จะเข้าสู่แดนศิวิไลที่เป็นโลกุตระต้องชนะกิเลสตน.docx
เนื้อหาในไฟล์
จะเข้าสู่แดนศิวิไลที่เป็นโลกุตระต้องชนะกิเลสตน _*จนให้เป็น แล้วสบาย* : กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งครับ จากการที่ผมได้รู้จักอโศก และได้ติดตามฟังธรรมจากพ่อครูมาตั้งแต่ปี 2522 จนถึงขณะนี้เป็นเวลา 43 มาแล้ว ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เห็นว่าพ่อสอนผิด และไม่เคยคิดเห็นต่างใดๆ เลยครับ พ่อครูว่า...แสดงว่าคุณหนักแน่นในความเป็นปัญญา คม ชัด ง่าย เร็ว ก็อาตมายืนยัน อาตมาไม่ได้พูดผิด อาตมาพูดแต่ความจริง อาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น มันผิดอย่างหนึ่งกับอีกคำคือ คำว่า “พลาด” มันจะสับสนระหว่างพยัญชนะกับสภาวะมันก็พลาดได้เพราะสัญญาผิด แล้วมันก็สับสนไปบ้างก็พูดพยัญชนะผิด แต่สภาวะของอาตมานั้นไม่ผิดหรอก สภาวะที่มีอยู่แล้วมากพอที่จะบรรยายในยุคนี้เป็นไก่ตัวพี่ ยุคในช่วง2500 ปีนี้ อาตมาเป็นธรรมิกราชจริงๆ ที่จะมายืนยันสัจธรรม สืบทอดขยายความรู้ทางโลกุตระทางสัจธรรมพระพุทธเจ้าให้รู้ได้จริงๆเลย สู่แดนธรรม... ปัญหาคนเมื่อกี้นี้ คนที่ไม่ศรัทธาก็จะเห็นว่าลูกศิษย์ประเภทนี้ ได้แต่อวยอาจารย์ เขาก็เลยยุให้รู้จักขัดคออาจารย์บ้าง พ่อท่านจะเห็นว่าอย่างไร พ่อครูว่า... เขาเป็นเช่นนั้นก็เป็นเช่นนั้น มันก็ช้าของเขาเอง เราก็ทำไงได้ก็ได้แต่สงสารกัน เพราะว่า ความโง่ หรือความหลงติดยึดอัตตา มันเป็นจริงๆ จะมากน้อยก็เป็นจริงของแต่ละคน มันก็เป็นของเขาอย่างนั้น แม้คนไหนก็แล้วแต่ ที่ มิจฉาทิฏฐิหนัก แต่ถ้าเผื่อว่า พยายามแสวงหาแล้วก็เป็นคนที่ พยายาม ติดตัวเองหนัก แต่พยายามเปิดใจรับของคนอื่นบ้าง ปรโตโฆษะ อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนก็จะเกิดโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจของตนได้ง่าย เพราะฉะนั้นผู้ใดที่รับฟังผู้อื่นจริงๆ เปิดจิตฟังผู้อื่นจริงๆ สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดีอย่าเพ่งโทษ อย่าฟังอย่างอาบน้ำกลัวเปียก ปิดประตูตัวเองใส่กลอนลงด
อ่านต่อ
าล เอาโซ่คล้องอีก 500 ชั้นมันจะได้อะไร ก็อยู่ในกะลาครอบเดิมๆ วงวนวงกะลาครอบ คุณจะไม่ได้ออกจากสิ่งที่คุณมีคุณเป็นเท่าที่คุณมี ใครก็แล้วแต่มันมีอวิชชา ก็ไม่ได้ออกจากอวิชชาที่เรามีฟุ้งซ่านไปมันก็รู้เท่าที่กรอบของเรารู้ คุณมีเท่าไหร่คุณก็ควักของตัวเองออกมาเท่านั้นแต่เท่านั้น ไม่ได้พบสัมมาทิฏฐิอันใหม่ คุณก็จมวนอยู่ในนั้น ฟังอย่างไรก็ตามแต่ก็ปิดตัวเองปิดประตูใส่กลอนใส่โซ่ 500 ชั้นอย่างที่ว่าจะได้อะไรขึ้นมา ถ้าคุณแน่ใจว่าคุณยึดถืออย่างที่คุณติดยึดของคุณมันถูกมันดี มันถูกต้องสัมมาทิฏฐิที่แท้ๆ คุณก็ต้องบรรลุผลที่เป็นสัมมาผล คุณก็เอามาพูดได้ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้ามีหนึ่งเดียว ผู้บรรลุผลสูงสุดมีหนึ่งเดียวเท่านั้น มันก็จะไม่ต่างกัน ถ้ามันต่างกันก็มีใครคนหนึ่งถูก คนหนึ่งผิดใช่ไหม อาตมาเข้าใจว่าคนที่เข้าใจได้อย่างผิดๆนั้นมีมาก อาตมาก็ไม่ได้สงสัยไม่ได้เดือดร้อนไม่ได้ดิ้นรนอะไร อาตมาก็ทำไป ด้วยสัจจะอาตมาอธิบายธรรมะมันมีความซับซ้อนหลายชั้น ที่เรียกว่าบรรยายธรรมะไม่หว่านล้อม ไม่และเล็มไม่เลียบเคียง บรรยายไปตรงๆเฉยๆไม่ปอกลอก ไม่และเล็ม ว่า เอามาก่อนหน้าแล้วค่อยสอนเอาอีกที ไม่ อาตมาตัดรอบเอาคนที่มีสัมมาทิฏฐิมาได้ ได้เองเลย ไม่ไปประเล้าประโลมให้คุณได้ คุณต้องได้ของคุณเอง ตั้งใจฟังด้วยดี ได้เอง มันง่าย มาเร็ว ได้คนที่เข้าใจง่าย มีปัญญาไว จะสอนได้ง่าย ขนาดนั้นยังได้อยู่ประมาณนี้ ยุคนี้ ยุค พ.ศ. 2500 คิดดูสิ ซึ่งมันก็เป็นไปตามสัจธรรม ยุคนี้มันต้องมีน้อย เพราะมันใกล้กลียุคแล้ว อาตมาก็เข้าใจนัยยะต่างๆไม่ได้สงสัย เพียงแต่ว่าอาตมารับหน้าที่ที่จะมาสืบทอดให้ถึง 5000 ปี ในศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณะโคดมนี้ แล้วเราก็ประมาณว่าที่ได้มาแล้วนี้มันมีปริมาณหรือคุณภาพพอที่จะ ถ้าหากอาตมาตายแล้วไม่เกิดอีก แต่ละคนที่ได้แล้วจะนำพากันไปถึงอีก 2,500 ปี ตอนนี้ 2565 ก็ยังเหลืออีก 2,435 จะไปถึง 5000 ปี จะไปถึงไหม ก็ถ่วงน้ำหนักดู อาตมาก็พยายามทำให้มันเผื่อพอ ให้มันเกินๆไว้ ก็เลยยังไม่อยากตาย เพราะถ้าตายไปแล้วเกิดมาอีกจะไปเสียเวลาอีกมากมายช้านานซับซ้อนอีก เพราะฉะนั้นก็เลยพยายามรักษาขันธ์ไว้ แล้วพวกคุณก็เกิดมาอยู่ตอนนี้ ก็ดี ผู้ที่มาพบแล้วก็ยังไม่อยากให้อาตมาตาย ประเดี๋ยวมันก็จะคลาดกันอีก ตายไปแล้วมีวิบากเป็นหมาไล่เนื้อ ไล่ทัน ดันไม่มาเกิดใกล้แล้วอีกห่างกันไปอีกก็ซวยใช่ไหม ตอนนี้ได้พบแล้วมันก็ดีรีบเร่งเถอะ เพราะถ้าผู้ใดบรรลุอรหันต์แล้ว คุณจะต่อเกิดอีกกี่ชาติก็เกิดไปสิ มีหลักประกันแล้ว ไม่ทุกข์ ไม่ผิด ในรอบของตัวเอง ไม่ผิดรอบอรหันต์ รอบอนุโพธิสัตว์ก็ผิดบ้างก็ทำให้เต็ม แล้วก็ทำรอบให้เต็มไปเป็นอนิยตโพธิสัตว์ ทำรอบให้เป็นเป็นนิยตโพธิสัตว์อีก มันก็มีคุณภาพของมันอย่างนั้น สรุปว่าเด็กๆที่ได้มาพบที่นี่แล้วเป็นวาสนาบารมีของเราจริงๆ ไม่ได้ไปเอา พูดประเล้าประโลม พูดเหลาะแหละ พูดเลี้ยงไข้ ประเหลาะคนไว้ ไม่ใช่ พูดสัจธรรมให้ฟัง 100% คนที่ยังไม่มีวาสนาเข้ามาในนี้มีอีกกี่ล้านในโลก ที่มีพลเมือง 7,000 ล้าน เทวนิยมยังอีกดึกดำบรรพ์นานอีกไกลกว่าจะมาใกล้พุทธ เทวนิยม ยังไม่เคยได้ยินศาสนาพุทธ ยังไม่ได้ยินว่าโลกนี้มีศาสนาพุทธ มีมากกว่าครึ่งหนึ่งของ 7,000 ล้าน คนในโลกนี้ขณะนี้ 7,000 ล้าน ที่เขายังไม่เคยได้ยินว่ามีศาสนาพุทธ พระศาสนาพุทธมันมีศาสนาเดียว ในมหาจักรวาลแต่ละยุคๆ มันมีศาสนาเดียว เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่มี 2 ศาสนา ในโลกลูกหนึ่งในยุคๆหนึ่งมันมีหนึ่งเดียว แต่เทวนิยมมีร้อยเป็นพันเป็นหมื่น เป็นลัทธิเล็กลัทธิน้อยอีกเป็นหมื่นเป็นแสน แต่พุทธมีหนึ่งเดียว คือยอดปลายปิรามิด นอกนั้นลงมาจากยอดปลายก็คือพีระมิดทั้งหมดนั่นเอง ที่ถูกต้องสูงสุดมีหนึ่งเดียวที่ยอดปลายจริงๆใช่ไหม สรุปอีก เด็กๆ รู้ตัวเองให้ดีว่า มีโชคดีวาสนาบารมีมากแล้วที่มาอยู่ในนี้ อย่างไรอย่างไรก็อดทนเอา ต่อสู้ให้ได้ มี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี สิ่งที่เป็นโลกุตรธรรมนี้ ไม่งั้นเราต้องไปวนเวียนวกเวียน เป็นทุกข์เป็นทรมานทรกรรมอยู่ในโลกที่มันปั่นหัว ยิ่งกว่าจิ้งหรีดถูกปั่นหัวอีก สู่แดนธรรม... พ่อท่านว่า เด็กๆควรได้ประโยชน์ได้มีหลักประกัน เมื่อได้มาอยู่ที่นี่แล้ว พอดีมีเด็กถามมาว่า _หลวงปู่ช่วยอธิบายเกี่ยวกับแดนศิวิไลซ์ ให้เข้าใจง่ายและละเอียดกว่าครั้งที่แล้วจะได้ไหมคะ สู่แดนธรรม... แดนศิวิไลซ์ คือแดนที่ ทุกคนอยากจะได้อยากจะปรารถนาพบความเจริญ เช่น มันมีความก้าวหน้า มันก้าวหน้าอย่างไร แล้วสิ่งที่พ่อท่านมองว่า แดนศิวิไลซ์อย่างโลกนั้นเป็นอย่างไรและเราจะก้าวหน้าอย่างไร พ่อครูว่า... คำว่า ศิวิไลซ์ มันมาจากคำว่า civilization เป็นภาษาเทวนิยม ภาษาทั่วไป ผู้ที่ยังอยู่ในกรอบของเทวนิยม สูงสุด เก่งที่สุด ก็ได้เป็นศาสดา องค์ใดองค์หนึ่งในศาสนาของท่าน และมีหลายองค์อย่างที่พูดไปแล้ว สูงสุดของตนของตนก็ได้เป็นศาสนาของตน เป็นศาสดาของศาสนาของตน ร้อย พัน หมื่น แสน ทั้งลัทธิเล็กๆน้อยๆ แต่ ศิวิไลซ์ของพุทธนั้น คำว่า ศิวิไลซ์มันไม่ใช่ภาษาบาลี แต่จะเรียกความสูงสุด เอาคำว่าสูงสุดนี้มาหมายถึง ศิวิไลซ์ของเทวนิยม อยู่ในกรอบ ศิวิไลซ์ของที่จะมาเป็นพุทธคือออกนอกกรอบมาได้ นอกกรอบของชาวเทวนิยมชาวโลกียะ ออกจากโลกียะมาเป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นศรีวิไลซ์เป็นอย่างไร ถ้าเราไปหมายถึงศิวิไลซ์ที่เป็นภาษาอังกฤษแปลว่าความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในกรอบของเทวนิยมเขาก็ได้สุดแค่นั้น สูงสุด วน อยู่แค่นั้น ถ้าเอาศิวิไลภาษาอังกฤษมาเรียกโลกุตรธรรมที่เป็นโลกอีกโลกหนึ่งเป็นโลกที่ไม่วนแล้ว ออกจากความวน มาหาความเป็นอิสระจากความวนเวียนออกมาได้ ออกมาได้จริงๆ จะเอาคำว่าศิวิไลซ์มาเรียก ก็ได้ ถ้าเข้าใจความหมายไม่ไปติดในพยัญชนะศิวิไลซ์ ที่เด็กถาม คือ ติดพยัญชนะว่า ศิวิไลซ์แปลว่าความเจริญ ก็เจริญในกรอบโลกีย์ก็ได้แค่กรอบนั้น แต่ออกจากโลกีย์ เอาคำว่าศิวิไลซ์ของโลกีย์มาเรียกโลกุตระ แต่ พระพุทธเจ้าเรียกโลกุตระ ก็มาเป็น ศิวิไลซ์แบบโลกุตระไม่ใช่ศิวิไลซ์แบบโลกีย มันเป็นสอง ศรีวิไลซ์ เราก็ไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนคำว่าศิวิไลซ์ที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Civilization สู่แดนธรรม... ผมรู้จัก ความศิวิไลซ์ของชาวญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง จะมีอยู่บ้านหนึ่งคือ ขายของแล้วคนขายของไม่ต้องอยู่ที่ร้านเลย คนจะมาซื้อก็ทอนเงินเอง พ่อครูว่า... เป็นความรู้ทางโลกที่ดีเป็นโลกีย์ที่รับรู้ร่วมกัน ทีนี้จะแยกโลกีย์กับโลกุตระให้ชัด โลกีย์คือ มีความรู้และมีความเจริญของโลกสูงขึ้นที่มีได้จริงๆ แต่อยู่ในกรอบวนของโลกีย์ สวนโลกุตระนั้นออกจากกรอบนี้ เอาอะไรเป็นเครื่องตัดสินว่าออกจากกรอบนี้ เอาการเป็นโลกุตระ เอาการมีปัญญาญาณ รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้ความเป็นกิเลสในจิตของตน โลกียะ ไม่รู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน แยกจิตของตนเองออกเป็นสองไม่ได้ แยกจิตแยกกายไม่ออกเลย แยกรูปนาม กาย จิต ไม่ได้ แยกเทวะออกเป็นสองอย่างไม่ได้ อย่างนึงเป็นโลกุตระ อย่างนึงเป็นโลกียะ อาจจะแยกโลกีย์เป็นสองได้เหมือนกัน 2 ต่างจาก 3 และ 3 ต่างจาก 4 ต่างจาก 5 แต่ความรู้นั้นเป็นโลกีย์ ยังไม่เป็นความรู้ที่มีญาณปัญญารู้จักกิเลส อ่านอาการของกิเลสที่เป็นนามธรรมอย่างยิ่ง แล้วเป็นจอมมายาอย่างยิ่งด้วย มันหลอกคนว่าความทุกข์เป็นความสุขเป็นต้น หลอกว่าความไม่มีตัวตนเป็นความมีตัวตนเป็นต้น หลอกความไม่เที่ยงว่าเป็นความเที่ยง หลอกว่าความไม่น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นความน่าได้น่ามีน่าเป็น หรือมันไม่ได้งามก็หลอกว่างาม ซึ่งความงามมันเป็นสมมุติ ไม่มีแต่ความงามทุกอย่างเสื่อม งอมไปเรื่อยๆ ดีไม่ดีโง่ไม่ได้งาม งามโง่งามหง่อม ฝนตกกระหน่ำตอนนี้ พระพิรุณถึงวาระได้สัดส่วน เดี๋ยวนี้อุตุนิยมก็เก่งทำนายแม่นนะ เก่งทั่วโลกแล้ว สู่แดนธรรม... ถ้า Civilization แบบโลกีย์มีความก้าวหน้าแล้วโลกุตรธรรมมี Civilization แบบไหน พ่อครูว่า... ก็อ่านกิเลสออก ตัวนี้เป็นเครื่องตัดสินโลกุตระ ตัดสินตรงที่ว่า เราอ่าน จิต เจตสิก รูป นิพพาน รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ เรามีปัญญามีสัมมาทิฏฐิ อ่านสิ่งที่กระทบสัมผัสอันนี้เป็นรูป จิตก็ดี แยกจิตเป็นเจตสิกย่อย ก็อ่านอันนี้ มันถูกรู้เป็นรูป นามของเราอ่านเอง แล้วอ่านของตัวเราเองเป็น สักกะ ของคนอื่นอย่าไปอ่าน ของคนอื่นเราไม่ได้สัมผัสด้วยไม่ใช่เนื้อแท้ ก็อ่านนามรูป กาย เป็นภาวะสอง ตั้งแต่รูปภายนอกกับภายใน จนกว่าจะหลุดพ้นกิเลสภายนอกก็ไม่ได้ดับภายนอก ภายนอกเรายังอยู่แล้วก็มีภายในเข้าไปเรื่อยๆ จิต เจตสิก เป็นรูป อรูป เข้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้หมายความว่าได้ภายนอกแล้วแบบหลับตาไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ ก็ลืมตาแต่อยู่เหนือเป็นอุตตระไม่มีกิเลสกับภายนอกแล้วเที่ยงแท้มันทำอะไรไม่ได้จะกระทบกระแทกกระเทือนอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว อเนญชาแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องหลบหลีกภายนอก ไม่ต้องไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม ถ้าไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมไม่มีวันจะเป็นพระอรหันต์ได้เลยพูดไปแล้วพูดซะอีก 650725 แดนศิวิไลโลกุตระต้องชนะกิเลสตน รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 47