ประชาธิปไตยโลกุตระคืออธิปไตย 3 และ อายะ 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.58 KB
วันที่แก้ไข3 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ประชาธิปไตยโลกุตระคืออธิปไตย 3 และ อายะ 3 ทีนี้กลับไปสู่คำว่า ประชาธิปไตยโลกุตระ เรื่องนี้นี่อาตมาก็เคยพูดผ่านๆไป คำว่าประชาธิปไตย ไม่มีในยุคพระพุทธเจ้า ก็พูดมาแล้วหลายที มีแต่คำว่าอธิปไตย และมีคำว่า พหุชน ซึ่งก็แปลว่ามวลประชาชน เพราะฉะนั้นอาตมานำเอาอธิปไตย 3 กับอายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อายะแปลว่าประโยชน์คุณค่าหรือส่วนที่ควรจะได้ พยัญชนะจะใช้ Word By Word ไม่ได้แต่สภาวธรรมเป็นอันเดียวกัน คำว่า ประโยชน์เพื่อมวลประชาชนเพื่อหมู่ชนทั้งหลาย พหุชนหิตายะ มันก็คือประชาธิปไตยทำประโยชน์เพื่อมวลชน อันที่ 2 เกิดเป็นสุขแก่มวลชนทั้งหลาย มันก็คือประชาธิปไตยโลกุตระนั่นแหละ ยิ่งสูงสุดถึงขั้น โลกานุกัมปายะ ช่วยโลกอนุเคราะห์โลก เกื้อกูลโลก ด้วยภูมิปัญญาที่ถูกต้อง มันยิ่งใช่เลยใช่แท้ๆ เพราะฉะนั้น คุณจะมีความรู้ในเรื่องอธิปไตย 3 รู้ในเรื่องโลกก็ตาม รู้ในเรื่องอัตตาก็ตาม รู้ในเรื่องธรรมะ คุณก็เอามาผนวกเอามารวมกันกับอายะ 3 สมบูรณ์แบบแล้ว ความเป็นประชาธิปไตยโลกุตระ เพราะอธิปไตย 3 นั้นคือเหนือโลกเหนืออัตตา เป็นธรรมะโลกุตระแล้ว ธรรมะโลกุตระคือเหนือแล้ว เหนือนี่ไม่ได้หมายความว่าไปข่มเบิ่งโลกไปข่มเบ่งอัตตาใครไม่ใช่ ตนเองมีความรู้โลกมีโลกะวิทูตามภูมิ เข้าใจโลกรู้จักโลก ตามภูมิธรรมตามบารมี รู้จักโลกแค่นี้ มีบริบทเท่านี้ มีองค์ประกอบเท่านี้ มีอำนาจฤทธิ์แรงเท่านี้ก็ช่วยโลก ในกรอบขอบเขตของตนเองยิ่งมี บารมี มีธรรมฤทธิ์พอจะช่วยได้ อย่าง อาตมานี่ มีความสามารถที่จะช่วยมนุษยชาติได้ ตามขอบเขตที่อาตมาจะช่วยได้เต็มที่ โดยอาตมาช่วยคน อาตมาเคยพูดมาแล้ว อาตมาไม่ไปหลอกล่อมา ไม่ไปหว่านล้อมมาไม่ไปสัญญิงสัญ

อ่านต่อ

ญาว่าคุณมานี่ คุณจะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญได้สุข ไม่ไปเอาอะไรไปเป็นสิ่ง เหมือนอย่างที่นักการเมืองเขาไปติดสินบนประชาชนไว้ ประชานิยมก็ได้ ติดสินบนแก่ประชาชน ว่าฉันจะทำอันนี้ให้คุณได้ เราไม่ทำ แสดงสัจธรรมเพียวๆ แสดงสัจธรรมตรงๆ แสดงสัจธรรมให้จริงจัง แล้วใครรับได้ มาเอง อาตมาเคยพูดไม่รู้เท่าไหร่ว่า พวกคุณมาเองนะ อาตมาไม่ได้ไปปะเหลาะ ไม่ได้ไปหลอกล่อ ไม่ได้ไปปะเล้าปะโลมอะไรมาทั้งนั้น มันเป็นอิสรเสรีภาพของส่วนบุคคลแต่ทุกคนมาที่นี่ มาด้วยความอิสรเสรีภาพของตัวเอง รู้เองมีภูมิปัญญาเองว่าควรมาเอาอันนี้ แล้วคุณจะอยู่ให้ได้ทำให้ได้ประโยชน์ไป หรือคุณอยู่ไม่ได้ คุณจะกระเด็นออกไป มันก็ของคุณอิสรเสรีภาพของคุณภูมิธรรมของคุณ คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้เอง ทั้งๆที่ไม่มีใครทำให้คุณออกไปหรอกแต่คุณออกไปของคุณเอง มันก็อัตตาของคุณเอง มานะ อติมานะ ความถือดีถือตัวของคุณเอง คุณไม่รู้เองว่าที่นี่คือ แหล่งของมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ คุณไม่รู้เองต่างหาก ถ้าคุณรู้แล้ว คุณจะถอยไปไหน ไม่ถอยหรอก อาตมาพูดวนเวียนมาไม่รู้กี่รอบกี่เที่ยวกี่อย่าง แล้วก็มาย้ำซ้ำอยู่ที่จุดเดิม ว่า เกิดมาเป็นคนแล้ว มันไม่มีอะไรเลยที่จะควรได้ ควรมี ควรเป็น เหมือนโลกุตรธรรม ของพระพุทธเจ้า ให้ได้สูงสุดถึงขั้นจบกิจ ขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 อาตมาแยกเป็น 4 ขั้น 4 แบบ จบกิจขั้นที่ 1 แบบโลกีย์ คือทำความดีตามสมมุติโลก สมมุติสัจจะ ให้ได้ให้เที่ยง เพราะความดีของโลกุตระนั้นมีปัญญา แม้จะไม่เที่ยง แม้จะหมู่นี้เขาถือว่าอันนี้ดี หมู่นั้นเขาถือว่าอันนั้นดีก็ไปอยู่กับเขาได้ เข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตามไม่มีปัญหา เที่ยง ทำดีไม่เปลี่ยนแปลง ทำดีไม่ตกต่ำ นิยตะ แม้จะเป็นโลกียะนี่จบกิจการที่ 1 ซึ่งต่างกันกับโลกีย์เขา เขาทำดีของโลกียะก็เที่ยงได้ แต่เขาเที่ยงแบบ นิจจะ ไม่ได้เที่ยงแบบนิยตะ 661027 พ่อครูคือก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิที่คนต้องมีฉันทะมาเอา พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน