สื่อธรรมะพ่อครู(บุคคล 7) ตอน บุคคล 7 สายศรัทธาสายปัญญา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข5 กุมภาพันธ์ 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บุคคล 7) ตอน บุคคล 7 สายศรัทธาสายปัญญา เรื่องที่จะอธิบายคือบุคคล 7 เริ่มต้นที่สายศรัทธา จะยาวยืดอยู่กับอุปาทาน อุปาทานแปลว่าความติดความยึด จะเสียเวลานานมากๆ คือความหลงยึดถือ ยึดถือความไม่มี ว่า มี สายศรัทธา ยึดถือความไม่มี ว่ามี สายปัญญา จะรู้แจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มี มี มีอาศัย พระพุทธเจ้าอาศัยอยู่ในความมีของชีวิตพระชนม์ชีพ 45 ปี แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คำว่า ความ ไม่มี กับ มี ในพระไตรปิฎกล. 16 ข. [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มี แต่คนผู้ไปสำคัญมั่นหมายในสรรพสิ่ง สัพเพธัมมา ว่าเป็นอัตตา หลงว่ามีตัวตน ยกตัวอย่างอาจารย์มั่น ยังยึดถือว่ามี แล้วอยู่ในภพของอาจารย์มั่น พูดกับอาตมาคนละภพ เพราะภพของ อาจารย์มั่นเป็นภพภายใน เป็นสัมภเวสี อเทวนิยมรู้จักเทวนิยมแล้วสลายเทวะด้วย แต่สายมีเทวะ ไม่ชัดเจนก็จะใช่หรือไม่ใช่มีหรือไม่มีก็ได้ ยังไม่ชัด ผู้ไปหลงสำคัญมั่นหมายในสรรพสิ่งว่าเป็นอัตตาจึงติดอยู่กับอัตตาไม่มีปัญญา ที่จะปล่อยวาง เพราะฉะนั้นปัญญาจึงยิ่งใหญ่ สายศรัทธาจะยึดติดอยู่อย่างนี้ จิตไม่เกิดปัญญาขึ้นมา ถ้าจิตเกิดปัญญาขึ้นมา ถ้าคุณมีปัญญาขึ้นมาจากฐานกายสักขี เป็นฐานปัญญาวิมุติ คุณก็เป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้ายังไม่ยอมรับกายสักขีว่าเป็นอรหันต์ เพราะยังไม่มีปัญญา ปัญญาอยู่ในวิโมกข์ 8 ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด

อ่านต่อ

้วยกายจึงจะเกิดปัญญา เชื่อว่าอาจารย์มั่นอธิบายสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่ได้ เพราะไม่รู้สภาวะละเอียดลออ จะแยกอาภัสราพรหม จะแยกสุภกิณหาพรหมออกจากกันได้หรือไม่ รูปีรูปานิปัสสติ กับอัชฌัตตังอรูปสัญญี พหิทารูปานิปัสสติ วิโมกข์ 8 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ที่จริงต้องเรียนรู้รูปภายในภายนอกว่ามีหรือไม่มี ต้องเห็นเป็นสภาพคู่ จะขาดภายนอกหรือขาดภายในไม่ได้ แต่สายหลับตาขาดภายนอกก็โมฆะ ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

พ่อครูว่า... พวกที่ติดอยู่กับอัตตาไม่มีปัญญาปล่อยวางก็เลยมีอยู่ ปัญญานั้นไม่มีประสิทธิภาพสามารถปรับปล่อยวางเลิกสูญได้ แต่ความเป็นปัญญาของเขาไม่เกิด พลังงานชนิดที่เป็นพลังงานปัญญามันไม่เกิดมันก็ไม่มีประสิทธิภาพ มาสลายหรือวางปล่อยมันไม่มี นอกจากไม่มีปัญญาแล้วยังหลงสร้างภพชาติใหม่ใส่จิต แล้วสร้างอย่างอาจารย์มั่น ที่จริงมีเยอะกว่าที่เอามาอ่านให้ฟังนะ มีเทวดาชนิดนั้นชนิดนี้ หรือแม้แต่เป็นพญายมอย่งที่เอามาอ่านให้ฟัง คุณเองตามพยายมอย่างนั้นได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ คนอื่นร่วมด้วยไม่ได้ แต่คนที่มีสัมโภคกาย สนุกสนานปั้นตัวตนมาก็ว่าใช่ แต่ต่างคนต่างนิมาณกายเนรมิตของตนเองทั้งนั้น แต่พูดกันรู้ เช่นธรรมกาย บอกว่าใสๆๆๆ ก็บอกกันว่าใช่ๆๆๆ แล้วบอกว่าตรงกันหมด แต่สัมผัสด้วยตาหูจมูกลิ้นกายด้วยกันไม่ได้ เพราะไม่รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ความเป็นตัวตน อุปาทาน คือ หลงติดความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดเป็นรูป หลงติดเป็นนาม หากคุณเข้าใจอาการสภาวะของความยึดมั่นถือมั่น สภาวะของความหลงติด เป็นอย่างไร? สภาวะยึดมั่นถือมั่น คือ อภินิเวสายะ และความติดยึด เกี่ยวข้องอยู่ ข้องอยู่ เรียกว่า คุหัฏฐะ ความข้องอยู่ ข้องอยู่ในถ้ำ แต่นี่ไม่ได้ข้องในถ้ำ แต่เป็นการข้องในตัวตน ทั้งนั้นน่ะคุณติดอะไรอยู่ก็ข้องอยู่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเมืองหรือว่าแม้แต่จะเป็น ฝี ที่เจ็บปวด หรือวัวไม่มีหนัง ก็ติดอยู่ ด้วยความไม่รู้ประสีประสาว่ามันทุกข์หนัก ทุกขณะวินาที มันทุกข์อยู่ตลอดแต่คุณก็ไม่รู้ว่าทุกข์ แสบเผ็ดอยู่กับอะไรคุณก็ไม่รู้ มีเจตนาจะอยู่ตรงนี้ มีผู้มีกำลังแข็งแรงดึงขึ้นไปคุณก็จะจมอยู่กับอเวจีอันนี้ให้ได้ เป็นวัวที่ไม่มีหนังอยู่ตรงนี้ให้ได้ สุดท้ายคุณก็เป็นไอ้โจรที่ฆ่าศาสนาอยู่ พระราชา ก็บอกว่าเอาไปฆ่าเสีย เพราะถ้าขืนให้อยู่จะสร้างบาปเป็นภัย มีเหตุปัจจัยจะต้องฆ่าศาสนาอยู่ ถ้ายังมีกรรมกิริยากายภายนอกเกี่ยวกับบุคคลอีกเยอะแยะมันก็จะเป็นกรรมที่หนักหนา ต้องตัดภายนอกออกไป ปั้นบ้าๆบอๆ สร้างนรกอเวจีในภพก็ไม่หนาแน่น ไม่เกี่ยวกับคนอื่นไม่บาปคนก็ไม่มาก แต่ถ้าลืมตาแล้วคุณก็ยังเทศนา ยังเสนอให้คนอื่นมาร่วมโง่ เพิ่มความทุกข์เข้าไปในคณะด้วยคนก็บาปหนักหนาสาหัส เพราะฉะนั้นตายเสียก่อนดีกว่า ฟังให้ชัด พูดเหมือนคนอำมหิตรุนแรง ไม่ใช่ แต่ที่จริงเมตตานะ พระราชาให้เอาไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็นก็คือความเมตตานะ ฟังสิริมหามายาให้ดีๆ อาตมาบอกว่า ด่าเอาบุญ ด่าเพื่อให้คุณรู้สึกรู้สา แต่ทำไมเหนียวแน่นเหมือนจอมนรกโจรใหญ่ที่ฆ่าไม่ตาย อาตมาว่าอาตมานักฆ่าฝีมือดีแล้วนะ ยังไม่สามารถฆ่าอันนี้ได้ คุณตายบ้างหรือยัง...ตายบ้างแล้วดี

อุปาทานคือหลงติดความยึดมั่นเป็นตัวตน แต่ไม่มีปัญญาที่จะรู้จักตัวตน ปัญญาที่จะรู้จักตัวตนนี่ ข้อที่ 1 ของศาสนาคือ สักกายทิฏฐิ เป็นวิชชาข้อที่ 1 หรือเป็นวิปัสสนาญาณข้อที่ 1 หรือเป็นปัญญาข้อที่ 1 ถ้าคุณยังไม่มี แม้แต่ตัวตน ไม่รู้จักตัวตน คือ กายของตน กาย คือ สภาพคู่ รูปนาม คุณยังไม่มี นอกจากไม่พ้นสักกายทิฏฐิ แล้วยังไม่รู้จักเรื่องภพชาติ อีกด้วย จึงสร้างชาติใส่ภพ ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ สะสมลงในอนุสัยของตน เข้าไปอีกมากยิ่งขึ้น จึงมีทั้งการสร้างอุปทาน จึงมีทั้งตัวตนมากขึ้นๆ แน่นขึ้นๆ เยอะเข้าไปอีก แต่ผู้ไม่รู้ก็ไม่รู้ สร้างเข้าไปอีก น่าสงสารจริงๆ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พยายามที่สุดแล้ว ที่จะอธิบายด้วยความรู้ความสามารถ ทำไงจะอธิบายไปแล้วจะให้คุณเข้าใจทันทีได้ อย่างว่า ขนาดพระพุทธเจ้าอธิบายไปแล้ว โลหิตร้อนพุ่งออกจากปากไป 60 ลาสิกขาบทไป 60 คนได้ผลเป็นพระอรหันต์ 60 คน ได้แค่ 1 ใน 3 สมณะฟ้าไทว่า..เพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่นจึงบรรลุธรรมได้ พ่อครูว่า...ตัวเราก็เท่านี้ขนาดพระพุทธเจ้ายังได้ 1 ใน 3 เราได้1 ใน 10,000 ก็ยังดีนะ

ตั้งใจฟังให้ดีๆ วันนี้เป็นวันพุธ วันศุกร์เจอกัน ขยายบุคคล 7 อีก ให้พอสมควร ก่อนที่จะถึงวันพุทธาภิเษก เป็นพื้นฐานเอาไว้ แล้วจะได้อธิบาย ปัญญา 8 สมณะฟ้าไท สรุป จบ 630129_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ยึดติดอัตตาเพราะขาดปัญญาปล่อยวาง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน