องคุลีมาลวิ่งสามโยชน์คือพ้นสังโยชน์ 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข26 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

องคุลีมาลวิ่งสามโยชน์คือพ้นสังโยชน์ 3 _*Phonphit Sinpalokee (สมณะพ้นพิษ สิ้นป่าโลกีย์)* : องคุลีมาลวิ่งไล่ตามสิ้นทางสามโยชน์คือพ้นสังโยชน์สาม พ่อครูว่า...ท่านพ้นพิษชักจะเข้าใจแล้วว่า อ๋อ! ภาษาที่ท่องสวดกันในพาหุง 8 วิ่งไล่ตามสิ้นทางสามโยชน์ก็คือสังโยชน์ 3 นี่เอง ใช้ได้ มันหลุดพ้น เข้าข่าย เป็นโสดาบันเต็มที่เลย เด็กๆก็ฟัง สังโยชน์ 3 มีอะไรบ้าง 1 สักกายทิฏฐิ 2 วิจิกิจฉา 3 สีลัพพตปรามาส สักกายทิฏฐิ พ้น ก็คือหลุดพ้น มีทิฏฐิหลุดพ้น เข้าใจแล้วแจ้งสว่างในความเป็น สักกายะ ก็มีคำว่า สักกะ กับ คำว่า กาย เราก็เรียนรู้เพ่งอ่านที่ตน คือ สักกะอ่านอะไร อ่านกาย กายคือสภาวะสอง รูปนาม หรือ กายกับจิต แยกกายกับจิต คำว่า กายเป็นคำที่มีสองอยู่ในหนึ่ง หนึ่งอยู่ในสอง กาย เป็นคำที่แยกกันไม่ได้แล้ว ใครไปแยกกายเป็นหนึ่ง เท่ากับไปหลงผิดว่า เทวะ ที่จริงเทวะแปลว่า สอง เมื่อเข้าใจ กายไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจกายว่ามันเป็น 2 ไม่ใช่เป็น 1 ถ้าไปเข้าใจว่ากายคือ 1 ก็คือเทว เทวะคือ พระเจ้าเป็นใหญ่มี 1 เท่านั้นแยกเป็น 2 ไม่ได้นะ ใครแยกเป็น 2 ก็ให้ออกไปจากศาสนาเลย นับถือพระเจ้ากันอย่างนั้น บังคับเลย เป็น 2 ก็ไล่ออกจากหมู่ไปเลย แต่พระพุทธเจ้าไม่ ท่านอนุโลม เทวะยังไม่เป็น 1 เป็น 2 อยู่ก็ยังไม่สมบูรณ์ น่าสงสารด้วยซ้ำไปสุดท้ายเรียนรู้ให้ดีๆสูงสุดก็จะเป็นหนึ่งเหมือนกันได้ เพราะฉะนั้นในคำว่า กาย มันเยอะมากมาย อะไรก็คือกาย คือความเป็น 2 ตั้งแต่วัตถุเป็นอุตุนิยามเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม เริ่มมีพลังงานกับสสารก็สองแล้ว เริ่มมีบวก มีลบ ก็สองแล้ว เริ่มแยกต่างๆนานาจากดิน จากน้ำก็สองแล้ว จากลมกับไฟก็สองแล้ว แล้วดินกับน้ำ น้ำจะไปลมกับดินก่อน เป็นต้น ก็แยกเป็นสอง ต่างกันไปแล้ว น้ำระเหยเป็นแก๊สเป็นอากาศเป็นลมก็ต่างจา

อ่านต่อ

กน้ำไปแล้ว ลม มีอุณหภูมิต่างกันไปอีกเป็นไฟมีอุณหภูมิต่างกันไปอีกอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น คนจะต้องศึกษาความต่างของสอง ถ้ามีแต่ 1 ไม่มีอะไรเปรียบเทียบให้ศึกษาอะไรต่อแล้วบอกว่าอย่าไปเปลี่ยนแปลงหนึ่ง เป็นหนึ่งไปตลอดไม่ต้องเป็น 2 คนนี้โง่ตลอดกาลนานจึงเรียกว่า โง่นิรันดร ขออภัยต้องกล่าวว่า เทวนิยมที่ยึดถือพระเจ้าจัดเป็นหนึ่งเดียวนี้ โง่นิรันดร 7,000 ล้านเป็นเทวนิยมอยู่เกือบหมดโลก ทุกวันนี้เป็นยุคใกล้กลียุคเกือบหมดโลก ในยุคพระพุทธเจ้ายังไม่ถึง 7,000ล้าน ก็ได้มาเยอะ แต่มาถึงกึ่งพุทธกาล มันก็เข้าใกล้กลียุคไปเรื่อยๆ จึงได้น้อยมาก พลเมืองก็เพิ่ม ในยุคพระพุทธเจ้าทั้งโลกจะมี 1 พันล้านหรือยังไม่รู้ แต่ในยุคนี้มีจำนวนคน 7,000 บาทเข้าไปแล้ว อาตมาพยายามทำงานให้คนที่สามารถมีปัญญาเองของตัวเองมารู้มาเข้าใจได้ ได้ไปๆๆ แล้วก็เกิดการเป็นหนึ่ง จนกระทั่งรวมตัวกันเป็นชาวอโศก เกิดรูปธรรม เกิดวัฒนธรรมสาธารณโภคี มันเป็นสาธารณโภคีนี่แหละ มันสุดยอดแล้วไม่มีอะไรสุดยอดเกินกว่านี้ เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา เลี้ยงดูกันดีกว่าญาติที่คลานตามกันมาเป็นญาติทางสายเลือด แต่นี่มามีธรรมะเดียวกัน แม้จะคนละต่างสายเลือดกันมาก็มาหนึ่งเดียวกันที่จิตวิญญาณหรือความรู้ ซึ่งเป็นประธานความรู้ เป็นประธานร่างกาย เป็นประธาน DNA ด้วย จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ธาตุรู้ ธาตุปัญญา เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้น เมื่อจิตวิญญาณของใครเกิดภูมิปัญญาได้ การจะเกิดภูมิปัญญาเองเป็นโลกุตระนั้นไม่ได้ ในคนในความเป็นคนเกิดไม่ได้เพราะคุณจะออกจากกรอบของโลกียะเองไม่ได้เลย จะต้องได้รับฟังจากผู้ที่มีโลกุตระมาก่อน พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นองค์แรกที่สุด ที่รู้จักอันนี้ก่อน เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก ถ้าถามว่าองค์แรกคือใคร คือพระโสดาบัน เริ่มมีโลกุตระจิตออกมานอกกว่าชาวโลกทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้น คนจะมีอยู่ในโลกปัจจุบันเท่าใดเท่าใด ผู้ที่ออกมาจากโลกุตระองค์แรกออกมาเองด้วย สั่งสมสัมภาระวิบากมา ต่อมา พระพุทธเจ้าองค์แรกจริงๆแท้ๆไม่มีใครรู้ที่ต้น เพราะนานมาก มาแล้ว จนไม่มีใครตามไปหาที่ต้นตรงนั้นได้เลย ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปหาที่ต้น แต่เอาเนื้อของโลกุตระมาให้ได้แล้วเราก็ทำของเราให้ได้ เราจะอยู่นานได้แล้วนะก็บรรลุอรหันต์ แล้วจะอยู่นานอีกจนเป็นพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ ไปอีก คุณก็จะอยู่อย่างนั้นถ้าคุณไม่เลิกไม่จบไม่ตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ทำไปสิ ก็มีตัวอย่างเรียกว่าพระอวโลกิเตศวร หรือถ้าเป็นปางผู้หญิงก็เป็นเจ้าแม่กวนอิม นี่ก็ยังไม่ไปไหน คนเราก็ยังตามสมมุตินี้อยู่ ซึ่งเป็นพระเจ้าอยู่ เป็นพระเจ้าอย่างเทวนิยมอยู่ อยู่ไหน ไม่รู้อยู่ไหนแต่มี แล้วก็บอกว่ามีพุทธเกษตร ก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วก็พระพุทธเจ้าจะมีคิวของแต่ละองค์ที่จะมาเกิด ก็เพียงแต่ว่าสมมุติ แดนๆหนึ่ง ที่มีผู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแต่ละองค์แต่ละบารมี ซึ่งมันไม่มีอะไร 2 สิ่งที่เท่ากันหรอก เต็มอยู่ในพุทธเกษตร ถึงคิวองค์ไหนที่จะมาเกิดก็มา ไม่สมมติพุทธเกษตร สุดท้ายจริงๆก็มี 2 นัยยะ นัยยะหนึ่ง สูญหายเป็นดินน้ำลมไฟ อีกอย่างหนึ่งก็คืออยู่เป็นนิรันดรไปเลย ก็นิรันดร์ไปสิ คุณจะนิรันดร์ ไปตลอดกาลก็ทำไป ก็สมมุติว่ามีหรือไม่มีเท่านั้นเองสุดท้าย เรารู้แล้วว่า ทุกอย่างสิ่งที่มี มันย่อมจะไม่มี แต่สิ่งที่ไม่มีแล้วย่อมไม่มี ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ผู้บรรลุเป็น อนุปคัมมะ รู้ว่าสิ่งมีสิ่งไม่มีเป็นอย่างไรแล้วไม่เข้าไปใกล้ทั้ง 2 อย่างก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จบ แต่ถ้าคุณยังมีอยู่อีก จะเกิดอีกก็เกิดสิ จะมีความไม่มีที่ได้แล้วเป็นลำดับ เป็นสิ่งยั่งยืนจบรอบเป็นศูนย์ได้สนิทแล้ว ก็เอาตรงนี้เป็นที่ตั้งต้นความจบ จบกิจ ถือว่าอรหันต์จบกิจ ตัดรอบได้ จะอยู่รอบไหนแล้วก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จบเรื่องของเราหมดเลยที่จะเป็นจิตนิยามอีกเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย แล้วก็กลับคืนมาเป็นจิตนิยามไม่ได้อีกนะ อยากเป็นอีกก็ไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีจิตอยากแล้วเป็นดินน้ำไฟลม อยากก็ไปหมุนเวียนอยู่ในดิน น้ำ ไฟ ลม มันมาเป็นพืชมันก็มีตัวตน แต่ถ้าไม่เป็นพืช เป็น อุตุนิยาม มันไม่มีตัวเองเลย มีแต่อย่างอื่นผลักดันให้มันเป็นไป ทำให้มันผสมเป็นบวกเป็นลบกันอยู่ ไม่งั้นมันก็จะกระจายตัว เสื่อมแล้วก็กระจายตัวหายไป วัตถุที่มันยังไม่ได้มีโอกาสเข้ารอบของพีชะหรือพืช มันก็สูญสลายตัวมันเองไป แล้วมีเหตุปัจจัยพลังงานอื่น ดันให้มันเป็นดิน น้ำ ลม ไฟหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นดินน้ำไฟลมอยู่นับชาติ นับชาติของลม นับชาติของไฟ นับไม่ไหว มันหมุนเวียน กว่าจะพัฒนาตัวเองเป็นพีชนิยามได้ มีตัวตนมีสภาวะอาการของธาตรู้ ยึดตัวเองแต่ไม่ทำร้ายใคร เป็นในตัวเอง ISH สามเส้า เป็นประธานและมีบวกลบ เป็นชีวะเป็นตัวตนขึ้นมา I ก็เป็นประธานในตัวเอง S คือ หญิง หรือลบ H คือ ชาย หรือบวก จับตัวกันมากเข้าก็เป็น self พอ self ของพืช มันก็ไม่ยึด ISH จะว่ามันยึดก็ยึดแต่ไม่ยึดเห็นแก่ตัว ถ้ามันไปยึด ISH ก็เป็น Selfish เห็นแก่ตัวขึ้นมาเลยเป็นปฏิปักษ์ต่อคนอื่นแล้ว คำว่า Selfish มาจากภาษาอังกฤษ จากเซลล์ Cell มาเป็น Self แล้วก็ผนวกกับ ISH มาเป็น Selfish นี่ก็ภาษาอังกฤษเขา เขาก็บัญญัติอักษรภาษาอังกฤษขึ้นมา 26 ตัว ก็สู้ ภาษาไทยภาษาบาลีไม่ได้ ภาษาบาลีมีทั้งหมด ภาษาบาลีมีพยัญชนะ ๓๓ ตัว เป็นพยัญชนะวรรค ๒๕ ตัว พยัญชนะเศษวรรค ๘ ตัว รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ

ตกลง สมณะพ้นพิษก็เข้าใจ สามโยชน์คือ สังโยชน์ 3 นั่นเอง สามโยชน์ เอาเป็นระยะทางเป็นการเวลา ส่วน สังโยชน์ 3 เอามาเป็นตัว กรรม 3 หรือตัวสภาวะของตัวเรา 3 กาละกับกรรม อาตมาก็สรุปแล้วว่าในโลกนี้ก็มี กรรมกับ กาละ of continuum อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เขาก็รู้ Space and Time กาละคือ Time ของเขาก็เอาวัตถุทุกอย่างคือ Space แต่เขาก็ชัดเจน ไอน์สไตน์จะมีความรู้ในระดับที่รู้สภาวะสูงสุดแห่ง relation นี่แหละสุดยอด เป็นโพธิสัตว์ที่รู้ในวัตถุ จนกว่าจะเป็นโพธิสัตว์ที่มีความรู้ในบทบาทที่มากกว่าวัตถุเยอะเลย บทบาทที่บ้าบอ นามธรรมมีเยอะ เอาไปทิ้งใน 4 มหาสมุทร ทำภูเขาได้เลย ทำ มหาสมุทร 4 มหาสมุทรเป็นภูเขาได้เลย เยอะอย่างนั้น นี่ไม่ได้พูดเกินความจริงนะเพราะว่า กาละ มันนับไม่ได้ มันเกิดมาเมื่อไหร่ตายได้เพราะมันทำให้เราทุกข์ได้จริงๆค่ะ

เขาก็คำนวณไปว่าโลกมีอายุเท่าไหร่ จักรวาลน้อย จักรวาลกลาง จักรวาลใหญ่ อายุเท่าไหร่ โอ้โห! ไปหาไกล มีกาแล็กซี มีเนบิวล่า หมุนเวียนเป็นภาษาพยัญชนะของเขานั่นแหละ เอกภพ คือ ภพที่นับไม่ได้ แต่ถ้านับรวมแล้วเป็นหนึ่ง มันเป็นมหาจักรวาลในเอกภพนั้นนับไม่ถ้วนหรอก มันแยกเป็นสอง Bigbang แล้วก็มีปฏิกิริยา ต่างคนต่างมีวัฏจักรของตนเอง เดี๋ยวมันจะละเอียดเกินไป ความละเอียดเกินไปก็คือความหยาบเกินไปนั่นแหละ 650725 แดนศิวิไลโลกุตระต้องชนะกิเลสตน รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 47

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน