23 ภาคผนวก ค ใจเพชร น 2269-2332.docx

โฟลเดอร์Word จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์207 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ค งาน วิจัย ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพื่อการพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพ ของผู้ต้องขังหญิง เรือนจำจังหวัดภูเก็ต โครงการสุขภาพองค์รวม ด้วยการแพทย์วิถีธรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง ภายใต้การดำเนินงานตามโครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยได้รับเกียรติ อย่างสูงจากสำนักกิจการในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประสานความร่วมมือในการสนองพระดำริ ให้การช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในมิติด้านสุขภาพแบบองค์รวม โดยเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมสนับสนุนความรู้ การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมไปสู่ผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ “โครงการสุขภาพ องค์รวม ด้วยการแพทย์วิถีธรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง ภายใต้การดำเนินงานตามโครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอกาสผู้ต้องขังหญิงได้เรียนรู้ การดูแลสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการ พึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และได้รับการพัฒนาจิตวิญญาณ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีสุขภาพกายใจที่ดี มีจิตวิญญาณดีงามกลับสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำ เริ่มดำเนินการ โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพื่อการพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง วันที่ 9 มีนาคม 2558 โดยกระบวนการเรียนรู้มี รูปแบบการเรียนรู้คือ การบรรยาย สาธิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง คือทีมวิทยากรจิตอาสาจา

อ่านต่อ

กมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนการตรวจประเมินสุขภาพ จากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ต้องขังหญิงทุกคนเข้าร่วมโครงการ วันที่ 9 มีนาคม 2558 จำนวน 341 คน ข้อมูลจำนวนผู้ร่วมโครงการเปลี่ยนแปลงทุกวันเพราะ แต่ละวันมีเข้าออก และวันที่ 10 เมษายน 2558 มีจำนวน 309 คน การประเมินผลโครงการ โดยการ ศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิง เรือนจำจังหวัดภูเก็ต” ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพื่อการพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิง เรือนจำจังหวัดภูเก็ต ใจเพชร กล้าจน * นิตยาภรณ์ สุระสาย ** บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต่อ พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ต ระหว่างก่อนได้รับโปรแกรมและหลังได้รับโปรแกรม เล ือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 250 คน ระยะเวลาศึกษา 1 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก ่ โปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง บรรยาย สาธิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การบันทึกและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาสถิติเชิงอนุมานด้วย Dependent Samples t – test ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน วิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ และ วิเคราะห์ข้อมูลคำถามปลายเปิด โดยใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย FACTOR ANALYSIS โปรแกรม ATLAS.ti ผลการศึกษา พบว่าหลังได้รับ โปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมี คะแนนเฉลี่ย พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพในด้านกายบริหาร การปรับสมดุลร่างกายด้วยอาหารและสมุนไพร การเอาพิษออก จากร่างกาย ด้านจิตใจ สังคม และการพัฒนาจิตวิญญาณ ดีกว่า ก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <.001 ภาวะสุขภาพ ได้แก่ ค่าดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิตตัวบน ระดับ ความดันโลหิตตัวล่าง ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับโคเลสเตอรอล ระดับไขมันชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) และ ระดับไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) มีค่าเฉลี่ยลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ <.05 ส่วนค่า ระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ความรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ และการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( r = .256 และ r = .502, p<.001) ปัจจัยที่ทำนายพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพได้แก่ การรับรู้ ความสามาร ถตนเอง ด้านสังคม และการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ สามารถร่วมทำนายได้ ร้อย ละ 36 ประสบการณ์และการเรียนรู้จากโปรแกรมทำให้กลุ่มตัวอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ * นักศึกษาปริญญาเอก ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ * นักศึกษาปริญญาโท สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกถูกกล่าวหาหรือต้องโทษด้วยคดียาเสพติด ร้อยละ 55.75 ( Cornell Law School’s Avon Global Center for Women and Justice and International Human Rights Clinic and others, 2013 : 3 ) ซึ่งสอดคล้องกับประเทศไทยที่ผู้หญิงถูกกล่าวหาหรือต้องโทษจำคุกส่วนใหญ่เป็นความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยมีปริมาณมากกว่าร้อย ละ 80 ส่งผลให้เกิดปัญหาคนล้นเรือนจำในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ชาญ เชาวน์ ไชยานุกิจ, กราบทูลรายงาน) จากการที่เรือนจำเป็นสถาบันทางสังคมที่มีลักษณะเฉพาะที่ผู้ต้องขังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือนจำอย่างเคร่งครัด ต้องเผชิญกับการดำรงชีวิตในรูปแบบใหม่ที่ต่างจากชีวิตโดยทั่วไปในสังคมภายนอกไม่ว่าจะเป็นลักษณะที่อยู่อาศัยทางกายภาพที่ผู้ต้องขังต้อง เข้ามาอยู่รวมกันในสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างแออัด โดยใช้เวลาอยู่ในห้องนอนรวมกันประมาณ 15 ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งการจัดระเบียบสังคม ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตหรือวัฒนธรรม ทำให้ผู้ที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำเผชิญกับความกดดันหลาย ๆ อย่าง จากการศึกษาเรื่องเล่าของผู้หญิงที่ต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำแสดงให้เห็นว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเรือนจำเป็นภาวะที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล เศร้าโศก เสียใจ เครียด หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ดังนั้นการเข้ามาอยู่ในเรือนจำจึงส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (นภาภรณ์ หะวานนท์และคณะ , 2555 : 12; ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์และราณีฉายินทุ . 2546 :11-12 ) พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงดำริให้จัดตั้งโครงการกำลังใจ เพื่อประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการโอกาสในสังคมไทย เนื่องด้วยทรงดำริว่า ทุกคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็ต่อเมื่อรู้จักรักษาสิทธิของตน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น กระบวนการยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลทุกฝ่ายในสังคมก็น่าที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่าง สงบสุขอีกครั้งหนึ่ง แต่กระนั้นในบางครั้งกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ ไม่ ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มผู้ถูกคุมประพฤติ หรือผู้ที่เป็นจำเลย กลับมิได้รับโอกาสเท่าที่ควร ในการที่จะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมส่วนรวม ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ขาดโอกาสที่จะดำเนินชีวิตดังที่ควร ทรงดำริว่าผลงานจากโครงการกำลังใจ จะช่วยให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้ตระหนักว่ายังมีผู้ที่เต็มใจจะให้โอกาส และเอาใจช่วยให้พวกเขาสามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ และเมื่อทุกคนได้รับโอกาสที่สมควรแล้วจะต้องรู้จักในการเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้กลับมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพ แล้วยังมีส่วนที่ จะช่วยให้สังคมส่วนรวมกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกด้วย (สำนักกิจการในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา 2556 :1 ) ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยนายใจเพชร กล้าจน และทีมจิตอาสา ดำเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพประชาชนโดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบูรณาการกับพุทธธรรม และจุดดีของการแพทย์แผนอื่น ๆ คือ การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก บูรณาการเป็น “การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม” ซึ่งสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติหลักสูตร “การแพทย์ ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง”และได้มีการแต่งตั้งนายใจเพชร กล้า จน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบันดำเนินกิจกรรมอบรมเผยแพร่ความรู้และทักษะปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากผู้เข้าอบรมภายใต้องค์กรการกุศล “มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย” โดยนายใจเพชร กล้าจน ประธานมูลนิธิ ฯ และทีมจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย รับสนองโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีพื้นที่แคบ และมีจำนวนผู้ต้องขังแออัดมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2 เท่า โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนามาจากหลักสูตร “การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” โดยการประยุกต์องค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมฯ ร่วมกับทฤษฎี การเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง ทฤษฎีการกำกับตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคม ซึ่งมีรูปแบบของการเรียนรู้ คือ การบรรยาย สาธิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากตัวแบบที่เป็นบุคคลจริง คือทีมวิทยากรจากมูลนิธิแพทย์วิถีธรรม และตัวแบบสัญลักษณ์ คือสื่อวีดีทัศน์ ฝึกทีมผู้ประกอบอาหาร (อาสาสมัครจากผู้ต้องขังหญิง) ให้สามารถประกอบอาหารสูตรปรับสมดุล และการปฏิบัติด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นข้อมูลและแนวทางในการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ต และเรือนจำแห่งอื่นต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของ ความรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพกับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพหลังได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 3. เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ ความรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ 4. เพื่อศึกษาประสบการณ์ในการเข้าร่วมโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ต สมมติฐานของการวิจัย 1. ผู้ต้องขังหญิง เรือนจำจังหวัดภูเก็ต หลังได้รับโปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ และ พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพฯ 2. ผู้ต้องขังหญิง เรือนจำจังหวัดภูเก็ต หลังได้รับโปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีภาวะสุขภาพ ประกอบด้วย ดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด ระดับไขมั นเอชดีแอล-โคเลสเตอรอลในเลือด และระดับไขมันแอล ดีแอล-โคเลสเตอรอลในเลือด เปลี่ยนแปลงสู่ภาวะปกติมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพฯ 3. พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ต มีความสัมพันธ์กับความรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ และการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ ภายหลังได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 4. ความรู้ เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ และการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ สามารถทำนายพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ตได้ 5. การเข้าร่วมโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ช่วยทำให้ผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ตได้มีประสบการณ์และการเรียนรู้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research ) ประชากร ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับการควบคุมในเรือนจำจังหวัดภูเก็ต ณ วันที่ 9 มีนาคม 2558 จำนวน 341 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ สมัครใจร่วมโครงการตั้งแต่เริ่มต้นและได้รับการประเมินผลโดยตอบแบบสอบถาม รวมถึงการประเมินภาวะสุขภาพทั้งก่อนและหลังได้รับโปรแกรม จำนวน 250 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นการ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ( Questionnaire) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 5 ส่วนคือส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของบุคคล จำนวน 21 ข้อ ส่วนที่ 2 ความรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ในด้านออกกำลังกาย ด้านการปรับสมดุลร่างกายด้วยอาหารและสมุนไพร ด้านการเอาพิษออกจากร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ จำนวน 30 ข้อ ส่วนที่ 3 การรับรู้ความสามารถตนเอง ในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ ในด้านกายบริหาร ด้านการปรับสมดุลร่างกายด้วยอาหารและสมุนไพร ด้านการเอาพิษออกจากร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ จำนวน 30 ข้อ ส่วนที่ 4 พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ในด้านกายบริหาร ด้านการปรับสมดุลร่างกายด้วยอาหารและสมุนไพร ด้านการเอาพิษออกจากร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ จำนวน 64 ข้อ และส่วนที่ 5 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ สำหรับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการบันทึกรายบุคคล 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ โปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แบบบันทึกรายบุคคล สรุปการปฏิบัติกิจกรรมทางร่างกายและสรุปสภาวะอารมณ์ประจำวันสื่อวีดีทัศน์และสื่อบุคคล เนื้อหาหลักในการเรียนรู้จาก โปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถี ธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมีดังนี้ 1. เรียนรู้วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค ควบคุมโรค ส่งเสริม และฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยเทคนิค 9 ข้อ หรือ ยา 9 เม็ด 1.1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 1.2 การกัวซาหรือขูดพิษหรือขูดลมออกจากร่างกาย 1.3 การสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท ็ อกซ์) 1.4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพรที่ถูกกัน 1.5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบอาบ เช็ด ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน 1.6 การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร 1.7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล 1.8 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ เพิ่มพูนใจไร้กังวล อย่างสม่ำเสมอ 1.9 การรู้เพียร รู้พักให้พอดี (ทำงานให้เต็มที่ พักผ่อนให้พอดี) 2. เรียนรู้กลไกการเกิด และการหายของโรคต่างๆ 3. เรียนรู้หลักปฏิบัติในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี 4. เรียนรู้ผัก ผลไม้ สมุนไพร และอาหารฤทธิ์ร้อน-ฤทธิ์เย็น 5. เรียนรู้การทำน้ำสมุนไพร และการปรุงอาหารเพื่อปรับสมดุลร้อน-เย็น 6. เรียนรู้กายบริหาร โยคะ กดจุดลมปราณ ตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ 7. เรียนรู้การระบายพิษออกจากร่างกาย ด้วยวิธีการต่างๆตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 8. เรียนรู้วิธีดับโลก (โรค) ร้อน ด้วยวิถีแห่งพรหม 9. เรียนรู้วิธีดำเนินชีวิตให้มีคุณค่าและผาสุก 10. เรียนรู้การเป็นหมอดูแลและบำบัดสุขภาพตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งยาหรือลดการใช้ยา 11. เรียนรู้การดำรงชีวิตแบบพอเพียง พึ่งตนด้วยสิ่งที่ประหยัดเรียบง่ายทำเองได้ เช่น การ ทำน้ำยาอเนกประสงค์ เพื่อทำความสะอาดภาชนะและอุปกรณ์เครื่องใช้ การทำน้ำมันสมุนไพรฤทธิ์ เย็น เพื่อเป็นยารักษาโรค การทำยาสีฟันผงถ่านไว้ใช้ทำความสะอาดฟัน การทำน้ำเต้าหู้ การเพาะถั่วงอกเพื่อนำมาประกอบอาหาร 12. เรียนรู้การบำเพ็ญบุญ เสียสละแบ่งปัน โดยทำ “โรงบุญมังสวิรัติ” ทุกวันศุกร์ ที่อาคาร เยี่ยมญาติ กิจกรรมแจกอาหารมังสวิรัติ เช่นน้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง ส้มตำ ผัดเส้นหมี่ น้ำสมุนไพรฤทธิ์ เย็น ที่ผู้ต้องขังหญิงร่วมกันทำ มอบสู่ญาติผู้ต้องขังที่มาเยี่ยมและประชาชนทั่วไป โดยจิตอาสาแพทย์วิถี ธรรมและอดีตผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมาแล้ว ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาในการศึกษาทั้งสิ้น 1 เดือนเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม - 11 เมษายน 2558 มีขั้นตอนดังนี้ 1. เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนได้รับโปรแกรม ( Pretest ) โดยใช้แบบสอบถามวันที่ 6 มีนาคม 2558 และตรวจสุขภาพ วันที่ 11 มีนาคม 2558 (ตรวจสุขภาพ) 2. สัปดาห์ที่ 1-4 จัดกิจกรรมให้ความรู้และฝึกทักษะการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถี ธรรม จัดตั้งครัว ฝึกประกอบอาหารและรับประทานอาหารสุขภาพ จัดทำโรงบุญมังสวิรัติ พร้อมทั้งให้แรงสนับสนุนทางสังคมด้วยการให้คำปรึกษา สนับสนุน ให้กำลังใจ โดยผู้วิจัยผู้คุม ผบ.เรือนจำ บุคลากรสำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอฯ และจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 3 . สัปดาห์ที่ 5 เก็บรวบรวมข้อมูลหลังได้รับโปรแกรมโดยใช้แบบสอบถาม วันที่ 7 เมษายน 2558 และตรวจสุขภาพ วันที่ 10 เมษายน 2558 รวมระยะเวลา 1 เดือน กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คือ 1. รับประทานอาหารปรับสมดุล เมนูอาหารปรับสมดุลจัดให้วันละ 3 มื้อ (แต่จะลดเหลือ 1 มื้อ หรือ 2 มื้อได้ตามสมัครใจ) แยกโรงครัวมาประกอบอาหารในแดนหญิง ผู้ประกอบอาหารคือผู้ต้องขังหญิงที่เข้าร่วมโครงการ 2. ออกกำลังกายทุกเช้า เริ่มเวลา 06.00 น.โดย การกายบริหาร โยคะ กดจุดลมปราณครั้งละ 60-70 นาที 3. เอาพิษออกจากร่างกาย ตามสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล และจัดสรรเวลาตามสะดวก เช่นการทำกัวซาหรือการขูดพิษออกจากร่างกายผ่านทางผิวหนัง การสวนล้างลำไส้ใหญ่ การแช่มือแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพรที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกาย การพอกทาหยอดประคบอบอาบหรือเช็ดด้วยสมุนไพรที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกาย โดยมีวัสดุ อุปกรณ์ และ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจัดไว้ให้ 4. เรียนรู้จาก สื่อวีดีทัศน์แพทย์วิถีธรรม วันละ 1 ชั่วโมง และบันทึกความรู้ที่ได้รับและ การวางแผนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตตนเองในสมุดรายงาน 5. บันทึกประจำวันการปฏิบัติ สรุปสภาวะ ร่างกายและจิตใจรายบุคคล ( ทุกคนจะได้รับสมุดบันทึก (ไดอารี) จากโครงการกำลังใจ 1 เล่ม ) การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงของ เนื้อหา ( Content Validity) จำนวน 5 ท่าน ใช้เกณฑ์ Index of Item Object Conclusion การตรวจสอบความเชื่อมั่น ( Reliability) ของแบบสอบถาม โดยนำไปทดลองใช้กับผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญจำนวน 30 คน หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ( Cronbach’s alpha coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .78 2. โปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้นำหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุข ที่ผู้วิจัยร่วมเป็นคณะกรรมการจัดทำร่างหลักสูตรฯ มาประยุกต์ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ซึ่งหลักสูตรฯ ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญพิจารณารับรองร่างหลักสูตรฯ จำนวน 5 ท่านพร้อมทั้งประเมินผลจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับโปรแกรม ฯ จำนวน 30 คน ซึ่งได้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโปรแกรมฯ ให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้ชี้แจงข้อมูลโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ฯ ที่กลุ่มตัวอย่างจะได้รับ เปิดโอกาสให้กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการวิจัยด้วยความสมัครใจ ชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ประโยชน์ที่จะได้รับ ตลอดจนสิทธิ์ที่จะยกเลิกหรือถอนตัวจากการวิจัยได้ตลอดเวลา การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ในการอธิบายลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ค่าเฉลี่ย (Mean) ร้อยละ (Percentage) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าต่ำสุด (Minimum) และค่าสูงสุด (Maximum) ใช้ สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบสมมติฐานของงานวิจัยเปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มก่อนการทดลองและหลังการทดลองด้วยสถิติ Dependent Samples t - test และวิเคราะห์เนื้อหา ( Content Analysis )เพื่ออภิปรายผลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ นอกจากนี้ทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาด้วยการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ( Pearson’s product moment correlation) โดยแบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่ ค่า 0-0.29 = ระดับต่ำ ค่า 0.30-0.70 = ระดับปานกลาง ค่า 0.71-1.00 = ระดับสูง (ศิริชัย กาญจนวาสี , ทวีวัฒน์ปิตยานนท์ และดิเรก ศรีสุโข , 2551) และ วิเคราะห์อำนาจการทำนายโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ( Stepwise multiple regression) และ FACTOR ANALYSIS ด้วย โปรแกรม ATLAS.ti ผลการวิจัย ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ผู้ต้องขังหญิงเรือนจำจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 82.80 มีเชื้อชาติไทยร้อยละ 97.20 และรองลงมาเป็นเชื้อชาติลาวและกัมพูชา ร้อยละ 0.80 ด้านภูมิลำเนาในประเทศไทยพบว่าส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ร้อยละ 38.80 รองลงมามีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ร้อยละ 5.20 มีอายุระหว่าง 18-30 ปี ร้อยละ 48.40 รองลงมามีอายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 34.00 สถานภาพ ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสดร้อยละ 41.60 รองลงมาคือสมรสแต่ไม่ได้จดทะเบียน ร้อยละ 30.40 ด้านการศึกษาพบว่าจบการศึกษาที่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 35.20 รองลงมาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 24.00 ด้านอาชีพพบว่า ก่อนการต้องโทษส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 42.00 รองลงมาประกอบอาชีพค้าขายร้อยละ 24.00 มีรายได้ต่อเดือนก่อนถูกต้องขังน้อยกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 48.36 รองลงมามีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 10,000 - 30 ,000 บาท ร้อยละ 44.60 การมีรายได้ต่อเดือนขณะถูกต้องขังส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 1,000 บาท ร้อยละ 82.80 รองลงมา มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 1,000-5,000 บาท ร้อยละ 14.40 การมีบุตร พบว่าส่วนใหญ่มีบุตร ร้อยละ 69.20 และไม่มีบุตร ร้อยละ 30.80 โดยผู้มีบุตรพบว่าส่วนใหญ่มีบุตร 2 คน ร้อยละ 26.40 รองลงมามีบุตร 1 คน ร้อยละ 22.80 ด้านการมีหนี้สินพบว่าไม่มีหนี้สิน ร้อยละ 78.00 และมีหนี้สิน ร้อยละ 22.00 โดยในกลุ่มที่มีหนี้สินพบว่าส่วนใหญ่มีหนี้สินมากกว่า 50,001 บาท ร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน