกพิสดารประหลาดมาก ไม่มีเงินสักบาทอยู่ได้ยังไง มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร มาสิมาดู เอาชีวิตคุณนั่นแหละ ไม่ต้องมีสักบาท คุณมาอยู่ที่นี่ คุณจะอยู่ได้ไหมมาดูสิ แต่อย่ามาเกเรก็แล้วกัน อย่ามากวนก็แล้วกัน มาสิ มาพิสูจน์สัจจะความจริงอันนี้ อยู่ได้ไหม ซึ่งมันสุดยอด และมันจริงใจนะไม่ใช่ทำเท่ ไม่ใช่ทำโก้ ไม่ใช่ทำอย่างบริสุทธิ์ใจมาอยู่ด้วยกันอยู่ด้วย สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา เสร็จแล้วก็ปฎิบัติกันไป อยู่กันอย่างนี้ มีสาธารณโภคีอย่างนี้สุดยอด อาตมาภาคภูมิใจที่พิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้ามาถึงวันนี้แล้วทำได้สำเร็จ ซึ่งยืนยงมา อาตมาไม่ได้คิดถึงท่านสาธารณโภคีตั้งแต่แรกตั้งแต่เริ่มทำงานมา ออกมาสร้างชุมชนปั๊บ มันเป็นสาธารณโภคีเลย เริ่มต้นตั้งแต่แดนอโศกยังไม่มีคฤหัสถ์ ยังไม่มีญาติโยมอะไรมากมาย มีซิ้มอ้วน เป็นญาติโยม หาบไปหาบมาไกลนะทางเข้า ซิ้มอ้วนเป็นอุปัฎฐาก นึกถึงแกนะ พยายามมา ก็เริ่มต้นด้วยสาธารณโภคี โภคีแต่ว่ามันยังไม่ขยายผล จนกระทั่งมันมีองค์ประกอบที่มาเป็นองค์รวมที่มีทั้งรูปนามมีทั้งพฤติกรรมมีทั้งวัตถุมีทั้งอะไรต่ออะไร สถานที่เป็นสัปปายะ 4 ขึ้นมา มันก็กลายเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบตามคำสอนพระพุทธเจ้า สัปปายะ 4 ก็สมบูรณ์แบบ แต่ก่อนนี้อยู่แดนอโศกอาหาร 1 ในสัปปายะ 4 ต้องเอาต้นมะละกอนะไม่ใช่ลูกมันนะ เอาต้นมะละกอมาดองเค็มกิน โอ้โห สิกขมาตุกล้าข้ามฝันเป็นตัวการดีนัก เอาต้นมะละกอมาดองกินกัน โอ้..เจ้าพระคุณ ไม่ต้องไปพูดถึงความอุดมสมบูรณ์เลยตอนนั้น สิกขมาตุกล้าข้ามฝันว่า… ภันเตจิตราพาทำ พ่อครูว่า... สิกขมาตุจิตราพาทำ พูดถึงอดีตจนกระทั่งเรามาอยู่เป็นสังคม จนกระทั่งทรัพย์สินเงินทองกองทรัพย์ที่เป็นวัตถุที่เรียกว่าเงินธนบัตร แบงค์โน้ต ก็เอามาใช้ ก็มีพอสมควร แต่ก็ยัง เศรษฐศาสตร์แบบบุญนิยม ไม่กักตุนไม่สะสมไว้เป็นอันมาก คงคลังก็จะมีไม่มาก สะพัดได้มากเท่าไหร่ดี แล้วการสะพัดนั้นเป็นการสะพัด ไม่ใช่เป็นการสะพัดออก เพื่อจะได้สิ่งตอบแทนกลับคืนมามากกว่าเก่า นะ สะพัดออกเพื่อที่จะสละให้คุณได้เลยแล้วเราก็อยู่รอด ยิ่งสะพัดได้มากเท่าไหร่นั่นล่ะ คือ GDP ของชาวอโศก พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ขาดทุนได้ออกไปให้แก่ผู้อื่นได้มากเท่าไหร่นั่นแหละคือ ความเจริญของ GDP ของเศรษฐศาสตร์อโศก เศรษฐศาสตร์โลกุตระ ซึ่งมันเป็นความย้อนแย้งทวนกระแสกันกับโลกเขา ทวนกระแสจริงๆ จริงใจนะที่ทำที่พูด ไม่ได้หมายความว่าที่ทำโก้ เราทำได้แค่ใดเราก็ทำ ไม่เป็นหนี้ ไม่ลำบากเราก็ทำอยู่ทุกวันนี้ ขณะนี้อาตมากำลังเขียนหนังสือเรื่อง “คน” คน ตัวเดียว ตั้งใจจะไม่ให้ยาวเกิน 100 หน้า แต่ดูเหมือนจะถึง 100 หน้าแล้ว จะหยุดได้เท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ คิดว่า กำลังขยายความมาถึงจุดสำคัญของชาวโลกโลกียะ กับโลกุตระ ตรงไหน ฟังดีๆ ตรงนี้ จะพอเข้าใจกันไหม คือธรรมชาติโลก ธรรมชาติของจักรวาล ธรรมชาติของเอกภพ มันเป็นธรรมชาติที่หมุนจากซ้ายไปขวา ใช่ไหม ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นหมอดูก็ใช้ซ้ายไปขวา คุณจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ คุณก็ใช้ซ้ายไปขวา จะเป็นนักดาราศาสตร์ คุณก็ใช้ซ้ายไปขวา คุณจะเป็นนักปราชญ์ยอดรู้เป็นศาสดา คุณก็ซ้ายไปขวาทั้งนั้น อย่างนี้ทั้งนั้นหนึ่งเดียว มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นมาทำทวนกระแส ถึงกระนั้นท่านก็ทวนกระแสวัตถุไม่ได้ ท่านไปพาโลกหมุนกลับไม่ได้ โลกจักรวาลเอกภพไม่ได้ ท่านทำได้ที่จิตวิญญาณ ทวนกระแส เขาไปรวย ท่านพาจนนี่ยกตัวอย่างง่ายๆ เขาพากันสร้างอำนาจบาตรใหญ่ ท่านบอกให้มาลดตัวลดตนให้น้อยไม่เหลือตัวตน อะไรอย่างนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ตื้นๆ อาตมากำลังอธิบายถึงสัจจะตรงนี้ สัจจะตรงที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านพาเราทวนกระแส ตรงนี้ เพราะฉะนั้นชาวโลกทั้งโลกทุกวันนี้ ฆ่าแกงกันเดือดร้อนกันอยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมหรือนักสร้างอำนาจ จะเป็นเจ้าโลก เป็นผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในโลกทุกวันนี้ ไม่ว่าจะแบบไหน แบบใช้เงินทอง แบบใช้อำนาจ แบบใช้อาวุธ แบบใช้อะไรก็ไม่รู้ที่เขาจะใช้สารพัด ใช้เทคโนโลยี ใช้อะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ สารพัด ก็ล้วนแล้วแต่ตามกระแสโลกีย์ทั้งนั้น แต่ของพระพุทธเจ้านั้นย้อนเลย ย้อนทวนเลย ทวนกระแสโลกีย์เลย แล้ว ทวนกระแสโลกีย์นี่มันชนะตรงไหนรู้ไหม มันชนะตรงที่ว่า เขาไม่สู้ คุณจะรวย เราเอาจน คุณก็เอาไปสิ จบแล้ว แม้ที่สุด คุณจะอำนาจบาตรใหญ่จะฆ่า คุณก็ฆ่าสิ คุณฆ่าเราก็ตาย คุณก็อยู่ไปสิ ไม่โกรธด้วย ไม่พยาบาทด้วย ฆ่าเราตาย อโหสิ เราจะทำดีกับคุณแล้วคุณจะฆ่าเราลงไหม ต้องการพิสูจน์อันนี้ เราจะไม่ตอบโต้คุณด้วยความโกรธแค้น ถือสาพยาบาท ไม่มี มีแต่จะช่วยคุณ แล้วก็จะเตือนสติคุณด้วยว่า อย่าทำเลยอันนั้น มันชั่ว ทำอย่างนั้นมันบาปมันไม่ดี เอาล่ะคุณไม่เข้าใจกรรมวิบาก คุณไม่กลัวบาปก็ไม่เป็นไร แต่มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีหรอกไปฆ่าคน ช่วยคนอื่น เขาจะตายแล้วช่วยเขาให้มีชีวิตอยู่สิ ดีกว่าไหม เข้าใจไหมแค่นี้ แทนที่คุณจะไปทำให้เขาตาย คุณช่วยให้เขามีชีวิตขึ้นมารอดชีวิตสิ มันประเสริฐกว่านะ ถ้าแค่นี้คุณเข้าใจไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร คุณก็ต่างคนต่างอยู่กับเราก็แล้วกันเพราะต้องพูดกันไม่รู้เรื่อง แค่นี้คุณก็ไม่รู้ว่าไอ้ช่วยเขานี่ดีกว่าไปฆ่าเขา แค่นี้ก็พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็นานาสังวาสก็แล้วกัน ต่างคนต่างอยู่ เราก็ไม่รู้จะทำยังไงได้ เพราะอะไร เพราะ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้กลัวตาย กลัวเกิด เพราะถ้าคุณยังไม่ทิ้งเชื้ออุปาทิ เรียกว่าเชื้อเกิด เชื้อพาเกิด เชื้ออุปาทิเป็น ปุงลิงค์นะ อุปาทานเป็น นปุงสกลิงค์ อุปาทายติ เป็นกิริยา เป็นตัวปฏิบัติในปัจจุบัน อุปาทานเป็นตัวยึดเป็นอดีต อุปาทิ มันยังมีเชื้อ เชื้อความยึดถือ เชื้อพาเกิด มันก็ไม่ทั้งยึดทีเดียว เจริญกว่าอุปาทานคืออุปาทิ เป็นผู้ที่ยึดถือเชื้อนี้อยู่ เชื้อพาเกิด พาเกิดดีก็ได้ พาเกิดเลวก็ได้ อุปาทิ เพราะฉะนั้นผู้ที่เหลือเชื้อ โพธิสัตว์จะรู้ ยังมีเชื้อที่จะพาเกิดอีกตลอดแล้วก็ทำปัจจุบันก็คือ อุปาทายติ เป็นกิริยา เป็นตัวกิจที่กำลังทำเป็นการกระทำอยู่ในปัจจุบันนั้น ทำขึ้นเมื่อใดก็เป็นอันนั้นเป็นกรรมกิริยาอันนั้นอย่างนี้ เป็นต้น นี่เป็นสัจจะที่อาตมาหยิบมาอธิบายให้ฟัง ถ้าเข้าใจพยัญชนะเข้าใจสภาวะพวกนี้แล้วคุณทำให้ลึกซึ้ง ถูกต้องตามธรรมพระพุทธเจ้าแล้วละก็ รับรองว่าชีวิตของเราเจริญขึ้นไปเป็น เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้เจริญ แล้วมีประโยชน์แก่โลก มีประโยชน์แก่มนุษยชาติ มีประโยชน์แก่ผู้อื่น ตนก็ได้ประโยชน์ เพราะตนก็เป็นคนหมดตัวตน เป็นคนเจริญ เป็นคนที่ไม่มีกิเลสได้ แล้วมีพลังสร้างสรรค์ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... วันนี้ตอนเริ่มแรกรายการ ผมสังเกตดู เริ่มต้นก็จะค่อยๆ เอื่อยๆ เรื่อยๆ บางทีบางคนก็ผิดหวังเลยว่าวันนี้เป็นวันสำคัญทั้งที กะว่าจะได้ฟังธรรมะได้ที่รสชาติแซ่บๆ พ่อครูว่า... อ้าวไม่แซ่บหรือวันนี้ (โยมว่าแซ่บ) _สู่แดนธรรม... ผมหมายถึงว่า ตอนแรก คือเรื่อยๆ เนือยๆ จากการอ่านกลอนอ่านเพลงที่ไม่เข้ากับธรรมะเลย แต่ที่ไหนได้เพราะท่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน