พ่อครูคือก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิที่คนต้องมีฉันทะมาเอา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูคือก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิที่คนต้องมีฉันทะมาเอา คุณธรรมที่พระพุทธเจ้ามีบัญญัติ มีคำพระบาลีเป็นหลัก แล้วไปแปลเป็นภาษาไทยอย่างที่อธิบายกันอยู่ แล้วคุณธรรมเหล่านั้น มนุษย์เอามาเรียนรู้ แล้วก็เอามาปฏิบัติประพฤติ เกิดผลที่ตัวเองสำเร็จได้ ยืนยันได้ ก็เกิดมนุษย์อาริยะที่แท้จริง สิ่งที่ยืนยันว่าเป็นอาริยะที่แท้จริงนั่นก็คือ ผู้ที่รู้จริง ผู้ที่ทำจริงปฏิบัติจริง ประพฤติจริงได้ผลสำเร็จ แล้วก็เอามาเปิดเผย เอามาอธิบาย เอามาขยายความ ให้ผู้อื่นรู้ตาม ผู้อื่นรู้ตามแล้วเข้าใจลึกซึ้ง เกิดพัฒนามีรากงอกถึง 10 ราก รากทั้ง 10 ภาษาบาลีว่า มูลกา ในมูลสูตร ใครจำได้บ้าง 10 ข้อมีอะไรบ้างยกมือ ... มูลสูตร ราก 1 1.ฉันทะเป็นมูล 2.มีมนสิการเป็นแดนเกิด 3.ผัสสะเป็นปัจจัย 4. เวทนาเป็นที่ประชุมลง 5.สมาธิเป็นประมุข 6.สติเป็นอธิปไตย 7.ปัญญาเป็นอุตตระ 8.วิมุติเป็นสาระ 9.อมตะเป็นที่หยั่งลง จากอมตะเป็น 10.ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ราก 10 ข้อ ผู้ที่ชัดเจนแล้วก็จะเข้าใจสภาวะธรรม ยินดี ข้อที่ 1 จะใช้พยัญชนะบาลีว่า ฉันทะ เป็นมูลกา มันไม่ใช่เรื่องตื้นเขินเลยนะมันเป็นเรื่องลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นคำว่ายินดีฉันทะคำนี้ ทำไปเล่นไป เป็นต้นรากของโลกุตระเลย มันเกิดความยินดี มันเกิดความศรัทธามันเกิดความมีปัญญา มันยินดี มีศรัทธา มีปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิ อันนี้ลึกซึ้งนะ อาตมานี่คุณว่าอาตมาสัมมาทิฏฐิไหม อาตมาว่าอาตมาเป็นก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิเลยนะ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเห็นอาตมา เห็นก้อนสัมมาทิฏฐิ ที่ไม่ใช่ก้อนเล็กๆด้วยนะ เป็นก้อนสัมมาทิฏฐิที่เข้มข้นไม่ใช่เล่น เพราะฉะนั้นคนที่มีดวงตา สัมผัสก้อนสัมมาทิฏฐิคืออาตมา ถ้าเขามีภูมิปัญญามีปฏิภาณเห็นแล้วรู้ว่า โอ้โห อันนี้ก้อนสัมมาทิฏฐิ เขาคือ ผู้มิจฉาทิฏฐิไง แล้วเขาเกิดฉันทะ เขาเกิดยินดี โอ้

อ่านต่อ

นี่คือก้อนสัมมาทิฏฐิหรือ ถ้าเกิดฉันทะเป็นข้อที่ 1 แล้ว เขาจะปรับจิต ทำจิตทำใจใหม่มนสิการ เป็นข้อที่ 2 แล้วข้อที่ 3 4 5 6 7 8 9 10 ดำเนินไปตามสัมมาทิฏฐิได้ แต่ถ้าไม่ยินดีแล้ว ไม่ถูกต้อง ไม่สัมมาทิฏฐิได้ตั้งแต่ข้อที่ 1 คุณทำใจในใจมนสิการ คุณก็ทำมิจฉาทิฏฐิ แม้คุณจะไปผัสสะ คุณก็ผัส สะมิจฉาทิฏฐิ แม้คุณจะรู้ภาษาคำว่าเวทนา ท่องพยัญชนะเวทนาได้ 108 เหมือนที่อาตมาพูด ก็ไม่เหมือนของอาตมาพูด อย่านึกว่าเวทนาไม่ได้ผล มิจฉาทิฏฐิไม่ได้ผลนะ ได้ผลของเขาเหมือนกัน เวทนาอธิบายแบบ 108 ของเขา เขาก็อธิบายได้ แต่มันไม่ใช่เหมือนกันเลย มันคนละแบบ คนละสัจจะ มันคนละเรื่อง คนละสภาวะเลย เพราะฉะนั้นแม้แต่อรหันต์ แม้แต่วิมุติ แม้แต่นิพพาน มันก็คนละอย่าง อรหันต์เก๊กับอรหันต์แท้ มันจะเป็นอย่างนั้นเลย ใช้คำภาษาอธิบายเดียวกัน แต่สภาวะคนละอย่าง คุณว่ามหาบัวสนิทใจของตัวเองไหมว่าตัวเองจะเป็นพระอรหันต์ ไม่เกิดอีกแล้วชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย มหาบัวเค้าประกาศชัดเจน มหาบัวจริงใจเองไหม จริงใจ เพราะเขาโง่สนิท เขามืดสนิท เขาหลงผิดสนิท เห็นไหม ขออภัยนะ ขออภัยมหาบัวหรือว่าลูกศิษย์มหาบัวทั้งหลายแหล่ ที่ศรัทธาท่านมหาบัวอยู่ อาตมาก็พูดสัจจะ อาตมมาเลี่ยงสัจจะไม่ได้ พูดความจริง แล้วมันมีตัวจริงยืนยัน มันเป็น specimen ที่ ขอยืม มาเป็นตัวอย่างที่เอามาใช้ยืนยัน เดี๋ยวจะหาว่าพูดไปแล้วใครเป็นอย่างที่ว่า ไม่มีตัวอย่างยืนยัน อาตมาก็เลยขอยืมมาเป็น specimen มาเป็นชิ้นตัวอย่างที่จะมายืนยันในผู้ที่รู้จัก ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น มันมีหลักฐานมีสิ่งอ้างอิง อย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้หมายความว่าไปข่ม ไปดูถูก ดูแคลนไม่ใช่ ไม่มีจิตตัวนี้เลย ไม่มีจิตตัวไปข่มแต่อาตมาสงสารมหาบัว อาตมานี่ไม่มีไปดูถูกดูแคลนคน แต่มีแต่พูดข่ม พูดความผิดของเขาเหมือนไปข่มไปดูถูกเขา มันดูเหมือนกันแต่มันเป็นความจริง ไม่ใช่ดูเหมือนเท่านั้นด้วย ที่อาตมาพูดนั้นมันจริง ฟังเข้าใจไหม อาตมาไม่ได้เล่นลิ้นแต่อาตมาพูดสัจจะความจริง เพราะฉะนั้น อาตมาตำหนิใคร ตำหนิด้วยความสงสาร ตำหนิด้วยความจริงใจปรารถนาดี อย่างมหาบัวนี่ อาตมาตำหนิได้เต็มที่ เพราะว่าเสียไปแล้ว เป็นตัวอย่างชัดเจนแก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ตำหนิได้เต็มที่แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะฟื้นมาแย้งอาตมาได้อีก มาแก้ตัวกลับตัวกับ อาตมาก็ไม่ได้ เพราะตัวเองตายไปแล้ว ผิดไปเต็มรูปแล้ว ไม่มีการฟื้นมาแก้ไขตัวเองได้แล้ว ใช่ไหม อาตมาก็ตำหนิได้แน่นอน คนไม่แก้ไขตัวเองหรือไม่ฟื้นมาปรับตัวเองว่า ฉันเป็นคนดีแล้วนะไม่มีทางตำหนิเต็มที่ คนที่ยังมีชีวิตอยู่อาตมาไม่ตำหนิเต็มที่ ยังมีสาเปกโข เพราะยังมีความหวังว่าท่านน่าจะเข้าใจ เกิดตื่นบ้าง ถ้าเกิดเห็นโพธิรักษ์ คนที่เคยเข้าใจอาตมาว่าเป็นมิจฉาทิฎฐิ ตรงกันข้ามกับท่านเลย พอท่านรู้สึกว่าโอ๊ยตาย เกิดภูมิปัญญาขึ้นมาเลย โอ้โห นี่เราไปตำหนิท่านโพธิรักษ์ผิดเลยนะนี่ หิริจะเกิดไหม โอตตัปปะก็จะเกิด เห็นไหมสัจธรรมพระพุทธเจ้า ยิ่งเป็นคนมีสำนึกสูงด้วย จึงเห็นว่าตายๆๆ เราไปตำหนิผิดละอายขายขี้เท่อ จะละอายอย่างติพพัง โอตตัปปะอย่างติพพัง ติพพัง แปลว่า แรงกล้า นี่คำสอนพระพุทธเจ้าทั้งนั้นที่อาตมาอธิบาย มันมีสัจธรรมที่เป็นตัวอย่าง เห็นๆอย่างทุกวันนี้ อาตมาก็ว่าน่าสงสาร คนที่ถูกพาดพิงถึงขนาดนี้ แม้แต่ออกชื่อบ้างไม่ออกชื่อบ้าง พวกเราก็คงจะพอเข้าใจคนที่มีลักษณะตามที่อาตมาพาดพิงถึง นี่เป็นสัจจะ สรุปอีกทีตรงนี้ว่า เป็นคนเกิดมาแล้วนี่ ไม่มีอะไรดีไปกว่ามาศึกษาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า คุณจะไปเรียนวิชาอะไรแล้วก็ไปทำงานตามวิชาที่คุณมี อีกกี่แขนง ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย ไม่มีแขนงไหนดี เท่า พระพุทธเจ้าไปศึกษาในยุคของท่าน มหาวิทยาลัยยิ่งใหญ่ ตักศิลา มีความรู้ 18 วิชาหรือ 18 คณะหมดสูงสุดแล้วในยุคนั้น ความรู้ 18 คณะนี้ยิ่งใหญ่สูงสุดแล้ว ท่านเรียนจบหมดทุกคณะ อาตมาเคยแถมว่าท่านได้เกียรตินิยมมาทุกคณะด้วย พระพุทธเจ้าแล้วจริงด้วย สมณะฟ้าไท... คนที่พ่อครูตำหนิเขา อาจจะชาตินี้เขาไม่สำนึกผิด อย่างพระเทวทัตไปสำนึกผิดชาติสุดท้ายเป็นไปได้ไหมครับ แสดงว่าสะสมไว้ จะต้องค่อยๆเติม พ่อครูว่า... ใช่ จะต้องค่อยๆเติม ก็จะรู้สึกตัว แต่ก็ต้องทำตาม พระพุทธเจ้าว่าเราจะต้องตำหนิแล้ว ตำหนิอีก ไม่ยั้งมือ เหมือนช่างปั้นหม้อที่นวด ที่นวดดินที่กำลังอ่อนๆที่นวดได้ ท่านพุทธทาสใช้คำว่า ขนาบแล้วขนาบอีก ท่านใช้สำนวนอย่างนี้ อาตมาสรุปมาให้ฟังหลายทีแล้วว่าพระพุทธเจ้า ไปเรียนรู้วิชาทางโลกตักศิลา 18 สาขาวิชาจบหมดแล้วกลับมาท่านก็ไม่เอาสักวิชา ท่านเอาวิชาของท่านคือวิชาพระพุทธศาสนา ที่เป็นโลกุตระ แม้ท่านจะเรียนจบมาแล้วท่านก็ไม่เอา รู้โลกเขาหมดไปเรียนมา อย่างชาตินี้ อาตมาบารมีไม่ได้ไปเรียนกับเขาเลยในตักศิลา มหาวิทยาลัยใดๆก็ไม่ได้ไปเรียนปริญญาสักแค่ขั้นจัตวาก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่ปริญญาตรีเลย ปริญญาแค่อนุปริญญาจากมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยนี้ วาสนาโพธิรักษ์นี่ชาตินี้ ซึ่ง อาตมาภูมิใจนะ ภูมิใจที่อาตมาไม่ได้ไปเป็น ไม่ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยอะไรใดๆ ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยใดๆเลย ภูมิใจ ภูมิใจตรงไหน ภูมิใจตรงที่ว่าเราจะได้พิสูจน์ว่าเรามีความรู้ โดยไม่ต้องอาศัยความรู้จากใคร บางคนอาจจะบอกว่าที่อธิบายธรรมะได้อย่างนี้เพราะจบมหาวิทยาลัยนั้น มหาวิทยาลัยนี้ โอ๊ย คนนี้มันเรียนจบมหาวิทยาลัยตั้ง 5 วิทยาลัย มันก็อธิบายได้เก่ง จบปริญญาเอกมาตั้ง 5 ใบ 7 ใบ มันก็อธิบายได้ดีสิ อย่างนี้เสียศักดิ์ศรีธรรมะพระพุทธเจ้าหมด เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ต้องจบมหาวิทยาลัยใดๆเลย แต่อธิบายธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ เข้าเนื้อเข้าหนังได้เป็นอริยสัมมาทิฏฐิ แทงถึงแก่นได้จริงๆเลย พิสูจน์ความจริงของธรรมะพระพุทธเจ้าเพียวๆเลย เห็นไหม อย่างนี้มันเป็นลักษณะอย่างนี้ อาตมาอธิบายนี้เข้าใจชัดเจนลึกซึ้งไหม อย่างนั้นจริงๆมันเป็นอย่างนั้น อาตมาถึงบอกว่าอาตมาไม่ได้น้อยใจ เสียใจว่าเกิดมาชาตินี้ แต่เคยพ้อๆไปงั้นแหละ พ้อไปเป็นวิธีการอธิบายธรรมะ แต่ใจจริงแล้วไม่มีปัญหา เรื่องเหล่านี้ เพราะอาตมา พูดตอนนี้จะคุยตัวเองไปด้วย แต่ว่าไม่มีหลักฐาน ชาติก่อนๆอาตมาเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ How many ไม่ยี่เจ้ย ไม่เท่าไหร่หรอก อาตมาไม่มีปัญหา ไม่ตกอกตกใจไม่น้อยใจเสียใจ ไม่เว้าใจแหว่งใจเรื่องเหล่านี้หรอก อาตมาทำงานมาจนถึงวันนี้ อาตมาก็ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย อาตมาจบแค่ศิลปะ ศิลปะเขาก็มีจบปริญญาตรีนะ ตอนนั้นจบเขายังไม่ได้ยกสถานะของสถาบัน ตอนนั้นเป็นโรงเรียนเพาะช่างเขาไม่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัย เขาไม่ถือว่าเป็นวิทยาลัย เพราะฉะนั้นประสาทวิชา ประสาทขั้นตอนใบรับรอง แม้จะเรียน 5 ปี ไม่ใช่น้อยนะ 5 ปี มันน่าจะจบ มันน่าจะ 6 ปีใช่ไหม เตรียม 2 ชั้นแล้วเรียนอีก 4 ปีปริญญาตรีเป็น 6 ปี นี่เรียนตั้ง 5 ปี ก็น้อยกว่ากันนิดเดียว ก็ไม่ได้ปริญญาตรี เขาบัญญัติกันไง กำหนดกันว่าขั้นนี้ ขั้นนี้ ตามกำหนดของเขาตั้งกัน ก็ไม่มีปัญหาอะไร สรุปแล้วความรู้ที่มนุษย์เกิดมาเป็นคนแล้ว อาตมาจะต้องใช้คำว่าต้องเรียน ใช้คำว่าจะต้องเลยนะ ความรู้ที่ต้องเรียนกันจริงๆคือโลกุตรธรรม คุณจะเกิดอีกกี่ชาติ กี่ชาติ กี่ชาติ ถ้าคุณไม่ได้โลกุตรธรรมคุณก็ตกนรก ขึ้นสวรรค์ ตกนรก ขึ้นสวรรค์กันอยู่เป็นเทวนิยมเป็นชาวปุถุชน วนเวียนๆแล้วเวียนเล่า หมุนเวียนตกต่ำขึ้นสูงสูงต่ำ ต่ำสูง สูงต่ำ ไม่ได้เสถียรไม่ได้ นิยตะ ไม่ได้เที่ยงแท้ ไม่มี นิยตะ ไม่มีความจริงแท้ที่จะไม่ตกต่ำ อวินิปาตธรรม หรือนิยตะ ไม่ตกต่ำเที่ยงแท้ มีแต่ไปสู่ที่สูงที่สุดถ่ายเดียว อาตมาสรุปด้วยภาษาสมัยนี้และของภาษาสมัยโบราณสมัยพระพุทธเจ้ามายืนยันศึกษา 661027 พ่อครูคือก้อนแห่งสัมมาทิฏฐิที่คนต้องมีฉันทะมาเอา พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน