พระสวดมนต์จนคนข้างวัดย้ายหนีเพราะพระมีอวิชชา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.83 KB
วันที่แก้ไข27 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

พระสวดมนต์จนคนข้างวัดย้ายหนีเพราะพระมีอวิชชา _*คอยใคร* : กราบเคารพพ่อครูครับ ผมได้ฟังข่าวเรื่องสาวร้องวัดสวดเสียงดังทำให้ทำงานไม่ได้ ร้องเรียนไปก็ไม่เป็นผล ยังโดนคนในโซเชียลด่าเสียๆหายๆว่าแค่นี้ทนไม่ได้ สุดท้ายต้องยอมย้ายออกจากคอนโดไปอยู่ที่อื่น เพราะทนกระแสตีกลับไม่ไหว กราบถามพ่อครูครับ การสวดให้คนตายจำเป็นมากไหมครับ แล้วถ้าวัดทำความรำคาญให้ชาวบ้าน แต่กลับไม่ปรับปรุงที่วัดเองจนชาวบ้านต้องหนีไปเองแบบนี่ถูกต้องไหมครับ ขอพ่อครูให้ความรู้กับกระผมด้วยครับ กราบขอบพระคุณพ่อครูครับ พ่อครูว่า...ต้องพูดความจริง อาตมาก็เห็นข่าวในโทรทัศน์ข่าวพวกนี้ ปัญหาก็คือพระยังมีอวิชชา พระยังไม่มีความฉลาดพอ ยังไม่มีปัญญาพอ ที่จะรู้ว่าการสวดนั้นมันไม่ใช่เรื่องจะมาสวดดังๆ สวดให้ชาวบ้านเขาได้อะไรต่ออะไร จนเกิดความรำคาญทำงานไม่ได้ มันผิดแล้ว พระพุทธเจ้าสอนไว้ยังมีระเบียบเรียบร้อยว่าการสวดสังคีติ ให้สวดเฉพาะหมู่พระผู้บวชด้วยกัน อุปสัมบันด้วยกัน แล้วบอกละเอียดอย่าสวดให้เสียงยาวลาก ฑีฆสระ รัสสระ ก็ออกให้ตรงสั้นยาว แล้วยังออกพระวินัย ข้อ 20 อย่าสวดลากเสียงยาว อย่าใส่ทำนอง แค่นี้ก็ไม่เข้าใจกัน จะมาสวด นาาามัววววตัสสสสะ อย่างนี้ไม่ได้ นะ ก็สั้น โมก็ยาว ตัส ก็สั้น สะก็สั้น อย่างนี้เป็นต้น ก็ตามคำกล่าวพยัญชนะ ข้อ 21 เราอนุญาตสรภัญญะ คำว่า สรภัญญะ หมายความว่า พยัญชนะคำกล่าว อนุญาตให้ทำตรงตามคำกล่าว แต่ไปแปลว่าใส่ทำนองอีก มีทำนองแล้วยังใส่ลูกคออีก ออกมาฝึกมาเป็นนักร้องหลายๆคน จากหัดสวดพวกนี้หลงเลอะเทอะ สรุปแล้วการสวดมีการสวดสังคีติกับการสวดสังคายนา สังคายนาคือการสวดคนเดียว แล้ว ทุกคนนั่งฟังเพื่อการตรวจสอบ เป็นการรักษาพระธรรมของพระพุทธเจ้า ด้วยการมาท่องเป็นหมู่ก่อนเรียกว่าสังคีติ ตรวจให้ตรงกันหมดนะ

อ่านต่อ

เพราะแต่ก่อนมีแต่การจำๆๆ ก็สวดเพื่อให้ได้จำตรงกันหมด 15 วันก็มาสวดรวมกันทีนึง การสังคายนาก็คือสวดคนเดียวและทุกคนก็นั่งฟัง ถ้ามันผิดจากที่เราจำได้ก็ ท้วง พอท้วงแล้ว ผู้ที่นั่งอยู่ด้วยกันก็จะตัดสิน ตกลงคนท้วงถูกหรือคนสวดถูก ก็เอาส่วนใหญ่ว่าอย่างไรถูก ก็ต้องเอาตามส่วนใหญ่ เยภุยยสิกา ก็สามารถรักษาธรรมะไว้ได้ ก็ใช้ความจำของคนเป็นเครื่องรักษาบันทึกไว้ แต่ก่อนยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ตัวหนังสือก็ยังไม่แพร่หลาย วัตถุที่จะมาทำเป็นหนังสือก็ยังไม่ค่อยดี สลักใส่หินมันจะได้ไม่กี่ตัวเขาก็ไม่นิยมกันเลย แต่เดี๋ยวนี้มีเยอะแยะ สรุปแล้วการสวดมี 2 อย่างใหญ่ๆ สังคีติคือสวดเป็นหมู่ เพื่อรักษาเหมือนท่องสูตรคูณกันก่อนจะออกจากห้องเรียนตอนเลิกเรียนก็ต้องฝึกท่องสูตรคูณ ท่องบทอาขยาน เพื่อบันทึกเพื่อจำไว้เป็นการสวดสังคีติ ไม่ใช่ไปสวดเพื่อหากิน หาเงิน ไอ้นั่นบาปหมด ท่านก็มีพระวินัยไว้อีกว่าอย่าเอาธรรมบทอย่าเอาคำสอนพระพุทธเจ้าไปสวดให้ อนุปสัมบัน หรือฆราวาส ได้ยินได้ฟังตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้สาธยายเพียงคนเดียวแล้ว ให้สาธยายด้วยภาษาธรรมชาติ ไม่ใช่ไปสวด วินัยมีหมด แต่อ่านวินัยไม่แตกฉาน แล้วก็เอาความเห็นของตัวที่ชอบใส่เข้าไป ทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเพี้ยนไปหมดเลย สรุปแล้วการสวดมีอยู่ 2 ประการใหญ่ๆ สวดสังคีติกับสวดสังคายนา สังคีติคือสวดไว้รักษาในหมู่เหมือนกับท่องสูตรคูณท่องอาขยาน สวดให้หมู่ฟังเท่านั้นนะ ไม่ใช่ไปสวดให้คนนอกหมู่ฟังให้ได้ยิน ไม่ใช่ อย่างนั้นผิดพระวินัยด้วย อาบัติด้วย แต่ท่านไม่ได้ปรับอาบัติแรงอะไร เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ส่วนการสังคายนานั้นสวดคนเดียวกับหมู่ เพื่อรักษา ถ้าผิดก็ท้วงไว้ จนกระทั่งถูกต้องแล้วจำไว้ ว่าอย่างที่ถูกเป็นอย่างนี้นะทบทวนให้เสมอ 15 วันทีๆๆ ไม่ใช่ไปสวดเพื่อหากิน มันเป็นบาป ไปสวดให้ฆราวาสหรือ อนุปสัมบัน ที่เขาจะไปสวดพร้อมกันเป็นล้านคน ก็เป็นสิ่งที่บ้าๆคิดกัน อย่างสายธรรมกายที่เขาทำ เป็นเรื่องที่ไม่มีปัญญาในศาสนาเลย แล้วหาเรื่องปรุงแต่ง ไปยุบพระพุทธเจ้าให้ผิดไปเรื่อยๆ บาปกินหัวไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักขอบเขตของสิ่งที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า มันน่าสงสารจริงๆคนพวกนี้ 650727 อมตะแบบโลกีย์คือไม่เหยียบคันเร่งความโง่ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน